23 January 2012

ฟาติมาสาร - แม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรรับรอง (ตอน 1) 29 มกราคม 2012

หลายสัปดาห์ก่อน ผมเคยเขียนบนเฟซบุ๊คโป๊ปรีพอร์ตเกี่ยวกับเรื่องแม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรคาทอลิกให้การรับรอง ปรากฏว่า มีผู้ให้ความสนใจเยอะพอสมควร ผมเห็นว่า มันคงเป็นประโยชน์มากขึ้นถ้านำมาถ่ายทอดลงบนหน้ากระดาษฟาติมาสาร เพื่อช่วยให้ทุกคนได้รู้ว่า แม่พระประจักษ์ที่ไหนบ้างที่พระศาสนจักรรับรองแบบเป็นทางการ

ก่อนลงลึกถึงรายละเอียด ขออธิบายว่า พระศาสนจักรคาทอลิกรับรองเหตุการณ์แม่พระประจักษ์เป็น 2 ยุค ยุคแรกคือ “ยุคก่อน ค.ศ.1542” นี่เป็นยุคที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อยังไม่ถูกสถาปนา (CONGREGATION FOR THE DOCTRINE OF THE FAITH – หน่วยงานบัญญัติศัพท์ไทยเรียก “สมณกระทรวงพระสัจธรรม” แต่ผมขอเรียกสมณกระทรวงหลักความเชื่อ ถ้าเรียกพระสัจธรรม มีหวังคนทั่วไปงงกันทั้งประเทศ เพราะต้องมาตีความอีกว่า “สัจธรรมคืออะไร”) สมณกระทรวงหลักความเชื่อได้รับการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 3 กระทรวงนี้เปรียบได้กับ “กระทรวงมหาดไทย” ยุคนั้น กระทรวงนี้ถูกตั้งมาเพื่อรับมือกับการแยกตัวออกไปของ “มาร์ติน ลูเธอร์” ส่วนหน้าที่อื่นๆที่สืบมาถึงปัจจุบันก็คือหน้าที่ตรวจสอบความเชื่อและกฏระเบียบต่างๆในพระศาสนจักรไม่ให้ผิดเพี้ยนนั่นเอง

ส่วนยุคที่สอง เป็นยุคที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ (ค.ศ.1542 – ปัจจุบัน) เวลามีเหตุการณ์แม่พระประจักษ์ตามที่ต่างๆ สภาพระสังฆราชคาทอลิกท้องถิ่นจะส่งเรื่องมาให้หน่วยงานนี้ตรวจสอบ ถ้าทุกอย่างผ่านขั้นตอนที่กำหนด พระสันตะปาปาก็จะประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ

สำหรับยุคก่อนตั้งสมณกระทรวงหลักความเชื่อ (ก่อนค.ศ.1542) พระศาสนจักรคาทอลิกให้การรับรองเหตุการณ์แม่พระประจักษ์ 5 ครั้ง ได้แก่


แม่พระแห่งเสาหลัก
1) แม่พระแห่งเสาหลัก (VIRGEN DEL PILAR) – ใน ค.ศ.39 แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญยาค็อบ อัครสาวก (องค์ใหญ่)” ตอนนั้น นักบุญยาค็อบไปแพร่ธรรมที่เมืองซาราโกซ่า ประเทศสเปน ท่านกำลังท้อแท้มากเพราะมีคนกลับใจน้อยมาก แม่พระประจักษ์มาหาท่านและสัญญาว่า จะเป็นกำลังใจและช่วยเหลือในการประกาศพระวรสาร แม่พระได้มอบ “เสา” หนึ่งต้นให้นักบุญยาค็อบและสั่งให้ท่านสร้างวัดตรงนี้ แม่พระยังได้บอกอีกว่า แม่พระจะเป็นเสาหลักให้กับวัดนี้ตลอดไป


แม่พระแห่งหิมะ

2) แม่พระแห่งหิมะ (MADONNA DELLA NEVE) – เรื่องนี้ เกิดในคืนวันที่ 5 สิงหาคมของศตวรรษที่ 5 ช่วงเวลาดังกล่าว หากใครเคยไปกรุงโรม จะรู้ว่ามันเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี แต่ในคืนนั้น พระสันตะปาปาลิเบริอุส ได้เห็นหิมะตก จากนั้นท่านได้เห็นนิมิตแม่พระในเวลาไล่เลี่ยกัน พระสันตะปาปาลิเบริอุสจึงได้สั่งให้สร้างมหาวิหารเพื่อถวายแด่แม่พระตรงจุดนั้น และนับแต่นั้นมา มหาวิหารแห่งนี้ก็มีชื่อว่า “ซานตา มารีอา มาจจอเร่” 1 ใน 4 มหาวิหารเอกของกรุงโรมซึ่งเป็นมหาวิหารของพระสันตะปาปา (หากใครไปกรุงโรมและไม่ได้มาที่นี่ ต้องบอกว่า คุณพลาดแล้วล่ะ)   


แม่พระแห่งวอลซิงแฮม

3) แม่พระแห่งวอลซิงแฮม (OUR LADY OF WALSINGHAM) – เหตุการณ์นี่เกิดใน ค.ศ.1061 ที่หมู่บ้านวอลซิงแฮม เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ แม่พระประจักษ์มาหา “ริเชลดิส เด เฟเวอร์เชส” สตรีขุนนางชั้นสูงซึ่งเป็นคริสตศาสนิกชนที่ศรัทธามาก แม่พระสั่งให้ เด เฟเวอร์เชส สร้างพระแท่นถวายมิสซาจุดที่ประจักษ์ อย่างไรก็ตาม ค.ศ.1538 พระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8 สั่งให้ทำลายพระแท่นแห่งนี้ หลังจากออกกฏหมายทำลายอารามและโบสถ์คาทอลิกทุกแห่ง (เฮนรี่ ที่ 8 คือคนที่แตกหักกับพระสันตะปาปาเคลเมนต์ เรื่องการแต่งงานใหม่ และตั้งตนเป็นผู้นำเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์) ปัจจุบัน แม่พระแห่งวอลซิงแฮม เป็นที่เคารพของทั้งคาทอลิกและแองกลิกันในอังกฤษ โดยคาทอลิกจะทำการฉลองในวันที่ 24 กันยายน ส่วนแองกลิกันฉลองวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี


แม่พระัแห่งลูกประคำ

4) แม่พระแห่งลูกประคำ – ค.ศ.1208 แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญโดมินิก” ในอารามประเทศฝรั่งเศส และนี่คือจุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ของการสวดสายประคำ เพราะแม่พระได้มอบและสอนวิธีการสวดสายประคำให้กับมนุษยชาติ


แม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล

5) แม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล – ช่วงกลางศตวรรษที่ 13 แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญไซม่อน สต็อก” นักบวชชาวอังกฤษของคณะคาร์เมลไลต์ ซึ่งอยู่ในอารามบนภูเขาคาร์เมล ประเทศอิสราเอล ในการประจักษ์นี้ นักบุญสต็อก ได้วิงวอนแม่พระโปรดอวยพรคณะของตนเป็นพิเศษด้วย จากนั้น แม่พระได้ยื่น “สายจำพวก” ใส่มือของนักบุญสต็อก และตรัสว่า “นี่คือสิ่งพิเศษสำหรับท่าน ใครก็ตามที่สิ้นใจโดยถือสายจำพวกไว้ในมือ เขาก็จะได้รับความรอด” (นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเวลามีคนใกล้เสียชีวิต เราจึงได้เห็นการนำสายจำพวกมาไว้ในมือพวกเขา) ... จากนั้น ในศตวรรษที่ 14 การฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล จึงเป็นที่แพร่หลายในอังกฤษ โดยจะฉลองวันที่ 17 กรกฏาคมของทุกปี แต่พอศตวรรษที่ 15 การฉลองนี้แพร่หลายมากขึ้นในยุโรป ทำให้มีการย้ายวันฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล จากวันที่ 17 กรกฏาคม มาเป็นวันที่ 16 กรกฏาคม เพราะชาติต่างๆในยุโรปนั้น ฉลอง “นักบุญอเล็กซิส” ในวันที่ 17 กรกฏาคม นั่นเอง (ป้องกันการซ้ำกัน)

ต่อมาเป็นยุคหลัง ค.ศ.1542 พระศาสนจักรคาทอลิกประกาศรับรองการประจักษ์ของแม่พระทั้งหมด 13 ครั้ง แบ่งเป็น วาติกัน (ภายใต้สมณกระทรวงหลักความเชื่อ) รับรอง 10 ครั้ง ส่วนอีก 3 ครั้งเป็นการรับรองจากสังฆมณฑลท้องถิ่น 

