Instagram

28 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เราเป็นคริสตชนที่ไล่คนไปไกลๆ จากพระเยซู หรือเป็นคริสตชนที่พาคนมาใกล้พระเยซู"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงตั้งคำถาม เราเป็นคริสตชนที่ขับไล่คนให้ไปไกลๆ พระเยซู หรือเราเป็นคริสตชนที่นำคนให้เข้ามาพระเยซู ทรงแบ่งปัน คริสตชนมี 3 ประเภท หนึ่งคือพวกที่ห่วงแต่ตัวเอง ไม่รู้สึกรู้สาไรเลยถ้าเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก สนแต่ว่าพระเยซูจะอวยพรตัวเองอย่างไร สองคือคริสตชนที่ทำงานให้พระเจ้า ใกล้ชิดพระ แต่ขับไล่คนที่มาหาพระเจ้าให้ไปไกลๆ เพื่อที่จะใช้พระเจ้ามาสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจให้ตนเอง สามคือคริสตชนที่ทำทุกทางให้คนเข้ามาใกล้พระเยซู เพราะได้ยินเสียงร่ำไห้ขอความช่วยเหลือจากพวกเขา


ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ บาร์ทิเมอุส ชายตาบอดที่ตะโกนเรียกหาพระเยซูด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พวกอัครสาวกพยายามสั่งให้เขาเงียบ สุดท้าย พระเยซูสั่งให้พา บาร์ทิเมอุส มาหาพระองค์ และรักษาเขาจนกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "พระวรสารวันนี้ ทำให้พ่อคิดถึงคริสตชน 3 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง คริสตชนที่ห่วงแต่ความสัมพันธ์ของตัวเองกับพระเยซู ถือเป็นความสัมพันธ์แบบปิดตายและเห็นแก่ตัว คนพวกนี้ไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ของคนอื่นเลย แม้แต่ในยุคนี้ คนพวกนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ของคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระเยซู คนพวกนี้ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยว่าใครเดือดร้อนอะไรบ้าง พวกเขาไม่ได้ยิน พวกเขาคิดว่าชีวิตคือกลุ่มของตัวเองเท่านั้น พวกเขาสุขใจกับตัวเองเท่านั้น พวกเขาหูหนวกต่อเสียงร้องของผู้คนมากมายที่ต้องการความรอดและความช่วยเหลือจากพระเยซู พวกเขาเห็นแก่ตัว มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น พวกเขาไม่มีความสามารถในการได้ยินเสียงของพระเยซู

"ประเภทที่สอง คริสตชนที่ได้ยินเสียงร่ำไห้ขอความช่วยเหลือ แต่เลือกจะทำเป็นนิ่งเฉย คนที่ทำตัวแบบนี้ก็เหมือนบรรดาอัครสาวกนั่นแหละที่พยายามไล่เด็กๆ ให้ไปไกลๆ จากพระเยซู เพียงเพราะคิดว่าเด็กๆ จะมารบกวนอาจารย์ของพวกเขา แต่หารู้ไม่ พระเยซูคืออาจารย์ของเด็กเหล่านี้ คนประเภทนี้กีดกันพระเยซูจากคนที่ร่ำไห้ คนที่ต้องการความเชื่อและความรอด ในคนประเภทนี้ เราจะพบพวกที่ทำงานใกล้ชิดกับพระเยซู เราจะพบพวกที่อยู่ในพระวิหาร คนพวกนี้ดูเหมือนเคร่งศาสนา แต่พระเยซูทรงขับไล่พวกเขาเพราะพวกเขาทำธุรกิจในบ้านของพระเจ้า คนประเภทนี้ไม่ต้องการฟังเสียงร่ำไห้ขอความช่วยเหลือ แต่เลือกจะดูแลแต่ธุรกิจของตน ใช้ประชากรของพระเจ้าและใช้พระศาสนจักรเพื่อธุรกิจของตัวเอง คนประเภทนี้คือคริสตชนที่ไม่เป็นประจักษ์พยานนั่นเอง

"พวกเขาเป็นคริสตชนแต่ชื่อ เป็นคริสตชนห้องนั่งเล่น เป็นคริสตชนแค่ที่จุดต้อนรับ แต่ชีวิตภายในของเขาแล้วไม่ใช่คริสตชน มันเป็นชีวิตทางโลก บางคนเรียกตัวเองว่าเป็นคริสตชนและดำเนินชีวิตด้วยจิตตารมณ์ทางโลก ขับไล่คนที่กรีดร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู นี่คือคนที่โหดร้ายสุดๆ คนพวกนี้ถูกพระเยซูตำหนิว่าวางภาระหนักอึ้งไว้บนบ่าของคนอื่น (แต่ตัวเองไม่ทำอะไรเลย) พระเยซูทรงตำหนิคนพวกนี้อยู่ในพระวรสารของนักบุญแม็ทธิว บทที่่ 23 ว่า 'พวกคนเสแสร้ง'

"สุดท้าย ประเภทที่สาม คริสตชนที่ช่วยคนอื่นๆ ให้เข้ามาใกล้พระเยซู นี่คือคริสตชนที่มีความสม่ำเสมอในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและดำเนินชีวิตตามที่พระเยซูสอน พวกเขานำคนที่ร่ำไห้ขอความช่วยเหลือ คนที่ต้องการความรอดพ้น คนที่แสวงหาพระหรรษทาน และแสวงหาจิตวิญญาณที่เข้มแข็งให้เข้ามาใกล้ๆ พระเยซู

