Instagram

03 July 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ผู้นำคริสตชนที่เปี่ยมด้วยพระจิต จะคอยห่วงใยคนในกลุ่มของตนเสมอ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ผู้นำคริสตชนที่เปี่ยมด้วยพระจิต จะห่วงใยคนและจะนำจิตใจของคนในกลุ่มให้เจริญงอกงาม ตรงกันข้าม ผู้นำคริสตชนที่ไม่มีพระจิตประทับ เขาจะหยิ่งผยองและไม่ทำตัวเป็นผู้รับใช้ตามที่พระเยซูทรงสอน ทรงย้ำ ความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมดทุกอย่าง แต่มันคือการทำหน้าที่อันหลากหลายให้สอดคล้องเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน










เย็นวันศุกร์ที่ 3 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับกลุ่มพระจิตกว่า 90,000 คน ที่มาเข้าเฝ้า ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน งานนี้ "อันเดรอา โบเชลลี่" นักร้องเทเนอร์ระดับโลกมาร่วมร้องเพลงในงานด้วย เมื่อปีที่แล้วที่กลุ่มพระจิตมาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระองค์ทรงกล่าวขอโทษพวกเขาที่ในอดีต พระองค์เคยรู้สึก "ไม่ชอบและไม่สนับสนุน" กลุ่มดังกล่าว เพราะคิดว่าเป็นกลุ่มที่มีแต่การร้องรำทำเพลง แต่ไม่ค่อยทำงานจริงจัง แต่พอเวลาผ่านไป พระองค์ได้สัมผัสกับพวกเขาจริงๆ และความคิดของพระองค์ก็เปลี่ยนไปกลายมาเป็นการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ช่วงเริ่มต้นของพิธี พระสันตะปาปาทรงนำสวดบทภาวนาขอพระบิดา โปรดส่งพระจิตมาเป็นผู้ทรงนำทางให้คริสตชนทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นพระจิตนี้ที่นำความหลากหลายมาสู่พระศาสนจักร พระสันตะปาปายังวอนขอพระเยซูโปรดช่วยคริสตชนทุกคนเดินไปบนหนทางแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันและรู้จักให้อภัยคืนดีกันด้วย

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสสอนทุกคน พระองค์ทรงเทศน์สอนแบบสดๆ จากใจว่า "ความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมดทุกอย่าง แต่มันคือการทำหน้าที่อันหลากหลายให้สอดคล้องเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน

"สำหรับคนที่เป็นผู้นำ มันมีการประจญล่อลวงท่านให้หยิ่งผยองและไม่ทำตัวเป็นผู้รับใช้ตามที่พระเยซูทรงสอน มันจะทำให้เรากลายเป็นคนคอยสั่งการอย่างเดียวและทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตน สิ่งนี้จะไม่ช่วยให้กลุ่มของเราได้รับการฟื้นฟูให้ดำเนินชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ผู้นำที่เปี่ยมด้วยพระจิต เขาจะนำทางกลุ่มเหมือนที่พระเยซูทรงกระทำ ผู้นำที่ดีต้องห่วงใยคนในกลุ่มและนำจิตใจของพวกเขาให้เจริญเติบโตยิ่งขึ้น

"มิติของกลุ่มพระจิตในวันนี้จัดว่าเป็นคริสตศาสนสัมพันธ์ที่เข้มแข็งมาก เราทุกคนมีบ่อเกิดเดียวกันในศีลล้างบาป ความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชนต้องเริ่มที่การสวดภาวนา ขอให้เราดูแบบอย่างของบรรดามรณสักขียุคนี้ เพราะเลือดของมรณสักขียุคนี้ทำให้เราได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์คาทอลิกหรือศิษยาภิบาลของลูเธอรันที่ถูกฆ่าตายในค่ายนาซี หรือจะเป็นคริสตชนค็อปติก 23 คนที่ถูกฆ่าตัดศีรษะหลายเดือนก่อนหน้านี้ รวมไปถึงครูคำสอนของแองกลิกันที่ถูกฆ่าตายในอูกันดา พวกเขาทั้งหมดคือมรณสักขีอย่างแท้จริง" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบกลุ่มพระจิต




30 June 2015

1 ก.ค. 2015 "Pope Report" ปรับวิธีการนำเสนอข่าวแบบใหม่

ผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2015 เป็นต้นไป Pope Report จะปรับวิธีการนำเสนอข่าวใหม่ จากสไตล์การทำงานเดิมที่เน้น "เกมบุก เล่นเร็ว กล้าลุย บู๊ทุกสถานการณ์ นอนดึกหรือนอนเช้าก็ไม่หวั่น ขอแค่ได้รายงานข่าวทุกวันที่เกี่ยวกับพระสันตะปาปาให้คนไทยได้ทราบ" สไตล์แบบนี้ กำลังจะกลายเป็นอดีตแล้วนะครับ




สาเหตุเพราะผมได้รับ "กระแสเรียกใหม่" นั่นคือ "กระแสเรียกของการเป็นพ่อ" (ตอนนี้ ภรรยาของผมตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว) ผมคิดว่า นี่คือกระแสเรียกล่าสุดที่พระเจ้าทรงมอบให้ตัวผมเอง และมันเป็น "กระแสเรียกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็ว่าได้"

