Instagram

10 February 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมมีหน้าที่เป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งการให้อภัยของพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ ธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมมีหน้าที่เป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งการให้อภัยของพระเจ้า จงช่วยให้ทุกคนเปิดประตูหัวใจให้กับพระเจ้าและคืนดีกับพระองค์ ทรงสอน เราต้องภาวนา ทำทาน และพลีกรรมอดอาหารช่วงมหาพรต เพื่อจะได้เอาชนะความเย็นชาในจิตใจของเรา







ช่วงเย็นวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาวันพุธรับเถ้า ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ความพิเศษของมิสซานี้ยังมีพิธีส่งธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมออกไปทำพันธกิจทั่วโลกในโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมด้วย

บทอ่านแรกประจำมิสซานี้จากหนังสือประกาศกโจเอล พระเจ้าตรัสให้มนุษย์กลับมาหาพระองค์ พระเจ้าทรงเมตตาและไม่โกรธ บทอ่านที่สองนักบุญเปาโลขอให้ชาวโครินธ์คืนดีกับพระเจ้า ส่วนพระวรสาร พระเยซูทรงสอนว่า อย่าปฏิบัติศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น เวลาจำศีลอดอาหารอย่าทำหน้าเศร้าหมอง

พระสันตะปาปาจึงเทศน์แบ่งปันว่า "บทอ่านและพระวรสารวันนี้เชิญชวนเราให้คืนดีกับพระเจ้า แต่การที่เราจะคืนดีได้นั้น เราต้องตระหนักก่อนว่า เราจำเป็นต้องได้รับพระเมตตาจากพระองค์ นี่คือก้าวแรกของการจาริกตามแบบคริสตชน นี่คือสิ่งที่เกิดจากการเปิดใจให้กับพระคริสตเจ้าผู้ทรงรอคอยเราอยู่เสมอ

"แน่นอนว่า มันมีอุปสรรคมากมายที่ปิดประตูหัวใจเราและทำให้การคืนดีกับพระเจ้ายุ่งยากยิ่งขึ้น กระนั้น ธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมมีหน้าที่เป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งการให้อภัยของพระเจ้า พ่อขอเรียกร้องให้พวกท่านช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงให้เปิดประตูหัวใจของตนเองให้กับพระคริสตเจ้า จงช่วยเขาให้เอาชนะความอัปยศอดสู และช่วยเขาให้อย่าหนีห่างจากแสงสว่าง

"พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ในหนังสือประกาศกโจเอลว่า 'จงกลับมาหาเราด้วยหัวใจทั้งหมดของเจ้า' บาปทำให้เราถอยห่างจากพระเจ้า แต่พระเยซูทรงมอบความรอดให้กับเราซึ่งทำให้เราได้กลับไปหาพระองค์ ส่วนพระวรสารวันนี้โอกาสเริ่มต้นเทศกาลมหาพรต ก็นำเสนอวิธีการเอาชนะบาป ได้แก่ การภาวนา การทำบุญ และการอดอาหาร ดังนั้น ตลอดเทศกาลมหาพรต พระคริสตเจ้าทรงเรียกร้องเราให้ภาวนา ทำบุญทำทาน และพลีกรรมอดอาหาร เพื่อเราทุกคนจะได้เอาชนะความเฉยชาไม่รู้สึกทุกข์ร้อนต่อปัญหาของเพื่อนมนุษย์" พระสันตะปาปา ตรัสช่วงท้าย

ประมวลภาพ: มิสซาพุธรับเถ้าที่วาติกัน

09 February 2016

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าตัดสินลงโทษคนมาแก้บาป แต่จงอภัยโทษเขาด้วยความเมตตาเหมือนพระบิดา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงพบสงฆ์ที่จะเป็น "ธรรมทูตแห่งเมตตาธรรม" ซึ่งจะถูกส่งออกไปทำงานทั่วโลกโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม พร้อมย้ำ เวลาฟังแก้บาป สิ่งที่อยู่ต่อหน้าเรา ไม่ใช่บาป แต่เป็นคนบาปที่สำนึกผิด ดังนั้น อย่าตัดสินลงโทษเขา แต่จงอภัยโทษด้วยความเมตตาเหมือนที่พระบิดาทรงทำ ทรงชี้ การที่คนๆ หนึ่งมาสารภาพ แสดงว่าเขา "ละอาย" กับสิ่งที่ทำ พระสงฆ์จึงต้องมีทัศนคติที่เคารพและให้กำลังใจพวกเขาในการกลับใจ ทรงสอนหน้าที่ของพระสงฆ์คือถ่ายทอดความเป็นแม่ของพระศาสนจักรให้กับทุกคน 





ช่วงเย็นวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงพบกับบรรดาสงฆ์ที่จะเป็น "ธรรมทูตแห่งเมตตาธรรม" ซึ่งจะถูกส่งออกไปทำงานทั่วโลกโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม โดยสงฆ์เหล่านี้จะได้รับการมอบหมายจากพระสันตะปาปาให้อภัยโทษบาป 5 ประการที่พระสันตะปาปาเท่านั้นสามารถทำได้ (อ่านรายละเอียดจาก Pope Report ได้ที่ http://on.fb.me/1SeP5PT)

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงให้ข้อคิดพวกเขาว่า

- อันดับแรก พ่อขอเตือนใจพวกท่านว่า หน้าที่ของท่านคือการถูกเรียกให้มาถ่ายทอดธรรมชาติความเป็นมารดาของพระศาสนจักร พระศาสนจักรคือแม่ เพราะเราให้กำเนิดลูกๆ ในความเชื่อ พระศาสนจักรคือแม่ เพราะเรามอบการให้อภัยจากพระเจ้า ให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่เป็นจากการกลับใจจากบาป

- พระสงฆ์ต้องรู้ถึงความปรารถนาในใจของผู้ที่เป็นทุกข์ถึงบาปและมาแก้บาป เพราะพระหรรษทานแห่งการกลับใจกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในตัวเขา

- การที่คนๆ หนึ่งมาสารภาพ แสดงว่าเขา "ละลายอย่างมาก" มันไม่ง่ายเลยนะที่จะกล่าวโทษตัวเองต่อหน้าคนๆ หนึ่งที่เขารู้ว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้า (หมายถึงพระสงฆ์) เมื่อคนๆ นั้นรู้สึกละอายใจกับสิ่งที่เขาทำและมาสารภาพความผิดกับคนที่อยู่ต่อหน้าเขา พ่อก็อยากเรียกร้องบรรดาพระสงฆ์ที่ฟังแก้บาปว่า ขอให้ท่านมีทัศนคติแห่งการเคารพและให้กำลังใจเมื่อได้พบกับคนที่ละอายใจจากการทำบาป และอยากกลับใจ