"มันจึงเป็นการดีสำหรับเราแต่ละคนที่จะตรวจสอบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา เพื่อจะได้เข้าใจว่า เราเป็นคริสตชนที่ขับไล่คนให้ไปไกลๆ จากพระเยซู หรือเราเป็นคนที่นำคนมาหาพระเยซู เพราะเราได้ยินเสียงร่ำไห้จากคนที่ต้องการความรอด" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "การหมั้นต้องการจากความวางใจและการเชื่อใจกัน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน "การหมั้น" ต้องเกิดจากความวางใจและการเชื่อใจกัน เพราะพันธะของความรักระหว่างชายกับหญิงคือพันธะสำหรับชีวิต มันไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ภายในวันเดียว แต่ต้องเกิดจากการไตร่ตรองอย่างดีแล้ว ทรงหวังเห็นหนุ่มสาวที่เตรียมจะแต่งงาน วางแผนด้วยปรีชาญาณและความชื่นชมยินดีในพระเจ้า ไม่ใช่เตรียมตัวด้วยจิตตารมณ์โลก







ช่วงสายวันพุธที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาพบและเทศน์สอนสัตบุรุษกว่า 50,000 คน ระหว่างการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน

หัวข้อการสอนคำสอนในวันนี้ ยังเป็นเรื่องครอบครัว พระสันตะปาปาทรงเลือกที่จะสอนเกี่ยวกับความสำคัญของ "การหมั้น" ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่การแต่งงาน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "การหมั้นต้องเกิดขึ้นด้วยความวางใจและการเชื่อใจกัน มันเป็นเรื่องงดงามมากที่คนสองคนซึ่งหมั้นหมายกันได้แต่งงานด้วยกัน พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาตลอดระยะเวลาของการเรียนรู้กัน แบ่งปันกัน และมีส่วนร่วมอย่างดีในการอุทิศตนให้กันและกัน

"มันเป็นความรักที่ต้องการการไตร่ตรองเชิงลึกในตัวมันเอง และการไตร่ตรองนี้ต้องรับรู้ถึงความหมายอย่างครบครันก่อนจะเข้าสู่การแต่งงาน พันธะของความรักระหว่างชายกับหญิงคือพันธะสำหรับชีวิต พันธะนี้จะเกิดขึ้นแบบไม่เตรียมตัวอย่างดีไม่ดี มันไม่ใช่บางสิ่งที่คุณจะทำแบบวันเดียวเสร็จ

"วันนี้ พ่อมองไปเห็นคู่หมั้นหลายคู่ที่นั่งอยู่ที่นี่ พ่ออยากให้พวกท่านวางใจกันและกันแบบลึกสุดใจ เพื่อที่ว่า ท่านจะได้เอาชนะความยากลำบากต่างๆ รวมถึงอุปสรรคทุกประเภทที่เข้ามาบนหนทางสู่การแต่งงาน

"สังคมและวัฒนธรรมทุกวันนี้ มีแต่ความยุ่งยากและอุปสรรคมากมายที่ไม่ได้ช่วยเยาวชนชายหญิงในการแต่งงานเลย  พ่อจึงอยากขอร้องคู่หมั้นทุกคู่เข้ารับการอบรมเตรียมแต่งงาน เพราะการอบรมนี้เป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ ที่จะช่วยเราให้ไตร่ตรองถึงความรักที่มีต่อกัน ไตร่ตรองถึงอนาคตและความเชื่อของเราที่จะร่วมแบ่งปันกัน

"สุดท้ายนี้ พ่อขอเชิญชวนเราทุกคนสวดภาวนาให้เยาวชนชายหญิงที่กำลังคิดจะเตรียมงานแต่งงาน ขอให้พวกเขาเตรียมตัวด้วยปรีชาญาณ ความหวัง และความชื่นชมยินดีในพระคริสตเจ้า ไม่ใช่เตรียมตัวด้วยจิตตารมณ์โลก" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย



26 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "จะดีแค่ไหนถ้าดำเนินชีวิตนักบวชโดยไม่มีความขัดแย้งและนินทากัน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำกับสมาชิกคณะภราดาน้อยฟรานซิสกัน เราต้องสัมผัสถึงความต่ำต้อย ใครที่ไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้ จะไม่ได้รับความเมตตาและความรอดจากพระเจ้า ทรงชี้ ความเป็นพี่้น้องกันในหมู่คณะจะแสดงให้เห็นถึงความรักของพระคริสตเจ้าว่าสามารถรักษาบาดแผลของเราได้ ทรงสอน จะดีแค่ไหนถ้าดำเนินชีวิตนักบวชโดยไม่มีความขัดแย้งและนินทากัน



ช่วงสายวันอังคารที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดาสมาชิกคณะภราดาน้อยฟรานซิสกันที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดกับพวกเขา 2 เรื่องที่เป็นอัตลักษณ์ของฟรานซิสกัน นั่นคือ ความต่ำต้อยและความเป็นพี่น้องกัน

