Instagram

21 December 2014

โป๊ปฟรังซิส: “อย่าหมกมุ่นกับการเตรียมคริสต์มาส จนลืมดูว่าพระเยซูกำลังเคาะประตูหัวใจของเรา”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน อย่าหมกมุ่นกับการเตรียมงานคริสต์มาสหรืองานทางโลก จนลืมสังเกตว่า พระเยซูกำลังเคาะประตูหัวใจของเราอยู่ ทรงย้ำ ของขวัญล้ำค่าที่พระเจ้ามอบให้กับโลกในวันคริสต์มาสคือสันติสุขที่เที่ยงแท้ พระเจ้าทรงมอบให้กับมนุษย์ที่พระองค์ทรงโปรดปรานดังที่ทูตสวรรค์ร้องเพลงสรรเสริญในคืนพระคริสตสมภพ


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 50,000 คน โดยพระวรสารประจำวันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า เป็นเหตุการณ์ที่ทูตสวรรค์กาเบรียลมาหาแม่พระ เพื่อแจ้งเรื่องการบังเกิดมาของพระเยซู ขณะที่แม่พระตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอเป็นไปตามวาจาของท่านเถิด” (ลูกา 1:38)

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันว่า “แม่พระไม่รู้ว่าสิ่งใดบ้างจะเกิดขึ้นกับตัวท่านในอนาคต แม่พระไม่รู้ถึงความเจ็บปวดและความเสี่ยงที่ตนจะต้องประสบ แต่แม่พระรู้ดีว่า พระเจ้าทรงขอร้องบางอย่างจากตัวท่าน และแม่พระก็วางใจในพระเจ้าอย่างถึงที่สุด นี่แหละคือความเชื่อของแม่พระ!

“ส่วนอีกสิ่งที่พ่ออยากแบ่งปันคือความสามารถของแม่พระในการตระหนักถึงช่วงเวลาของพระเจ้า ต้องขอบคุณแม่พระที่ช่วยให้การมารับสภาพมนุษย์ของพระวจนาตถ์สามารถเป็นไปได้จริง แม่พระสอนเราให้รู้ถึงช่วงเวลาอันน่าโปรดปรานที่พระเยซูทรงผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อร้องขอการตอบรับแผนการของพระองค์จากเราในแบบทันทีและตอบด้วยความใจกว้าง

“พระเยซูทรงผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ในช่วงเวลาคริสต์มาสนี้ พระเยซูทรงมาเคาะประตูหัวใจของคริสตชนทุกคน พวกเราแต่ละคนถูกเรียกร้องให้ตอบสนองพระองค์เหมือนอย่างที่แม่พระเต็มใจตอบรับเสียงนี้ บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราหมกมุ่นอยู่กับความคิดและความกังวลต่างๆ บางที เราหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมงานวันคริสต์มาส เราไม่ได้แม้กระทั่งสังเกตด้วยซ้ำว่า พระเยซูทรงกำลังเคาะประตูหัวใจของเราอยู่ พระองค์ทรงขอให้เราต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงขอให้เราตอบรับแผนการของพระองค์

“เคยมีคำกล่าวของนักบุญท่านหนึ่งที่พูดว่า ‘เรากลัวว่าพระเจ้าจะเสด็จผ่านเราไป’ นักบุญท่านนี้กลัวเพราะท่านไม่ได้สังเกตถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าและท่านก็ยังไม่พร้อมจะตอบรับพระองค์ ทัศนคติแบบนี้และความกลัวแบบนี้ เราก็รู้สึกเหมือนกันในใจของเรา ... ถ้าเรารู้สึกแบบนี้ จงหยุดทุกอย่าง พระเจ้าอยู่ที่ตรงนี้แล้ว เอาล่ะ จงสวดภาวนาและไปแก้บาป ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ แต่อย่าลืมนะว่า ถ้าจะให้ดีที่สุด อย่าให้พระเจ้าเสด็จผ่านเราไป โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย

“แบบอย่างของแม่พระและนักบุญโยเซฟคือการเชื้อเชิญเราให้ต้อนรับพระเยซูอย่างเปิดใจ พระเยซูเสด็จมาเพื่อนำของขวัญแห่งสันติมามอบให้ นั่นคือ สันติสุขบนโลกนี้และสันติสุขแด่มนุษย์ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน ดังที่ทูตสวรรค์ได้ขับร้องเพลงนี้ต่อหน้าคนเลี้ยงแกะ ของขวัญล้ำค่าของคริสต์มาสคือสันติสุข พระคริสตเจ้าคือสันติที่แท้จริง พระคริสตเจ้ากำลังเคาะประตูหัวใจของเรา เพื่อมอบสันติให้กับเรา ดังนั้น ขอให้เราเปิดใจต้อนรับพระองค์ด้วย” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: การสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว

Read More: Vatican Radio

20 December 2014

โป๊ปฟรังซิส: “เราต้องเป็นปากเสียงให้กับคนที่ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงในสังคม”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำกลุ่มจอห์น ที่ 23 เราต้องละทิ้งความต้องการส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ที่สำคัญ เราต้องเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม ทรงชี้ กลุ่มนี้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง เพราะพระญาณสอดส่องของพระเจ้าทรงทำงาน

