13 May 2013

พระอัครสังฆราชเกรียงศักดิ์: "การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นศิลปะการดำเนินชีวิตในป่าคอนกรีตอย่างกรุงเทพฯ"

พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ชี้ การเดินไปกับแม่พระเพื่อไปช่วยเหลือผู้อื่น เป็นศิลปะในการดำเนินชีวิตใน "ป่าคอนกรีต" อย่างกรุงเทพฯ เพราะจะทำให้รู้ว่า อันไหนรักแท้ หรือรักแค่หวังผลประโยชน์ เตือนสติ ความชั่วยุคนี้มาในแบบ "ปีศาจน่ารัก" ซึ่งเราพร้อมวิ่งตามด้วยความสมัครใจ หวังเห็นคาทอลิกไทยไม่ทรยศมโนธรรมตัวเอง ตอนท้าย ยก "วัดแม่พระฟาติมา ดินแดง" เป็นสถานที่แห่งการฟื้นฟูความเชื่อและกลับใจ 


เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช พระอัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้เป็นประธานในมิสซาฉลองวัดประจำปีของวัดแม่พระฟาติมา ดินแดง จ.กรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรดาพระสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษที่มาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง โดยปีนี้ เป็นการฉลองครบ 57 ปีของวัดแห่งนี้ด้วย ในส่วนบทเทศน์ประจำมิสซา พระอัครสังฆราช เกรียงศักดิ์ เทศน์ว่า:

- ทุกวันที่ 13 ผู้ที่รักแม่พระ มีนัดกันที่วัดนี้ (ฟาติมา) ทุกคนมาเพื่อขอบคุณแผนการณ์ของพระเจ้า มาเพื่อฟื้นฟูความเชื่อ มาเพื่อประกาศข่าวดีให้พี่น้องทุกคน

- แม่พระฟาติมาประจักษ์มาเพื่อบอกความสำคัญของการสวดภาวนาและใช้โทษบาป แม่พระมาเพื่อบอกให้โลกรู้จักหันหลังกลับบ้าง

- สารที่แม่พระฟาติมาบอกกับเด็ก 3 คน เป็นเรื่องความทุกข์ สงคราม ลัทธิคอมมิวนิสต์ สารของแม่พระฟาติมาดูเหมือนบอกการอวสานของโลก แต่แท้จริงแล้ว นี่คือการบอกและเน้นเสมอว่า คำภาวนาจะมีชัยชนะเหนือความชั่วร้าย

- บุญราศี จอห์น ปอล ที่ 2 เคยตรัสว่า "กระแสต่อต้านพระวรสารและพระศาสนจักร ไม่ได้มีแค่ลัทธิคอมมิวนิสต์เท่านั้น แต่มันยังรวมถึงลัทธิทุนนิยมด้วย"

- ลัทธิทุนนิยมได้ทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์ ศักดิ์ศรีเราถูกทำลายด้วยผลิตภัณฑ์ลามกอนาจาร, การมองกำไรสำคัญกว่าความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมนุษย์ สิ่งเหล่านี้น่ากลัวมาก เพราะมันทำลายกายและใจของมนุษย์

- ความชั่วยุคนี้เข้ามาหาเราในรูปแบบโลกียนิยม (Secularism) มันมาแบบปีศาจที่น่ารัก ซึ่งเด็กและเยาวชนพร้อมวิ่งตาม

- การประจักษ์ของแม่พระฟาติมาสอนเราว่า พระศาสนจักรคือกองทัพ(ของพระเจ้า) ที่ต้องสู้กับปีศาจ การสู้รบจะจบลงเมื่อถึงวันสุดท้ายของโลก

- การเจริญชีวิตคือการก้าวเดินไปกับโลก ... ใครหยุดนิ่งก็คงแย่ แล้วเราล่ะดำเนินชีวิตแบบไหน

- คนจำนวนมากไม่รู้ว่าชีวิตตนเองเดินไปทางไหน ... บางคนตื่นขึ้นมาทุกวันก็เย็นชา ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ... คาทอลิกต้องเดินไปพร้อมกับแม่พระ เราต้องเชื่อในแม่พระ เราต้องกล้าตอบรับ (YES) กับพระเจ้า เราต้องตอบซ้ำๆเหมือนนกแก้ว

- หากเราเปิดใจให้กับพระจิต เราจะเดินสำรวจโลกในจิตใจเราได้ เราจะได้ยินเสียงเบาๆ แต่ทรงพลังจากพระเจ้า