ย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ช่วงที่ผมไปร่วมงานแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ ผมคิดถึงเรื่องการ "วางมือ" และหยุดงาน Pope Report เพื่อทุ่มเวลาให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ หลังจากครุ่นคิดผ่านทางการรำพึงภาวนาและอ่านสัญญาณแห่งกาลเวลาหลายๆ อย่าง อาทิ การไปสวดหน้าหลุมศพนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 และขอคำแนะนำบุคคลที่น่าเคารพหลายท่าน มันเหมือนกับมีเสียงในใจผมว่า "อย่าหยุดทำ แต่จงเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ"

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงปล่อยให้เวลาเดินไปเรื่อยๆ จากเดือนกุมภาพันธ์มาถึงเดือนมิถุนายน แต่สัญญาณที่ปรากฏหลายอย่างบอกผมว่า มันคงถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การทำ Pope Report เพราะเวลาที่ให้ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด ทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้ คำพูดของพระสันตะปาปา ฟรังซิส จะดังขึ้นในหัวผมเสมอว่า "คนเป็นพ่อแม่ ต้องอย่ากลัวเสียเวลาเล่นกับลูก" คำนี้ มันดังในหัวตลอดเวลา

ผมไม่กล้าพูดว่า การทำ Pope Report ใช้เวลาเยอะและดึงเวลาส่วนนี้ไป แต่เมื่อพิจารณาแล้วพิจารณาอีก การเปลี่ยนวิธีการทำงานจาก "นั่งทำทุกวันทุกคืน" มาเป็น "มาบ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะตอนมีข่าวสำคัญๆ" น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โดยส่วนตัว ยอมรับว่า เสียดายที่จะไม่ได้ทำงานแบบบุกแหลกอีกต่อไป เพราะนี่คือสไตล์การทำงานของผมจริงๆ ทั้งกับโลกของออฟฟิศและโลกของพระศาสนจักร การทำ Pope Report ก็มาจากความฝันและความกล้าลุยนี่แหละ

นอกจากนี้ ผมเสียดายเพราะในสมณสมัยของพระสันตะปาปา ฟรังซิส คือยุคที่ผมทำงานข่าวพระสันตะปาปาแล้ว "มีความสุขที่สุด" นี่คือยุคที่ "วัตถุดิบ" ที่จะใช้ปรุงอาหารของนักข่าวมีสมบูรณ์สุดก็ว่าได้ เราไม่ได้เห็นพระสันตะปาปาที่ลุยแหลกแบบนี้มานานมากแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ยุคของพระสันตะปาปา ฟรังซิส เราเห็น "ข่าวดี" มากกว่า "ข่าวร้าย" นักข่าวจึงรายงานแบบมีความสุขไปด้วย

สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตามเสมอมา ขอย้ำอีกครั้งว่า Pope Report ยังไม่วางมือนะครับ แต่ผมจะปรับวิธีการนำเสนอเท่านั้น คงไม่มีการลงรายละเอียดครบทุกข่าวเหมือนก่อน แต่อาจจะมาแบบสั้นๆ สรุปประเด็นให้อ่าน แล้วแปะลิ้งค์ไปให้อ่านต่อ แต่ถ้าข่าวสำคัญ ผมก็จะรายงานแบบเต็มๆ เช่นเดิมครับ


29 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ถ้าอัครสังฆราชไม่ดำเนินชีวิตตามที่เทศน์สอน ชีวิตเขาจะไม่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ถ้าพระอัครสังฆราชไม่ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตนเทศน์สอน ชีวิตของเขาจะไม่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเหมือนนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล พร้อมกันนี้ ทรงย้ำ พระอัครสังฆราชต้องเป็นบุรุษแห่งการภาวนาและสนองตอบต่อเสียงเรียกแห่งความเชื่อ





ช่วงสายวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล องค์อุปถัมภ์ของกรุงโรม พร้อมมอบ "ปัลลิอุม" ให้กับพระอัครสังฆราช 46 องค์ที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อรอบปีที่ผ่านมา มิสซานี้ พระสังฆราช จอห์น ซิซิอูลาส ผู้แทนพระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล ก็มาร่วมพิธีในในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกันด้วย

มิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันความกล้าหาญของอัครสาวกทั้งสองท่านซึ่งถูกเบียดเบียนข่มเหงอย่างหนักจากผู้คุมกฏในยุคนั้น พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า อัครสาวกทั้งสองเป็นเหมือนผู้ที่เชื่อในพระเจ้าในยุคนี้ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการเบียดเบียนอย่างโหดร้าย ป่าเถื่อน และยากจนเกินจะเข้าใจได้ในหลายภาคส่วนของโลก

พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิด 3 ประการให้กับบรรดาพระอัครสังฆราชใหม่ ใจความว่า "เรื่องแรก พวกท่านต้องเป็นบุรุษแห่งการภาวนาเหมือนอย่างกลุ่มคริสตชนยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นพระศาสนจักรแห่งการภาวนา ส่งเสริมกัน ดำรงอยู่ด้วยกัน และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันเสมอ การภาวนาคือการได้พบกับพระเจ้า ผู้ทรงไม่เคยปล่อยให้เราล้มลงหรือปล่อยให้เราอยู่อย่างเดียวดาย