รายชื่อแม่พระประจักษ์ที่วาติกันรับรอง มีดังนี้ 


แม่พระแห่งกัวดาลูเป้

1) แม่พระแห่งกัวดาลูเป้ เม็กซิโก – กรณีนี้ เกิดในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ.1531 แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญฮวน ดีเอโก้” ชาวนาเชื้อสายอินเดียนแดง โดยแม่พระขอให้สร้างอารามบนภูเขาเตเปยัค กระนั้น เมื่อนักบุญดีเอโก้ นำเรื่องนี้ไปแจ้งพระสังฆราชท้องถิ่น แต่พระสังฆราชตอบกลับว่า “ถ้าเป็นแม่พระประจักษ์จริงๆ แม่พระต้องทำอัศจรรย์ให้ท่านเชื่อเพื่อตัดสินใจเรื่องที่เกิด” นักบุญดีเอโก้จึงกลับไปหาแม่พระ และแม่พระบอกกับท่านว่า “จงนำดอกกุหลาบบนภูเขาเตเปยัคใส่ไว้ในเสื้อคลุมและนำไปมอบให้พระสังฆราช เดือนธันวาคมเป็นฤดูหนาวซึ่งดอกไม้จะไม่ผลิบาน แต่เมื่อเจ้าเปิดเสื้อคลุมออก ดอกกุหลาบจะผลิบานและส่งกลิ่นหอมไปทั่ว” เมื่อนักบุญดีเอโก้ทำตามนี้ พระสังฆราชก็มั่นใจว่า นี่เป็นการประจักษ์ของแม่พระจริงๆ ท่านจึงตัดสินใจสร้างมหาวิหารบนนั้น และตั้งแต่นั้นมา มหาวิหารแม่พระแห่งกัวดาลูเป้ ก็เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก ... ปัจจุบัน มหาวิหารแห่งนี้ เป็นมหาวิหารคาทอลิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน และ มหาวิหารแม่พระแห่งอปาเรชิด้า เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ... วาติกันยังไม่รับรองแบบทางการต่อการประจักษ์ที่อปาเรชิด้า (ส่วนคำถามที่ว่า สักการะสถานแม่พระที่มีผู้แสวงบุญไปภาวนามากสุดในโลกอยู่ที่ไหน หลายคนต้องตอบว่า “ลูร์ด” แน่ๆ แต่บอกได้เลยว่าผิด เพราะอันดับหนึ่งของโลกคือมหาวิหารแม่พระแห่งอปาเรชิด้า เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล อันดับสองคือ ลูร์ด และอันดับสามคือ กัวดาลูเป้ ประเทศเม็กซิโก ส่วนอันดับสี่คือฟาติมา ประเทศโปรตุเกส)       


แม่พระแห่งเลาส์

2) แม่พระแห่งเลาส์ ฝรั่งเศส – การประจักษ์นี้กินเวลาถึง 54 ปี ระหว่างค.ศ.1664-1718 แม่พระประจักษ์มาหา “เบเนดิกตา ร็องกูเรล” เด็กเลี้ยงแกะชาวฝรั่งเศสที่เมืองแซงต์ เอเตียง ... หากยังจำกันได้ ช่วงปี 2008 ผมเคยรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงประกาศรับรองการประจักษ์ที่เลาส์อย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน สักการะสถานแห่งเลาส์ มีสัตบุรุษมาภาวนาปีละ 120,000 คน


แม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์

3) แม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์ – แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญแคทเธอรีน ลาบูเร” ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในค.ศ.1830 นักบุญแคทเธอรีนได้เห็นแม่พระประจักษ์มาหลายครั้ง โดยเป็นแม่พระปฏิสนธินิรมลกำลังแผ่มือแจกจ่ายพระหรรษทาน หลังจากการวินิจฉัยโดยพระสังฆราชท้องถิ่นเป็นเวลา 2 ปี พระอัครสังฆมราชแห่งอัครสังฆมณฑลปารีสตัดสินใจสร้างเหรียญเป็นรูปแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลกำลังแจกจ่ายพระหรรษทานให้กับสัตบุรุษ แม่พระบอกกับนักบุญแคทเธอรีนว่า “ใครก็ตามที่สวมเหรียญนี้จะได้รับพระหรรษทานอันอุดม” นอกจากนี้ ในเหรียญดังกล่าว มีตัวอักษร “M” ซึ่งหมายถึงแม่พระ และสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงนำตัวอักษรในเหรียญดังกล่าวไปเป็นตราประจำพระองค์ด้วย 

.... วันนี้ เนื้อที่มีเท่านี้ ขอเก็บการประจักษ์ที่เหลือไว้เล่าต่อในสัปดาห์หน้านะครับ ...


AVE   MARIA


19 January 2012

ฟาติมาสาร - ศาสนาคริสต์ถูกเบียดเบียนหนักขึ้นเรื่อยๆ (22 มกราคม 2012)

สัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างยืนรอกาแฟในร้านสตาร์บัคส์ ผมหยิบ THE ECONOMIST นิตยสารระดับโลกสัญชาติอังกฤษมาอ่านรอไปพลางๆ ตอนแรกจะอ่านเรื่อง “ยูโรโซน” แต่ปรากฏมีคอลัมน์น่าสนใจกว่าเรื่องเศรษฐกิจยุโรป บทความที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบียดเบียนคริสตชนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีทีท่าว่าจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ



THE ECONOMIST เริ่มต้นบทความด้วยการกล่าวว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากสุดในโลก แต่ในทางกลับกัน ศาสนาคริสต์ก็เป็นศาสนาที่ผู้นับถือถูกเบียดเบียนจนถึงแก่ความตายมากสุดเช่นกัน ปัจจุบัน มีการคาดกันว่ามีคริสตศาสนิกชน (ทุกนิกาย) อยู่ในโลกประมาณ 2.2 พันล้านคน จำนวนนี้ คิดเป็น 31.4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก (เพิ่งทะลุ 7 พันล้านคนไปเมื่อปลายปี 2011)

ตอนนี้ ทวีปที่มีอัตราการเพิ่มประชากร “ชาวคริสต์” มากสุดในโลกได้แก่ทวีปแอฟริกา โดยศตวรรษที่ 20 มีชาวคริสต์ในแอฟริกา 9 เปอร์เซ็นต์ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีชาวคริสต์ในแอฟริกา 63 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทวีปยุโรป ดินแดนมรดกวัฒนธรรมล้ำค่าทางคริสตศาสนา ประชากรคริสต์ลดลงจาก 95 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 20 เหลือ 76 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 21 ส่วนทวีปอเมริกา ก็ประสบปัญหาเช่นกัน ชาวคริสต์ลดลงจาก 96 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 20 มาเป็น 86 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 21

พูดถึงตัวเลขไปแล้ว ก็ได้เวลาลงสำรวจพื้นที่กันบ้าง THE ECONOMIST ระบุว่า ทวีปที่มีการเข่นฆ่าชาวคริสต์มากสุดในโลก ได้แก่ “แอฟริกา” นี่คือประเทศที่เข้าสูตรว่า “ยิ่งโต ยิ่งตาย ... ยิ่งตาย ยิ่งโต” เราได้เห็นกันแล้วว่า คริสตศาสนิกชนในแอฟริกามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อโตมาก ก็ต้องถูกฆ่าตายมาก ประเทศในแอฟริกาที่มีการฆ่าคริสตชนมากสุดก็คือ “ไนจีเรีย” นับเฉพาะเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการวางระเบิดโบสถ์คริสต์ในไนจีเรียถึง 9 ครั้ง และในการวางระเบิดแต่ละครั้ง คนร้ายจะเลือกเวลาก่อเหตุเฉพาะตอนที่คริสตชนมาร่วมมิสซาและนมัสการพระเจ้าเท่านั้น (เรียกว่า ต้องเอาให้ตายแบบหมู่คณะ) ประเทศในแอฟริกาอันดับต่อมาที่มีการเข่นฆ่าคริสตชนมากสุดก็คือ “อียิปต์” คริสตชนที่นั่นส่วนมากนับถือนิกาย “ค็อปติก” ลักษณะการฆ่าคริสตชนในอียิปต์ก็เป็นลักษณะเดียวกับไนจีเรีย นั่นคือ “ฆ่าเฉพาะเวลามาร่วมภาวนาสรรเสริญพระเจ้าในโบสถ์เท่านั้น” นอกจากนี้ มีการเปิดเผยสาเหตุหลักๆของการสังหารคริสตชนในแอฟริกา นั่นคือ “ฆ่าเพราะคนพวกนี้เปลี่ยนศาสนา” ดังนั้น ยิ่งเปลี่ยนศาสนา ก็ต้องยิ่งถูกตามฆ่า แต่เมื่อยิ่งตายกันมากๆ ความเชื่อความศรัทธาในพระเจ้าก็จะยิ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆเฉกเช่นบรรดามรณสักขี เปรียบได้กับคำพูดที่ว่า “ตายหนึ่ง เกิดร้อย” ก็ว่าได้

ทวีปอันดับสองที่มีการเข่นฆ่าคริสตชนมากสุด ได้แก่ “เอเชีย” ประเทศที่คริสตชนถูกฆ่ามากสุดได้แก่ “ปากีสถาน” รองลงมาคือ “อิรัก” และอันดับสามคือ “อินเดีย”

ปากีสถานเพิ่งออกกฏหมายห้ามดูหมิ่นศาสนาอิสลาม (BLASPHEMY LAW) กฏหมายฉบับนี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก เพราะแค่คุณเปลี่ยนศาสนาจากอิสลามไปเป็นศาสนาอื่นๆ คุณจะถูกตัดสินประหารชีวิตทันที ผู้ที่ถูกฆ่าตายเพราะกฏหมายนี้ ได้แก่ “ชาห์บัตซ์ บาฮาติ” รัฐมนตรีและนักการเมืองคาทอลิกในคณะรัฐบาลปากีสถาน บาฮาติพยายามคัดค้านการผ่านร่างกฏหมายดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ยุติธรรมกับประชาชน แต่เสียงคัดค้านของเขาไม่เกิดผล ที่สุดแล้ว เขาถูกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงลอบยิงเสียชีวิต เพียงเพราะมีความคิดอยากคัดค้านกฏหมายดังกล่าว

ส่วนอิรัก อันนี้ ไม่ต้องพูดถึง เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่นั่นมองว่า ถ้าคุณเป็นคริสต์ คุณก็เป็นพวกเดียวกับอเมริกาและโลกตะวันตกแล้ว (เหมือนกับยุคที่ บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด ถูกเบียดเบียนชัดๆ) มีการเปิดเผยตัวเลขว่า จริงๆแล้ว คริสตังในอิรักก่อนยุคอเมริกาบุกฆ่า ซัดดัม ฮุสเซ็น มีมากถึง 1 ล้านคน แต่พออเมริกาเข้ามาทำสงคราม คริสตังอิรักต้องอพยพออกจากประเทศไปถึง 950,000 คน เรียกได้ว่า หนีออกกันเกือบหมด เพราะอยู่ไปก็ถูกตามฆ่าแน่ๆ