พระสันตะปาปาตรัสว่า "จิตวิญญาณของความต่ำต้อยเรียกร้องเราให้เป็นและรู้สึกว่าเราเป็นผู้ต่ำต้อยต่อหน้าพระเจ้า นี่คือการมอบตัวเราเองทั้งครบให้กับพระเมตตาอันไม่สิ้นสุดของพระองค์ การตระหนักถึงความต่ำต้อยและบาปผิดของเราจะทำให้เราได้รับความรอดพ้นจากบาป ในทางกลับกัน คนที่ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นนี้ ก็จะไม่ได้รับความเมตตาและความรอดที่พระเจ้าทรงมอบให้

"ความต่ำต้อยยังหมายถึงการก้าวออกจากตัวเอง ออกไปให้ไกลกว่าทัศนคติและความรู้สึกว่าเราอยู่ในมุมปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นประจักษ์พยานที่เด่นชัดถึงพระเมตตาของพระเจ้าต่อผู้ยากไร้และผู้ต้องการความช่วยเหลือทุกคน นี่คือทัศนคติที่แท้จริงของการแบ่งปันและรับใช้

"ส่วนความเป็นพี่น้องกัน พ่ออยากเน้นถึงการเป็นประจักษ์พยานของคริสตชนยุคแรกเริ่มที่กลุ่มของพวกเขาเปี่ยมด้วยความเป็นพี่น้องกันอย่างมาก นี่คือเครื่องหมายของความเป็นหนึ่งเดียวกันและความรักความเมตตา ฟรานซิสกันถูกเรียกมาเพื่อถ่ายทอดถึงความรักแบบพี่น้องที่สัมผัสได้ โดยผ่านทางวิธีการรื้อฟื้นความไว้เนื้อเชื่อใจในมิตรภาพระหว่างกัน เพื่อที่ว่า โลกจะได้เห็นและเชื่อ รวมทั้งตระหนักว่า ความรักของพระคริสตเจ้าสามารถรักษาบาดแผลของเราและทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันได้

"ในยุคแรกๆ ของคณะฟรานซิสกัน มีการตระหนักว่าโลกทั้งใบเป็นเหมือนอาราม เป็นสถานที่สำหรับการเป็นประจักษ์พยานถึงการประกาศข่าวดี มันสำคัญมากแค่ไหนในการดำเนินชีวิตคริสตชนและชีวิตนักบวชโดยปราศจากความขัดแย้งและนินทากัน แต่เลือกจะเสวนาอย่างสุขุม ด้วยความนอบน้อม ด้วยความอ่อนโยน และด้วยความสุภาพถ่อมตน อาศัยการดำเนินชีวิตแบบยากจนหมายถึงการประกาศสันติและดำเนินชีวิตแบบสุขุม นี่แหละคือสิ่งที่พ่ออยากแบ่งปันพวกท่านทุกคน

"พ่อทราบดีถึงปัญหาต่างๆ ของฟรานซิสกันในรอบหลายปีที่่ผ่านมา แต่อยากย้ำว่า ฟรานซิสกันต้องอุทิศตนให้กับกระแสเรียกแห่งความยากจนและความต่ำต้อย เมื่อใดที่นักบวชดำเนินชีวิตและให้ตัวเองได้รับการนำจากพระจิต พวกเขาก็จะค้นพบความลับของการเป็นพี่น้องกัน ค้นพบแรงบันดาลใจของการรับใช้ ขอให้ความสว่างและพละกำลังจากพระจิตช่วยฟรานซิสกันเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของสมาชิกและกระแสเรียก รวมถึงความท้าทายที่คณะมีอายุเพิ่มขึ้นด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย


โป๊ปฟรังซิส: "อย่าเป็นคริสตชนครึ่งๆ กลางๆ ที่ติดตามทั้งพระเยซูและจิตตารมณ์ทางโลก"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ น่าเศร้าที่เห็นคริสตชนอยากติดตามพระเยซูและจิตตารมณ์ทางโลกไปพร้อมกัน เพราะนี่คือการเป็นคริสตชนครึ่งๆ กลางๆ ทรงสอน เราต้องรู้จัก "ศาสตร์แห่งการรับใช้และการถ่อมตน" เราสามารถรับใช้คนอื่นได้ด้วยการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้มีโอกาสก่อนเรา รวมไปถึงการนำความร่ำรวยที่มีออกไปรับใช้ผู้อื่น



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูตรัสว่า "ไม่มีใครที่ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์ จะไม่ได้รับการตอบแทน ในโลกนี้เขาจะได้รับการเบียดเบียน แต่ในโลกหน้าเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร คนกลุ่มแรกจะกลับเป็นกลุ่มสุดท้าย และกลุ่มสุดท้ายจะกลับเป็นกลุ่มแรก"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "หลังจากเปโตรทูลพระเยซูว่าเขาได้สละทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์ พระเยซูไม่ได้ตอบกลับเปโตรเกี่ยวกับความร่ำรวยเลย ในทางกลับกัน พระองค์ทรงสัญญาถึงพระอาณาจักรสวรรค์ แต่มันจะมาด้วยการเบียดเบียนและด้วยไม้กางเขน