- คนเราสามารถปิดปากมโนธรรมตัวเองให้เป็นใบ้ได้ นี่คือการทรยศตัวเอง ทรยศความเชื่ิอเมื่อรับศีลล้างบาป ทรยศความซื่อสัตย์ต่อชีวิตสมรส ทรยศความซื่อสัตย์ในคำปฏิญาณ

- ความรักจากเพื่อนมนุษย์เริ่มจากครอบครัว แล้วค่อยขยายไปยังเพื่อนพี่น้องตามกำลังความสามารถ

- การเดินไปกับแม่พระ เพื่อไปหาผู้อื่น เป็นศิลปะในการดำเนินชีวิตใน "ป่าคอนกรีต" อย่างกรุงเทพฯ นี่เป็นศิลปะในการเรียนรู้รักแท้ว่า อันไหนของจริง หรืออันไหนเป็นความรักที่หวังผลประโยชน์แอบแฝง

- เราต้องระวัง "การผูกขาดความรักเพื่อตัวเราเอง" ต้องระวังความรักที่หวังผลประโยชน์ ความรักแบบคาทอลิกต้องรู้จักแบ่งปันและต้องเสียสละตนเอง

หลังจากมิสซาจบลง พระอัครสังฆราชเกรียงศักดิ์ ได้กล่าวตอบสัตบุรุษหลังการคำนับพระอัครสังฆราช โดยท่านได้ยกย่องวัดแม่พระฟาติมาด้วยว่า "วัดแม่พระฟาติมาคือสถานที่แห่งการฟื้นฟูความเชื่อและการกลับใจอย่างแท้จริง"


โป๊ปฟรังซิส: "จงหาที่ว่างให้พระจิตบ้าง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงหวังเห็นคริสตชนหาที่ว่างให้พระจิตในการดำเนินชีวิต ชี้ พระจิตเป็นมากกว่านกพิราบที่ดูน่าเอ็นดู พร้อมเตือนสติ ใครที่หลงระเริงกับความสามารถของตัวเอง ก็เสี่ยงต่อการก้าวพลาดอย่างร้ายแรง


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าส่วนพระองค์ภายในวัดน้อยหอพักซางตา มาร์ธา มิสซานี้ ผู้ได้รับเชิญมาร่วมได้แก่เจ้าหน้าที่แผนกช่างของสถานีวิทยุวาติกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่สมณสภาอภิบาลผู้อพยพ ในมิสซานี้ พระสันตะปาปาเทศน์สอนว่า:

- คริสตชนทุกคนให้ความสนใจต่อพระเจ้าด้วยทางการสวดภาวนาและพบพระคริสตเจ้าในพิธีมิสซา แต่คำถามคือ "เราลืมพระจิตไปหรือเปล่า"

- พระจิตมีบทบาทสำคัญในเรื่องพระตรีเอกภาพ พระจิตเป็นมากกว่านกพิราบที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู พระจิตต้องการที่จะมีพื้นที่ในชีวิตของเราแต่ละคน

- เมื่อใครสักคนชอบคิดว่าตัวเองได้รับรางวัลโนเบลด้านความศักดิ์สิทธิ์ พระจิตจะเป็นผู้เตือนสติเขาคนนั้นว่า แท้จริงแล้ว พวกเขาศักดิ์สิทธิ์เพราะเขาเป็นแกะที่มาจากฝูงของใคร

- ถ้าใครคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง และไม่ยอมตระหนักว่า พรสวรรค์ที่ตัวเองมีนั้นไม่ได้รับมาจากพระเจ้า เขาคนนั้นก็ตกอยู่ในอันตรายที่จะลุ่มหลงและก้าวพลาดสู่การหมกมุ่นบางอย่างแบบไม่ลืมหูลืมตา

Read More: Radio Vaticana (Click)


12 May 2013

โป๊ปฟรังซิส: "จงเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่างและอย่าปิดตัวเองไว้กับโลกส่วนตัว"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงยกแบบอย่างนักบุญใหม่สอนเราให้มองการณ์ไกลไปถึงชีวิตบนสวรรค์, รู้จักเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้อื่น, กล้าดำเนินชีวิต "เป็นทุกสิ่ง เพื่อทุกคน" และอย่าปิดตัวเองกับโลกส่วนตัว เพราะมันไม่ต่างกับการทำร้ายตัวเอง