- อย่าลืมว่า สิ่งที่อยู่ต่อหน้าเรา ไม่ใช่บาป แต่เป็นคนบาปที่สำนึกผิด เขาคือคนที่ต้องการการยอมรับและให้อภัย ดังนั้น พวกเราไม่ได้ถูกเรียกมาเพื่อตัดสินลงโทษเขา เพราะเราก็ไม่ได้ไม่มีบาป ในทางกลับกัน เราถูกเรียกมาเพื่อสวมกอดเขาไว้ด้วยผ้าห่มแห่งความเมตตา เพื่อเขาจะได้ค้นพบความศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

- ขอให้พวกท่านเป็นเครื่องหมายของพระบิดาผู้ทรงต้อนรับทุกคนที่แสวงหาการอภัยโทษ พวกท่านคือเครื่องหมายสำคัญที่สุดพิเศษในปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมสำหรับทุกคน


โป๊ปฟรังซิส: "สงฆ์ที่ฟังแก้บาป ถ้ายกโทษบาปไม่ได้ จงอย่าซ้ำเติมผู้มาแก้บาปที่เป็นทุกข์ถึงบาป"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนพระสงฆ์ที่ฟังแก้บาป การฟังแก้บาปคือการอภัยโทษ ถ้าไม่สามารถอภัยโทษบาป จงอย่าทุบตีผู้มาแก้บาปที่กำลังเป็นทุกข์ถึงบาป ทรงย้ำ สงฆ์ที่ฟังแก้บาปต้องเปิดใจกว้างและอย่าเหนื่อยกับการเป็นพาหนะนำการให้อภัยของพระเจ้ามาให้ทุกคน ทรงตั้งคำถาม ลองเลือกเอาว่า จะฟังแก้บาปแล้วให้อภัยในนามของพระเยซู หรือจะฟังแก้บาปแล้วคอยประณามกล่าวโทษคนที่มารับศีลอภัยบาป





เช้าวันอังคารที่ 9 ก.พ. 2016 สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาให้กับคณะนักบวชคาปูชิน โอกาสที่มีการนำศพของ 2 นักบวชคาปูชิน "นักบุญปีโอ" (ศพไม่เน่าเปื่อย) และ "นักบุญเลโอโปล มันดิช" มาไว้ในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ตามความต้องการพระสันตะปาปาที่ประกาศให้ทั้งนักบุญปีโอและนักบุญเลโอโปล เป็นองค์อุปถัมภ์ของพระสงฆ์ผู้โปรดศีลอภัยบาป ตลอดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม

มิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า

- พ่อขอพูดกับพวกท่านในฐานะพี่น้อง และขอให้ท่านนำคำพูดนี้ไปพูดกับพระสงฆ์ผู้โปรดศีลอภัยบาปทุกคนในปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม การฟังแก้บาปคือการอภัยโทษ ถ้าท่านไม่สามารถอภัยโทษบาป พ่อก็ขอร้องว่าอย่าทุบตีผู้เป็นทุกข์ถึงบาปซึ่งเข้ามาแก้บาป เพราะเขามาแก้บาปเพื่อแสวงหาการปลอบโยน การอภัยโทษ และสันติฝ่ายจิตวิญญาณ ได้โปรดช่วยเขาให้พบกับพ่อที่สวมกอดเขาแล้วพูดว่า "พระเจ้าทรงรักท่าน" จงทำให้ผู้มาแก้บาปได้รู้สึกเช่นนี้จริงๆ

- พ่อต้องการให้พระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาปทุกคนเปิดใจกว้างๆ อย่าเหนื่อยกับการเป็นพาหนะนำการอภัยโทษที่ศักดิ์สิทธิ์ จงเป็นคนที่เข้าใจความทุกข์ของผู้ที่กำลังเป็นทุกข์ถึงบาป เพราะพวกเขารู้ว่าตนเป็นคนบาป และสิ่งแรกที่ต้องการคือพระเมตตาแห่งความรอดของพระเจ้า

- ลองเลือกดูเองว่า ท่านจะเป็นแบบไหน ระหว่างอภัยบาปในนามของพระเยซู ทำหน้าที่นี้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงเหมือนอย่างที่ นักบุญปีโอ และ นักบุญเลโอโปล มันดิช ทำเป็นแบบอย่าง หรือ ท่านจะทำหน้าที่นี้ในนามของปีศาจที่คอยประณาม ตำหนิ และกล่าวโทษผู้มารับศีลอภัยบาป พ่อไม่รู้หรอกนะว่าท่านจะเลือกแบบไหน พ่อเพียงแต่บอกพวกท่านได้เท่านี้แหละ




29 January 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ระวังเวลาอำนาจล้นมือ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนโกงและไม่สำนึกผิดในสิ่งที่ทำ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ เราต้องระวังเวลาที่มีอำนาจและอิทธิพลในมือ จะล่อลวงเราไม่ใช่แค่ทำบาป แต่ลามไปถึงการคดโกงแบบที่ไม่สำนึกว่าต้องขอโทษใครทั้งนั้น ทรงย้ำ ทุกคนเจอสภาวะแบบนี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพระสังฆราช พระสงฆ์ นักธุรกิจ หรือนักการเมือง ทรงสอน จงสวดขอพระเจ้าให้เรารอดพ้นจากการเป็นคนโกง เราเป็นคนบาป แต่ต้องไม่เป็นคนโกง


มิสซาเช้าวันศุกร์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา บทอ่านประจำมิสซานี้เป็นเหตุการณ์ที่กษัตริย์เดวิด ได้นำ บาธเชบา ภรรยาของยูรายห์ นายทหารผู้ซื่อสัตย์ของตนซึ่งไปออกรบ มาหลับนอนจนนางตั้งครรภ์ จากนั้น กษัตริย์เดวิดพยายามสร้างเรื่องขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความอื้อฉาว ด้วยการสั่งให้คนไปตามยูรายห์กลับมาจากการรบและสั่งให้กลับบ้านไปอยู่กับภรรยา อย่างไรก็ตาม แผนนี้ล้มเหลวเพราะยูรายห์ไม่ได้กลับไปหาภรรยา กษัตริย์เดวิดพยายามทำให้เขาเมาเหล้า แต่ก็ไม่สำเร็จ ที่สุดแล้ว กษัตริย์เดวิดสั่งให้นำยูรายห์ไปรบในแดนหน้า เพื่อจะได้ถูกฆ่าตาย และเขาก็ถูกฆ่าตายตามนั้นจริงๆ

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- เดวิดเป็นนักบุญ แต่ก็เป็นคนบาปเช่นกัน เขาตกเป็นเหยื่อของกามตัณหา หลังจากมีชู้แล้ว เขาใช้อำนาจทุกอย่างของตนเพื่อทำให้นายทหารผู้ซื่อสัตย์ของตัวเองต้องตาย และโยนความผิดนี้ให้กับการที่นายทหารคนดังกล่าวต้องไปรบในสงคราม

- ชีวิตตอนนี้ของกษัตริย์เดวิดทำให้เราเห็นช่วงเวลาที่พวกเราสามารถเจอได้ในชีวิตของตนเอง นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านจากบาปเป็นการคดโกง เดวิดมีอำนาจและอิทธิพลล้นเหลือ ด้วยเหตุนี้ การโกงจึงเป็นบาปที่ง่ายมากๆ สำหรับเราทุกคนที่มีอำนาจล้นมือ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช นักธุรกิจ หรือนักการเมือง เพราะปีศาจทำให้เรามั่นใจ เราทำทุกอย่างได้