"เมื่อคริสตชนยึดติดกับสิ่งของทางโลก เขาได้สร้างความประทับใจแย่ๆ ของการเป็นคริสตชนที่ต้องการจะครอบครองของ 2 สิ่ง นั่นคืออยากครอบครองทั้งสวรรค์และโลก พระเยซูตรัสว่าการติดตามพระองค์จะได้ไม้กางเขนและการเบียดเบียน นี่คือการปฏิเสธตัวเองและพร้อมรับความเจ็บปวดบนไม้กางเขนทุกวัน กระนั้น บรรดาศิษย์มีการประจญล่อลวง พวกเขาติดตามพระเยซู แต่ก็ยังต่อรองถึงอำนาจอยู่ดี ตัวอย่างชัดๆ ก็คือมารดาของยาก็อบและจอห์นมาทูลถามพระเยซูเกี่ยวกับตำแหน่งของลูกตนเอง นี่คือการสนใจแต่เรื่องทางโลกในการติดตามพระเยซู

"อย่างไรก็ตาม หัวใจของบรรดาศิษย์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในวันสมโภชพระจิต พวกเขาเข้าใจทุกสิ่งอย่างกระจ่างชัด การติดตามพระเยซูแบบไม่หวังผลตอบแทนคือคำตอบแบบที่พระเยซูทรงให้เรา เมื่อใดที่เราต้องการเดินไปกับพระเยซูและโลก เดินไปกับความยากจนและความร่ำรวย เราก็เป็นคริสตชนครึ่งๆ กลางๆ ที่มุ่งหวังจะได้รับวัตถุสิ่งของ นี่คือจิตตารมณ์ทางโลก

"พวกเราต้องจดจำสิ่งที่พระเยซูตรัสให้ดี 'คนกลุ่มแรกจะกลับเป็นกลุ่มสุดท้าย และกลุ่มสุดท้ายจะกลับเป็นกลุ่มแรก' ในมุมมองตามประสามนุษย์ การติดตามพระเยซูไม่ใช่เรื่องดีแน่ เพราะมันคือการรับใช้ แต่พระเยซูทรงทำแบบนั้น ถ้าพระเจ้าให้โอกาสกับเราก่อนใคร เราก็ต้องให้โอกาสนั้นกับคนอื่นก่อนด้วย เพราะนี่คือการรับใช้ ถ้าพระเจ้าให้เรามีความสามารถในการครอบครองสิ่งต่างๆ เราก็ต้องนำที่เรามีไปบริการรับใช้คนอื่นด้วย

"มีอยู่ 3 สิ่งที่นำเราออกจากพระเยซู นั่นคือ ความมั่งคั่ง ความหยิ่งยะโส และการทะนงตน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม 3 สิ่งนี้ถึงอันตรายมากๆ พระเยซูต้องการให้เรานำสิ่งของทางโลกเหล่านี้ออกจากตัว พระองค์ทรงใช้เวลานานมากๆ ในการทำให้บรรดาศิษย์เข้าใจคำสอนนี้ พวกเราก็เช่นกัน เราต้องสอนตัวเองให้รู้จัก 'ศาสตร์แห่งการรับใช้' รวมไปถึง 'ศาสตร์แห่งความถ่อมตน'

"มันน่าเศร้านะที่ต้องเห็นคริสตชน ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส พระสงฆ์ หรือพระสังฆราช ที่ต้องการจะติดตามพระเยซูและครอบครองสิ่งของทางโลก มันน่าเศร้าที่เห็นพวกเขาอยากติดตามพระเยซูและจิตตารมณ์ทางโลกไปพร้อมกัน" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

25 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "การยึดติดกับความรวยอย่างเดียวคือจุดเริ่มต้นของการโกง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ความร่ำรวยเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน แต่ถ้าใคร "ยึดติด" และถูกมันครอบงำ เขาคนนั้นกำลังเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการโกงทุกรูปแบบ แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อตายไป เขาจะนำความร่ำรวยนี้ติดตัวไปด้วยไม่ได้ ทรงชี้ เราต้องใช้ความร่ำรวยที่มีในการสร้างความดีให้กับทุกคน นี่คือการไม่ยึดติดกับความร่ำรวยและเป็นสิ่งที่พระเยซูทรงสอน 



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูตรัสกับชายคนหนึ่งที่เข้ามาหาพระองค์และทูลถามถึงจะทำอย่างไรจะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์ พระเยซูตรัสกับเขาไปว่า "จงไปขายทรัพย์สินทุกสิ่งที่ท่านมี และตามเรา" ชายคนนั้นทำหน้าเศร้าและเดินจากพระองค์ไป

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "การยึดติดกับความร่ำรวยคือจุดเริ่มต้นของการโกงทุกรูปแบบ โกงทุกแห่งหน อาทิ โกงในเรื่องส่วนตัว โกงในธุรกิจการค้า โกงแม้แต่การติดสินบนด้วยเรื่องเล็กๆ ไล่ไปจนถึงการโกงในแวดวงการเมืองและโกงในแวดวงการศึกษา ทำไมต้องโกง? ก็เพราะคนเหล่านี้ยึดติดกับอำนาจ ยึดติดกับความมั่งคั่งของตน พวกเขาเชื่อว่าตัวเองอยู่บนสวรรค์แล้ว พวกเขาปิดตัวเอง และสุดท้าย พวกเขาก็เอาทุกสิ่งติดตัวไปไม่ได้