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในมิสซาสถาปนานักบุญใหม่ ได้แก่ นักบุญอันโตนิโอ ปรีมัลโด้ และเพื่อนมรณสักขี รวม 814 องค์, นักบุญ ลอร่า ดิ ซานตา กาเตริน่า เด เซียน่า ผู้ก่อตั้งคณะซิสเตอร์แห่งแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลและนักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียน่า และ นักบุญ มารีอา กัวดาลูเป้ การ์เซีย ซาบาลา ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 100,000 คน ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน

ในมิสซานี้ พระสันตะปาปา ทรงเทศน์สอนใจความว่า:

- นักบุญอันโตนิโอ ปรีมัลโด้ และเพื่อนมรณสักขีกว่า 800 คน ซึ่งสละชีวิตเพื่อยืนยันความเชื่อพระเจ้าที่อ็อตรันโต้ ทางตอนใต้ของอิตาลี พวกท่านได้เป็นแบบอย่างให้กับเราในด้านความเข้มแข็งในความเชื่อ เมื่อถึงคราวที่ต้องเป็นมรณสักขี

- ความเชื่อทำให้เรามีสายตากว้างไกล ไม่มองเพียงแค่ชีวิตในโลกนี้ แต่ทำให้เราไตร่ตรองถึงชีวิตบนสวรรค์

- นักบุญ ลอร่า ดิ ซานตา กาเตริน่า เด เซียน่า นักบุญองค์แรกของโคลอมเบีย ได้สอนเราถึงความใจดีมีเมตตาของพระเจ้า นั่นคือ ไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบมีความเชื่อเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ความเชื่อและความยินดีให้ผู้อื่นด้วย

- นักบุญ ลอร่า เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับซิสเตอร์ ท่านเป็นคุณแม่ฝ่ายวิญญาณของบรรดาชนเผ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในโคลอมเบีย ท่านเป็นคนที่ปลูกความหวังให้กับเพื่อนพี่น้องอยู่เสมอ ท่านมักจะสอนชาวอินเดียนแดงเกี่ยวกับพระเจ้าว่า "พระเจ้าไม่เคยต่อต้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่พระองค์สอนให้คริสตชนเคารพความแตกต่างนี้"

- แบบอย่างของนักบุญลอร่านี่แหละที่เราสามารถกล่าวได้เต็มปากว่า "เป็นทุกสิ่ง เพื่อทุกคน" ท่านสอนเราให้มองพระเยซูที่อยู่ในตัวผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อเอาชนะความแตกต่างและความเห็นแก่ตัว และยังเป็นการเปิดใจรับผู้อื่นโดยปราศจากอคติ

- นักบุญ มารีอา กัวดาลูเป้ การ์เซีย ซาบาลา ท่านเป็นคนที่ยอมสละความสบายฝ่ายโลก เพื่อรับใช้ผู้ป่วยด้วยความรักและเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา

- แบบอย่างของนักบุญ มารีอา กัวดาลูเป้ การ์เซีย เชิญชวนเราให้รักพระเยซู ด้วยการไม่ปิดตัวเองเพื่อโลกเล็กๆโลกส่วนตัวของเรา เพราะมันเป็นการทำร้ายตัวเราเอง

- เอาล่ะ ทีนี้เราต้องถามตัวเองแล้วว่า "ตัวเราเป็นคนที่ศรัทธาในพระเยซูอย่างไร ศรัทธาขนาดไหน เราสามารถแสดงความเชื่อของเราด้วยความกล้าหรือเปล่า หรือเราใส่ใจเพื่อนพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากไหม เราตระหนักถึงความจำเป็นของพวกเขาบ้างไหม เรามองพี่น้องชายหญิงทุกคนด้วยความรักหรือเปล่า"

- ทั้งหมดนี้ ขอให้เราถามตัวเองด้วยนะ อาศัยคำเสนอวิงวอนของแม่พระและนักบุญใหม่ ขอพระเจ้าเติมเต็มชีวิตเราด้วยความชื่นชมยินดีและความรักของพระองค์

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตราชินีแห่งสวรรค์ โดยก่อนภาวนา พระองค์ทรงส่งคำทักทายไปยังผู้ร่วมสนับสนุนสิทธิการเกิดตามธรรมชาติและต่อต้านการทำแท้ง ซึ่งสหภาพยุโรปกำลังดำเนินการเรียกร้องให้ปกป้องสิทธิการเกิดโดยชอบธรรม