- หนึ่งในสิ่งที่น่าเกลียดที่สุดเกี่ยวกับการโกงก็คือคนที่โกงมักจะคิดว่า เขาไม่จำเป็นต้องขอโทษใครทั้งนั้น

- ดังนั้น ขอให้เราภาวนาเพื่อพระศาสนจักร ภาวนาเพื่อพระสันตะปาปา พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง และสัตบุรุษทุกคน ขอให้เราภาวนาว่า 'พระเจ้าข้า โปรดช่วยลูกให้พ้นจากการโกง พระเจ้าข้า ใช่แล้ว พวกเราเป็นคนบาป แต่อย่าให้ลูกเป็นคนคดโกงเลย'


08 December 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เราต้องเมตตาก่อนตัดสินผู้อื่น เพราะพระเจ้าทรงทำแบบนี้เสมอ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ในมหาวิหารนักบุญเปโตรเรียบร้อยแล้ว พร้อมเทศน์สอนในมิสซาว่า เราต้องให้ความเมตตาก่อนจะตัดสินใคร เพราะเวลาที่พระเจ้าตัดสิน พระองค์จะใช้ความเมตตานำทางเสมอ ทรงรำลึก 50 ปีของการปิดสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ว่าเป็นการพบกันระหว่างพระศาสนจักรกับชายและหญิงของยุคสมัย นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ก็มาร่วมพิธีเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ด้วย โดยทรงเป็นคนที่สองที่เดินผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ต่อจากพระสันตะปาปา ฟรังซิส ส่วนวันอาทิตย์นี้ 13 ธันวาคม พระสันตะปาปาจะเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิหารนักบุญจอห์น ลาเตรัน ซึ่งเป็นอาสนวิหารของสังฆมณฑลโรม









ช่วงสายวันอังคารที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาสมโภชแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลและเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 70,000 คน ความพิเศษของวันนี้ ยังเป็นวันครบ 50 ปีของการปิดสังคายนาวาติกัน ที่ 2 และยังเป็นวันที่ 1,000 ในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส อีกด้วย

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนแบบสั้นและกระชับ ใจความว่า

- ปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษนี้คือของขวัญแห่งพระหรรษทาน การก้าวผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์หมายถึงการค้นพบพระเมตตาที่ไม่มีวันหมดของพระบิดาผู้ทรงต้อนรับทุกคนและทรงออกไปหาพวกเขาแต่ละคน นี่จะเป็นปีที่พวกเราเติบโตยิ่งขึ้นด้วยความเชื่อในพระเมตตาของพระเจ้า

- นี่คือความจริง เราต้องให้ความเมตตาก่อนจะตัดสินใคร และในทุกๆ การตัดสินของพระเจ้าจะดำเนินอยู่ในแสงแห่งความเมตตาของพระองค์เสมอ

- การก้าวผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ ขอให้เราได้สัมผัสว่า เราเองเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมล้ำลึกของความรักนี้ ขอให้เราเมินเฉยต่อความกลัวและความหวาดระแวง ตรงกันข้าม ขอให้เราได้สัมผัสกับความชื่นชมยินดีของการได้พบกับพระหรรษทานซึ่งแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

- วันนี้ ตามที่เราจะก้าวผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ พวกเรายังอยากจะรำลึกถึงประตูอีกบานหนึ่งซึ่งเมื่อ 50 ปีที่แล้ว บรรดาผู้นำพระศาสนจักรในการประชุมสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ได้เปิดขึ้น การครบรอบ 50 ปีนี้ ไม่ได้เป็นที่จดจำถึงแต่มรดกที่เกี่ยวกับเอกสารของสังคายนา แต่เหนือสิ่งอื่นใด สังคายนาคือการได้พบปะกัน นี่คือการพบกันแท้จริงของพระศาสนจักรกับชายและหญิงของยุคสมัย นี่คือการพบกันที่นำโดยฤทธานุภาพของพระจิต

- ปีศักดิ์สิทธิ์กระตุ้นเราให้เปิดกว้างและเรียกร้องเราว่า เราต้องอย่าเพิกเฉยต่อจิตวิญญาณของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 นี่คือจิตวิญญาณของชาวสะมาเรียผู้ใจดี ดังที่บุญราศี เปาโล ที่ 6 ได้ระบุไว้ตอนสรุปสังคายนา

- ขอให้การเดินผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราในวันนี้ ทำให้เราเปี่ยมด้วยความเมตตาของชาวสะมาเรียผู้ใจดีด้วย

หลังจากพิธีรับศีลมหาสนิทเสร็จแล้ว พระสันตะปาปาทรงเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ในมหาวิหารนักบุญเปโตร โดยมีสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 มาร่วมพิธีด้วย ซึ่งพระสันตะปาปากิตติคุณทรงเป็นคนที่สองที่เดินผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ต่อจากพระสันตะปาปา ฟรังซิส

ในส่วนของการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับสัตบุรุษอีกครั้งว่า "ความเมตตาคือหัวใจสำคัญของพระวรสาร นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกกับเราทุกคนว่า เราต้องมีเมตตากับเพื่อนมนุษย์"

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเชิญสัตบุรุษทุกคน ร่วมกันปรบมือให้ดังที่สุด เพื่อทักทายและให้กำลังใจแด่สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ด้วย

อนึ่ง วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2015 พระศาสนจักรคาทอลิกกำหนดให้อาสนวิหารทุกสังฆมณฑลทั่วโลก เปิดประตูศักดิ์สิทธิ์พร้อมกัน โดยสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส จะทรงเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิหารนักบุญจอห์น ลาเตรัน ซึ่งเป็นอาสนวิหารของสังฆมณฑลโรมด้วย



06 December 2015

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนต้องกลับใจจากความคิดที่ปิดตายและหัวใจที่ปิดกั้นเพื่อนมนุษย์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน การกลับใจไม่ใช่สิ่งที่เราใช้กับคนไม่เชื่อในพระเจ้า แต่คริสตชนก็ต้องกลับใจ เราต้องกลับใจจากความคิดที่ปิดตายและหัวใจที่ปิดกั้นเพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงเราต้องกลับใจจากความคิดแก้แค้นและลดความหยิ่งยะโสให้หมดไปจากใจ ทรงย้ำ คริสตชนถูกเรียกมาประกาศพระนามพระเยซูให้กับคนที่ไม่รู้จักพระองค์ แต่การประกาศนี้ ไม่ใช่การไปบังคับเขาให้เปลี่ยนศาสนา ทรงหวังเห็นคาทอลิกทุกคน เตรียมจิตใจอย่างดีก่อนถึงวันเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ซึ่งจะเริ่มในวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2015 นี้ด้วย



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนาอย่างคับคั่ง วันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารประจำวันอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ นักบุญจอห์น บัปติสต์ เริ่มออกเทศนาสั่งสอนให้ทุกคนกลับใจและเตรียมทางให้กับพระคริสตเจ้า