 





ช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับ “กลุ่มจอห์น ที่ 23” ซึ่งเป็นกลุ่มฆราวาสที่ได้รับการรับรองจากพระศาสนจักร ที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โดยกลุ่มดังกล่าว ก่อตั้งเมื่อค.ศ.1968 โดย คุณพ่อโอเรสเต้ เบนซี่ สงฆ์จากสังฆมณฑลริมินี่ จุดประสงค์ของกลุ่มนี้คือเพื่ออุทิศตนช่วยเหลือเยาวชนวัยรุ่น ตามแนวคิด “พบกับพระคริสตเจ้าแบบเพื่อนฝูง” นอกจากนี้ กลุ่มนี้ยังเน้นการอภิบาลผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้ถูดทอดทิ้งด้วย

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับสมาชิกกลุ่มดังกล่าวกว่า 8,000 คนว่า “พระญาณสอดส่องของพระเจ้าทรงช่วยให้กิจการของพวกท่านเจริญเติบโต และพิสูจน์ถึงความสามารถแห่งพระพรอันหลากหลายที่มีอยู่ในตัวคุณพ่อโอเรสเต้ เบนซี่ ผู้ก่อตั้งกลุ่มของท่าน ก่อนที่ท่านจะลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง ท่านต้องคุกเข่ารับใช้คนอื่นก่อน นอกจากนี้ ศูนย์กลางของคำภาวนาต่อชีวิตการรับใช้แบบคริสตชน ก็เป็นส่วนสำคัญของชีวิตหมู่คณะของท่านนับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นพันธกิจด้วย

“ความรักต่อผู้ยากไร้ ต้องเรียกร้องตัวท่านเองให้ละทิ้งความต้องการต่างๆ และยังต้องนำพากลุ่มให้อุทิศตนในการสร้างโลกให้เปี่ยมด้วยความยุติธรรมยิ่งขึ้น เราต้องเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม กระแสเรียกนี้จะเกิดได้ก็ด้วยการภาวนาและรำพึงไตร่ตรอง ดำเนินชีวิตกับผู้ยากไร้ นบนอบ และปฏิบัติตามคำสอนของพระวรสาร” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

อนึ่ง กลุ่มจอห์น ที่ 23 ได้รับการรับรองสถานะจากพระศาสนจักรในค.ศ.1998 ปัจจุบัน กลุ่มนี้ทำงานอยู่ใน 34 ประเทศทั่วโลก

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาต้อนรับกลุ่มจอห์น ที่ 23

19 December 2014

โป๊ปฟรังซิส: “จุดประสงค์ของกีฬาคือพัฒนาคน ไม่ใช่ผลกำไร”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำคณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี ขอให้นำพากีฬาเข้าถึงทุกคนในสังคม ที่สำคัญ เป้าหมายกีฬาคือพัฒนามนุษย์ ไม่ใช่ผลกำไร นอกจากนี้ ทรงกล่าวติดตลก โอลิมปิก 2024 ที่อิตาลียื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ พระองค์คงอยู่ไม่ถึงตอนนั้นหรอก




ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งอิตาลี (โคนี่) ที่มาเข้าเฝ้าในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โอกาสที่อิตาลีเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2024

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า “มหกรรมกีฬา เฉพาะอย่างยิ่งโอลิมปิก ได้นำผู้แทนนักกีฬาชาติต่างๆ ที่มีความแตกต่างทางประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, ประเพณี, ความเชื่อ และค่านิยม ให้มาอยู่ร่วมกัน มหกรรมกีฬาเหล่านี้สามารถเปิดเส้นทางใหม่ๆ และบางครั้ง สามารถเอาชนะความขัดแย้งที่เกิดจากความรุนแรงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนได้แบบชนิดที่คาดไม่ถึงด้วย

“มันจึงเป็นความท้าทายของเรา ไม่เฉพาะนักกีฬาเท่านั้น ที่จะใส่ความพยายามและความเสียสละ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายสำคัญในชีวิต และยังเป็นการยอมรับข้อจำกัดของตัวเราเองด้วย

“พ่อขอให้คณะกรรมการโอลิมปิกทำให้กีฬาเข้าถึงทุกคน รวมไปถึงผู้ต่ำต้อยที่สุดและผู้ยากไร้ที่สุดในทุกภาคส่วนของสังคม กีฬาไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อผลกำไร แต่เป้าหมายของมันคือการพัฒนามนุษย์!