ในส่วนของอินเดีย รัฐที่มีการเบียดเบียนและเข่นฆ่าชาวคริสต์มากสุดคือ “โอริสสา” หากยังจำกันได้เมื่อปี 2008 มีกลุ่มคนร้ายบุกไปฆ่าซิสเตอร์ และเผาโรงเรียนคาทอลิกในรัฐดังกล่าว เหตุผลของการเข่นฆ่าในอินเดีย ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งทางความเชื่อ แต่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ชาวคริสต์ในรัฐโอริสสาจะเป็นพวกคนชั้นกลางและชั้นสูง ส่วนชาวฮินดูจะเป็นชนชั้นแรงงาน ดังนั้น พอเศรษฐกิจแย่หนักๆ คนชั้นแรงงานรับไม่ได้กับความเหลื่อมล้ำ พวกเขาจึงมองว่าความแตกต่างทางศาสนานี่แหละเป็นตัวกำหนดสถานะทางสังคม (ทั้งที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น) พวกเขาจึงเดินหน้าฆ่าชาวคริสต์แบบไม่ไว้หน้า

การเบียดเบียนศาสนาไม่ได้มีแบบ “ฆ่าให้ตาย” เท่านั้น เพราะในยุโรปและอเมริกา มีการเบียดเบียนศาสนารูปแบบใหม่ตามสไตล์ชาติที่พัฒนาแล้ว การเบียดเบียนศาสนาของประเทศเหล่านี้ มาในรูปแบบ “กำจัดศาสนาให้เป็นส่วนเกินของสังคม” วิธีการที่ว่าคือพยายามออกกฏหมายห้ามไม่ให้คนปฏิบัติศาสนากิจในที่สาธารณะ (อาทิ ห้ามแขวนไม้กางเขนไว้ตามโรงเรียนและโรงพยาบาล) วิธีการแบบนี้ อาจไม่ถึงขั้นมีคนล้มตาย แต่มันทำลายขนบธรรมเนียมของชาวยุโรปที่มีรากเหง้ามาจากศาสนาคริสต์ให้ตายแบบผ่อนส่งก็ว่าได้

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ THE ECONOMIST ชี้ให้เห็นว่า ศาสนาคริสต์กำลังเผชิญกับภาวะถูกเบียดเบียนอย่างรุนแรงทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 การเบียดเบียนศาสนาแบบเข่นฆ่า ไม่น่ากลัวเท่าการเบียดเบียนศาสนาแบบทำให้เป็นส่วนเกินของสังคม เพราะการเข่นฆ่า ยังสามารถจุดไฟความเชื่อความศรัทธาของคนรุ่นหลังได้ แต่การทำให้เป็นส่วนเกินของสังคม เป็นการขุดหลุมฝังแบบไม่ให้มีโอกาสกลับคืนชีพอีกเลย เพราะคนรุ่นหลังก็จะไม่ได้รับการปลูกฝังค่านิยมจากคนรุ่นก่อน (ต่างจากการเบียดเบียนแบบเข่นฆ่าที่ยังสอนประวัติศาสตร์ความดีกันได้) เมื่อผมประมวลเนื้อหาทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันทำให้ผมเข้าใจแนวคิดของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 มากยิ่งขึ้นที่พระองค์จำเป็นต้องตั้ง “สมณสภาประกาศพระวรสารใหม่” เพื่อฟื้นฟูศาสนาคริสต์ในยุโรปและอเมริกาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งนั่นเอง

AVE   MARIA

03 January 2012

ฟาติมาสาร - ปี 2012 มีเหตุการณ์อะไรบ้างในพระศาสนจักร (8 ม.ค. 2012)


ปี 2012 เป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในพระศาสนจักรคาทอลิก ก่อนหน้านี้ ผมเคย “รีวิว 2011” ให้ติดตามกันแล้ว วันนี้ มาดู “พรีวิว 2012” บ้างว่าจะมีเรื่องเด่นๆอะไรเกิดขึ้น   ... 



เดือนมกราคม ดูแล้วยังไม่น่าจะไฮไลท์สำคัญอะไรมาก ดังนั้น ขอเริ่มที่ “เดือนกุมภาพันธ์ 2012” หากไม่มีอะไรผิดพลาด พระสันตะปาปาน่าจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่อย่างน้อย 13 องค์แบบที่เคยรายงานไปในสัปดาห์ที่แล้ว ตามธรรมเนียมพระศาสนจักรคาทอลิก การสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่จะกระทำอยู่ 2 ช่วง หนึ่งคือ “วันที่ 22 กุมภาพันธ์ วันฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตร” และ วันสมโภชพระเยซูกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล (อาทิตย์สุดท้ายของปีพิธีกรรม ก่อนเริ่มเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าในเดือนธันวาคม” อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายวาติกันระดับโลกหลายคนมองว่า ถ้ารอถึงเดือนพฤศจิกายน มันจะนานเกินไป ดังนั้น การสถาปนาใหม่น่าจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2012 ... สาเหตุที่ปี 2012 ไม่เป็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพราะวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2012 ตรงกับ “วันพุธรับเถ้า” (ส่วนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ปี 2012 ตรงกับวันศุกร์ที่ 6 เมษายน จำง่ายๆก็ “วันจักรี” นั่นเอง)

“เดือนมีนาคม 2012” พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนเม็กซิโกและคิวบา โดยพระสันตะปาปาจะเยือนเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 23-26 มีนาคม จากนั้น ช่วงเที่ยงวันที่ 26 มีนาคม พระสันตะปาปาจะเสด็จถึงคิวบา และจะประทับอยู่ที่นั่นถึงวันที่ 28 มีนาคม ... เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งทริปที่ยาวนานถึง 6 วัน สำหรับพระสันตะปาปาผู้อาวุโส ซึ่งต้องประทับบนเครื่องบินเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

“เดือนเมษายน 2012” วันที่ 16 เมษายน คริสตังทั่วโลกจะพร้อมใจ “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์” แด่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ผู้จะทรงพระชนมายุครบ 85 ชันษา ตัวเลขดังกล่าวจะส่งผลให้พระองค์เป็นพระสันตะปาปาลำดับที่ 6 ในประวัติศาสตร์ที่ “อายุยืนที่สุด”

โดยบรรดาพระสันตะปาปาที่อายุยืนสุดในประวัติศาสตร์และมีอายุมากกว่าพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ได้แก่ 1) พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (สิ้นพระชนม์อายุ 93 ปี 140 วัน, สมณสมัย 25 ปี 150 วัน), 2) พระสันตะปาปา เคลเมนต์ ที่ 12 (สิ้นพระชนม์อายุ 87 ปี 305 วัน, สมณสมัย 9 ปี 209 วัน), 3) พระสันตะปาปา เคลเมนต์ ที่ 10 (สิ้นพระชนม์อายุ 86 ปี 9 วัน, สมณสมัย 6 ปี 84 วัน), 4) พระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 (สิ้นพระชนม์ 85 ปี 270 วัน, สมณสมัย 31 ปี 236 วัน), 5) พระสันตะปาปา อินโนเซ็นต์ ที่ 12 (สิ้นพระชนม์ 85 ปี 107 วัน, สมณสมัย 9 ปี 77 วัน), 6) พระสันตะปาปา จอห์น ที่ 22 (สิ้นพระชนม์ 84 ปี 338 วัน, สมณสมัย 18 ปี 119 วัน, 7) พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 (สิ้นพระชนม์ 84 ปี 319 วัน, สมณสมัย 26 ปี 168 วัน), 8) พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 (ทรงพระชนม์อยู่) ... จะเห็นได้ว่า เมษายนที่จะถึงนี้ เมื่อพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 อายุครบ 85 ชันษา จะส่งผลให้พระองค์ก้าวจากอันดับ 8 ขึ้นไปอยู่อันดับ 6 ทันที (ในมุมมองของผม ถ้าพิจารณาพระพลานามัยที่แข็งแรงมากของพระองค์ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์น่าจะแซงขึ้นไปถึงอันดับที่ 2 ได้สบายๆ)

นอกจากนี้ วันที่ 19 เมษายน จะเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อจะเป็นวันครบรอบ 7 ปีแห่งสมณสมัยการปกครองพระศาสนจักรคาทอลิก (ได้รับเลือกปี 2005) นั่นเอง

“เดือนมิถุนายน 2012” พระสันตะปาปาจะเสด็จร่วมงานวันครอบครัวสากล ซึ่งจัดที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในวันที่ 2-3 มิถุนายน งานนี้ ผู้มาร่วมงานน่าจะแตะๆหลัก 100,000 คน

“เดือนตุลาคม 2012” เดือนที่พันธกิจสำคัญมากมายรอคอยการลงมือปฏิบัติให้เป็นจริง เริ่มด้วยพระสันตะปาปาจะประกอบพิธีมิสซาสถาปนานักบุญใหม่ 7 องค์ โดยหนึ่งในนักบุญใหม่ประจำปี 2012 มีชื่อของ “บุญราศี เปโดร คาลังซอด” มรณสักขีฆราวาสครูคำสอนชาวฟิลิปปินส์ด้วย ... หลายคนคงงงว่าบุญราศีนี้ท่านนี้คือใคร คำตอบแบบง่ายๆเลยก็คือ “นี่คือหนึ่งในบุญราศีที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2  ทรงสถาปนาในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.2000 ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน หนึ่งในบุญราศีที่ได้รับการสถาปนาในวันนั้น นอกจากมรณสักขีชาวฟิลิปปินส์แล้ว ยังมี  คุณพ่อนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง ของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย”