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันว่า

- พวกเราคงถามตัวเองว่า 'ทำไมเราต้องกลับใจด้วยล่ะ' การกลับใจใช้กับคนที่ไม่มีศาสนาไม่ใช่เหรอ กลับใจเพื่อมาเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า หรือว่า ใช้กับคนบาปที่กลับใจมาเป็นผู้ชอบธรรม แต่พวกเราไม่จำเป็น เพราะเราเป็นคริสตชนอยู่แล้ว พ่อคิดว่า พวกเราหลายคนกำลังถามตัวเองอยู่แบบนี้ใช่ไหม ก็เพราะเราคิดแบบนี้นี่แหละ มันจึงทำให้เราไม่ตระหนักว่าเราต้องกลับใจ เรามัวแต่คิดว่า ทุกสิ่งดูโอเคแล้ว เราไม่จำเป็นต้องกลับใจไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

- ลองถามตัวเองอีกซิว่า 'มันเป็นความจริงใช่ไหมที่เวลามีคนทำผิดกับเราและใส่ร้ายเรา ปฏิกิริยาของเราเป็นอย่างไร' เรามีความสามารถพอที่จะนิ่งและเต็มใจให้อภัยเขาไหม มันยากนะที่จะให้อภัย! มันยาก เพราะเราจะคิดว่า 'แกต้องชดใช้กับสิ่งที่แกทำ' นี่คงเป็นสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองของเรา ถ้าเราคิดแบบนี้ พ่อว่ามันไม่โอเคแล้ว มันต้องมีการกลับใจ เราจำเป็นต้องมีความรู้สึกเห็นใจแบบที่พระเยซูทรงเป็น

- พวกเราทุกคนต้องกลับใจ เหนือสิ่งอื่นใด เราจำเป็นต้องกลับใจจากความคิดที่ปิดตายและหัวใจที่ปิดกั้นทุกคน เพราะนี่คือการทำให้ทะเลทรายในจิตใจของเราแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น

- เราทุกคนถูกเรียกมาเพื่อให้ประกาศพระเยซูให้กับคนที่ไม่รู้จักพระองค์ การประกาศนี้ ไม่ใช่การบังคับคนอื่นให้เปลี่ยนศาสนา แต่มันคือการเปิดประตูเข้าไปในชีวิต ถ้าพระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของเรา ทำไมเราจะไม่สัมผัสถึงความต้องการที่จะให้พระองค์เข้ามาในชีวิตของเราล่ะ

- สำคัญสุด เราต้องกล้าที่จะกลับใจ เราจำเป็นต้องลดความหยิ่งยะโสและความเป็นศัตรูให้หายไปจากจิตใจ เราต้องลดความเฉยชา ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนกับความทุกข์ของเพื่อนพี่น้องให้หมดไปจากจิตใจ และเมื่อนั้น หนทางแห่งการกลับใจที่แท้จริงก็จะเริ่มต้นขึ้นในตัวเรา

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวเชิญทุกคนภาวนาให้กับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP21) ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม 2015 โดยทรงหวังว่า พระจิตจะนำทางทุกคนให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดให้กับมนุษยชาติ

นอกจากนี้ พระสันตะปาปาทรงหวังว่า ทุกคนจะเตรียมจิตใจอย่างดีก่อนจะถึงวันเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ซึ่งจะเริ่มในวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2015 นี้ด้วย



03 December 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พ่อไปแก้บาปทุกๆ 15-20 วัน เพราะรู้ตัวว่าต้องการพระเมตตาจากพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเผย พระองค์ไปแก้บาปทุกๆ 15-20 วัน เพราะสำนึกในบาปที่ได้ทำและรู้ตัวว่าต้องการพระเมตตาจากพระเจ้า ทรงรู้สึกว่า "นักบุญแม็ทธิว" มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์มากๆ เพราะวันที่สัมผัสถึงกระแสเรียก เกิดในวันฉลองนักบุญแม็ทธิว นอกจากนี้ คำขวัญสมัยเป็นพระสังฆราชและพระสันตะปาปาก็เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเรียกนักบุญแม็ทธิวให้มาติดตามพระองค์ ทรงเน้น พระศาสนจักรต้องไม่ติดกับดักการประจญที่ทำให้เรายึดกฏเป็นที่ตั้งอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะมีคนจำนวนมากขนาดไหนที่จะถูกกีดกันออกไป ทรงชี้ โลกยุคนี้เคยชินกับข่าวร้ายไปแล้ว ทั้งที่ความจริงเราต้องแสวงหาข่าวดีจากพระเจ้าต่างหาก เพราะนี่คือสิ่งจะขับเคลื่อนเราไปข้างหน้า ทรงย้ำคำเดิมว่า ต้องการให้พระศาสนจักรเป็น "โรงพยาบาลสนาม" ที่บาดเจ็บจากการออกไปตามท้องถนน มากกว่า เจ็บป่วยเพราะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวทำอะไรเลย 





สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานการสัมภาษณ์แก่ "เครเดเร่" วารสารทางการของปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ในประเด็นต่างๆ ก่อนเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม โดยรายละเอียดสำคัญ มีดังนี้

- พระสันตะปาปาเผยว่า พระองค์ทรงเดินตามคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ผู้ทรงเน้นเรื่องพระเมตตาของพระเจ้า รวมถึงเรื่องวันอาทิตย์พระเมตตา พระองค์ยอมรับว่า ชอบเรื่องความเมตตาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์อย่างมาก โดยย้อนไปการไปเมื่อการ "นำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวครั้งแรกในฐานะพระสันตะปาปา" พระองค์ก็แบ่งปันเรื่องความเมตตาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์

- พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า ยุคนี้ โลก "เคยชิน" กับข่าวทารุณกรรมและป่าเถื่อนไปแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริง โลกต้องแสวงหาข่าวดีจากพระเจ้าต่างหาก พระเมตตาของพระเจ้าคือสิ่งที่จะนำเราไปข้างหน้า ไม่ใช่การทารุณกรรมและความโหดร้ายป่าเถื่อน

- พระสันตะปาปาทรงเน้นว่า พระศาสนจักรต้องไม่ติดกับดักการประจญที่ทำให้เรายึดกฏเป็นที่ตั้งอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะมีคนจำนวนมากขนาดไหนที่จะถูกกีดกันออกไป

- พระสันตะปาปายังย้ำคำเดิมว่า ต้องการให้พระศาสนจักรเป็น "โรงพยาบาลสนาม" ที่บาดเจ็บจากการออกไปตามท้องถนน มากกว่า เจ็บป่วยเพราะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวทำอะไรเลย

- พระสันตะปาปาทรงเผยว่า พระองค์ทรงไปรับศีลอภัยบาปทุกๆ 15-20 วัน เพราะรู้ตัวว่า ตนเองต้องการพระเมตตาจากพระเจ้าสำหรับความผิดและบาปที่พระองค์ทรงทำ