ประมวลภาพ: มิสซาสถาปนานักบุญใหม่ 2013

Read More: Vatican Radio


11 May 2013

โป๊ปฟรังซิส: "คำภาวนาที่แท้จริงจะชี้ทางเราให้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแนะ การสวดภาวนาที่แท้จริงจะนำเราออกจากตัวเองและไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก พร้อมกันนี้ ทรงเตือนสติคริสตชนขี้บ่นขี้น้อยใจที่ชอบคิดว่า บทสวดต่างๆไม่ได้ตอบสนองความต้องการของตนเองเลย


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าส่วนพระองค์ภายในวัดน้อยหอพักซางตา มาร์ธา มิสซานี้ ผู้ได้รับเชิญมาร่วมได้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจวาติกัน รวมถึงบรรดานักข่าวจากอาร์เจนติน่า ในมิสซานี้ พระสันตะปาปาเทศน์สอนว่า:

- พระเยซูทรงสอนว่า "ถ้าผู้ใดสวดขอพระบิดาในนามของเรา พระบิดาจะประทานให้ท่าน" ถ้าจะกล่าวประโยคนี้ให้เข้าใจแบบสวยๆ ก็จะได้ว่า "พระบิดาจะประทานทุกสิ่งให้เรา แต่ทั้งนี้ เราต้องขอสิ่งเหล่านั้นในนามพระเยซู"

- หลายครั้ง เราเบื่อกับการสวดภาวนา เรามักจะบอกว่า บทสวดไม่ได้วอนขอพระเจ้าตามที่เราต้องการเลย แต่อย่าลืมซิว่า นี่เป็นการวอนขอพระบิดา ผ่านการเสนอวิงวอนของพระเยซู

- การสวดขอพระบิดาในนามพระเยซู ก็เป็นการนำเราออกจาก(การยึดติดกับ)ตัวเอง คำภาวนาที่แท้จริงคือการนำเราออกจากตัวเองและกลับไปหาพระบิดา ผ่านทางพระเยซูคริสต์

- ถ้าเราไม่สามารถออกจากตัวเองและไปช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือ อาทิ ผู้ป่วย ผู้ยากไร้ และผู้ถูกทอดทิ้ง เราก็จะไม่ได้สัมผัสกับเสรีภาพที่แท้จริงได้เลย

- การที่เราจะออกจากการยึดติดกับตัวเองได้ มี 2 ทางคือการร่วมพระมหาทรมานกับพระเยซู และการร่วมเป็นทุกข์ไปกับพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยาก นี่คือหนทางที่พระเยซูทรงต้องการในคำภาวนาของเรา

Read More: Vatican Radio (Click)

10 May 2013

โป๊ปฟรังซิส: "คาทอลิกและค็อปติกเป็นหนึ่งเดียวกันในศีลล้างบาป"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับ โป๊ป ทาวาดรอส ที่ 2 ผู้นำพระศาสนจักรค็อปติกแห่งอเล็กซานเดรียและพระอัยกาแห่งสำนักนักบุญมาร์โก (His Holiness Pope Tawadros II, the Pope of Alexandria and Patriarch of the See of Saint Mark) ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา


ในส่วนรายละเอียดการสนทนาของผู้นำทั้งสอง พระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสกับโป๊ป ทาวาดรอส ว่า "พวกเราต่างเป็นหนึ่งเดียวกันในศีลล้างบาปเดียวกัน และเราต้องเดินร่วมทางเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อเราจะได้ร่วมแบ่งปันศีลมหาสนิท" นอกจากนี้ พระสันตะปาปา ฟรังซิส ยังร่วมเป็นทุกข์ไปกับคริสตชนค็อปติกในอียิปต์ที่ต้องถูกเบียดเบียนอย่างหนักด้วย

ขณะที่ โป๊ป ทาวาดรอส กล่าวกับพระสันตะปาปาว่า "คริสตชนค็อปติกต่างตระหนักเสมอถึงการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิก เพราะเราต่างเป็นศิษย์ของพระเยซูเหมือนกัน" ทั้งนี้ โป๊ปทาวาดรอส ยังทูลเชิญพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จเยือนอียิปต์ด้วย