"สอง พระอัครสังฆราชต้องสนองตอบต่อเสียงเรียกแห่งความเชื่อ ท่านต้องเชื่อแม้จะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากทุกอย่าง ต้องเชื่อว่า พระศาสนจักรยังคงมีชีวิตและบังเกิดผล

"สาม พระอัครสังฆราชต้องเป็นบุรุษแห่งประจักษ์พยาน ท่านต้องดำเนินชีวิตตามแบบคริสตชนหลายคนที่เป็นประจักษ์พยานตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร มันจะไม่มีการเป็นประจักษ์พยานใดๆ ถ้าปราศจากการดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่เทศน์สอน" พระสันตะปาปา ตรัสสอน

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยพระสันตะปาปาทรงขอคำภาวนาจากทุกคน เพื่อการเสด็จเยือนทวีปอเมริกาใต้ 3 ประเทศ ได้แก่ "เอกวาดอร์ – โบลิเวีย – ปารากวัย" ระหว่างวันที่ 5-13 กรกฏาคม 2015 ด้วย

ประมวลภาพ: มิสซาสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล

Read More: Vatican Radio



28 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "คนสิ้นหวังที่วางใจในพระเยซู เขาจะกลับมาดำเนินชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน คนที่สิ้นหวัง ถ้าวางใจในความรักของพระเยซู เขาจะกลับมาดำเนินชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในตูนิเซียและฝรั่งเศสด้วย



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงรักษาสตรีที่มีอาการตกเลือดและปลุกหญิงสาวให้กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "ทั้งสองเหตุการณ์ในวันนี้ มีความเชื่อเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ในความเป็นจริงแล้ว พระวรสารทั้งหมดถูกเขียนขึ้นด้วยแสงแห่งความเชื่อ อาทิ พระเยซูทรงกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ทรงเอาชนะความตายผ่านทางพระสิริรุ่งโรจน์ พวกเราก็เช่นกัน เราต้องกลับเป็นขึ้นมาใหม่เหมือนกับพระองค์

"แต่ความเชื่อสำหรับคริสตชนยุคแรกเริ่ม บางครั้งมันทำให้เราต้องเสื่อมเสียและไม่ปลอดภัย แต่พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงเชิญเราให้ดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงในการเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซู พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือปีศาจและความตาย พระองค์ทรงต้องการนำเราไปยังบ้านของพระบิดา ณ ที่นี่น ชีวิตจะเป็นนิจนิรันดร์

"การเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซูคือบ่อเกิดของความหวังและการฟื้นฟูสิ่งต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ทุกคนที่รู้สึกสิ้นหวังหรืออ่อนแรงเกี่ยวกับความตาย ถ้าพวกเขาวางใจในพระเยซูและความรักของพระองค์ พวกเขาจะสามารถเริ่มดำเนินชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง คนที่เชื่อในพระคริสตเจ้า จะได้รับการตระหนักว่าเป็นผู้มีความเชื่อที่ล้ำค่า เพราะพวกเขาสนับสนุนชีวิตในทุกสถานการณ์ เพื่อที่ว่า ทุกคนในกลุ่มเรา เฉพาะอย่างยิ่งคนที่อ่อนแอที่สุด จะสามารถได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้าซึ่งช่วยเราให้เป็นอิสระและช่วยเราให้รอดพ้น" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาและแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับเหตุโจมตีหลายแห่งในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ตูนิเซียและฝรั่งเศส

Read More: Vatican Radio


26 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เราเป็นคริสตชนที่กล้ายื่นมือออกไปช่วยคนที่ถูกกีดกันจากพระศาสนจักรหรือไม่"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถาม เราเป็นคริสตชนที่กล้ายื่นมือออกไปสัมผัสคนที่ถูกกีดกันจากพระศาสนจักร ให้กลับเข้าสู่พระศาสนจักรหรือเปล่า เรากล้าทำเหมือนที่พระเยซูทรงยื่นมือไปรักษาคนโรคเรื้อนซึ่งถูกสังคมปฏิเสธ จนเขาหายและกลับมามีที่ยืนในสังคมหรือไม่ ทรงย้ำ ถ้าเราทำแบบนี้ไม่ได้ เราจะไม่เป็นกลุ่มคริสตชนและไม่สามารถทำความดีได้เลย


ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อนให้หาย พร้อมสั่งให้เขาไปแสดงตนต่อหน้าสมณะที่มองว่าคนโรคเรื้อนเป็นคนสกปรก

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "โรคเรื้อนเป็นเหมือนการลงโทษจำคุกตลอดชีวิต การรักษาคนโรคเรื้อนให้หายได้ มันยากเหมือนกับการปลุกคนตายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คนโรคเรื้อนถูกกีดกันออกจากสังคม แต่พระเยซูทรงยื่นมือออกไปช่วยเหลือและแสดงให้ทุกคนเห็นว่า มันมีความหมายอย่างไรที่จะอยู่ใกล้ชิดพวกเขาเหล่านี้