- พระสันตะปาปารำลึกความหลังจากความประทับใจหลังไปแก้บาปตอนอายุ 17 ปี วันนั้นเป็นวันที่ 21 กันยายน วันฉลองนักบุญแม็ทธิว หลังจากออกจากห้องแก้บาปแล้ว พระองค์รู้เลยว่า ตนเองได้รับกระแสเรียกจากพระเจ้าให้เป็นสงฆ์ติดตามพระองค์

- พระสันตะปาปาทรงประทับใจประวัติของ "นักบุญแม็ทธิว" และรู้สึกว่านี่เป็นนักบุญที่มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์เป็นอย่างมาก ทั้งสัมผัสได้ถึงกระแสเรียกในวันฉลองนักบุญแม็ทธิว และยังเลืกคำขวัญสมัยเป็นพระสังฆราชและตอนเป็นพระสันตะปาปา ให้เกี่ยวกับเหตุการณ์ทีพระเยซูทรงเรียกนักบุญแม็ทธิวให้มาติดตามพระองค์ คำขวัญนี้มีว่า "ทรงเมตตาในการเลือกเขา" (Miserando atque eligendo)

- พระสันตะปาปายอมรับว่า ต้องการส่งเสริมบทบาทสตรีในพระศาสนจักร แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจ "ความเป็นแม่ของพระเจ้า" ดังนั้น พระองค์จึงเลือกจะพูดถึงความอ่อนโยนของพระเจ้าว่าเป็นทั้งแบบพ่อและแม่ ถ้าเราเปิดใจให้กับความอ่อนโยนของพระเจ้า เราจะเป็นคนที่รู้จักอดทนมากขึ้นและอ่อนโยนมากขึ้น

- นอกจากนี้ ถ้าเราเปิดใจให้ความเมตตาของพระเจ้า เราจะไม่มองเพื่อนมนุษย์เป็นแค่สิ่งของ (เป็นผักปลา) ตัวอย่างที่พระสันตะปาปาแบ่งปันคือช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา มีหลายบริษัทในอิตาลีปลดพนักงานออกระหว่างที่พนักงานไปพักร้อน ทั้งนี้ เพื่อนายจ้างจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินบำนาญหรือสวัสดิการให้กับลูกจ้างที่เป็นพนักงานเต็มเวลา (Full time) พระสันตะปาปาบอกว่า ถ้าเราลองคิดว่าเราเป็นคนที่ถูกเลิกจ้าง เราคงจะเปลี่ยนความคิดและไม่คิดเอาแต่ได้อยู่คนเดียว


01 December 2015

บทสัมภาษณ์พระสันตะปาปาบนเครื่องบินขากลับจากแอฟริกา

1) สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงตั้งคำถาม จำเป็นด้วยหรือที่ผู้นำศาสนาต้องชักจูงศาสนิกชนของตนให้เป็นพวกหัวรุนแรง

2)ทรงชี้ การคลั่งศาสนาแบบหัวรุนแรงมีอยู่ในทุกศาสนา คาทอลิกก็มีเช่นกัน เช่นพวกที่คิดว่าตัวเองยึดมั่นความจริงเที่ยงแท้ และทำให้คนอื่นมัวหมองด้วยการให้ร้ายและทำลายชื่อเสียงของเขา

3) ทรงยอมรับ การใช้ถุงยางอนามัยป้องกันโรคเอดส์ ทำให้พระศาสนจักรเจอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มันเหมือนกับการที่ฟาริสีถามพระเยซูว่า "ถูกต้องหรือไม่ที่จะรักษาคนป่วยในวันสับบาโต"

4) ทรงประณาม สงครามกลายเป็นอุตสาหกรรมไปแล้ว พร้อมถาม ผู้ก่อการร้ายผลิตอาวุธเองได้หรือ ใครให้อาวุธกับพวกก่อการร้าย พออาวุธมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

5) ทรงยอมรับ เป็นความผิดพลาดที่แต่งตั้ง มองซินญอร์ ลูโช่ บัลเลโฆ่ บัลดา และ ดร.ฟรานเชสก้า ชาอูกี้ เป็นทีมงานคณะกรรมการตรวจสอบการบริหารจัดการโครงสร้างสันตะสำนัก จนนำไปสู่การขโมยเอกสารสำคัญของวาติกัน

6) ทรงย้ำ สื่อมวลชนที่เป็นมืออาชีพตัวจริง ต้องรายงานความจริงให้ครบ อย่ารายงานครึ่งเดียว เจอเรื่องโกงต้องรายงานและพูดไปตามจริง แต่ถ้ารายงานผิด ต้องกล้าออกมาขอโทษ








สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานการสัมภาษณ์แก่บรรดานักข่าวสายวาติกันที่ตามเสด็จไปทำข่าวการเยือนทวีปแอฟริกา ระหว่างเที่ยวบินกลับจากกรุงบังกี้ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง มายังกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยใจความสำคัญของบทสัมภาษณ์มีดังต่อไปนี้

นักข่าว: ตอนไปเยือนชุมชนแออัดที่เคนยา พระองค์ได้ฟังเรื่องราวที่พวกเขาถูกกีดกันจากสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิ ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม พระองค์รู้สึกอย่างไรบ้างกับความอยุติธรรมแบบนี้ที่ผู้คนในแอฟริกาต้องประสบ

พระสันตะปาปา: พ่อรู้สึกเจ็บปวด เมื่อวานนี้ พ่อไปเยี่ยมโรงพยาลเด็กในกรุงบังกี้ (สาธารณรัฐแอฟริกากลาง) นี่คือโรงพยาลเด็กแห่งเดียวของประเทศนี้! พ่อไปดูห้องไอซียู พบว่า มันไม่มีอ็อกซิเจนให้ผู้ป่วย เด็กหลายคนต้องทนอยู่ในนั้น ผู้คนระดับฐานรากต้องเผชิญภาวะแบบนี้ ถ้ามนุษยชาติไม่เปลี่ยนแปลงล่ะก็ ความยากจน โศกนาฏกรรม สงคราม และความอยุติธรรมยังจะเกิดต่อไปอีกแน่นอน เด็กกำลังจะตายเพราะความอดอยาก

นักข่าว: พระองค์ประทับใจอะไรมากที่สุดของทริปนี้ พระองค์จะกลับมาแอฟริกาอีกหรือเปล่า แล้วประเทศต่อไปที่พระองค์จะไปคือที่ไหน