“เพื่อนรักทุกคน พ่อขอส่งความปรารถนาดีไปยังการยื่นเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก 2024 อย่างไรก็ตาม พ่อจะไม่อยู่ถึงตอนนั้นหรอกนะ! ขอพระเจ้าอวยพรทุกคนและครอบครัวของพวกท่านด้วยนะ” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาต้อนรับคณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี

โป๊ปฟรังซิส: “พระศาสนจักรอย่าทำตัวเป็นนักธุรกิจ แต่เราต้องเป็นแม่”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงยอมรับ บางครั้ง เคยคิดว่าพระศาสนจักรบางพื้นที่ทำตัวเป็น “นักธุรกิจ” มากกว่าจะเป็น “แม่” ทรงย้ำ พระศาสนจักรจะเป็น “หมัน” เพราะการมีอีโก้สุดขั้วและการเหลิงอำนาจ ถ้าหากพระศาสนจักรทำตัวแบบนี้ เราก็จะเดินบนหนทางของฟาริสีและเป็นพวกเสแสร้งทำเป็นศรัทธา



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้จากหนังสือผู้วินิจฉัย เป็นเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงให้ภรรยาของมาโนอาห์ ซึ่งเป็นเธอเป็นหมัน ได้ให้กำเนิดบุตรและตั้งชื่อว่า “แซมสัน” ส่วนพระวรสารวันนี้ ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทูตสวรรค์มาปรากฏแก่เศศาริยาห์ และแจ้งว่า เอลิซาเบ็ธ ภรรยาของตน จะให้กำเนิดบุตรชาย และจงตั้งชื่อเขาว่า “จอห์น”

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า “สำหรับชาวอิสราเอล มันเกือบจะเป็นคำสาปแช่งสำหรับการไม่มีบุตร และในพระคัมภีร์ที่เราได้ยินในวันนี้ เราได้เห็นหญิงที่เป็นหมันที่ได้รับการเผยแสดงอัศจรรย์จากพระเจ้า

“บทอ่านและพระวรสารในวันนี้ พระศาสนจักรแสดงให้เราเห็นถึงเครื่องหมายของการเป็นหมันก่อนที่จะถึงการบังเกิดของพระเยซู นี่คือเครื่องหมายของการไร้ความสามารถตามประสามนุษย์ที่จะก้าวไปข้างหน้า ดังนั้น พระศาสนจักรต้องการให้เราไตร่ตรองในประเด็นของการเป็นหมันของมนุษย์ พระเจ้าสามารถแก้ไขเรื่องการสืบสกุลของเราใหม่ พระองค์สามารถที่จะมอบชีวิตใหม่ และนี่แหละคือสาระสำคัญของวันนี้ เมื่อมนุษยชาติเหนื่อยล้าและไม่สามารถจะก้าวต่อไปได้ พระหรรษทาน(ของพระเจ้า)จะมาทันที

“ทั้งภรรยาของมาโนอาห์ ซึ่งเป็นแม่ของแซมสัน และเอลิซาเบ็ธที่ให้กำเนิดบุตร ต่างขอบคุณสิ่งที่พระจิตของพระเจ้าทรงกระทำ นี่คือสาระสำคัญของบทอ่านและพระวรสารในวันนี้ ขอให้เราเปิดใจต้อนรับพระจิตของพระเจ้า พวกเราเพียงคนเดียวไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย นี่คือผลงานที่พระเจ้าทรงกระทำ (การให้หญิงหมันได้กำเนิดบุตร)

“สิ่งเหล่านี้ทำให้พ่อคิดถึงพระศาสนจักรมารดาของเรา และคิดถึงเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเป็นหมันของพระศาสนจักร ... เพราะการเป็นหมันภายในหมู่ประชากรของพระเจ้า การเป็นหมันของประชากรของพระเจ้าเกิดจากการทะนงตนสุดขั้ว (อีโก้) และจากอำนาจ เมื่อพระศาสนจักรเชื่อว่าตนเองสามารถทำทุกอย่างได้หมด เชื่อว่าตนสามารถควบคุมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคน พระศาสนจักรก็เดินไปบนถนนของฟาริสี ซํดดูสี เดินไปบนถนนของพวกคนเสแสร้ง ใช่! เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนจักรก็เป็นหมัน

“ดังนั้น ขอให้เราภาวนาเพื่อที่คริสต์มาสนี้ พระศาสนจักรของเราจะเปิดตัวเองให้กับของขวัญของพระเจ้า เพื่อที่พระศาสนจักรจะได้ยอมให้ตนเองได้รับการสร้างความประหลาดใจจากพระจิตและเป็นพระศาสนจักรที่ให้กำเนิด เป็นพระศาสนจักรที่เป็นแม่ หลายๆ ครั้ง พ่อคิดว่า ในบางพื้นที่ พระศาสนจักรเป็นเหมือนนักธุรกิจมากกว่าจะเป็นมารดา

“ให้เราวอนขอพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานของการบังเกิดผลอุดมสมบูรณ์ของพระศาสนจักร เพราะเหนือสิ่งอื่นใด พระศาสนจักรต้องเป็นมารดา เหมือนอย่างแม่พระ (ปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง)” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: “ต้นคริสต์มาสและถ้ำพระกุมารคือสัญลักษณ์ของความเป็นพี่น้องและมิตรภาพ”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอบคุณสัตบุรุษเมืองเวโรน่าและคันตาซาโร่ที่มอบต้นคริสต์มาสและถ้ำพระกุมารให้วาติกัน เพื่อนำมาตั้งไว้ที่ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร พร้อมย้ำ ต้นคริสต์มาสและถ้ำพระกุมารคือสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายไปยังทุกคน รวมถึงคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าด้วย เพราะนี่คือการพูดถึงความเป็นพี่น้องกันและมิตรภาพของมนุษย์