"พวกเราจะไม่เป็นกลุ่มคริสตชน พวกเราจะไม่สามารถสร้างสันติ และพวกเราจะไม่สามารถทำความดีได้เลยถ้าเราไม่อยู่ใกล้ชิดกับพวกเขา พระเยซูตรัสกับคนโรคเรื้อนว่า 'ท่านได้รับการรักษาแล้ว' ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงยื่นมือออกไปและสัมผัสคนโรคเรื้อน มันทำให้พระองค์ต้องกลายเป็นคนสกปรกไปด้วย แต่นี่แหละคือธรรมล้ำลึกของพระเยซู พระองค์เต็มใจยอมรับความสกปรกของเรา บาปของเรา และการกีดกันของเรา เพื่อจะได้มาอยู่ใกล้ชิดกับเรา

"พระวรสารบอกเราว่า พระเยซูทรงย้ำกับคนโรคเรื้อนว่า 'อย่าบอกให้ใครรู้ แต่จงไปแสดงตัวกับพวกสมณะและถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นพยานหลักฐานแก่คนทั้งหลาย' พระเยซูไม่ได้ทำแค่ยื่นมือไปสัมผัสกับความสกปรก แต่พระองค์ยังสั่งชายคนนั้นให้ไปหาสมณะ เพื่อที่ว่า เขาจะได้กลับเข้าสู่พระศาสนจักรและสังคมอีกครั้ง พระเยซูไม่เคยกีดกันใคร แต่พระเยซูทรงนำพระองค์เองมาอยู่ร่วมกับคนบาปอย่างเรา

"เราได้เห็นปฏิกิริยาจากประชาชนที่อยู่รอบๆ พระเยซูในเหตุการณ์นี้ หลายคนต่างประหลาดใจกับคำพูดของพระเยซูและพวกเขาก็มาติดตามพระองค์ แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองดูพระองค์แบบไกลๆ ด้วยใจที่แข็งกระด้าง รวมถึงคอยจ้องจับผิดและประณามพระองค์ นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มที่อยากเข้าใกล้พระเยซู แต่ไม่กล้าจะติดตามพระองค์ไป คนกลุ่มหลังนี่แหละที่พระเยซูทรงยื่นมือออกไปสัมผัสพวกเขา เพื่อสัมผัสบาปของเขาและทำให้เขาได้เข้ามาใกล้เราอีกครั้ง

"ว่าแต่ พวกเรารู้วิธีการจะทำให้คนเข้ามาใกล้ชิดเราหรือเปล่า พวกเรามีความเข้มแข็งและความกล้าหาญที่จะออกไปและสัมผัสกับคนที่ถูกกีดกันเหล่านี้ไหม นี่คือความหมายของกลุ่มคริสตชนและนี่คือคำถามสำหรับพวกเราแต่ละคน มันเป็นคำถามสำหรับพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช และพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ที่ต้องถามตัวเองเลยนะ" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

25 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าคิดว่าดินต้องพร้อมเสมอสำหรับการหว่าน แต่เราต้องเตรียมคันไถด้วยมือของเราเอง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนนักศึกษาสถาบันการทูตในสันตะสำนัก "ทั้งชีวิตของท่านคือการรับใช้พระวรสารและพระศาสนจักร อย่าลืมสิ่งนี้เด็ดขาด" ทรงชี้ มีเพียงความเมตตาเท่านั้นที่จะทำให้พระศาสนจักรเปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ เราต้องสร้างสะพานเข้าหากัน ไม่ใช่สร้างกำแพงกีดกันมนุษยชาติออกจากกัน ทรงสอน อย่าคาดหวังว่า พื้นดินต้องพร้อมเสมอสำหรับการหว่าน แต่เราต้องรู้จักเตรียมคันไถเพื่อเตรียมการหว่านด้วยมือของเราเอง



ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับสมาชิกของสมณสถาบันการทูตในสันตะสำนัก (Pontifical Eccesiastical Academy) ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า "มีเพียงความเมตตาของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่ทำให้พระศาสนจักรแห่งกรุงโรม มีความเป็นสากลและน่าเชื่อถือต่อมนุษย์และโลก นี่คือหัวใจของความจริงซึ่งไม่ได้สร้างกำแพงของการแบ่งแยกและกีดกัน แต่นี่คือการสร้างสะพานที่สร้างความกลมเกลียวและเรียกให้มนุษยชาติทุกเผ่าพันธุ์เป็นหนึ่งเดียวกัน

"กระแสเรียกแห่งการรับใช้ที่พวกท่านได้รับ เรียกร้องพวกท่านให้ปกป้องเสรีภาพของสันตะสำนัก เพื่อจะได้ไม่ทรยศต่อพันธกิจต่อหน้าพระเจ้าและต่อหน้าความดีที่เที่ยงแท้ของมนุษย์ สิ่งนี้ต้องไม่จมอยู่กับความขัดแย้งในกลุ่มต่างๆ และต้องไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ภายใต้การเป็นอาณานิคมจากความคิดที่แพร่หลายของยุคสมัย หรือจากอำนาจจอมปลอมของกระแสสังคม