พระสันตะปาปา: พ่อคิดว่าประเทศต่อไปคือเม็กซิโก วันที่แน่ชัดยังไม่ถูกกำหนด ส่วนพ่อจะกลับมาแอฟริกาอีกหรือไม่ พ่อไม่รู้ พ่อแก่แล้วและการเดินทางก็ทำให้เหนื่อยมาก ส่วนความประทับใจที่สุดคือผู้คนนี่แหละ ทุกคนเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี นี่คือการเฉลิมฉลองทางจิตใจ สำหรับพ่อ แอฟริกาคือเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ พระเจ้าทำให้เราประหลาดใจเสมอ ผู้คนที่นี่รับรู้ถึงการมาเยี่ยมพวกเขา พวกเขาทั้งสามประเทศให้การต้อนรับอย่างเหลือเชื่อมากๆ แต่ละประเทศมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไป เคนยาดูทันสมัยและพัฒนามาก อัตลักษณ์ของยูกันดาถูกแต้มสีจากมรณสักขีของคาทอลิกและโปรเตนแตนท์ ส่วนสาธารณรัฐแอฟริกากลางกำลังหิวกระหายสันติภาพ การคืนดี และการให้อภัย คาทอลิก โปรเตสแตนท์ และมุสลิมที่นั่นอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชาวเอแวนเจลิคั่ลมาร่วมมิสซาด้วย ส่วนวันที่พ่อไปเยี่ยมมัสยิดเพื่อภาวนาร่วมกับพวกเขา อิหม่ามก็ขึ้นมาบนรถโป๊ปโมบิลเพื่อไปทักทายผู้ลี้ภัยพร้อมพ่อด้วย

นักข่าว: ตอนนี้ กำลังมีเรื่อง "วาติลีกส์" (การขโมยเอกสารสำคัญในวาติกัน) ผมจะไม่พูดถึงการพิจารณาคดีความนี้ แต่อยากทราบว่า เสรีภาพและสื่อที่ไม่ใช่ของพระศาสนจักรนั้น มีความสำคัญอย่างไรในการรายงานเรื่องการคดโกง

พระสันตะปาปา: เสรีภาพในการรายงานข่าวทั้งของสื่อที่ไม่ใช่ของพระศาสนจักรและของพระศาสนจักร ต้องยึดความเป็นมืออาชีพ การประณามการโกงและความอยุติธรรมเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ สื่อมืออาชีพจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้โดยต้องไม่ยอมจำนนต่อบาป การให้ข้อมูลผิดๆ พูดอีกความหมายก็คือ ต้องอย่ารายงานแค่ครึ่งเดียวและปล่อยที่เหลือให้หายไป เพราะคนที่ทำแบบนี้คือสื่อที่ไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ให้เกียรติคนติดตาม และดูหมิ่นคนตามข่าว พวกเราต้องความเป็นมืออาชีพของสื่อมวลชน เมื่อเห็นการคดโกง สื่อต้องมองเรื่องที่เกิดอย่างรอบคอบและพูดไปตามความจริงว่า มีการโกงเกิดขึ้น และถ้านักข่าวตัวจริงทำผิดพลาด เขาต้องกล้าออกมาขอโทษ

นักข่าว: มองซินญอร์ ลูโช่ บัลเลโฆ่ บัลดา และ ดร.ฟรานเชสก้า ชาอูกี้ (ผู้ต้องหาจากคดีขโมยเอกสารสำคัญของวาติกัน) มาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการของวาติกันได้อย่างไร พระองค์คิดว่า ได้ทำผิดพลาดหรือเปล่า (กับการแต่งตั้ง 2 คนนี้)

พระสันตะปาปา: ใช่ ความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว มองซินญอร์ บัลเลโฆ่ ได้รับแต่งตั้งเพราะตำแหน่งของเขา เขาเคยเป็นเลขาธิการของหน่วยงานเศรษฐกิจแห่งสันตะสำนัก ส่วน ดร.ชาอูกี้ พ่อไม่แน่ใจ แต่พ่อจำได้ว่า มองซินญอร์ บัลเลโฆ่แนะนำพ่อว่า ดร.ชาอูกี้ คือคนสำคัญในการติดต่อเรื่องความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ทั้งสองทำงานร่วมกันและงานก็เสร็จสมบูรณ์ เรื่องนี้ คณะผู้พิพากษาจะบอกเราเองว่า ทำไมเธอถึงทำสิ่งนี้ลงไป (ขโมยเอกสาร) มีเรื่องหนึ่งที่พ่ออยากพูดถึง มันไม่เกี่ยวกับ มองซินญอร์ บัลเลโฆ่ และ ดร.ชาอูกี้ ตอนนั้น การเดินรูป 14 ภาคที่พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์ เป็นประธานแทนสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ช่วงก่อนพระองค์จะสิ้นพระชนม์ ท่านเทศน์ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการโกงในพระศาสนจักร ท่านประณามเรื่องนี้อย่างหนัก ในมิสซาปลงพระศพสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ท่านก็พูดเรื่องนี้อีกครั้ง พวกเราคณะพระคาร์ดินัลจึงเลือกท่านเพราะท่านเปิดกว้างที่จะพูดถึงเรื่องนี้ กลับมาต่อที่เรื่องการพิจารณาคดี พ่อยังไม่ได้อ่านรายละเอียดการไต่สวนแบบเต็มๆ พ่ออยากให้ทุกอย่างจบก่อนที่เราจะเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม แต่พ่อคิดว่า มันค่อนข้างยาก เพราะพ่ออยากให้ทนายของผู้ถูกกล่าวหาใช้เวลาเตรียมหลักฐานเพื่อลูกความของเขาให้เต็มที่

นักข่าว: พวกหัวรุนแรงทางศาสนากำลังคุกคามโลก เหมือนอย่างที่เราเห็นจากการโจมตีกรุงปารีส พระองค์คิดว่า ผู้นำศาสนาควรเข้าไปมีส่วนร่วมยับยั้งในเชิงการเมืองหรือไม่

พระสันตะปาปา: ถ้าการเข้าไปแทรกแซงในเรื่องการเมืองหมายถึงการเล่นการเมือง ผู้นำศาสนาไม่ควรทำ พวกเขาควรเป็นพระสงฆ์ ศิษยาภิบาล อิหม่าม และรับไบต่อไป แต่การจะแทรกแซงทางการเมืองนั้นควรเป็นทางอ้อม อาทิ การเทศนาเรื่องคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นพี่น้องกันระหว่างมนุษย์ พวกเราเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน พ่อไม่ชอบคำว่า 'อดทนอดกลั้น' แต่พวกเราต้องดำเนินชีวิตอย่างสันติร่วมกับผู้อื่น การคลั่งศาสนาแบบหัวรุนแรงคือโรคร้ายที่อยู่ในทุกศาสนา ในพระศาสนจักร เราก็มีพวกนี้บ้างเหมือนกัน พวกเขาเชื่อว่าตนเองครอบครองความจริงสุดเที่ยงแท้และพวกเขาก็ทำให้คนอื่นต้องมัวหมอง ผ่านทางการให้ร้ายและทำลายชื่อเสียงคนอื่น สิ่งนี้เป็นเรื่องผิด การคลั่งศาสนาแบบหัวรุนแรงต้องได้รับการยับยั้ง เพราะมันไม่ใช่ศาสนา พระเจ้าทรงหายไป มันเป็นการบูชาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา มันจำเป็นด้วยเหรอที่ผู้นำศาสนาต้องชักจูงศาสนิกชนของตนให้เป็นพวกหัวรุนแรง การคลั่งศาสนาแบบหัวรุนแรงมีจุดจบแบบโศกนาฏกรรมและทำให้เกิดอาชญากรรม นี่คือเรื่องเลวร้ายที่มีอยู่ในทุกศาสนา