ช่วงสายวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับพระสังฆราชและสัตบุรุษจากเมืองเวโรน่าและคันตาซาโร่ ที่มาเข้าเฝ้าถวายต้นคริสต์มาสและถ้ำพระกุมารให้กับวาติกัน เพื่อติดตั้งไว้ ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา ตรัสกับพวกเขาว่า “ต้นคริสต์มาสและถ้ำพระกุมารที่แสดงการบังเกิดมาของพระเยซู ได้สัมผัสหัวใจของผู้คนด้วยสารแห่งความสว่าง ความหวัง และความรัก สัญลักษณ์เหล่านี้ของคริสต์มาสได้ซึมผ่านและประดับประดาวัฒนธรรม, วรรณกรรม, ดนตรี และศิลปะของภูมิภาคต่างๆ ของอิตาลีให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น และมันยังเป็นมรดกสุดสำคัญที่จะส่งมอบให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย

“ทั้งถ้ำพระกุมารและต้นคริสต์มาส ทำให้เราได้หวนคิดถึงธรรมล้ำลึกที่พระวจนาตถ์ทรงมารับสภาพเป็นมนุษย์และรำลึกถึงความสว่างที่พระเยซูนำมามอบให้กับโลก ทั้งถ้ำพระกุมารและต้นคริสต์มาสได้สัมผัสจิตใจของผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าด้วย เพราะทั้งถ้ำพระกุมารและต้นคริสต์มาสได้พูดถึงความเป็นพี่น้องกัน ความใกล้ชิด และมิตรภาพ มันยังเชิญชวนเราให้กลับไปค้นหาความงดงามของความเรียบง่าย การแบ่งปัน และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วย

“สัญลักษณ์ของคริสต์มาสคือเครื่องหมายเชิญชวนให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันและเปี่ยมด้วยสันติ มันยังเรียกร้องเราให้จัดหาที่ว่างให้กับพระเจ้าได้ประทับในชีวิตเราด้วย” พระสันตะปาปา ตรัสกับผู้เข้าเฝ้า

ทั้งนี้ ในคืนวันเดียวกัน ได้มีการเปิดไฟต้นคริสต์มาส ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน อีกด้วย

Read More: Vatican Radio


18 December 2014

โป๊ปฟรังซิส: “อเมริกาและคิวบาฟื้นฟูความสัมพันธ์กัน ถือว่าน่าชื่นชมยินดียิ่ง”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปันความชื่นชมยินดีที่สหรัฐอเมริกาและคิวบา ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน หลังจากบาดหมางกันมานานมาก พร้อมกันนี้ ทรงย้ำ การเจรจาทางการทูตคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการสร้างสันติภาพและนำหัวใจของทุกคนให้เข้ามาใกล้ชิดกันด้วย


ช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับทูตจาก 12 ประเทศ ได้แก่ บาฮามาส, บังคลาเทศ, เดนมาร์ก, โดมินิกัน, ฟินแลนด์, มาเลเชีย, มาลี, มองโกเลีย, นิวซีแลนด์, รวันดา, แทนซาเนีย และ โตโก ที่มาเข้าเฝ้าถวายอักษรสาส์นตราตั้ง โอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา กล่าวกับบรรดาทูตทุกคนแบบสั้นๆ ว่า “เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.) เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความชื่นชมยินดีที่สหรัฐอเมริกาและคิวบา ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน ทั้งสองชาติได้บาดหมางกันมาเป็นเวลานานหลายปี แต่ตอนนี้ทั้งสองที่ไม่ได้คุยกันมานานมาก ได้กลับมาเสวนากันอีกครั้ง สิ่งนี้เป็นผลมาจากการเจรจาทางการทูต

“การเจรจาทางการทูตคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างสันติภาพ, นำหัวใจขอทุกคนให้ใกล้ชิดกัน และหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นพี่น้องกันให้เกิดกับประชาชน รวมถึงประเทศชาติ” พระสันตะปาปา ตรัสกับทูตทุกคน


โป๊ปฟรังซิสสอนเด็กๆ พระเยซูคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ไม่เคยทิ้งเรา

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนเด็กๆ พระเยซูคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ไม่ทอดทิ้งทุกคน นอกจากนี้ ทรงหวังเห็นเด็กๆ อุทิศเวลาช่วยเหลืองานพระศาสนจักร และช่วยเหลือผู้ยากไร้ รวมถึงผู้ตกทุกข์ได้ยากอีกด้วย



ช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับเด็กๆ จากหน่วยงานคาทอลิกอิตาลีที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน เพื่อถวายพระพรโอกาสคริสต์มาสและปีใหม่ หลังจากพวกเขาเสร็จสิ้นการอบรมที่จัดภายใต้หัวข้อ “ทุกสิ่งจะได้รับการค้นพบ”