จบจากการสถาปนานักบุญใหม่ พันธกิจอื่นๆที่พระสันตะปาปาต้องปฏิบัติ ยังมีการประธานการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก 2012 ภายใต้หัวข้อ “การประกาศพระวรสารใหม่” นอกจากนี้ พระองค์จะถวายมิสซาฉลอง 50 ปีสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 และประกาศเปิด “ปีแห่งความเชื่อ” (YEAR OF FAITH) ปีแห่งความเชื่อจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2012 – 24 พฤศจิกายน 2013 ... วาติกันยังไม่ได้ระบุวันเวลาชัดเจนของพิธีในเดือนตุลาคมแต่อย่างใด

“เดือนพฤศจิกายน 2012” พระสันตะปาปาจะเปิดตัวหนังสือ “พระเยซู ชาวนาซาเร็ธ (ภาคจบ)” นี่เป็นภาค 3 ภาคสุดท้ายของหนังสือที่พระสันตะปาปาทรงเขียนขึ้นด้วยดินสอทั้งเล่ม แล้วส่งให้ “ซิสเตอร์เบียร์กิต” ชาวเยอรมัน เป็นคนนำไปพิมพ์เข้าใส่คอมพิวเตอร์ หนังสือเล่มนี้ เป็นที่ยกย่องมากในระดับโลก สิ่งที่น่าประทับใจสุดของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ พระสันตะปาปาจะย้ำเสมอว่า คนเขียนหนังสือไม่ใช่ “สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16” แต่เป็น คนธรรมดาๆที่ชื่อ “โยเซฟ รัตซิงเกอร์” (พระนามเดิม) ดังนั้น หากใครมีข้อแย้ง สามารถมาคุยกันได้ทุกเวลา

ทั้งหมดก็คือเหตุการณ์และตารางคร่าวๆของสิ่งที่จะเกิดในพระศาสนจักรคาทอลิกประจำปี 2012 สิ่งที่เขียนในวันนี้ พอจะกำหนดตารางการทำงานข่าวประจำปีนี้ให้กับผมได้ เช่นเดียวกัน ตารางเวลาในวันนี้ก็พอจะบอกเป็นแนวทางได้ว่า ปีนี้ ผู้อ่านจะได้อ่านข่าวที่มีเนื้อหาประมาณนี้นี่เอง


AVE    MARIA



30 December 2011

ฟาติมาสาร - “จากโป๊ปถึงคนไทย” & “คาร์ดินัลใหม่ 2012” (1 ม.ค. 2012)

วันคริสต์มาสที่ผ่านมา หากใครติดตามการถ่ายทอดสดการประทานพร “อูร์บิ เอ็ด ออร์บิ” (URBI ET ORBI – แด่โรมและโลก) ผ่านทางเว็บไซต์โป๊ปรีพอร์ทดอทคอม น่าจะได้เห็นและได้ยินพระสันตะปาปาตรัสอวยพรคริสต์มาสเป็นภาษาไทยว่า “สุขสันต์วันคริสตสมภพแด่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกคน”




อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์ของการประทานพรคริสต์มาสไม่ได้อยู่แค่พระสันตะปาปาตรัสเป็นภาษาไทยเท่านั้น เพราะมันยังอยู่ที่การตรัสแบ่งปันมุมมองพระสันตะปาปาที่มีต่อสถานการณ์โลกในรอบปี 2011 พระดำรัสที่ว่านี้ พระสันตะปาปาจะตรัสก่อนจะอวยพรเป็นภาษาต่างๆ โดยพระองค์ตรัสถึง “ประเทศไทย” แบบเน้นๆว่า “ในปี 2011 เป็นปีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งร้ายแรง ขอพระกุมารนำการเยียวรักษาจิตใจมาสู่พวกเขา” (น่าเสียดายที่สื่อมวลชนไทยทุกสำนัก รายงานแค่ว่า พระสันตะปาปาออกมาตรัสอวยพรคริสต์มาส แต่ไม่ได้สนใจว่า พระองค์ตรัสอะไรบ้าง ถ้าใส่ใจนิดนึง พวกเขาจะเล่นประเด็นข่าวได้มากกว่านี้ เนื่องจากพระสันตะปาปากล่าวถึงคนไทยแบบเต็มๆ)

ในมุมมองของผม ปี 2011 ที่ผ่านไปนั้น เป็นปีที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงมีความใกล้ชิดประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมา พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ตรัสถึงประเทศไทย 3 ครั้ง ... ครั้งแรก วันที่ 30 ต.ค. ในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โดยทรงแสดงความเป็นทุกข์และเสียใจที่ทราบข่าวประเทศไทยประสบภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่, ครั้งที่สอง วันที่ 9 พ.ย. พระองค์ตรัสในการเข้าเฝ้าทั่วไป โดยทรงแสดงความหวังว่า วิกฤติน้ำท่วมจะผ่านพ้นโดยเร็ว, ครั้งที่สาม วันที่ 25 ธ.ค. พระสันตะปาปาตรัสในการประทานพรแด่โรมและโลก นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค. สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงส่งพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรวาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาด้วย ... ในมุมมองของผม แม้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ยังไม่เคยมาเมืองไทย แต่คริสตังไทยมั่นใจได้เลยว่า พระองค์คิดถึงและเป็นห่วงคนไทยจากใจจริง ...

จบจากเรื่องพระสันตะปาปาถึงคนไทย เรามาต่อด้วยเรื่องที่นักข่าวสายวาติกันกำลังให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นคือ ตอนนี้ มีข่าวหลุดรอดจากวงในวาติกันมาว่า พระสันตะปาปาเตรียมจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2012 การสถาปนาพระคาร์ดินัลในรอบนี้ ค่อนข้างสำคัญต่ออนาคตพระศาสนจักร เพราะถ้านับพระคาร์ดินัลที่ได้รับการสถาปนาใหม่เข้าไปด้วย จะหมายความว่า ในการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป (คอนเคล็ฟ) พระคาร์ดินัลประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง จะเป็นพระคาร์ดินัลที่ได้รับการแต่งตั้งในสมณสมัยของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นพระคาร์ดินัลที่ได้รับแต่งตั้งจากยุคพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 

นี่จะเป็นครั้งที่ 4 ที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะสถาปนาพระคาร์ดินัลในสมณสมัยของพระองค์ 3 ครั้งที่ผ่านมา เกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2006, 24 พฤศจิกายน 2007 และ 20 พฤศจิกายน 2010 กระนั้นก็ดี ในการสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่รอบนี้ พระสันตะปาปายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว พระสันตะปาปาจะประกาศล่วงหน้า 1 เดือน และต้องประกาศหลังจากการเข้าเฝ้าทั่วไปจบลงเท่านั้น (การเข้าเฝ้าทั่วไป จะจัดทุกวันพุธ ... ถ้าข่าวจากวงในวาติกันถูกต้อง พิธีสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่จะมีขึ้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2012 หมายความว่า พระสันตะปาปาจะประกาศให้สัตบุรุษทราบอย่างเป็นทางการ หลังจากการเข้าเฝ้าทั่วไปในวันพุธที่ 18 มกราคม 2012 จบลงนั่นเอง)

นับตั้งแต่ได้รับเลือกให้ปกครองพระศาสนจักรคาทอลิก พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงสถาปนาพระคาร์ดินัลไปแล้ว 62 องค์ ในจำนวนนี้ 57 องค์ ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่มีเพียง 46 องค์เท่านั้นที่อายุต่ำกว่า 80 ปี ซึ่งยังมีสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป (พระคาร์ดินัลที่อายุเกิน 80 ปี จะหมดสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ... หมายความว่า พระคาร์ดินัล มีชัย กิจบุญชู ก็หมดสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไปแน่นอน)

เขียนถึงจำนวนพระคาร์ดินัลแล้ว เชื่อว่า หลายท่านคงอยากทราบว่า ณ ตอนนี้ พระศาสนจักรคาทอลิกมีพระคาร์ดินัลทั้งหมดกี่องค์ ผมไปค้นมาให้แล้ว ตอนนี้ เรามีพระคาร์ดินัลทั้งหมด 192 องค์ ในจำนวนนี้ 109 องค์ อายุต่ำกว่า 80 ปี แต่ตัวเลข 109 กำลังจะลดลงเหลือ 107 ในอีกไม่กี่วันนี้ เพราะ “พระคาร์ดินัล โชเซ่ ซาไรว่า มาร์ตินส์” อดีตประธานสมณกระทรวงประกาศการเป็นนักบุญ กำลังจะอายุครบ 80 ปีในวันที่ 6 ม.ค. และ “พระคาร์ดินัล โยเซฟ เซน” อดีตประมุขอัครสังฆมณฑลฮ่องกง จะครบ 80 ปีในวันที่ 13 ม.ค.