นักข่าว: เอดส์เป็นปัญหาหนักหนาสาหัสในแอฟริกา การลุกลามของโรคนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พวกเรารู้ว่าการป้องกันคือกุญแจสำคัญ ถุงยางอนามัยไม่ได้เป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะหยุดการลุกลามนี้ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของทางแก้ปัญหาด้วย บางที มันถึงเวลาของพระศาสนจักรแล้วหรือไม่ที่จะเปลี่ยนจุดยืนต่อการใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

พระสันตะปาปา: คำถามนี้ดูเหมือนมีอคติกับพ่อนะ ใช่! มันเป็นหนึ่งในวิธีที่ว่า หลักศีลธรรมของพระศาสนจักรเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในแอฟริกา พระบัญญัติประการที่ห้าและหก กล่าวว่า อย่าฆ่าคนและอย่าทำอุลามก แต่นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ คำถามนี้ทำให้พ่อคิดถึงคำถามที่พระเยซูเคยถูกถามว่า 'พระอาจารย์ บอกพวกเราหน่อยว่า เป็นเรื่องรับได้ไหมที่จะทำการรักษาคนป่วยในวันสับบาโต' การรักษาคนป่วยคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้นะ! ภาวะขาดสารอาหาร, การเห็นแก่ได้, แรงงานทาส และการขาดน้ำดื่ม ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น เราไม่ได้กำลังพูดถึงพลาสเตอร์ที่เราจะใช้ปิดแผลนี้  ความอยุติธรรมที่ร้ายแรงคือความอยุติธรรมทางสังคม ความอยุติธรรมที่ร้ายแรงคือภาวะขาดสารอาหาร พ่อไม่ชอบการแบ่งปันเชิงสำนวนโวหารแบบนี้ เมื่อมันมีผู้คนกำลังจะตายเพราะขาดน้ำดื่มและความอดอยาก ลองคิดถึงการค้าอาวุธนะ เมื่อปัญหายุติลง เมื่อนั้น พ่อคิดว่าเราจะสามารถถามตัวเองว่า 'มันเป็นเรื่องรับได้ไหมที่จะรักษาคนป่วยในวันสับบาโต ทำไมอาวุธยังคงถูกผลิตออกมาอีก สงครามกำลังนำไปสู่ความตาย' ลืมเรื่องที่ว่า รับได้หรือไม่ที่จะรักษาคนในวันสับบาโตเถอะ จงสร้างความยุติธรรม เมื่อทุกคนได้รับการรักษาให้หายจากโรค เมื่อมันไม่มีความอยุติธรรมในโลกแล้ว เมื่อนั้น เราค่อยมาพูดเรื่องวันสับบาโตกันเถอะ

นักข่าว: วาติกันมีจุดยืนอย่างไรต่อวิกฤติความสัมพันธ์ระหว่างรัสเชียและตุรกี พระองค์ยังพิจารณาจะไปเยือนอาร์เมเนีย เพื่อร่วมรำลึก 101 ปีของเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่

พระสันตะปาปา: ปีที่แล้ว พ่อสัญญากับพระอัยกา 3 คนว่าพ่อจะไป สัญญานี้ยังคงอยู่นะ ส่วนเรื่องสงคราม พ่อจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ว่ามีการป้องกันตัวเองอย่างชอบธรรมต่อผู้บุกรุกที่ไม่ชอบธรรมหรือไม่ สงครามคืออุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ เราได้เห็นหลายครั้งมากๆ ว่า ประเทศที่ฐานะทางการเงินไม่ดี ได้ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามเพื่อสร้างฐานะการเงินของตนให้แกร่งขึ้น สงครามคือธุรกิจ ส่วนผู้ก่อการร้ายล่ะ พวกเขาผลิตอาวุธเหรอ ใครให้อาวุธกับพวกเขากันล่ะ มันเป็นวงจรผลประโยชน์ทั้งนั้น เบื้องหลังสงครามเราจะเห็นเงินและอำนาจ

นักข่าว: การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP21) ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มขึ้นแล้ว พวกเราหวังว่า มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของทางแก้ปัญหา พระองค์มั่นใจไหมว่า กระบวนการนี้จะสำเร็จไป

พระสันตะปาปา: ทุกปี ปัญหานี้เลวร้ายลงเรื่อยๆ ถ้าพูดแรงๆ ก็คือพวกเราอยู่บนหน้าผาของการฆ่าตัวตาย พ่อมั่นใจว่าผู้ร่วมประชุมที่ปารีสรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป

นักข่าว: พระองค์แสดงออกถึงมิตรภาพและเคารพชาวมุสลิมมากๆ คำสอนอิสลามและท่านมูฮัมหมัดบอกอะไรกับโลกทุกวันนี้บ้าง

พระสันตะปาปา: การเสวนาไง พ่อเป็นเพื่อนกับผู้นำโลกคนหนึ่งที่เป็นชาวมุสลิม พวกเราคุยกันได้เสมอ เขามีค่านิยมของเขา พ่อก็มีของพ่อ เขาภาวนา พ่อก็ภาวนา คุณค่าเหล่านั้นมีมาก อาทิ การภาวนาและการอดอาหาร คุณไม่สามารถกำจัดความยุติธรรมของศาสนาเพียงเพราะพวกกลุ่มหัวรุนแรง มันเป็นเรื่องจริงที่มีสงครามระหว่างความเชื่อ และเราต้องวอนขอการอภัยโทษแก่กัน วันนี้ พ่อไปที่มัสยิดที่สาธารณรัฐแอฟริกากลาง อิหม่ามต้องการให้พ่อเข้าไปข้างใน จากนั้น ทั้งพระสันตะปาปาและอิหม่ามก็ขึ้นรถโป๊ปโมบิลด้วยกัน ลองคิดถึงสงครามที่คริสตชนเข้าร่วมนะ มันไม่ใช่ชาวมุสลิมที่ต้องรับผิดชอบต่อการขับไล่พระสันตะปาปาออกจากกรุงโรมเลยนะ

นักข่าว: พระองค์จะไปเยือนโคลอมเบียและเปรูบ้างไหม

พระสันตะปาปา: การเดินทางตอนอายุปูนนี้ ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ ในปี 2017 พ่อได้รับเชิญให้ไปเยือนอปาเรชิด้า (บราซิล) จากนั้น พ่อสามารถไปประเทศอื่นได้ แต่พ่อยังไม่ทราบ เพราะยังไม่มีการวางแผนใดๆ ทั้งนั้น

นักข่าว: นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์มาแอฟริกา ทุกฝ่ายกังวลเรื่องความปลอดภัยมาก พระองค์จะพูดกับโลกอย่างไรบ้าง เวลาที่คิดว่า แอฟริกาไม่มีอะไรเลย นอกเสียจากเหยื่อสงครามและการทำลายล้าง