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับเด็กๆ ว่า “พ่อขอให้ลูกๆ อย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ เพราะแผนการของพระเยซูที่มีต่อลูกๆ ก็คือการสร้างตัวลูกเองไปพร้อมๆ กับพ่อแม่ผู้ปกครอง, พี่น้อง, เพื่อน และการเรียนคำสอน”

พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปายังสอนเด็กๆ ให้รู้จักเป็นห่วงเป็นใยต่อผู้ยากไร้และผู้ประสบทุกข์ยาก, ขอให้ทุกคนอุทิศเวลาให้กับการช่วยเหลืองานวัด, ขอให้เป็นศิษย์พระเยซูด้วยสันติและความแจ่มใส พระองค์ยังสอนด้วยว่า ความไม่เข้าใจกันสามารถเอาชนะได้ เพราะการร่วมเป็นหนึ่งเดียวในพระเยซู ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น

นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังขอให้ทุกคนสวดภาวนาและพูดกับพระเยซูบ่อยๆ เพราะพระเยซูคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ไม่เคยทอดทิ้งพวกเขา

“อาศัยพระหรรษทานแห่งการบังเกิดของพระเยซู พระองค์ทรงต้องการที่จะช่วยลูกๆ เดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง เปี่ยมด้วยความมั่นใจและความชื่นชมยินดี เพื่อจะได้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์” พระสันตะปาปา ตรัสตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: “คนที่พระเจ้าเลือกสรรจะถูกทดสอบด้วยการแบกรับปัญหาหนักอึ้งไว้บนบ่าของตัวเอง”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ ในประวัติศาสตร์แห่งความรอด พระเจ้าจะเลือกคนขึ้นมาสร้างประวัติศาสตร์และทำพันธกิจของพระองค์ แต่คนที่ได้รับเลือกจากพระเจ้า จะต้องแบกรับปัญหาสุดเลวร้ายไว้บนบ่าของตัวเอง ต้องแบกรับปัญหาไว้โดยที่ไม่มีวันเข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ เหมือนเช่นที่ นักบุญโยเซฟแบกรับคำนินทาของคนอื่นที่แม่พระทรงตั้งครรภ์ทั้งที่ยังเป็นคู่หมั้นกัน



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำมิสซานี้ เป็นเรื่องราวการประสูติของพระเยซู โดยนักบุญโยเซฟคิดจะถอนหมั้นเงียบๆ เนื่องจากแม่พระตั้งครรภ์ก่อน แต่ทูตสวรรค์มาปรากฏในความฝัน พร้อมบอกว่าอย่ากลัวที่จะรับแม่พระเป็นภรรยา นอกจากนี้ ทูตสวรรค์ยังบอกให้ตั้งชื่อบุตรที่จะเกิดมาว่า “เยซู” เพราะเขาจะช่วยประชากรของพระเจ้าให้รอดพ้นจากบาป

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า “พระประสงค์ของพระเจ้าทรงเกิดขึ้นเพื่อช่วยเราในประวัติศาสตร์ ความรอดจากบาปไม่ได้ไม่บังเกิดผลเหมือนในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ไม่! มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะความรอดพ้นของเราบังเกิดผลในประวัติศาสตร์ต่างหาก พระเจ้าทรงเดินผ่านมาในประวัติศาสตร์ไปกับประชากรของพระองค์ ดังนั้น ไม่มีความรอดถ้าไม่มีประวัติศาสตร์

“ดังนั้น การก้าวเดินทีละก้าว ประวัติศาสตร์จึงถูกจารึกขึ้น พระเจ้าทรงสร้างประวัติศาสตร์ พวกเราก็สร้างประวัติศาสตร์ และเมื่อเราพลาดพลั้ง พระเจ้ายังคงเดินไปกับเราตลอดเวลา ถ้าสิ่งนี้ยังไม่กระจ่างชัดกับเรา พวกเราก็ไม่มีวันเข้าใจคริสต์มาสได้เลย! พวกเราจะไม่เข้าใจการเสด็จมารับสภาพมนุษย์ของพระวจนาตถ์ ไม่มีวันเข้าใจเลย!

“ในประวัติศาสตร์ความรอด มีคนที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า คนที่พระเจ้าทรงเลือกนั้น พระองค์เลือกมาเพื่อช่วยประชากรของพระองค์ให้ก้าวไปข้างหน้า ผู้ที่ได้รับเลือกอย่างเช่น อับบราฮัม, โมเสส และ เอลียาห์ สำหรับคนเหล่านี้ แน่นอนว่า มันมีช่วงเวลาแย่ๆ สำหรับพวกเขาเหมือนกัน บางที พวกเขาอาจจะอยากใช้ชีวิตแบบสงบสันติ แต่พระเจ้าก็มานำความอึดอัดให้กับพวกเขา พระเจ้าทรงทำให้เรารู้สึกไม่สะดวกสบายก็เพื่อสร้างประวัติศาสตร์! ดังนั้น หลายๆ ครั้ง พระเจ้าจึงนำเราให้เดินบนถนนที่เราไม่ต้องการจะเดิน