"นี่คือความลึกลับในการครอบงำความมั่งคั่ง ความร่ำรวยมีความสามารถในการยั่วยวน มันทำให้เราตกลงไปในการล่อลวง และทำให้เราเชื่อว่าเราอยู่บนสรวงสวรรค์บนโลกนี้ แต่สวรรค์บนโลกคือสถานที่ซึ่งปราศจากขอบเขต ... การดำเนินชีวิตที่ปราศจากขอบเขตคือชีวิตที่ไร้ประสิทธิภาพ การดำเนินชีวิตที่ปราศจากความหวังคือชีวิตที่น่าเศร้า การยึดติดกับความมั่งคั่งทำให้เราซึมเศร้าและทำให้เราไร้ประสิทธิภาพ

"พ่อพูดว่า 'คนที่ยึดติด' นะ พ่อไม่ได้พูดว่า 'คนที่บริหารจัดการความมั่งคั่งของตัวเองได้ดี' เพราะความร่ำรวยเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน ถ้าพระเจ้าประทานความร่ำรวยให้กับคนๆ หนึ่ง และความร่ำรวยนั้นถูกใช้เพื่อคุณความดีทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อตัวเอง มันก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าใช้เพื่อตัวเองคนเดียว มันก็จะกลายเป็นการคดโกงและเรื่องน่าเศร้า

"ความร่ำรวยที่ปราศจากความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะทำให้เราคิดว่าเราทรงอำนาจเหมือนพระเจ้า จุดจบของมันคือจะนำเรื่องดีที่สุดออกไปนั่นคือความหวังในการดำเนินชีวิต

"อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงสอนเราอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นหนทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต สิ่งนั้นคือมหาบุญลาภประการที่หนึ่ง 'เป็นบุญของผู้มีใจยากจน' หรือกล่าวคือผู้ที่ไม่ยึดติดกับความร่ำรวย แต่ใช้ความร่ำรวยนั้นเพื่อทำสิ่งดีงาม นี่เป็นหนทางเดียวที่พระเยซูทรงสอน" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย


24 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าดำเนินชีวิตคริสตชนเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน อย่าดำเนินชีวิตคริสตชนเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่จงดำเนินชีวิตคริสตชนโดยการให้พระจิตนำทาง ทรงชี้ มีหลายวิธีที่เราจะปิดตัวเองไม่ต้อนรับพระจิต อาทิ การยึดติดกับกฏเกณฑ์โดยไม่รู้จักผ่อนปรนเหมือนพวกธรรมาจารย์ คนเหล่านี้ถูกพระเยซูตำหนิว่าเป็น "คนเสแสร้ง" พร้อมกันนี้ ทรงแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอลด้วย





ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาสมโภชพระจิต ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน

มิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า "พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ บอกเราว่า พระจิตทรงทำงานในตัวเราแต่ละคนและในพระศาสนจักร พระเยซูทรงสัญญากับบรรดาศิษย์ว่า เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปหาพระบิดา พระจิตจะเป็นผู้นำทางบรรดาศิษย์ไปสู่ความจริงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ พระจิตจึงเป็นจิตแห่งความจริง

"โลกทุกวันนี้ต้องการชายและหญิงที่ไม่ปิดตัวเอง แต่พวกเขาจะได้รับการเติมเต็มด้วยพระจิต การปิดตัวเองจากพระจิตไม่ได้หมายถึงการขาดเสรีภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นบาปอีกด้วย มันมีวิธีการหลายอย่างที่สามารถปิดตัวเองจากพระจิต อาทิ ความเห็นแก่ตัวและการยึดติดกับกฏเกณฑ์แบบไม่ผ่อนปรนเลย เรื่องแบบนี้เราพบเห็นได้จากทัศนคติของพวกธรรมาจารย์ คนพวกนี้ถูกพระเยซูตำหนิว่าเป็นคนเสแสร้ง พวกเขาเมินเฉยสิ่งที่พระเยซูสอน ดังนั้น จงอย่าดำเนินชีวิตคริสตชนเพื่อความต้องการของตัวเอง แต่ไม่ช่วยเหลือคนอื่น

"พระคุณของพระจิตได้โปรยปรายลงมายังพระศาสนจักรและเราแต่ละคน เพื่อที่ว่า เราจะได้ดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อที่แท้จริงและมีความเมตตาอย่างร้อนรน พวกเราจะได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการคืนดีและสันติให้กับโลก พระคุณของพระจิตยังได้ฟื้นฟูโลกขึ้นใหม่ พระจิตคือผู้ที่พระคริสตเจ้าทรงส่งมาจากพระบิดา พระจิตพระผู้สร้างทรงเป็นผู้ให้ชีวิตกับทุกสิ่ง เราต้องเคารพสิ่งสร้าง เพราะนี่คือข้อเรียกร้องแห่งความเชื่อของเรา