ถ้าพระคาร์ดินัลที่มีสิทธิ์เลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ เหลือแค่ 107 องค์ เท่ากับว่า ปีนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ น่าจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่อย่างน้อยๆ 13 องค์ เพราะตามกฏที่ สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ประกาศในค.ศ.1973 ว่า “พระคาร์ดินัลที่จะร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ต้องมีจำนวนไม่เกิน 120 องค์” ... ที่ผมบอกว่า “อย่างน้อย 13 องค์” เพราะระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2012 จะมีพระคาร์ดินัลอีกหลายองค์ อายุครบ 80 ปี พระสันตะปาปาจึงอาจจะสถาปนาให้เกินโควต้า 3-5 องค์ไปก่อน เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่กำลังจะอายุครบ 80 ปี

ทีนี้ มาดูในส่วนของ “ว่าที่พระคาร์ดินัล” กันบ้าง พวกที่จะได้รับสมณศักดิ์ “เจ้าชายแห่งพระศาสนจักร” (PRINCE OF THE CHURCH) แบบแน่ๆ ได้แก่พวกที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งสำคัญๆในวาติกัน อาทิ พระอัครสังฆราช แฟร์นานโด ฟิโลนี่ ประธานสมณกระทรวงประกาศพระวรสารสู่ปวงชน (โปรปากันดา ฟีเด), พระอัครสังฆราช โดเมนิโก คาลคัจโน่, พระอัครสังฆราช จูเซ็ปเป้ แวร์ซัลดี้ ประธานสำนักเศรษฐกิจการคลังสันตะสำนัก, พระอัครสังฆราช จูเซ็ปเป้ แบร์เตลโล่, พระอัครสังฆราช เจา บราซ เด อาวิซ, พระอัครสังฆราช เอ็ดวิน โอไบรอัน, พระอัครสังฆราช ซานโตส อาบริล คาสเตลโญ่, พระอัครสังฆราช ริโน่ ฟิชิเชลล่า ประธานสมณสภาประกาศพระวรสารใหม่

ส่วนพวกที่ปฏิบัติหน้าที่ประมุขอัครสังฆมณฑลต่างๆและมีสิทธิ์ได้รับ “หมวกแดง” ก็มีหลายองค์ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องเคารพคือพระสันตะปาปาจะไม่สถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ที่เป็นผู้ปกครองอัครสังฆมณฑล จนกว่าพระคาร์ดินัลองค์เก่า จะอายุเกิน 80 ปี (พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอัครสังฆมณฑลนั้น มีพระคาร์ดินัลปลดเกษียณ แต่พระคาร์ดินัลองค์ดังกล่าว อายุไม่ถึง 80 ปี พระสันตะปาปาก็จะไม่สถาปนาพระคาร์ดินัลองค์ใหม่ แต่ถ้าพระคาร์ดินัลเกษียณอายุองค์นั้น อายุครบ 80 ปี พระสันตะปาปาจะเริ่มพิจารณาว่า พระอัครสังฆราชที่รับช่วงต่อในการปกครองอัครสังฆมณฑล เหมาะสมจะได้รับสมณศักดิ์พระคาร์ดินัลหรือยัง ... อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ อยู่ในเคสนี้)  

ในเคสอัครสังฆมณฑลท้องถิ่นที่ผู้ปกครองมีสิทธิ์จะได้รับสมณศักดิ์เจ้าชายพระศาสนจักร ได้แก่ พระอัครสังฆราชของอัครสังฆมณฑลเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี, อัครสังฆมณฑลปราก สาธารณรัฐเช็ก, อัครสังฆมณฑลโตรอนโต้ ประเทศแคนาดา, อัครสังฆมณฑลฟลอเร็นซ์ ประเทศอิตาลี, อัครสังฆมณฑลควิเบก ประเทศแคนาดา, อัครสังฆมณฑลอูเทร็ค ประเทศเนเธอร์แลนด์, อัครสังฆมณฑลฮ่องกง, พระอัครสังฆราชของคริสตังจารีตมาโรไนต์ ประเทศเลบานอน และ พระอัครสังฆราชผู้นำคริสตังจารีตซีโร-มาลาบาร์ส ประเทศอินเดีย

ส่วนพระอัครสังฆราชผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลใหญ่ๆ ที่ “ต้องรอ” โอกาสได้รับสมณศักดิ์พระคาร์ดินัล เนื่องจากพระคาร์ดินัลองค์ปัจจุบันของอัครสังฆมฑณลนั้น อายุยังไม่ถึง 80 ปี ได้แก่พระอัครสังฆราชของอัครสังฆมณฑลเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, อัครสังฆมณฑลฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, อัครสังฆมณฑล ลอส แองเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกา, อัครสังฆมณฑลตูริน ประเทศอิตาลี, อัครสังฆมณฑลเมเชเล็น-บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม, อัครสังฆมณฑลเซบีญ่า ประเทศสเปน, อัครสังฆมณฑล ซานติอาโก้ ประเทศชิลี, อัครสังฆมณฑล ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล, อัครสังฆมณฑลโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย, อัครสังฆมณฑลกีโต้ ประเทศเอกวาดอร์ และอัครสังฆมณฑลมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ผมคิดว่า ผมเขียนมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากถามใจจะขาดแล้วว่า “เมืองไทยมีสิทธิ์จะมีพระคาร์ดินัลองค์ใหม่บ้างไหม เพราะดูแล้ว เราน่าจะเข้าข่ายพิจารณาเหมือนกัน” ... คำตอบคือ “ในมุมมองของผม โอกาสน่ะมี แต่มันแทบจะเป็นศูนย์ ส่วนมุมมองนักข่าวสายวาติกันระดับโลกยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกนั้นไม่ให้น้ำหนักความสำคัญกับไทยเลย ดังนั้น ฟันธงเลยว่า ปี 2012 ไม่มีพระคาร์ดินัลใหม่จากประเทศไทยแน่นอน”


AVE   MARIA



   

18 December 2011

ฟาติมาสาร - 2011 ... เกิดอะไรขึ้นบ้างในพระศาสนจักร (25 ธ.ค. 2011)

เป็นธรรมเนียมของสำนักข่าวที่เมื่อถึงฉบับสุดท้ายของปี จะต้องมีการสรุปข่าวสำคัญของปีให้ผู้อ่านได้ทบทวนกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปดูกันว่า รอบปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้างกับพระศาสนจักรคาทอลิก    ...




มกราคม

15 ม.ค. “3 บิช็อปแองกลิกันรับศีลบวชเป็นสงฆ์คาทอลิก” … บิช็อป คีธ นิวตัน, บิช็อป จอห์น บรอดเฮิร์สท์ และ บิช็อป แอนดรูว์ เบิร์นแน่ม อดีตสามบิช็อปแห่งแองกลิกัน ประเทศอังกฤษ สามผู้อภิบาลกลุ่มแรกของศาสนจักรเชิร์ชออฟอิงแลนด์ ได้สมัครใจขอรับศีลบวชเป็นสงฆ์คาทอลิก หลังจากวาติกันอนุญาตให้ผู้อภิบาลแองกลิกันที่ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้สตรีบวชเป็นสงฆ์ รวมถึงผู้ที่คัดค้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน สามารถมาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิกได้

21 ม.ค. “อิหม่ามอียิปต์ประกาศงดเสวนาศาสนสัมพันธ์กับวาติกัน” ... อิหม่าม อาเหม็ด อัล-ตาเย็บ ผู้นำมุสลิมในอียิปต์ ประกาศงดศาสนสัมพันธ์กับวาติกัน หลังไม่พอใจที่พระสันตะปาปาประณามเหตุระเบิดหน้าโบสถ์ค็อปติกในอียิปต์ พร้อมชี้ว่านี่คือการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ ... อิหม่ามคนนี้คือคนที่ “เบเนต็อง” นำมาโฆษณาตัดต่อเป็นภาพจุมพิตกับพระสันตะปาปา นี่แหละคือต้นตอของความขัดแย้งที่สื่อมวลชนทั่วไปไม่เคยรู้ที่มาที่ไป

มีนาคม

18 มี.ค. “ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสั่งให้อิตาลีมีสิทธิ์แขวนไม้กางเขนไว้ในสถานที่สาธารณะ” ... ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสั่งให้อิตาลีมีสิทธิ์แขวนไม้กางเขนไว้ในสถานที่สาธารณะ อาทิ ห้องเรียน (มติ 15 ต่อ 2) โดยศาลให้เหตุผลว่า “หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ศาลไม่พบว่า ไม้กางเขนที่ถูกแขวนไว้บนผนังห้องเรียน จะชี้นำนักเรียนให้มาเป็นคาทอลิก ศาลไม่พบว่า ไม้กางเขนจะไปทำร้ายสิทธิเสรีภาพของผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆ”

เมษายน

1 เม.ย. “ปฏิรูปความโปร่งใสการเงินวาติกัน” ... วาติกันเริ่มปฏิวัติระบบการเงินของตัวเอง เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการนำเงินพระศาสนจักรคาทอลิก “ไปทำชั่วและทำผลประโยชน์ให้ตนเอง” หนึ่งในกฏแบบคร่าวๆก็คือใครที่เข้า-ออกเขตวาติกัน และมีเงินติดตัวเกิน 10,000 ยูโร (400,000 บาท) จะต้องแสดงเงินจำนวนดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ของวาติกัน

21 เม.ย. “ปิดตำนาน ยูซิป” ... วาติกันประกาศถอดถอนการรับรอง “สหพันธ์สื่อมวลชนคาทอลิกนานาชาติ” (UCIP – INTERNATIONAL CATHOLIC UNION OF THE PRESS) ออกจากการดูแลและสนับสนุนของสันตะสำนัก หลังพบว่า หน่วยงานดังกล่าวบริหารงานไม่โปร่งใส เฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมที่บูร์กินาฟาโซ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีคนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน แต่กลับมีสมาชิกของ UCIP เพียง 14 คนเท่านั้นที่ไปร่วมงาน

พฤษภาคม

1 พ.ค. “สถาปนาบุญราศี จอห์น ปอล ที่ 2” ... ข่าวใหญ่ที่สุดของปี 2011 ในพระศาสนจักรคาทอลิก สัตบุรุษกว่า 2 ล้านคนมาร่วมแสดงความชื่นชมยินดีกับเหตุการณ์นี้ นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดความรู้มาแบ่งปันว่า สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศี “เร็วที่สุด” ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรยุคใหม่ (หลัง ค.ศ.1500) โดยใช้เวลาแค่ 6 ปี 29 วัน ทำลายสถิติของ “บุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตต้า” ที่ใช้เวลา 6 ปี 44 วัน

13 พ.ค. “วาติกันออกเอกสารเพิ่มเกี่ยวกับมิสซาลาติน” ... เอกสารนี้มีชื่อว่า “UNIVERSAE ECCLESIAE” (พระศาสนจักรสากล) ใจความสำคัญคือ ถ้าสัตบุรุษร้องขอให้มีการจัดมิสซาจารีตก่อนสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 (สงฆ์หันหลังให้สัตบุรุษและใช้ภาษาลาติน) พระสงฆ์ต้องขานรับคำขอของพวกเขา และห้ามพระสังฆราชกำหนดกฏเกณฑ์เพิ่มเติมเด็ดขาด นอกจากนี้ บ้านเณรต้องสอนภาษาลาตินและฝึก “ว่าที่พระสงฆ์” ให้ถวายมิสซาลาตินให้เป็นทุกคน