“พระวรสารวันนี้ พูดถึงช่วงเวลาแย่ๆ อีกหนึ่งตอนของประวัติศาสตร์แห่งความรอด โยเซฟพบว่าคู่หมั้นของตน ซึ่งก็คือแม่พระได้ตั้งครรภ์ โยเซฟเป็นทุกข์ เขาเห็นพวกผู้หญิงบ้านๆ ซุบซิบกันในตลาด และมันทำให้เขาเจ็บปวดจริงๆ โยเซฟคงคิดในใจว่า ‘ผมรู้จักผู้หญิงคนนี้ดี เธอคือสตรีของพระเจ้า แล้วเธอทำอะไรให้ผมล่ะ? มันเป็นไปไม่ได้เลย!’ ถ้าโยเซฟกล่าวหาแม่พระ แม่พระก็จะถูกเอาหินทุ่ม แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่โยเซฟต้องการจะทำ แม้เขาจะไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่โยเซฟก็รู้ว่าแม่พระไม่มีทางนอกใจตนเองแน่ๆ ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเช่นนี้ คนแบบนี้(โยเซฟ)นี่แหละที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าให้สร้างประวัติศาสตร์ ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าต้องแบกรับปัญญาไว้บนบ่าของตนเอง รับแบกปัญหาโดยที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้

“นี่คือสิ่งที่โยเซฟทำ บุรุษที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาเลวร้ายสุดในชีวิตตนเอง แบกรับปัญหานี้ไว้ เขาเลือกจะรับคำด่าคำนินทาจากสายตาคนอื่น ก็เพื่อจะปกป้องเจ้าสาวของตน นักจิตวิทยาอาจกล่าวว่า สิ่งที่โยเซฟฝัน(ทูตสวรรค์มาแจ้งว่า แม่พระจะตั้งครรภ์โดยพระจิต) เกิดจากความกระวนกระวายฟุ้งซ่าน แต่เอาเถอะ ให้พวกนักจิตวิทยาพูดตามที่อยากจะพูดเลยละกัน ว่าแต่ สิ่งที่โยเซฟทำคืออะไรล่ะ หลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็ตัดสินใจว่าแม่พระคือเจ้าสาวของตน โยเซฟอาจกล่าวว่า ‘ผมไม่เข้าใจ แต่พระเจ้าตรัสกับผมว่า มารีอาจะให้กำเนิดบุตรชาย ซึ่งเขาจะเป็นลูกของผมด้วย’

“สำหรับพระเจ้าแล้ว การจะสร้างประวัติศาสตร์ไปกับประชากรของพระองค์ มันหมายถึงการเดินไปกับผู้ได้รับเลือกสรรและทดสอบเขาไปด้วย พระเจ้าทรงเดินไปกับเรา พระองค์นำเราเข้าสู่การทดลองและพระองค์จะช่วยเราในช่วงเวลาเลวร้ายสุด เพราะพระองค์คือพระบิดาของเรา” พระสันตะปาปา ตรัสตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

17 December 2014

โป๊ปฟรังซิส: “อย่าดูถูกเมืองเล็กๆ เมืองชายขอบของสังคมว่าเป็นพื้นที่ไม่สำคัญ”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน อย่าดูถูกเมืองเล็กๆ เมืองชายขอบของประเทศว่าเป็นพื้นที่ไม่สำคัญ เพราะพระเยซูยังเลือกมาบังเกิดในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีคนสนใจและยังเป็นเมืองชายขอบของอาณาจักรโรมันด้วย พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุจับตัวประกันที่ซิดนีย์ รวมถึงเด็กนักเรียนที่ถูกกลุ่มตอลิบานสังหารที่ปากีสถานด้วย





ช่วงสายวันพุธที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาเทศน์สอนและพบปะสัตบุรุษกว่า 45,000 คนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันนี้ เป็นโอกาสพิเศษ เนื่องในวันคล้ายวันสมภพของพระสันตะปาปาครบ 78 ชันษาด้วย อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาไม่ทรงกล่าวถึงวันคล้ายวันสมภพของพระองค์แต่อย่างใด แม้สัตบุรุษจะนำ “เค้กและปักเทียนวันเกิด” มาให้พระองค์เป่า รวมถึงนำลูกโป่งพร้อมข้อความสุขสันต์วันคล้ายวันสมภพมาถวายพระพรก็ตาม

สำหรับบทเทศน์สอนประจำสัปดาห์นี้ พระสันตะปาปายังคงเน้นที่หัวข้อ “ครอบครัว” ทั้งนี้ เพื่อเตรียมจิตใจคาทอลิกทุกคนสู่การประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก เรื่องครอบครัว ในเดือนตุลาคม 2015

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ครอบครัวคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้าที่มอบให้โลก นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นสร้างโลก เมื่อพระเจ้าทรงมอบความวางใจในอาดัมและเอวาให้สร้างครอบครัวให้บังเกิดผล มีลูกดกทวีสืบไป ครอบครัวคือของขวัญที่พระเยซูทรงกล่าวยืนยันและตีตราประทับ(ความสำคัญ)ลงในพระวรสาร