"พ่ออยากเตือนสติพวกท่านทุกคนว่า อย่าคาดหวังว่าพื้นดินจะต้องพร้อมเสมอกับการหว่าน แต่เราต้องเตรียมคันไถด้วยมือของเราเอง ทั้งนี้เพื่อจะได้เตรียมการหว่านและคาดหวังถึงการเก็บเกี่ยวที่บางครั้งเรายังไม่เคยเห็นผลของมัน นอกจากนี้ อย่าจับปลาจากตู้ปลาหรือจับจากแหล่งเพาะพันธุ์ แต่จงมีความกล้าที่จะไปจับปลาที่ชายขอบทะเลในที่ซึ่งไม่มีใครรู้จัก และอย่าเคยชินกับการรับประทานปลาที่คนอื่นเตรียมไว้ให้เด็ดขาด

"พันธกิจของพวกท่านจะนำท่านไปทั่วทุกมุมโลก ในยุโรป ทวีปนี้จำเป็นต้องได้รับการปลุกขึ้นอีกครั้ง แอฟริกา ที่นี่มีความกระหายหาการคืนดีกัน ลาตินอเมริกา ที่นี่ต้องการการบำรุงเลี้ยงจิตใจ อเมริกาเหนือ ต้องการการรื้อฟื้นบ่อเกิดแห่งอัตลักษณ์ของตน ส่วนเอเชียและโอเชียเนีย ที่นี่ถูกท้าทายด้วยการรองรับเรื่องการย้ายถิ่นฐานและการเสวนากันด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

"สุดท้ายนี้ พ่อขอให้พวกท่านสวดภาวนาเพื่อพ่อด้วย และพ่อก็จะสวดให้พวกท่านเช่นเดียวกัน พ่อขอย้ำประโยคสุดท้ายว่า 'ชีวิตทั้งชีวิตของท่านคือการรับใช้พระวรสารและพระศาสนจักร อย่าลืมสิ่งนี้เด็ดขาด!'" พระสันตะปาปา ตรัสสรุปปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "ผู้อภิบาลตัวปลอมจะพูดมาก แต่ไร้ความสามารถในการฟังเสียงพระ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ ผู้อภิบาลตัวปลอมจะพูดมากและอาจทำสิ่งดี แต่ไร้ความสามารถในการฟังเสียงของพระเจ้า เราต้องระวังคนแบบนี้เพราะการพูดแล้วทำ อาจเป็นแค่ภาพลวงตา ทรงยก "บุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตต้า" เป็นแบบอย่างของผู้อภิบาลที่พูดน้อย แต่ฟังเสียงพระเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติอย่างมากมาย งานอภิบาลของท่านจึงไม่พบกับความล้มเหลวเลย



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงสอนบรรดาศิษย์ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกพระองค์เป็นพระเจ้าแล้วจะได้เข้าสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาต่างหากที่จะได้เข้าสวรรค์ แม้หลายคนจะพูดว่าเขาประกาศพระนามพระเจ้าและขับไล่ปีศาจในนามของพระองค์ แต่เมื่อถึงวันนั้น พระเยซูจะตรัสกับเขาว่า "เราไม่รู้จักท่านทั้งหลาย ท่านผู้ทำความชั่ว จงไปให้พ้นหน้าเรา"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า "พระวรสารวันนี้ทำให้พ่ออยากแบ่งปันองค์ประกอบ 3 ประการที่จะชี้วัดการเป็นผู้อภิบาลที่ดีซึ่งคริสตชนจะยอมรับในอำนาจและความสม่ำเสมอของเขา สามสิ่งที่ว่านี้คือวาจา การกระทำ และความสามารถในการรับฟัง

"ในพระวรสารวันนี้ ประชาชนต่างพิศวงในคำสอนของพระเยซู เพราะพระองค์ทรงสอนเขาอย่างผู้มีอำนาจ ไม่ได้สอนแบบธรรมาจารย์ ทุกวันนี้สัตบุรุษรู้ว่า เมื่อพระสังฆราช พระสงฆ์ ครูคำสอน หรือคริสตชนคนใดคนหนึ่งมีความคงเส้นคงวา(ในการปฏิบัติตนตามที่พระเยซูสอน) ความประพฤตินั้นก็ได้มอบอำนาจให้แก่เขา พระเยซูทรงตักเตือนบรรดาศิษย์ด้วยว่า จงระวังประกาศกตัวปลอม

"ประกาศกตัวปลอมพูด ทำ แต่ทัศนคติอีกอย่างนั้นขาดหายไป สิ่งที่หายไปนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานมาก นั่นคือความสามารถในการรับฟัง อย่างไรก็ตาม การพูดและทำยังไม่เพียงพอ เพราะมันสามารถเป็นภาพลวงตาได้ สิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวังจากเราก็คือการรับฟังและนำสิ่งนั้นไปปฏิบัติ พระองค์จึงสอนว่า 'คนที่ฟังเราและปฏิบัติตามก็เหมือนคนที่สร้างบ้านอยู่บนหิน' แต่กับประกาศกตัวปลอม พวกเขาไม่ฟังอย่างตั้งใจ หรือไม่ก็ล้มเหลวที่จะนำไปปฏิบัติ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็เป็นพวกสร้างบนอยู่บนทราย