16 พ.ค. “วาติกันสั่งงานสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก ให้ทำแผนการรับมือปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ” … แผนงานดังกล่าว วาติกันให้เวลาสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก ส่งกลับมาที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อภายในสิ้นปีนี้ วาติกันเผยว่า มี 3 ประเทศที่มีแนวทางป้องกันและรับมือปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร (อังกฤษ-สกอตแลนด์-ไอร์แลนด์เหนือ-เวลส์) และไอร์แลนด์ ส่วนประเทศอื่นๆต้องร่างเอกสารนี้ แล้วส่งให้วาติกันภายในเดือนพฤษภาคม 2012

มิถุนายน

29 มิ.ย. “ฉลอง 60 ปีชีวิตสงฆ์ของพระสันตะปาปา” ...  ปีนี้ พระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลกพร้อมใจร่วมฉลอง 60 ปีชีวิตสงฆ์ของพระสันตะปาปา น่าเสียดาย เมืองไทยเงียบมากกับข่าวนี้ โปรโมทกันนิดเดียวเท่านั้น ... เกร็ดความรู้เพิ่มเติม การ์ดเชิญวันบวชพระสงฆ์ของ “คุณพ่อโยเซฟ รัตซิงเกอร์” (พระสันตะปาปาเบเนดิกต์) มีคติพจน์ว่า “เราไม่บังคับให้ท่านเชื่อ แต่เราร่วมงานกับท่าน เพื่อให้ท่านมีความชื่นชมด้วย ท่านทั้งหลายมีความเชื่ออย่างมั่นคงอยู่แล้ว” (2โครินธ์ 1:24)

กรกฏาคม

2 ก.ค. “สงฆ์กบฏแห่งออสเตรีย” ... พระศาสนจักรคาทอลิกในออสเตรีย กำลังเผชิญหน้าความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อพระสงฆ์กว่า 250 องค์ ร่วมลงนามเรียกร้องให้วาติกันอนุญาตให้พวกตนสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ด้วย เช่นเดียวกับอนุญาตให้สตรีบวชเป็นสงฆ์

25 ก.ค. “สงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในไอร์แลนด์” ... สถานการณ์พระศาสนจักรคาทอลิกในไอร์แลนด์ระส่ำสุดๆ หลังมีการเปิดโปงคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศหลายร้อยคดี มีการสำรวจความเห็นของคริสตังจำนวนมากในไอร์แลนด์และพบว่า พวกเขายังรักและศรัทธาพระเจ้า แต่ผิดหวังและรู้สึกแย่กับพวกพระคาร์ดินัล, พระสังฆราช และพระสงฆ์ เพราะคนเหล่านี้จงใจปกปิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ และช่วยคนของตนให้พ้นผิด เพื่อตัวเองจะไม่ต้องอับอายขายขี้หน้า

28 ก.ค. “หลุมศพนักบุญฟิลิป อัครสาวก” ... นักโบราณคดีชาวอิตาเลี่ยน ขุดพบ “หลุมศพนักบุญฟิลิป 1 ใน 12 อัครสาวกของพระเยซูคริสต์” โดยขุดพบที่เมืองพามุกกาเล่ ประเทศตุรกี (ในอดีต เป็นส่วนหนึ่งของเฮียร์ลาโปริส) ทั้งนี้ ป้ายหินบนหลุมศพ สลักชื่อว่า “ฟิลิป อัครสาวกของพระเยซูคริสต์” ส่วนโลงศพนั้น ยังไม่ถูกเปิดออก แต่นักโบราณคดีกำลังทำเรื่องขอเปิดเพื่อพิสูจน์ข้างใน (จุดที่เจอโลงศพ เป็นจุดเดียวกับที่มีการบันทึกว่า น.ฟิลิป สิ้นใจที่นี่)

สิงหาคม

15-21 สิงหาคม “งานเยาวชนโลก 2011” ... นี่คืองานชุมนุมที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก งานนี้ จัดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน โดยมีเยาวชนมาร่วมกว่า 2 ล้านคน ในงานดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงแสดงสปิริตตากฝนนานหลายชั่วโมงไปพร้อมกับเยาวชน ช่วงดังกล่าวทำให้พระองค์ซื้อใจพวกเขาไปได้เรียบร้อย

กันยายน

14 ก.ย. “ข้อเสนอสุดท้ายให้กับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์” ... ผลการประชุมระหว่างวาติกันกับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ปรากฏว่า วาติกันยื่นข้อเสนอสุดท้ายให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ เซ็นต์ว่า จะยอมรับหลักเทวศาสตร์ (และสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2) หรือไม่ ถ้ายอมรับ กลุ่มเลอแฟ๊บวร์จะได้ร่วมเป็นเอกภาพกับพระศาสนจักร โดยใช้สูตรการจัดตั้งแบบ “โอปุส เดอี” คือตั้งเป็นคณะส่วนพระองค์ (PERSONAL PRELATURE) โดยอยู่ใต้การปกครองของพระสันตะปาปาโดยตรง ... อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์จะตอบปฏิเสธข้อเสนอนี้ค่อนข้างแน่แล้ว

22-25 ก.ย. “พระสันตะปาปาเยือนเยอรมนี” ... ในการเสด็จเยือนครั้งนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาเยอรมัน ต่อหน้าบรรดาฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ใจความว่า “ข้าพเจ้าวิงวอนให้ผู้นำทางการเมืองทุกคนแสวงหาความยุติธรรมให้ประเทศ ไม่ใช่แสวงหาชื่อเสียงเงินทองเพื่อตัวเอง ถ้าประเทศใด ผู้นำไร้ศีลธรรมและความยุติธรรม ประเทศนั้นก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่โจรดีๆนี่เอง” ... นี่เป็นสุนทรพจน์ที่โลกจับตามองและ พระสันตะปาปาทรงเขียนด้วยพระองค์เอง เนื่องจากฝ่ายค้านบอตคอยจะรับฟังเรื่องพระเจ้ากับสังคม

29 ก.ย. “อย่าแทรกแซงสื่อมวลชน” ... เฆซุส คอลิน่า ผู้ก่อตั้ง “เซนิต” (www.zenit.org) เว็บไซต์ข่าวคาทอลิกระดับโลก ประกาศลาออกจากการเป็นบรรณาธิการบริหารของเว็บไซต์ หลังรับไม่ได้ที่ บาทหลวง ออสดาร์ นาเดร์ ปธ.บริหารเว็บไซต์คนใหม่ เข้ามาแทรกแซงการรายงานข่าว บาทหลวง มาร์กเซียล มาเซียล (ล่วงลับ) ผู้ก่อตั้งคณะทหารของพระคริสตเจ้า ซึ่งก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศแบบนับไม่ถ้วน โดย เฆซุส คอลิน่า บอกว่า “ผมขอลาออกจากการเป็นบรรณาธิการบริหารเซนิต เว็บไซต์ที่ผมสร้างมากับมือ หลังจากถูกแทรกแซงไม่ให้รายงานความจริงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ การมาบังคับผมไม่ให้รายงานข่าวพวกนี้ ถือเป็นการจงใจปกปิดและสร้างอุปสรรคประกาศความจริงเกี่ยวกับพระสันตะปาปาและพระศาสนจักรคาทอลิก”

ตุลาคม

15 ต.ค. “เปิดตัว สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่” ... พระสันตะปาปาทรงสถาปนา “สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อในทวีปยุโรปให้กลับมาอีกครั้ง งานนี้ น่าจะมีการนำเข้ามิชชันนารีจากทวีปเอเชียและยุโรป ต้องมาดูกันว่า สมณสภานี้จะทำงานตามเป้าหรือไม่

16 ต.ค. “พระสันตะปาปาประกาศปีแห่งความเชื่อ” ... พระสันตะปาปาประกาศให้ปี 2012-2013 เป็นปีแห่งความเชื่อ โดยปีแห่งความชื่นชมยินดีนี้ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2012 โอกาสครบรอบ 50 ปีของสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 และไปจบลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013 โอกาสสมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล 

23 ต.ค. “สถาปนานักบุญใหม่ 3 องค์” ... พระสันตะปาปาทรงถวายมิสซาสถาปนานักบุญใหม่ 3 องค์ ได้แก่ นักบุญกุยโด้ คอนฟอร์ติ (ค.ศ.1865-1931) ผู้ก่อตั้งคณะธรรมทูตซาเวเรี่ยน, นักบุญลุยจิ กัวเนลล่า (ค.ศ.1842-1915) ผู้ก่อตั้งคณะผู้รับใช้แห่งความเมตตา และผู้ก่อตั้งคณะธิดาแห่งแม่พระผู้คุ้มครอง และ นักบุญโบนิฟาชา โรดริเกซ เด คาสโตร (ค.ศ.1837-1905) ผู้ก่อตั้งคณะผู้รับใช้แห่งนักบุญโยเซฟ

27 ต.ค. “งานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพที่อัสซีซี” ... สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงจัดงานจาริกแสวงบุญแห่งความจริง งานจาริกแสวงบุญแห่งสันติภาพ เพื่อรำลึก 25 ปีที่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยจัดขึ้นที่เมืองอัสซีซี โดยงานนี้ มีผู้แทนศาสนาจากประเทศไทยเดินทางไปร่วมงานด้วย ได้แก่ พระสังฆราช ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ (ผู้แทนพระศาสนจักรคาทอลิกไทย), พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม คลองสาน (ผู้แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) และแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