“คริสต์มาสนำความสว่างยิ่งมาให้กับธรรมล้ำลึกนี้(เรื่องครอบครัว) การมารับสภาพมนุษย์ของพระบุตรของพระเจ้า ได้เปิดบทใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การเริ่มต้นใหม่นี้ได้เริ่มต้นภายในครอบครัวเล็กๆ ที่เมืองนาซาเร็ธ พระบุตรของพระเจ้าทรงเลือกมาบังเกิดในครอบครัวมนุษย์ มาบังเกิดในเมืองชายขอบของอาณาจักรโรมัน พระบุตรของพระเจ้าไม่ได้เลือกมาบังเกิดที่กรุงโรม ไม่ได้เลือกเกิดในเมืองยิ่งใหญ่ แต่ทรงเลือกเมืองที่ไม่มีใครเห็น(คุณค่า) เป็นเมืองชายขอบ ตามที่อธิบายในพระวรสารว่า ‘จะมีของดีมาจากนาซาเร็ธได้หรือ’ (จอห์น 1:46)

“บางที ในหลายภาคส่วนของโลก พวกเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน พวกเราใช้ภาษาแบบนี้เมื่อเราได้ยินการพูดถึงพื้นที่ชายขอบในบ้านเมืองของเรา พระเยซูประทับอยู่ในเมืองชายขอบมานานกว่า 30 ปีตามที่กล่าวไว้ในพระวรสารของนักบุญลูกา (2:51-52) ช่วงดังกล่าวไม่มีการกล่าวถึงการทำอัศจรรย์หรือการเทศนาสั่งสอน แต่เป็นเรื่องชีวิตครอบครัวตามปกติ
“ครอบครัวคริสตชนทุกครอบครัวต้องมีที่ว่างให้กับพระเยซูในบ้านของตน แม้ในพื้นที่ชายขอบของโลก พระบุตรของพระเจ้ายังเสด็จมาประทับอยู่กับเราแบบเงียบๆ และนำความรอดมาให้กับโลก” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังจากเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุจับตัวประกันที่นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย รวมถึงเด็กนักเรียนในเมืองเปชาวาร์ ประเทศปากีสถาน ที่เสียชีวิตจากการถูกกลุ่มตอลิบานบุกสังหารที่โรงเรียน โดยพระสันตะปาปาทรงหวังว่า พระเจ้าจะทำให้ผู้ก่อการร้ายกลับใจและสำนึกผิดด้วยที่ฆ่าเด็กๆ อย่างโหดเหี้ยม นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังเชิญทุกคนภาวนาเพื่อการเตรียมงานประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก เรื่องครอบครัว ในเดือนตุลาคม 2015 ด้วย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

Read More: Vatican Radio



16 December 2014

โป๊ปฟรังซิส: “พระเจ้าจะช่วยหัวใจที่สำนึกผิดให้ได้รับความรอด”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ พระเจ้าจะช่วยหัวใจที่สำนึกผิดให้ได้รับความรอด ส่วนหัวใจที่ไม่สำนึก จะต้องถูกลงโทษ ทรงชี้ ประชากรของพระเจ้ามีคุณลักษณะ 3 อย่างคือ อ่อนน้อมถ่อมตน ถือความยากจน และมีความเชื่อในพระเจ้า ทรงสอน อย่ากลัวที่จะถวายบาปของเราให้พระเจ้า



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พิธีนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของความสุภาพถ่อมตน จะช่วยให้มนุษย์ตระหนักว่าตัวเองเป็นคนบาปซึ่งจำเป็นต้องได้รับพระเมตตาและความรอด โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดจากบทอ่านของหนังสือประกาศกเศฟันยาห์ รวมถึงพระวรสารที่พระเยซูทรงเล่าเรื่องชายคนหนึ่งบอกให้ลูก 2 คนไปทำงานในสวนองุ่น คนแรกตอบว่าไม่ไป แต่สุดท้ายก็ไป ส่วนคนที่สอง บอกไป แต่สุดท้ายไม่ไป ก่อนที่พระเยซูจะสรุปว่า คนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีจะเข้าสวรรค์ก่อนพวกฟาริสี เพราะพวกเขาเชื่อจอห์น บัปติสต์ ที่มาชี้ทางสว่าง แต่พวกฟาริสีได้ฟังจอห์นแล้ว แต่ยังไม่เชื่อ

พระสันตะปาปาทรงกล่าวแบ่งปันว่า “บทอ่านและพระวรสารวันนี้ พูดเกี่ยวกับการพิพากษาและความรอด ส่วนการลงโทษก็ขึ้นอยู่กับการพิพากษานี้เช่นกัน ประกาศกเศฟันยาห์กล่าวถึงเมืองกบฏซึ่งยังคงมีกลุ่มคนที่เป็นทุกข์ถึงบาปของตน คนเหล่านี้คือประชากรของพระเจ้า และพวกเขา(ประชากรของพระเจ้า) ก็มีคุณลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน, ความยากจน และความเชื่อในพระเจ้า