"เมื่อพระเยซูเตือนประชาชนให้ระวังประกาศกตัวปลอม พระองค์ตรัสว่า 'ท่านจะรู้จักเขาได้จากผลงานของเขา' (มธ 7:11) พวกเราก็เช่นกัน เราดูคนพวกนี้ได้จากทัศนคติ จากวาจา จากสิ่งที่เขาพูด เขาอาจทำดี แต่เขาไม่เปิดใจให้กับพระวาจาของพระเจ้า เขาไม่ฟังเสียงของพระองค์ พวกเขากลัวความเงียบแห่งพระวาจาของพระเจ้า คนพวกนี้คือคริสตชนจอมปลอม! เป็นผู้อภิบาลตัวปลอม! ใช่ มันเป็นความจริงว่า พวกเขาทำสิ่งดีๆ แต่พวกเขาไม่สร้างบ้านอยู่บนหิน (ไม่ฟังและปฏิบัติตามพระวาจา) เมื่อปราศจากการรับฟังและปฏิบัติตามพระวาจา เขาไม่สามารถเทศน์สอน ไม่สามารถสร้างสิ่งใดๆ แม้พวกเขาจะเสแสร้งทำแบบนั้นก็ตาม แต่ในฉากสุดท้าย ทุกสิ่งจะพังทลายลงมา

"นี่แหละคือพวกผู้อภิบาลตัวปลอม พวกผู้อภิบาลฝั่งจิตตารมณ์ทางโลก หรือจะเป็นพวกคริสตชนจิตตารมณ์ทางโลกก็ด้วย คนพวกนี้พูดมากเกินไป พวกเขากลัวความเงียบ พวกเขากลัวมากไป พวกเขาจึงไม่สามารถไขว่คว้าสิ่งที่เขาได้ยิน พวกเขาชอบเสียงของตัวเองเท่านั้น จึงไม่สามารถได้ยินเสียงของพระเจ้าได้เลย

"พ่อจึงอยากย้ำอีกครั้งว่า คนที่พูดและทำอย่างเดียว ยังไม่ใช่ประกาศกที่แท้จริง เขาไม่ใช่คริสตชนที่แท้จริง และสุดท้าย ทุกสิ่งที่เขาทำจะพังทลายลงมา เพราะมันไม่ได้ตั้งอยู่บนศิลาแห่งความรักของพระเจ้า ดูในพระศาสนจักรของเราซิ มีพระสังฆราชดีๆ พระสงฆ์ดีๆ และคริสตชนดีๆ มากมายขนาดไหนี่ฟังและปฏิบัติตามจากสิ่งที่ตนได้ยิน!

"แบบอย่างชัดเจนของยุคนี้ที่พ่ออยากแบ่งปันก็คือคุณแม่เทเรเซาแห่งกัลกัตต้า ท่านไม่พูดมาก แต่ท่านมีความสามารถในการรับฟังความเงียบ ฟังแล้วลงมือปฏิบัติอย่างมากๆ พันธกิจของท่านไม่เคยล้มเหลวเลย นี่คือแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ของคนที่รู้จักฟังและทำตามสิ่งที่ตนเองได้ยิน เพราะนี่คือความวางใจและเป็นความเข้มแข็งที่ตั้งอยู่บนศิลาแห่งความรักของพระเจ้า" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย


24 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ถ้าพ่อแม่ลงมือทำร้ายกัน แผลนี้จะติดอยู่ในใจลูกไปตลอดกาล"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน เวลาพ่อแม่มีปัญหากัน อย่าสะสมปัญหาโดยไม่แก้ไข เพราะถ้าบาดแผลความขัดแย้งนี้กรีดลึกลงไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นลงมือทำร้ายกัน สิ่งนี้จะกลายเป็นความทุกข์ที่ติดในใจของลูกไปตลอดกาล ทรงชี้ สามีภรรยาคือเนื้อเดียวกัน ถ้ามีแผลในใจเกิดขึ้น มันจะส่งผลไปที่ลูกโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้





ช่วงสายวันพุธที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาพบปะและเทศน์สอนสัตบุรุษในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงเทศน์สอนเรื่องครอบครัว โดยเน้นเรื่องความขัดแย้งของพ่อแม่ และผลร้ายจะไปตกอยู่ที่ลูก

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "พวกเราทราบดีว่า ทุกๆ ครอบครัวต้องทนทุกข์ระทมเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวทำร้ายกัน แทนที่เราจะมอบความรักให้กับคู่ชีวิตหรือลูกๆ เรากลับมาทำร้ายกันด้วยคำพูด การกระทำ หรือการเมินเฉยต่อกัน บางครั้ง พวกเราทำลายหรือลดคุณค่าของความรักลงไป

"การปิดบังความเจ็บปวดเหล่านี้ยิ่งจะทำให้บาดแผลนั้นลึกลงไปอีก และมันยังนำไปสู่การสร้างความโกรธและความขัดแย้งกันระหว่างคนรัก ถ้าบาดแผลเหล่านี้ลึกลงไปเรื่อยๆ และไม่ได้รับการเยียวยาแบบทันท่วงที ทุกอย่างจะแย่ลงและแปรเปลี่ยนเป็นการเป็นศัตรูกัน ทุกอย่างจะไปลงที่ลูกๆ เมื่อพ่อแม่ลงมือทำร้ายกัน จิตวิญญาณของลูกก็จะทุกข์ระทมและมันจะตราตรึงในจิตใจเขาไปตลอดกาล