30 ต.ค. “พระสันตะปาปาภาวนาให้ชาวไทยที่เผชิญภาวะน้ำท่วมร้ายแรง” ... ในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน เมื่อเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงเชิญชวนคริสตังทั่วโลก ร่วมใจภาวนาเพื่อพี่น้องชาวไทยที่กำลังประสบความยากลำบากอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ พร้อมทรงสัญญา จะสวดภาวนาให้พวกเขาอย่างแน่นอน

พฤศจิกายน

10 พ.ย. “พระสันตะปาปาป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม” ... อันเดรีย ตอร์นิเอลลี่ นักข่าวสายวาติกันมือวางอันดับ 1 ของโลก เผย สาเหตุที่วาติกันให้พระสันตะปาปาประทับรถล้อเลื่อนในมิสซา แทนที่จะเดินร่วมขบวนแห่ เป็นเพราะพระองค์ทรงป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โรคนี้ จะเกิดกับผู้หญิงที่อายุเกิน 50 ปี ส่วนผู้ชายเกิน 80 ปี

11 พ.ย. “คาริตัส” บริจาค 20 ล้านช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในไทย ... คาริตัส หน่วยงานการกุศลที่ใหญ่สุดในพระศาสนจักรคาทอลิก ได้เปิดยอดเงินช่วยเหลือที่ส่งมาช่วยเหลือประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยยอดบริจาคช่วยเหลืออยู่ที่ 506,494 ยูโร (ประมาณ 20.85 ล้านบาท) เงินจำนวนนี้ คาริตัสสากล ได้มอบให้คาริตัส ประเทศไทย นำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ประสบภัย ด้วยการแจกจ่ายอาหารและอุปกรณ์ที่ใช้ยังชีพในภาวะวิกฤติให้กับชาวไทยหลายครอบครัว

ธันวาคม

1 ธ.ค. “วาติกันร่วมมือกับอังกฤษกวาดล้างสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ” ... พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศอังกฤษ ประกาศให้ความร่วมมือกับวาติกันและเจ้าหน้าที่ตำรวจในอังกฤษ ในการสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศในอารามเบเนดิกติน เขตอีลลิ่ง กรุงลอนดอน ภายหลังสื่อมวลชนในอังกฤษรายงานว่า อารามแห่งนี้มีนักบวชก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศเยอะมาก แต่ถูกปกปิดโดยอธิการเจ้าคณะมานานหลาย 10 ปี ทันทีที่ พระสันตะปาปาทราบข่าว พระองค์ทรงออกคำสั่งด่วนให้ทำการสอบสวนอย่างเด็ดขาด และยังสั่งให้สมาชิกอารามแห่งนี้ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกกรณี นอกจากนี้ วาติกันออกมาย้ำว่า "เราต้องการให้พระศาสนจักรคาทอลิกโปร่งใสแบบสุดๆ

4 ธ.ค. “พระสันตะปาปาถวายพระพรชัยแด่ในหลวง” ... สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ดังนี้ “เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันชาติไทย ข้าพเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคลอย่างจริงใจมายังพระองค์ท่าน ขออำนวยพรมายังประชาชนชาวไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอุทกภัยในประเทศไทย ข้าพเจ้าและพระศาสนจักรคาทอลิกขอร่วมแสดงความเห็นใจต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ขอพรจากพระเจ้าจงดลบันดาลให้ประชาชนชาวไทยมีความร่มเย็นและสันติสุขตลอดไป”

8 ธ.ค. “พระศาสนจักรกลัวอะไรมากที่สุด” ... พระสันตะปาปาตรัสในพิธีวางพวงมาลา ณ รูปแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล จัตุรัสบันไดสเปน กรุงโรม โดยตรัสให้ข้อคิดว่า “สิ่งที่พระศาสนจักรควรกลัวมากที่สุด ไม่ใช่การเบียดเบียนข่มเหงคริสตชน แต่เป็นบาปที่เกิดจากสมาชิกของพระศาสนจักรเอง การเบียดเบียนคริสตชนเกิดมาตลอดประวัติศาสตร์ แต่มันผ่านพ้นและได้รับการบรรเทาโดยอาศัยความสว่างและพละกำลังจากพระเจ้า แต่บาปที่เกิดจากสมาชิกในพระศาสนจักร เราต้องสวดขอแม่พระให้ช่วยเหลือพระศาสนจักรให้มากๆ เราต้องวิงวอนแม่พระ โปรดร่วมเดินทางความเชื่อไปกับเรา ขอแม่พระมอบความกล้าในการดำเนินชีวิตคริสตชน เช่นเดียวกับประทานความหวังเพื่อเป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนชีวิตของเรา”

17 ธ.ค. “ระเบิดสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศลูกใหม่ที่เนเธอร์แลนด์” ... สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งเนเธอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ “กราบขออภัยจากใจจริงไปยังผู้ที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ” หลังจากรัฐบาลดัชต์ตรวจสอบพบว่า ระหว่าง ค.ศ.1945-1985 มีสงฆ์คาทอลิกก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศและสงฆ์แอบมีคู่ครอง อย่างต่ำๆถึง 800 องค์ ในจำนวนนี้ 105 องค์ยังมีชีวิตอยู่และใช้ชีวิตแบบลอยหน้าลอยตาในสังคม ... มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่พระศาสนจักรคาทอลิกต้องกำจัดปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศและสงฆ์แอบมีคู่ครองให้หมดไปแบบจริงจังเสียที

… ทั้งหมดก็เป็นการสรุปข่าวสำคัญในรอบปีที่ผ่านมา MERRY CHRISTMAS AND HAPPY NEW YEAR ครับ


AVE   MARIA

   

12 December 2011

ฟาติมาสาร - สิ่งที่น่าจะเกิดก่อนสิ้นยุคโป๊ปเบเนดิกต์ (18 ธ.ค. 2011)

ผมนั่งเขียนบทความนี้ที่เมืองอิสตันบลู ประเทศตุรกี ระหว่างรอ 2 ชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปเมืองเทล อาวีฟ ประเทศอิสราเอล ผมพยายามหาสัญญาณอินเตอร์เน็ทเพื่อเช็คข่าวพระสันตะปาปาและวาติกัน แต่ไม่มีสัญญาณให้ใช้แบบฟรีๆเลย ดังนั้น วันนี้ขอเขียนบทความที่เกิดจากมุมมองของตัวเองแบบเพียวๆให้ติดตามก็แล้วกัน



 
บทความในวันนี้ไม่ได้นำข่าวประเด็นสำคัญมาถ่ายทอดให้ฟัง แต่ผมอยากวิเคราะห์สิ่งที่น่าจะเกิดในปีหน้า (2012) และปีต่อๆไปในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 สิ่งเหล่านี้ ผมใช้ประสบการณ์การตามทำข่าวพระสันตะปาปาองค์นี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือกจนถึงปัจจุบัน มาเป็นพื้นฐานวิเคราะห์ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เรื่องทั้งหมดนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงให้เร็วที่สุดในสมณสมัยของพระองค์

เรื่องแรกที่น่าจะเกิดแน่ๆในยุคของพระสันตะปาปาองค์นี้ ก็คือ “การพบกันของผู้นำพระศาสนจักรคาทอลิกกับผู้นำพระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งมอสโก” นับตั้งแต่ขัดแย้งกันมา 1,000 กว่าปี ผู้นำพระศาสนจักรตะวันตก (พระสันตะปาปา) กับ ผู้นำพระศาสนจักรตะวันออก (พระอัยกาแห่งมอสโก) ก็ไม่เคยพบหน้ากันอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ตกต่ำแบบสุดในช่วงปี 2000 เมื่อ “พระอัยกาอเล็กเซย์ ที่ 2” (สิ้นใจแล้ว) ออกมาตำหนิสมเด็จพระสันตะปาป จอห์น ปอล ที่ 2 อย่างรุนแรงว่าเป็น “โจรขโมยลูกแกะ” เพราะไม่พอใจที่พระสันตะปาปาสถาปนาสังฆมณฑลคาทอลิกเพิ่มขึ้นในประเทศรัสเชีย ผลที่ตามมาก็คือชาวออโธด็อกซ์บางส่วนเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิก

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์สองฝ่ายเริ่มดีขึ้นในสมณสมัยของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เนื่องจาก “พระอัยกาคีริล” ผู้นำออโธด็อกซ์มอสโกคนใหม่ เป็นคณะทำงานคริสตศาสนสัมพันธ์กับคาทอลิกมาก่อน ท่านมีโอกาสมาวาติกันเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังรู้จักมักคุ้นกับ “พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์” (พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน) มาก่อนด้วย หลายฝ่ายคาดว่า อีกไม่นานเกินรอ ผู้นำพระศาสนจักรทั้งสองจะได้พบกันแบบซึ่งๆหน้าแน่นอน เพราะนี่คือความปรารถนาที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยฝันไว้ แต่ทำไม่สำเร็จ ดังนั้น พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ต้องสานต่อให้ได้

เรื่องต่อไปคือ “ความสัมพันธ์การทูตวาติกัน-จีน” นี่เป็นอีกหนึ่ง “ฝันค้าง” ตั้งแต่สมณสมัยพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์อยากมาเยือนเมืองจีนมากๆ แต่รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนไม่ต้อนรับ เพราะกลัวว่าพระสันตะปาปาจะมาปลุกคนจีนให้ล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์ แม้ตอนนี้ พระสันตะปาปาจะชื่อเบเนดิกต์ แต่ความยากของงานนี้ยังเหมือนเดิม หนำซ้ำ อาจจะแย่กว่าเดิม เนื่องจากพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ออกมาตำหนิรัฐบาลจีนเสมอๆที่แทรกแซงพระศาสนจักรคาทอลิกจีน และเบียดเบียนเสรีภาพในการนับถือศาสนา ฉะนั้น ผมเชื่อว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ไม่น่ามีโอกาสได้เสด็จเยือนเมืองจีนค่อนข้างแน่ 