พระสันตะปาปา: แอฟริกาคือผู้เคราะห์ร้าย และถูกแสวงหาอำนาจในทางที่ผิดเสมอ ทาสชาวแอฟริกันถูกค้าแรงงานในอเมริกา มีขั้วอำนาจที่ต้องการแสวงหาความมั่งคั่งจากแอฟริกา บางที ก็ทวีปที่รวยที่สุดนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่คิดจะพัฒนาแอฟริกาเลย แอฟริกาคือมรณสักขีของการถูกแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้อง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพ่อรักแอฟริกา



30 November 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เราต้องขอโทษพระ เวลาลังเลหรือไม่เต็มใจจะเป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน คริสตชนถูกเรียกมาเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น เราต้องขอโทษพระเจ้าในเวลาที่เราเกิดความลังเลหรือไม่เต็มใจที่จะเป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้า ทรงขอร้องคริสตชนในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง จงรักษาความกระตือรือร้นในการเป็นผู้นำข่าวดี จงช่วยกันฟื้นฟูประเทศทั้งด้านมนุษยธรรมและจิตวิญญาณ




ช่วงสายวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาวันฉลองนักบุญแอนดรูว์ อัครสาวกและมรณสักขี ภายในสนามกีฬาบาร์กเตเลมี โบก็องดา กรุงบังกี้ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 30,000 คน โดยมิสซานี้เป็นมิสซาปิดท้ายการเยือนทวีปแอฟริกาของพระสันตะปาปาด้วย

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า

- เป็นเรื่องดีในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก การทดลอง และความทุกข์ระทม ยิ่งอนาคตยังไม่แน่นอนและเราสัมผัสถึงความอ่อนล้าและหวาดระแวง เราได้มาอยู่ต่อหน้าพระเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน เรามาอยู่ร่วมกันในวันนี้เพื่อเฉลิมฉลองการประทับอยู่ของพระเจ้าโดยพร้อมหน้ากัน

- การมองไปยังชีวิตนิรันดรไม่ใช่ความเชื่อผิดๆ มันไม่ใช่การต่อสู้ของโลกนี้ แต่นี่คือความจริงที่ทรงพลังซึ่งเรียกร้องเราให้ก้าวออกจากตัวเองและท้าทายเราให้รักษาความเชื่อและความรัก

- ขอให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเป็นพี่น้องกันและความสามัคคีที่พระเจ้าทรงมอบให้ ให้เราขอบคุณความชื่นชมยินดีและความรักที่พระเจ้าเติมลงในครอบครัวและชุมชนของเรา ทั้งที่เราต้องทนทุกข์จากความรุนแรงและความกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน

- พวกเราทราบดีว่า กลุ่มคริสตชนถูกเรียกมาเพื่อเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ กระนั้น ถนนสายนี้ยังอีกยาวไกล เรายังต้องก้าวเดินต่อไป เห็นได้ชัดว่า เรายังต้องวอนขอการอภัยโทษจากพระเจ้าสำหรับการที่เราลังเลหรือไม่เต็มใจที่จะปฎิบัติตนเป็นประจักษ์พยานถึงพระวรสาร

- พ่อขอเชิญชวนทุกคนให้รักษาความกระตือรือร้นในการทำพันธกิจของการเป็นผู้นำข่าวดี ยิ่งไปกว่านั้น ขอให้เราเป็นคนใจกว้าง โอบอ้อมอารี ชื่นชมยินดี และเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกเราแต่ละคนถูกเรียกให้เป็นผู้นำสารซึ่งพี่น้องชาติพันธุ์ต่างๆ และศาสนาต่างๆ กำลังเฝ้ารออยู่

- พวกเราเป็นเหมือนบรรดาอัครสาวกซึ่งจำเป็นต้องเปี่ยมด้วยความหวังและความมุ่งมั่นต่ออนาคต ... คริสตชนของสาธารณรัฐแอฟริกากลางแต่ละคนถูกเรียกมาให้รักษาความเชื่อและรักษาพันธกิจการแพร่ธรรม เราต้องเป็นผู้สร้างผู้ฟื้นฟูประเทศทั้งทางด้านมนุษยธรรมและจิตวิญญาณ

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญชวนทุกคน ร่วมภาวนาให้กับ "พระอัยกาบาร์โธโลมิว ที่ 1" โอกาสที่วันนี้เป็นวันฉลองนักบุญแอนดรูว์ องค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล

จากนั้น พระสันตะปาปาได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งออกจากกรุงบังกี้ มุ่งหน้ากลับกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นอันว่า พระองค์ทรงสิ้นสุดพันธกิจการเยือนทวีปแอฟริกาอย่างเป็นทางการ


โป๊ปฟรังซิสเสด็จเยี่ยมพี่น้องชาวมุสลิมในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้อง "พี่น้องชาวมุสลิม" ในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ร่วมกันสร้างความสามัคคีและความเป็นพี่น้องกันให้เกิดอีกครั้งในสังคม ภายหลังประเทศแห่งนี้ต้องพบกับภาวะสงครามมายาวนานจนถึงทุกวันนี้ ทรงย้ำ การมาเยือนสาธารณรัฐแอฟริกากลางจะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่ได้มาเยี่ยมพี่น้องมุสลิม








ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปพบผู้นำชาวมุสลิม ภายในมัสยิดกลาง กรุงบังกี้ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง โดยพื้นที่ที่มัสยิดตั้งอยู่นั้น เป็นเขตสงครามกลางเมืองของสาธารณรัฐแอฟริกากลางด้วย

ในส่วนพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับผู้นำมุสลิม พระองค์กล่าวว่า

- พี่น้องที่รัก ข้าพเจ้าชื่นชมยินดียิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางท่านทุกคน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น การเดินทางมาสาธารณรัฐแอฟริกากลางครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าหากข้าพเจ้าไม่ได้มาพบกับชุมชนชาวมุสลิม

- คริสตชนและมุสลิมคือพี่น้องชายหญิง พวกเราทราบดีว่า เหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมานั้นได้ทำร้ายประเทศของเราและไม่ได้ตั้งอยู่บนความต้องการที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้นำคริสตชนและมุสลิมต่างมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามัคคีและความเป็นพี่น้องกันให้เกิดอีกครั้งในสังคม ข้าพเจ้าจึงขอขอบคุณทุกฝ่ายสำหรับสิ่งนี้

- ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้พี่น้องมุสลิมทุกคนช่วยกันทำให้ประเทศแห่งนี้เปิดต้อนรับเด็กทุกคน ไม่ว่าเขาจะมาจากชาติพันธุ์ไหน มาจากขั้วการเมืองใด หรือมาจากความเชื่อใดก็ตาม

- สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญชวนพี่น้องที่รักทุกคน ภาวนาและทำงานเพื่อการคืนดีกันของคนในชาติ ภาวนาเพื่อความเป็นพี่น้องกัน และความเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางชาวแอฟริกากลางทุกคน นอกจากนี้ เราต้องไม่หลงลืมผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากเหตุร้ายๆ ที่เกิดขึ้นด้วย



 
Contact: editor@popereport.com