"สามีภรรยาคือเนื้อเดียวกัน เมื่อเกิดบาดแผลทางจิตใจขึ้น มันก็ส่งผลร้ายไปที่ตัวลูก มันมีบางกรณีที่ต้องเกิดการแยกทางกันในครอบครัวชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางครั้งมันเป็นทางเลือกที่จำเป็นในแง่ศีลธรรม เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งนั้นรุนแรงเกินจะรักษาได้  มันนำไปสู่ความรุนแรงและการทำร้ายกัน

"โดยส่วนตัวแล้ว พ่อไม่ชอบปัญหาแบบนี้เลย แต่ถ้าใครก็ตามที่เกิดปัญหานี้ขึ้น พระศาสนจักรและผู้มีความเชื่อทุกคนจะต้องเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาโดยด่วน เราต้องเป็นประจักษ์พยานและแบบอย่างในความรักความเมตตาตามสิ่งที่เราเชื่อ

"ขอให้เราภาวนาเพื่อครอบครัวทุกครอบครัวจะได้มีความเชื่อที่เข้มแข็งและมีความรักกันอย่างลึกซึ้งด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา นอกจากนี้ ขอให้เราภาวนาเพื่อครอบครัวที่ประสบความยากลำบาก ขอให้พวกเขาเอาชนะอุปสรรคและบาดแผลนี้ได้ โดยไม่เกิดความรุนแรง ความแตกแยก และความขมขื่นใดๆ" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป


22 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ข้าพเจ้าขอโทษนิกายวัลเดเซ่ สำหรับการเบียดเบียนที่คาทอลิกเคยทำกับท่าน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงกล่าวขอโทษคริสตจักรนิกายวัลเดเซ่ สำหรับทัศนคติและความประพฤติที่ไม่เป็นคริสตชนของพระศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งได้ทำการเบียดเบียนข่มเหงพวกเขา ทรงย้ำ สิ่งที่คาทอลิกและวัลเดเซ่ทำร่วมกันได้ก็คือการประกาศพระนามของพระเยซูและช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากร่วมกัน





Photo: L'Osservatore Romano

ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปยังคริสตจักรวัลเดเซ่ (โปรเตสแตนท์) เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เพื่อพบปะสมาชิกของคริสตจักรวัลเดเซ่กว่า 30,000 คน โดยการเยือนครั้งนี้ ทำให้พระสันตะปาปา ฟรังซิส เป็นพระสันตะปาปาองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่เสด็จมาเยือนโบสถ์ของคริสตจักรวัลเดเซ่

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา มีใจความว่า "ความเป็นหนึ่งเดียวกันคือผลของพระจิต แต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมด โชคร้ายที่ความแตกต่างนี้ไม่ได้รับการยอมรับและมันยังเป็นต้นเหตุให้เกิดความรุนแรงและการทะเลาะกัน ทั้งที่เราอุทิศตนให้กับความเชื่อเดียวกัน

"ประวัติศาสตร์นี้ให้ความทุกข์ระทมแก่เราผู้ซึ่งสวดภาวนาขอพระหรรษทานเพื่อให้เกิดการตระหนักว่า เราทุกคนเป็นคนบาปและต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยคนอื่น ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องพวกท่าน โปรดให้อภัยต่อทัศนคติและความประพฤติที่ไม่เป็นคริสตชนของพระศาสนจักรคาทอลิก ที่ได้ทำการเบียดเบียนข่มเหงคริสตจักรวัลเดเซ่ด้วย

"ก้าวต่อไปสำหรับพวกเราคือความกล้าหาญที่จะเดินหน้าไปบนหนทางเดียวกัน หนึ่งในพื้นที่ที่เปิดกว้างและเป็นไปได้สำหรับคาทอลิกและวัลเดเซ่ก็คือการประกาศพระนามของพระเยซูร่วมกัน ส่วนอีกสิ่งที่เราทำได้ร่วมกันก็คือการรับใช้เพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ช่วยผู้ยากไร้ ช่วยคนป่วย และช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย

"ความแตกต่างระหว่างคาทอลิกและวัลเดเซ่ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในทางจริยธรรมและมนุษยศาสตร์ สิ่งนี้ไม่ควรกีดกันเราจากการแสวงหาความร่วมมือ ถ้าเราเดินร่วมทางกัน พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้ดำเนินชีวิตร่วมกันได้ในทุกมุมที่เราขัดแย้งกัน" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบนิกายวัลเดเซ่

21 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตน ความรักต้องเป็นการกระทำมากกว่าคำพูด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน เยาวชนต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตน เพราะความรักคือความบริสุทธิ์ ส่วนการใช้ความรักมาแสวงหาความสุขส่วนตนไม่จัดเป็นความรักที่แท้จริง ทรงแบ่งปัน เศร้าใจที่เยาวชนบางคนเลิกทำงานตั้งแต่อายุ 20 ปี ทรงย้ำ ความรักต้องเป็นการกระทำมากกว่าคำพูด ทรงกระตุ้นเยาวชน อย่าเอาแต่เรียนอย่างเดียว แต่จงออกไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในสังคมด้วย







ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงพบปะและเทศน์สอนเยาวชนกว่า 90,000 คน ณ จัตุรัสวิตตอริโอ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี โดยนี่เป็นพิธีสุดท้ายประจำวันแรกของการเสด็จอภิบาลคริสตชนเมืองตูริน ในส่วนของพระดำรัสตรัสสอนเยาวชน พระสันตะปาปาทรงกล่าวสอนแบบสดๆ จากใจอีกครั้ง ส่วนพระดำรัสที่ร่างเตรียมไว้นั้น พระองค์ทรงสั่งให้นำไปแจกให้เยาวชนได้รำพึงตามไปพร้อมๆ กัน

พระสันตะปาปา ตรัสสอนว่า "การเป็นเยาวชนต้องทำตัวให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา รู้ไหม พ่อเสียใจมากนะเวลาที่เห็นเยาวชนบางคน เกษียณอายุจากการทำงาน หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่ทำงาน ทั้งที่ตัวเองอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น!

"การเป็นเยาวชนหมายถึงการเจริญเติบโตขึ้นในทุกๆ ด้าน ไล่ตั้งแต่ด้านร่างกาย สติปัญญา การเป็นผู้ให้ และการมอบความรักให้ผู้อื่น ทั้งหมดนี้แหละที่เรียกว่าชีวิต

"เมื่อพูดถึงความรัก ความรักมี 2 มิติที่สำคัญ หนึ่งคือมันเป็นการกระทำมากกว่าคำพูด ลองถามตัวเองว่า ความรักของพวกลูกเป็นแบบไหนกัน และมิติที่สอง ความรักคือการพูดจากัน ความรักคือการรับฟังและตอบสนอง มันไม่มีความรัก ความรักไม่ใช่การเป็นใบ้หรือไม่พูดจากัน

"วันนี้ พ่อไม่ต้องการมาพูดกับลูกๆ ทุกคนในฐานะนักศีลธรรม พ่อไม่ได้อยากมาเป็นนักศีลธรรมที่มาสอนพวกลูก แต่พ่อต้องการพูดบางสิ่งที่อาจดูไม่มีใครพูดมากนัก เพราะว่าคนที่เป็นพระสันตะปาปาก็ควรจะกล้าเสี่ยงที่จะพูดความจริงออกมาเช่นกัน สิ่งที่พ่อต้องการจะพูดก็คือ ในโลกที่เน้นความสุขส่วนตนเป็นหลัก พ่ออยากย้ำพวกลูกว่า จงรักษาความบริสุทธิ์ไว้ เพราะความรักคือความบริสุทธิ์ การแสวงหาความสุขส่วนตนไม่ใช่ความรัก การจะรักษาความบริสุทธิ์เช่นนี้ มันไม่ง่ายเลย พวกลูกก็รู้ดี

"ถ้าความรักนั้นบริสุทธิ์ ทั้งการกระทำและคำพูด มันก็หมายความว่า ความรักนี้พร้อมจะเสียสละให้ผู้อื่น ถ้าพ่อพูดว่าพ่อรักใคร แต่พ่อไม่รับใช้ผู้อื่น ไม่ส่งเสริมเขา ไม่ช่วยเขา นั่นหมายความว่า พ่อไม่ได้รักคนนั้นจริงๆ

"เรื่องต่อมาที่พ่ออยากแบ่งปันคือสถานการณ์ของโลก พ่อรู้ดีว่ามันยากที่จะเชื่อในอนาคต เพราะชีวิตตอนนี้มีแต่ความยากลำบาก หลายๆ ประเทศต้องเผชิญกับสงคราม แต่สิ่งที่พ่ออยากพูดออกไปคือขอตำหนิชาติที่ผลิตอาวุธ แต่ทำมาเป็นรณรงค์เรียกร้องสันติภาพ เพราะคนที่ทำแบบนี้ถือว่าเป็นพวกเสแสร้งอย่างแท้จริง

"นอกจากนี้ พ่ออยากสอนลูกๆ ให้หลีกหนีจากวัฒนธรรมทิ้งๆ ขว้างๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือการทิ้งทารกตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก หรือทอดทิ้งผู้สูงอายุเมื่อคิดว่าพวกเขาไม่มีประโยชน์แล้ว ที่ทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ก็เพราะเราให้เงินเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เราไม่ให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางของระบบ

"เยาวชนต้องกล้าดำเนินชีวิตสวนกระแสที่ผิดๆ จงช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก จงมีความกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องและจงมีความคิดสร้างสรรค์ทำแต่สิ่งดีๆ ทุกวันนี้ โฆษณาหลายชิ้นมีแต่การหลอกลวง พวกเขาพยายามโน้มน้าวให้คนซื้อผลิตภัณฑ์ของตน โฆษณาออกมาว่าตัวเองขายเพชร แต่จริงๆ แล้วพวกเขากลับขายแค่แก้วมากกว่า ถ้าเจอพวกหลอกลวงแบบนี้ เราอย่าไปซื้อเด็ดขาด เพราะนี่คือการให้เงินเป็นศูนย์กลาง จนมองข้ามความดีไป

"สุดท้ายนี้ พ่อรู้ว่า ลูกๆ หลายคนกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมหาวิทยาลัย อย่าเอาแต่เรียนอย่างเดียว แต่จงออกไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในสังคมด้วยนะ" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบเยาวชนเมืองตูริน


 
Contact: editor@popereport.com