"ขอให้เราสวดขอพระจิตและวอนขอพระคุณของพระองค์ พึงระลึกไว้ว่า เราจะต้องสู้อย่างไม่ย่อท้อต่อบาปและการคดโกง จงอุทิศตนด้วยความอดทนเพื่อปกป้องงานแห่งความยุติธรรมและสันติ" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดราชินีแห่งสวรรค์ โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน นอกจากนี้ พระองค์ทรงตระหนักถึงน้ำใจดีของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้ด้วย

ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงการสถาปนา "บุญราศีออสการ์ โรเมโร่ มรณสักขี" พระสังฆราชชาวเอลซัลวาดอร์ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะถวายมิสซา พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวานนี้ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 250,000 คน

ประมวลภาพ: มิสซาสมโภชพระจิต

Read More: Vatican Radio



23 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ระบบเศรษฐกิจยุคนี้ให้เงินเป็นพระเจ้า มันทำให้เราไม่สนใจช่วยเหลือผู้ยากไร้"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงตำหนิระบบเศรษฐกิจยุคนี้ที่ให้เงินเป็นพระเจ้า หลายคนบูชาพระเจ้าแห่งเงินตรา สิ่งนี้ทำให้เรามองข้ามความเป็นมนุษย์ในตัวเพื่อนพี่น้อง มันทำให้เราเมินเฉยไม่ห่วงใยคนชรา เด็กและเยาวชน กระนั้น คาทอลิกต้องอย่าทำเช่นนั้นเด็ดขาด เราต้องนำคำสอนของพระศาสนจักรมาประยุกต์ใช้ด้วยการเอาใจใส่ต่อผู้ยากไร้ทุกคน


ช่วงสายวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับสมาคมผู้ใช้แรงงานคาทอลิกแห่งอิตาลีที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โอกาสครบรอบ 70 ปีแห่งการก่อตั้งสมาคม ในส่วนพระดำรัสตรัสกับพวกเขา พระสันตะปาปาทรงย้ำเตือนเกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมที่เคารพศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานทุกคน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "มันต้องมีการป้องกันอย่างเร่งด่วนต่อระบบเศรษฐกิจในยุคนี้ที่ให้เงินเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง การทำธุรกิจแบบนี้กลายเป็นว่าเราบูชาพระเจ้าแห่งเงินตรา และพระเจ้าแห่งเงินตรานี้เองที่ทำลายทุกสิ่ง และทำให้เกิดวัฒนธรรมทิ้งขว้าง มันทอดทิ้งเด็กทารกเพราะพวกเขาเป็นภาระ มันทอดทิ้งผู้สูงอายุ เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่ มันไม่สนใจเยาวชน ทำให้เยาวชนจำนวนมากต้องตกงาน

"ด้วยเหตุนี้ พ่ออยากเชิญชวนเราทุกคนไตร่ตรองถึงสมณสาส์นความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร เพื่อที่ว่า เราจะได้มั่นใจว่า การใช้แรงงานจะเป็นแบบเสรี สร้างสรรค์ มีส่วนร่วม และมีการส่งเสริมศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานทุกคน พ่ออยากให้พวกเราใส่ใจกับคุณลักษณะทั้งสี่เหล่านี้ด้วย

"เสรีภาพที่แท้จริงของผู้ใช้แรงงานหมายถึงตัวมนุษย์นี่แหละ การใช้แรงงานจะต้องทำเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น

"สุดท้ายนี้ ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้แรงงานคาทอลิก พ่ออยากเห็นพวกท่านทุกคนนำคำสอนของพระศาสนจักรไปปรับใช้กับการทำงาน เฉพาะอย่างยิ่ง การอุทิศตนช่วยเหลือผู้ยากไร้ทุกคน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาทรงต้อนรับสมาคมผู้ใช้แรงงานคาทอลิกแห่งอิตาลี


22 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พระเจ้ามองเราและตรัสสิ่งใดกับเรา ระหว่างเรียกให้ติดตามหรือเรียกให้สำนึกผิดกลับใจ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน พระเจ้ามองเราทุกคนด้วยความรัก แต่การที่พระเจ้ามองมาที่เรา พระองค์จะบอกเราให้ติดตามพระองค์หรือบอกให้เราสำนึกผิดในบาปที่ทำ เหมือนอย่างที่พระเยซูมองไปที่นักบุญเปโตร เพื่อเรียกให้ติดตามพระองค์ มองไปเพื่อให้เขาสำนึกผิดตอนที่ปฏิเสธพระองค์ 3 ครั้ง และมองไปที่นักบุญเปโตร เพื่อบอกให้เขาดูแลฝูงแกะของพระองค์



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงถามเปโตร 3 ครั้งว่า "ซีโมน บุตรของจอห์น ท่านรักเราไหม"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "คืนสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงบนไม้กางเขน เปโตรปฏิเสธพระเยซู 3 ครั้ง เมื่อพระองค์ถูกจับและมองมาที่เปโตร เขาจึงร้องไห้ออกมา พระวรสารของนักบุญลูกาก็กล่าวไว้ว่าเปโตรร้องไห้ออกมาเช่นกัน ความร้อนรนในช่วงแรกเริ่มที่ได้ติดตามพระเยซูแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ระทม เพราะเปโตรได้ทำบาป เขาปฏิเสธพระเยซู