สำหรับผู้นำพระศาสนจักรค็อปติกองค์สุดท้ายที่มาเข้าเฝ้าประมุขพระศาสนจักรคาทอลิกได้แก่ โป๊ป เชนูด้า ที่ 2 ที่มาเข้าเฝ้า สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เมื่อเดือนพฤษภาคม 1973 หรือ 40 ปีที่แล้ว

อนึ่ง พระศาสนจักรค็อปติก ก่อตั้งโดย นักบุญมาร์โก ผู้นิพนธ์พระวรสาร โดยตั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 1

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาฟรังซิสต้อนรับ โป๊ป ทาวาดรอส

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส "ความสุขแบบคริสตชนลึกซึ้งกว่าความสุขทั่วไป"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ ความชื่นชมยินดีแบบคริสตชนลึกซึ้งกว่าความสุขทั่วไป เพราะมันมีพื้นฐานจากพระเยซูคริสต์ ทรงชี้ คริสตชนต้องไม่ "หน้าบึ้งตึง" เพราะมันจะทำให้คนหนีหายจากพระศาสนจักร ตอนท้าย ทรงยินดีมากที่วันนี้จะได้พบกับโป๊ป ทาวาดรอส ที่ 2 ผู้นำพระศาสนจักรค็อปติกแห่งอเล็กซานเดรียและพระอัยกาแห่งสำนักนักบุญมาร์โก ที่มาเข้าเฝ้า


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าส่วนพระองค์ภายในวัดน้อยหอพักซางตา มาร์ธา มิสซานี้ ผู้ได้รับเชิญมาร่วมได้แก่เจ้าหน้าที่สถานีวิทยุวาติกัน รวมถึงคุณพ่อเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผู้อำนวยการสื่อมวลชนวาติกันด้วย ในมิสซานี้ พระสันตะปาปาเทศน์สอนว่า:

- ความชื่นชมยินดีของคริสตชน เป็นคนละแบบกับความสนุกสนานแบบทั่วไป

- ความชื่นชมยินดีแบบคริสตชนมันเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราวและลึกซึ้งกว่าความสุขที่เกิดจากเงิน เพราะมันมีบ่อเกิดในความเที่ยงแท้ที่พระเยซูคริสต์ประทับอยู่กับเรา

- จงระลึกเสมอว่า คริสตชนคือชายและหญิงแห่งความชื่นชมยินดี พระเยซูสอนเราว่า "จงชื่นชมยินดีเถิด" พระศาสนจักรก็สอนเราแบบนี้เช่นกัน

- ความชื่นชมยินดีคือของขวัญจากพระเจ้า มันเติมเต็มเราที่ภายในจิตใจ มันเป็นเหมือนเครื่องชโลมจิตใจจากพระจิตเจ้า

- จงอย่าปิดกั้นความชื่นชมยินดีที่พระเจ้ามอบให้ไว้กับตัวเราเพียงคนเดียว แต่จงแบ่งปันให้ผู้อื่น เฉพาะอย่างยิ่งคนยากไร้และคนป่วย

- คริสตชนต้องไม่ทำ "หน้าบึ้งตึง" เพราะการทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อพระศาสนจักร มันทำให้ผู้คนถอยห่างจากพระศาสนจักร

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันเกี่ยวกับการที่วันนี้ พระองค์จะทรงพบกับ โป๊ป ทาวาดรอส ที่ 2 ผู้นำพระศาสนจักรค็อปติกแห่งอเล็กซานเดรียและพระอัยกาแห่งสำนักนักบุญมาร์โก (His Holiness Pope Tawadros II, the Pope of Alexandria and Patriarch of the See of Saint Mark) พระองค์ตรัสว่า:

- การได้พบกับโป๊ป ทาวาดรอส ที่ 2 ก็เป็นอีกเหตุผลให้เกิดความชื่นชมยินดี เพราะ โป๊ป ทาวาดรอส เป็นพี่น้องที่มา(กรุงโรม)เพื่อเยี่ยมพระศาสนจักรแห่งกรุงโรมและเสวนากับเรา

- นี่เป็นการเดินทางที่จะเป็นการร่วมทางไปด้วยกัน

Read More: Vatican Radio (Click)