“แต่ในเมือง(กบฏ)นี้ ยังมีคนอื่นๆ ที่ไม่ยอมรับการปรับปรุงตนเอง พวกเขาไม่มีความเชื่อในพระเจ้า คนเหล่านี้ไม่สามารถได้รับความรอด ... เมื่อเราเห็นประชากรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ประชาชนผู้อ่อนน้อมถ่อมตนที่ความร่ำรวยของเขาอยู่ในความเชื่อต่อพระเจ้าและวางใจในพระองค์ คนที่อ่อนน้อมถ่อมตนและยากไร้วางใจในพระเจ้า คนเหล่านี้จะได้รับการกอบกู้ให้รอดและนี่คือหนทางของพระศาสนจักร มันเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? นี่คือหนทางที่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ทางอื่นๆ ที่ประชาชนไม่ฟังเสียงของพระเจ้า ไม่ยอมรับการปรับปรุงแก้ไขและไม่วางใจในพระองค์

“ส่วนพระวรสารวันนี้ ชายคนหนึ่งส่งลูกชาย 2 คนไปทำงานในสวนองุ่น คนแรกตอบว่าไม่ไป แต่สุดท้ายก็ไป ส่วนคนที่สอง บอกไป แต่สุดท้ายไม่ไป พระเยซูทรงเล่าอุปมานี้แก่ผู้นำประชาชน พร้อมกล่าวว่า มันเป็นพวกเขาเองที่ไม่ต้องการฟังเสียงของพระเจ้าที่ตรัสผ่านทาง จอห์น บัปติสต์ ด้วยเหตุนี้ คนเก็บภาษีและโสเภณีจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ก่อนพวกเขา เพราะคนเหล่านี้เชื่อสิ่งที่จอห์นกล่าวไว้ นี่คือพระดำรัสของพระเยซูที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับพวกผู้นำประชาชน และยังเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับคริสตชนจำนวนมากที่มองว่าตนเองบริสุทธิ์สะอาด เพียงเพราะพวกเขาไปร่วมมิสซาและรับศีลมหาสนิทด้วย

“ถ้าหัวใจของท่านไม่สำนึกผิด ถ้าท่านไม่ฟังพระเจ้า ถ้าท่านไม่ยอมรับการปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นและไม่วางใจในพระองค์ ท่านจะไม่มีหัวใจที่สำนึกผิด! ผู้เสแสร้งเหล่านี้ได้รับความอับอายจากสิ่งที่พระเยซูตรัสถึงคนเก็บภาษีและโสเภณี แต่พวกเขาก็ย่องไปหาคนโสเภณีและคนเก็บภาษีแบบลับๆ เพื่อสนองความต้องการของตนเองหรือเพื่อทำการค้ากับพวกเขา ทุกอย่างถูกทำแบบลับๆ พวกเขาบริสุทธิ์เหลือเกิน! พระเจ้าไม่ต้องการคนแบบนี้!

“พ่ออยากให้ความมั่นใจกับพวกเราว่า การพิพากษานี้มอบความหวังแก่เรา ตราบเท่าที่ประชาชนเหล่านี้ทีความกล้าที่จะเปิดใจให้กับพระเจ้าแบบไม่มีเผื่อที่ว่างให้กับสิ่งใด พร้อมยกถวายรายชื่อบาปที่ทำแด่พระเจ้า พ่อขอยกแบบอย่างของนักบุญที่คิดเสมอว่า ตนถวายทุกสิ่งที่ทำแด่พระเจ้า นักบุญฟังพระเจ้า ทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระองค์ แต่พระเจ้าตรัสถามเขาว่า ‘ท่านยังไม่ได้มอบอะไรให้เราเลยนะ’ นักบุญผู้น่าสงสารที่ทำแต่ความดีทูลพระเจ้าว่า ‘พระเจ้าข้า อะไรคือสิ่งที่ลูกยังไม่ได้ถวายพระองค์ ลูกถวายชีวิตแด่พระองค์ ลูกทำงานเพื่อคนยากจน ลูกสอนคำสอน ลูกทำงานนั่น ลูกทำงานนี่’ พระเจ้าจึงตรัสอีกว่า ‘แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านยังไม่ได้ถวายเรา นั่นคือ บาปของท่าน’

“ดังนั้น เมื่อเรามีความกล้าที่จะทูลพระเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า นี่คือบาปของลูก นี่ไม่ใช่บาปของเขาคนนั้นหรือของเธอคนนี้ แต่มันเป็นบาปของลูกเอง โปรดนำบาปออกจากตัวลูกด้วย เพื่อลูกจะได้รับความรอด’ เมื่อเราสามารถทำแบบนี้ได้ เมื่อนั้น เราจะได้กลายเป็นประชากรผู้อ่อนน้อมถ่อมตนและยากไร้ที่วางใจในพระนามของพระเจ้า” พระสันตะปาปา ตรัสตอนท้าย

Read More: Vatican Insider

 
Contact: editor@popereport.com