"การที่พระเยซูมองมายังเปโตรนั้น นี่เป็นการมองเข้าไปที่หัวใจของเขา นี่เป็นการมองเข้าไปลึกถึงหัวใจมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ครั้งแรก เป็นการมองและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ การเปลี่ยนชื่อของเขาใหม่ (ซีโมนเป็นเปโตร) และยังเป็นการทำให้เขามีกระแสเรียกใหม่ ส่วนการมองครั้งที่สอง พระเยซูมองไปที่หัวใจของเปโตร เพื่อให้เขาสำนึกผิดหลังจากปฏิเสธพระองค์

"ส่วนการมองครั้งที่สามคือในพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงขอร้องเปโตรให้ดูแลฝูงแกะของพระองค์ พระวรสารยังเล่าเหตุการณ์ด้วยว่า เปโตรรู้สึกเป็นทุกข์ที่พระเยซูทรงถามว่า 'ท่านรักเราไหม' ถึง 3 ครั้ง แต่นี่แหละคือการมองครั้งที่สาม และเป็นการมองเพื่อมอบพันธกิจให้กับเปโตร

"การมองครั้งแรกคือการมองเพื่อเลือกเขามาเป็นศิษย์ติดตาม การมองครั้งที่สองคือการมองในตอนที่เปโตรปฏิเสธพระเยซู เป็นการมองที่เรียกร้องให้เปโตรสำนึกผิดในบาปที่ทำไป ส่วนครั้งที่สามคือการมองเพื่อมอบหมายพันธกิจ

"ดังนั้น พ่ออยากให้เราทุกคนกลับไปอ่านบทสนทนาในพระวรสารวันนี้อีกครั้ง เพื่อจะได้ไตร่ตรองว่า พระเยซูตรัสอะไรกับเรา พระองค์มองมาที่เราหรือเปล่า เป็นการมองเพื่อเรียกเราให้ติดตามพระองค์ มองเพื่อให้เราสำนึกผิดและขอโทษพระองค์ไหม พระเยซูทรงมองพวกเราด้วยความรัก ด้วยเหตุนี้ ขอให้เราสวดขอพระเจ้า โปรดมองมาที่เราและตรัสสอนเราด้วยว่า เราต้องทำสิ่งใดต่อไป" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย


21 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนต้องเป็นหนึ่งเดียวกันแบบที่พระเยซูทรงต้องการ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ คริสตชนต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนที่พระเยซูทรงอธิษฐานขอพระบิดา โปรดให้ผู้มีความเชื่อในพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ทรงชี้ จิตตารมณ์ทางโลกพยายามทำให้คริสตชนแตกแยกกัน การแตกแยกนี้เกิดทั้งในครอบครัว สังคมนักบวช และในพระศาสนจักร มันทำให้เรานินทากัน อิจฉาริษยา และใส่ร้ายป้ายสีกัน ทัศนคติพวกนี้เราต้องเลิกให้ได้ 



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงอธิษฐานภาวนาเพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ไม่เฉพาะบรรดาอัครสาวกเท่านั้น พระองค์ทรงภาวนาให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "มันเป็นความสุขใจที่ได้ยินพระเยซูตรัสอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระองค์ไม่ต้องการภาวนาเพื่อบรรดาอัครสาวกอย่างเดียว แต่ทรงต้องการภาวนาเพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์ผ่านทางวาจาของพวกเขา ประโยคที่เราได้ยินนี้ อาจดูว่าฟังจนชินแล้ว แต่พ่อคิดว่ามันมีคุณค่าที่เราจะใส่ใจกันสักหน่อยนะ

"บางที พวกเราไม่ได้ให้ความสนใจกับคำอธิษฐานของพระเยซูที่เราได้ฟังในวันนี้กันมากนัก พระเยซูกำลังภาวนาเพื่อพวกเราทุกคนอยู่นะ! นี่คือบ่อเกิดของความมั่นใจ พระองค์ทรงภาวนาเพื่อเรา ลองนึกภาพดูซิ พระเยซูทรงภาวนาต่อหน้าพระบิดาในสวรรค์เพื่อเราทุกคน พระบิดาทรงเห็นอะไรจากการภาวนาของพระเยซูล่ะ พระบิดาทรงเห็นบาดแผลของพระเยซู นี่แหละคือค่าเสียหายที่พระเยซูทรงจ่ายเพื่อเราแล้ว พระเยซูทรงภาวนาเพื่อเราด้วยบาดแผลของพระองค์ และพระองค์ก็ยังคงทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ

"พระเยซูทรงภาวนาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชากรของพระองค์และความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระศาสนจักร แต่พระเยซูทรงทราบดีว่า จิตตารมณ์ทางโลกคือจิตตารมณ์ของความแตกแยก สงคราม ความอิจฉาริษยา เรื่อพวกนี้เกิดแม้ในกระทั่งครอบครัว สังคมนักบวช ในพระศาสนจักร และแม้แต่ในพระศาสนจักรทั้งหมด นี่คือการประจญล่อลวงอย่างร้ายแรง มันเป็นการนำพาให้เรากลายเป็นคนชอบนินทาและชอบใส่ร้ายป้ายสี ทัศนคติและความประพฤติเหล่านี้ พวกเราต้องเลิกให้ได้

"พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนที่พระเยซูและพระบิดาทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือความท้าทายที่เด่นชัดสำหรับพวกเราคริสตชนทุกคน นั่นคือ อย่าให้มีหนทางสู่ความแตกแยกเกิดท่ามกลางเรา อย่าปล่อยให้จิตตารมณ์ของการแตกแยกเข้ามาเด็ดขาด จิตตารมณ์ทางโลกคือบิดาของการโกหกที่จะเข้ามาหาพวกเรา ดังนั้น เราต้องอย่าหยุดที่จะแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนแตกต่างกันในวิถีทางของแต่ละคน แต่เราต้องพยายามที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูทรงให้อภัยเราไหม ใช่! พระองค์ทรงยกโทษให้เราทุกคน พระองค์ทรงภาวนาเพื่อเราจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน พระศาสนจักรจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทภาวนาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน

"พระศาสนจักรถูกประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วย 'กาวที่มองไม่เห็น' (พระสันตะปาปาตรัสแบบติดตลก) เพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันที่พระเยซูขอร้องเรานั้นคือพระหรรษทานจากพระเจ้าและเป็นการดิ้นรนบนโลกใบนี้ ฉะนั้น พวกเราต้องมีที่ว่างให้กับพระจิต เพื่อที่เราจะได้รับการแปรเปลี่ยนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

"อีกหนึ่งสิ่งที่พ่ออยากพูดถึงคือคำแนะนำที่พระเยซูตรัสไว้ นั่นคือ 'จงดำรงอยู่ในเรา' พระเยซูทรงวอนขอพระหรรษทานเพื่อให้เราทุกคนดำรงอยู่ในพระองค์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพระเยซูจึงสวดขอพระบิดาให้เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย


20 May 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พ่อแม่ต้องอย่ากลัวการตักเตือนลูกเวลาทำผิด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน พ่อแม่ต้องอย่ากลัวการตักเตือนลูกๆ เวลาที่ลูกทำผิด เราต้องสอนให้เขาปรับปรุงตัวเป็นคนดีให้ได้ อย่าผลักหน้าที่นี้ให้เป็นหน้าที่ของครู ทรงชี้ สังคมสมัยนี้แปลกมาก เวลาครูลงโทษเด็กที่ทำผิด พ่อแม่จะมาเอาเรื่องครูทันที






ช่วงสายวันพุธที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาพบปะและเทศน์สอนสัตบุรุษกว่า 40,000 คน ในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงเทศน์สอนเกี่ยวกับครอบครัว โดยเป็นเรื่องของ "บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองในการให้การศึกษาแก่ลูกหลาน"

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "พ่อทราบดีว่า มันมีปัญหามากมายที่บรรดาพ่อแม่ต้องเผชิญในทุกวันนี้ เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังสถานการณ์ยากลำบาก อาทิ คู่สมรสที่หย่าร้าง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม พ่อขอร้องเลยว่า ได้โปรดอย่านำลูกเป็นตัวประกันโดยเด็ดขาด!

"บ่อยครั้ง พ่อแม่กลัวการตักเตือนลูกในการปรับปรุงตัวจากผิดให้เป็นถูก พ่อแม่ไม่ทำอะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง พ่ออยากแบ่งปันเรื่องของตัวพ่อเองสักเล็กน้อย ตอนพ่อเป็นเด็ก เวลาที่พ่อพูดจาหยาบคายหรือพูดไม่ดีกับครู คุณแม่ของตัวพ่อเองจะไปที่โรงเรียนเพื่อไปกล่าวขอโทษคุณครูท่านนั้นทันที จากนั้น เมื่อกลับมาบ้าน แม่จะลงโทษพ่อและสั่งสอนสิ่งที่ถูกต้องให้

"น่าแปลก เรื่องแบบนี้กลับไม่เป็นที่ชอบใจในสังคมยุคปัจจุบัน บ่อยครั้ง คุณครูพยายามจะลงโทษเด็กให้อยู่ในระเบียบวินัย แต่กลับต้องมาถูกลงโทษจากพ่อแม่ของเด็กเสียเอง การทะเลาะกันระหว่างผู้ปกครองและครู จะทำให้ผู้ปกครองปลีกตัวออกห่างจากการอบรมสั่งสอนลูกของตน แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะมันไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน มันไม่มีการพูดจาหารือกัน

"ในทางกลับกัน กลุ่มคริสตชนถูกเรียกมาเพื่อส่งเสริมพันธกิจการอบรมสั่งสอนต่อครอบครัว คริสตชนทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความสว่างแห่งพระวาจาของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกหลาน ได้รับการอธิบายจากนักบุญเปาโล นั่นคือ ทุกสิ่งดำรงอยู่ในความรักซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้า แม้จะอยู่ในครอบครัวที่ดีที่สุดแล้ว มันก็ยังต้องมีการส่งเสริมกันและต้องมีความอดทนต่อกันด้วย" พระสันตะปาปาตรัสในช่วงท้าย

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญชวนทุกคนภาวนาเพื่อพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศจีน พร้อมภาวนาให้กับคริสตชนที่กำลังถูกเบียดเบียนอยู่ทุกมุมโลกด้วย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป





 
Contact: editor@popereport.com