09 May 2013

โป๊ปฟรังซิสเตรียมต้อนรับโป๊ปแห่งค็อปติกศุกร์นี้


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก เตรียมต้อนรับ โป๊ป ทาวาดรอส ที่ 2 ผู้นำพระศาสนจักรค็อปติกแห่งอเล็กซานเดรียและพระอัยกาแห่งสำนักนักบุญมาร์โก (His Holiness Pope Tawadros II, the Pope of Alexandria and Patriarch of the See of Saint Mark) ที่จะมาเข้าเฝ้าในวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมนี้ ตามรายงานข่าวจาก "ซีนิต" สำนักข่าวคาทอลิกชื่อดัง

สำหรับผู้นำพระศาสนจักรค็อปติกองค์สุดท้ายที่มาเข้าเฝ้าประมุขพระศาสนจักรคาทอลิกได้แก่ โป๊ป เชนูด้า ที่ 2 ที่มาเข้าเฝ้า สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เมื่อเดือนพฤษภาคม 1973 หรือ 40 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ โป๊ป ทาวาดรอส ที่ 2 ได้มาเยือนกรุงโรมเพื่อเยี่ยมคริสตชนค็อปติกในกรุงโรม นอกจากนี้ พระองค์จะยังไปสวดภาวนา ณ หลุมศพนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโลด้วย

08 May 2013

โป๊ปย้ำการประกาศพระวรสารไม่ใช่การไปเปลี่ยนศาสนาผู้อื่น

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ การประกาศพระวรสารไม่ใช่การชวนคนอื่นเปลี่ยนศาสนา แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ให้กับพวกเขา พร้อมยก "นักบุญเปาโล" เป็นสุดยอดของนักเทศน์สอนที่เสวนากับทุกคน


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าส่วนพระองค์ภายในวัดน้อยหอพักซางตา มาร์ธา ผู้ได้รับเชิญร่วมมิสซาได้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการสำนักบริหารนครรัฐวาติกัน ในมิสซานี้ พระสันตะปาปาเทศน์สอนว่า:

- การประกาศพระวรสารไม่ใช่การชักชวนผู้อื่นให้เปลี่ยนศาสนา คริสตชนที่ต้องการประกาศพระวรสารต้องเสวนากับทุกคน

- การประกาศพระวรสารต้องทำด้วยการเป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซู ทำด้วยการประกาศเทศน์สอน และทำด้วยการทำตัวให้น่าศรัทธาเพื่อสะท้อนถึงการเป็นศิษย์พระเยซู

- จงดูนักบุญเปาโลเป็นตัวอย่าง เวลาที่ท่านประกาศพระวรสารตามเมืองต่างๆ ท่านไปเสวนากับทุกคน

- นักบุญเปาโลประกาศพระวรสารด้วยคติ "สร้างสะพานเชื่อมระหว่างพระเจ้ากับผู้คน สร้างสะพานเชื่อมในการประกาศพระวรสาร"

- ทัศนคติของนักบุญเปาโลคือพูดคุยกับทุกคน พูดคุยเพื่อเข้าไปสัมผัสจิตใจผู้ฟัง นี่แหละคือสุดยอดของการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (Pontifex)

- พึงระลึกเสมอว่า เราต้องสร้างสะพานเชื่อมพระเจ้ากับมนุษย์ ไม่ใช่สร้างกำแพงปิดกั้นกันเอง

Read More: Vatican Radio

โป๊ปเน้นกลุ่มซิสเตอร์ "พระศาสนจักรไม่ต้องการความยากจนแค่ทฤษฏีเท่านั้น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเน้นบรรดาอธิการเจ้าคณะนักบวชหญิง เฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาที่กำลังมีปัญหากับวาติกันว่า พระศาสนจักรไม่ต้องการยึดความยากจนแค่หลักทฏษฎีเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติจริงๆด้วย พร้อมกันนี้ ทรงเตือนสติ อย่าทำงานรับใช้พระเจ้า โดยมุ่งหวังตำแหน่งสูงๆ ที่สำคัญ พระศาสนจักรอยากเห็นซิสเตอร์เป็น "คุณแม่ฝ่ายวิญญาณ" ที่นำสัตบุรุษไปหาพระเจ้า



สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดาอธิการเจ้าคณะนักบวชหญิงกว่า 800 คนที่มาเข้าเฝ้า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมประจำปีที่กรุงโรม ซึ่งหนึ่งในผู้เข้าเฝ้าได้แก่กลุ่มอธิการิณีจากสหรัฐอเมริกาที่กำลังมีปัญหาอย่างหนักกับสมณกระทรวงหลักความเชื่อของวาติกัน ในส่วนของพระดำรัสต่อพวกเขา พระสันตะปาปาตรัสว่า:

- ความนบนอบคือการฟังเสียงพระประสงค์ของพระเจ้า การยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้าจะทำได้โดยการไตร่ตรองและภาวนา

- ความยากจนคือการเอาชนะความเห็นแก่ตัวตามหลักพระวรสาร ซึ่งสอนเราให้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเจ้า

- ความยากจนคือเครื่องชี้วัดว่าพระศาสนจักรไม่ได้สร้างอาณาจักรของพระเจ้าตามประสามนุษย์ ซึ่งก็คืออำนาจบาตรใหญ่ แต่เราสร้างอาณาจักรของพระเจ้าด้วยพระหรรษทาน ผ่านทางการทำงานรับใช้ผู้ยากไร้ทุกคน

- พระศาสนจักรไม่ต้องการความยากจนในเชิงทฤษฏี แต่ความยากจนต้องเรียนรู้จากการรับใช้ผู้ที่มีความจำเป็นต่อสิ่งต่างๆอย่างแท้จริง

- การถือพรหมจรรย์ไม่ใช่การทำให้ใครคนหนึ่งเป็น "สาวโสดไม่ได้สมรส" แต่มันเป็นการทำให้สตรีเหล่านี้เป็น "คุณแม่ฝ่ายวิญญาณ" ที่คอยดูแลทุกคน และนำลูกๆวิญญาณไปหาพระคริสตเจ้า

- ถ้าปราศจากซิสเตอร์ พระศาสนจักรก็จะขาดความรักของแม่ที่มีต่อลูกไปอย่างแน่นอน

- พระศาสนจักรถูกทำร้ายจากการมักใหญ่ใฝ่สูงในตำแหน่งหน้าที่ (นักบวชที่ต้องการตำแหน่งสูงๆ) พระศาสนจักรถูกทำร้ายจากคนที่ใช้งานผู้อื่นเพื่อสนองต่อความทะเยอทะยานส่วนตน

- จงดูแลเอาใจใส่ต่อกลุ่มสัตบุรุษด้วยรักที่มีต่อพระศาสนจักร เพราะพวกท่านไม่สามารถพูดได้ว่า "ท่านรักพระเยซู แต่ไม่รักพระศาสนจักร"

- ซิสเตอร์ที่รัก ขอให้มั่นใจว่า พ่อติดตามข่าวของพวกท่านด้วยความรัก พ่อจะสวดให้พวกท่าน และขอให้พวกท่านสวดให้พ่อด้วยนะ!

Read More: Vatican Radio


โป๊ปฟรังซิส: เราได้ฟังพระเจ้าและคิดตามสิ่งที่พระองค์ตรัสหรือไม่

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงหวังเห็นคริสตชนฟังเสียงของพระจิตและรู้จักคิดตาม เช่นเดียวกับอยากให้ทุกคนไตร่ตรองว่า เราไม่ฟังเสียงพระจิต เพราะเราไม่มีสมาธิพอจะฟังเสียงของพระเจ้าใช่หรือไม่ 


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 80,000 คน ในส่วนของบทแบ่งปันประจำวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสว่า:

- ขอให้เราฟังเสียงของพระจิต พระองค์คือผู้ที่ชี้ทางเราไปหาพระเจ้า ผู้ทรงรักเราเหมือนพ่อผู้เที่ยงแท้

- พระจิตคือน้ำทรงชีวิตที่ชำระเราให้บริสุทธิ์และฟื้นฟูชีวิตของเรา ดังนั้น ชีวิตของเราจึงได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระเจ้าและความรักของพระองค์

- ทุกคนต้องถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า "เราได้ฟังพระเจ้าและคิดตามสิ่งที่พระองค์ตรัสหรือไม่ หรือว่าเราไม่มีสมาธิพอที่จะฟังเสียงของพระองค์"

- คริสตชนคือคนที่คิดตามแผนการณ์ของพระเจ้าและทำตามเสียงของพระจิตเจ้า ดังนั้น ขอให้เราฟังเสียงของพระเจ้าเข้าไว้ เพราะพระองค์จะนำเราเดินบนหนทางแห่งความรัก เมตตา และให้อภัย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป ประจำวันพุธที่ 8 พ.ค. 2013

Read More: Asianews.it


 
Contact: editor@popereport.com