เรื่องต่อมาที่พระสันตะปาปายกเป็นปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไข ก็คือ “ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ” ผมมั่นใจปี 2012 จะเป็นปีที่พวกสงฆ์ผิดวินัยจะดำเนินชีวิตในเครื่องแบบสงฆ์ได้ลำบากมาก พระสันตะปาปาทรงส่งสัญญาณเอาจริงกับการแก้ปัญหามาตั้งแต่เกิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในไอร์แลนด์ เหตุการณ์ในครั้งนั้นร้ายแรงถึงขั้นรัฐบาลไอริชสั่งปิดสำนักงานสถานทูตประจำวาติกันไปเลย (แต่พูดแบบรักษาน้ำใจว่า “เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย”) พระสันตะปาปาตระหนักดีว่า ทุกอย่างเกิดจากการร่วมกันปกปิดความผิดตั้งแต่ระดับรากหญ้า พระสงฆ์ช่วยกันปิดข่าว ดังนั้น ยิ่งช่วยพวกพ้องปกปิดความผิด การจัดการยิ่งต้องเด็ดขาดขึ้นไปอีก ตัวอย่างชัดเจนคือการล่วงละเมิดทางเพศในอารามเบเนดิกติน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ งานนั้น พระสันตะปาปาสั่งว่า สมาชิกในอารามต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาสอบสวน วาติกันไม่แทรกแซง แต่จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะพระศาสนจักรคาทอลิกต้องโปร่งใส (TRANSPARENCY) ทีนี้ เราต้องมาดูว่า ก่อนจะหมดสมณสมัยของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 พระศาสนจักรคาทอลิกจะโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่

เรื่องสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ มีคนบอกผมว่าให้เชื่อและวางใจใน “พระญาณสอดส่องของพระเจ้า” (DIVINE PROVIDENCE) ต่อให้สงฆ์ผู้กระทำผิดจะปกปิดเรื่องร้ายๆไว้อย่างไร พระญาณสอดส่องของพระเจ้าก็จะทำงานให้ความจริงปรากฏในที่สุด แม้มันอาจต้องใช้เวลานาน 30-40 ปีก็ตาม หลายคนกลัวว่า พระศาสนจักรคาทอลิกจะล่มสลายเพราะปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ แต่ผมมั่นใจว่า พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ล่มสลายแน่นอน เพราะพระเยซูทรงตั้งขึ้นและทรงเป็นเสาหลักด้วยพระองค์เอง ในประวัติศาสตร์ พระศาสนจักรเจอยุคมืดที่เกิดจากคนของตัวเองมาหลายครั้ง แต่เราก็ผ่านมาได้แม้จะเจ็บปวดหัวใจและเสียศรัทธาไปมากก็ตาม ทุกครั้ง พระเจ้ามีแผนการของพระองค์อยู่เสมอ สำคัญสุด คริสตังต้องวางใจและศรัทธาในพระเจ้าให้มากๆ อย่าศรัทธาในศาสนาเพราะความเลื่อมใสตัวบุคคล แต่จงศรัทธาเพราะคำสอนของพระเยซูคริสต์    

สิ่งต่อไปที่น่าจะเกิดคือ “การปฏิรูปพิธีกรรมให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น” พิธีกรรมนี้ไม่ได้รวมแค่มิสซาหรือบทสวดเท่านั้น แต่รวมไปถึงศิลปะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อาทิ บทเพลงและสถาปัตยกรรมการตกแต่งโบสถ์ เดือนที่แล้ว มีข่าวจากวาติกันออกมาว่า พระสันตะปาปเตรียมตั้งสมณสภาศิลปะศักดิ์สิทธิ์ หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบ “การตรวจแบบโครงสร้างการตกแต่งโบสถ์ที่ถูกสร้างใหม่” สาเหตุที่พระสันตะปาปามีแนวคิดนี้เพราะช่วงหลังมีโบสถ์คาทอลิกสร้างใหม่เยอะมาก แต่มีน้อยมากที่สร้างถูกหลักเกณฑ์พระศาสนจักร ตัวอย่างที่ดังไปทั่วโลกคือสังฆมณฑลออเร้นจ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เงินหลายพันล้านบาทไปประมูล “อาสนวิหารคริสตัล” (เป็นอาสนวิหารของโปรเตสตันท์ รูปทรงแก้วคริสตัลอลังการ) แล้วได้ไปครอบครอง สาเหตุที่อาสนวิหารนี้ถูกประมูลเพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบโบสถ์นี้ถูกฟ้องร้องล้มละลาย คาทอลิกจึงเข้าไปประมูลมาเป็นทรัพย์สินตนเอง แต่พระสันตะปาปาไม่ปลื้มกับเรื่องนี้ เพราะเป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่า ที่สำคัญ รูปทรงของอาคารนี้ ออกไปทางสำนักงานออฟฟิศมากกว่าจะเป็นโบสถ์สรรเสริญพระเจ้า และนี่จึงเป็นที่มาของพระดำริจัดตั้งทีมงานรับผิดชอบการตรวจสอบแบบของการสร้างโบสถ์คาทอลิก  

สิ่งต่อไปที่น่าจะเกิดคือ “การฟื้นฟูความเชื่อในยุโรปให้กลับมาอีกครั้ง” พูดกันตรงๆ ตอนนี้ ยุโรปเป็นทวีปที่คริสตังมีความเชื่ออ่อนแอมากๆ คนจำนวนมากประกาศตนไม่มีศาสนา พระสันตะปาปาวางแผนแก้ปัญหาด้วยการตั้งสมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ เพื่อฟื้นฟูการแพร่ธรรมและความเชื่อคาทอลิกในยุโรปให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง งานนี้ น่าจะมีการ “นำเข้า” ธรรมทูตจากเอเชียและแอฟริกาเข้าไปช่วยแพร่ธรรมในยุโรป แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาได้ไหม เพราะปัญหาความเชื่อตกต่ำคงใช้เวลานานหลายปีในการฟื้นฟู เหมือนกับเศรษฐกิจยุโรปที่อีกนานกว่าจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง    

สุดท้าย “การปลุกมโนธรรมแยกแยะความดี ความชั่ว” นี่เป็นสิ่งที่พระสันตะปาปาประกาศทุกปี พระองค์ทรงมองว่า ตอนนี้ มนุษย์มีปัญหาในการแยกแยะความดี ความชั่ว และเรื่องถูกผิด คนจำนวนมากมอง “ความชั่ว” เป็นเรื่องหยวนๆ โกงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้เราเดือดร้อนก็แล้วกัน ปัญหาเหล่านี้ลุกลามไปทั่วโลก เราต้องดูว่า พระศาสนจักรจะมีวิธีปลุกมโนธรรมในจิตใจสัตบุรุษอย่างไร เพราะนี่เป็นหนึ่งในความท้าทายที่รอการแก้ไขอย่างแท้จริง

ทั้งหมดก็เป็นมุมมองที่เกิดจากประสบการณ์การติดตามพระสันตะปาปาองค์นี้ มาตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือกจนถึงปัจจุบัน ... ผมเริ่มเขียนบทความที่ตุรกีในวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2011 แต่ขณะที่ทุกคนอ่านฟาติมาสารฉบับนี้อยู่ ผมน่าจะกลับถึงเมืองไทยเรียบร้อยแล้วครับ (กลับถึง 16 ธ.ค. 2011)


AVE   MARIA




07 December 2011

ฟาติมาสาร - คุณสมบัติของพระสังฆราชที่ดี (11 ธ.ค. 2011)

ขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ (ถ้าอ่านวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค.) ตัวผมเองก็น่าจะอยู่ที่ประเทศอิสราเอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังกลับจากสวีเดนในเดือนพฤศจิกายน 2010 ผมก็ไม่ได้ออกนอกประเทศอีกเลย หนึ่งปีให้หลัง ได้เวลาออกเดินทางอีกครั้ง แถมการไปครั้งนี้ต้องไปเมืองที่คนไทยส่วนมากไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย หวังว่า จะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจดจำ   ...


เฮอร์ซลีย่า ประเทศอิสราเอล

พูดถึงอิสราเอล คริสตังส่วนมากจะนึกถึง “เยรูซาเล็ม” นครศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา (ยิว-คริสต์-อิสลาม) นอกจากนี้ อาจมีบ้างที่รู้จักเมืองอื่นๆเช่น เทล ฮาลวีฟ, ไฮฟา, กาลิลี, นาซาเร็ธ, เบ็ธเลเฮม และเยรีโฮ (สองเมืองหลังอยู่ในเขตปาเลสไตน์ และมีประวัติศาสตร์ทางพระคัมภีร์ เฉพาะอย่างยิ่ง เยรีโฮ นี่คือเมืองที่พระเยซูทำอัศจรรย์รักษาคนตาบอด 2 คน และเป็นเมืองที่พระเยซูพบกับ “ศักเคียส” คนเก็บภาษีผู้ร่ำรวยซึ่งทูลพระเยซูว่า “ถ้าผมไปโกงใครมา ผมจะคืนของให้คนนั้น 4 เท่า” ... ชื่อที่ถูกต้องของเมืองนี้คือ “เยรีโฮ” ไม่ใช่ “เยรีโค” แบบที่คนไทยเรียกกัน) 

ส่วนเมืองที่ผมจะไปนั้น ชื่อว่า “เฮอร์ซลีย่า” (HERZLIYA) เป็นเมืองธุรกิจและท่องเที่ยวของอิสราเอลซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผมจะอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้วถึงกลับเมืองไทย ใจจริง ผมอยากจะลองหาเวลาแวบไปกรุงเยรูซาเล็ม เพราะใช้เวลาเดินทางไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ตารางอบรมที่ผมได้รับจากบริษัทอัดแน่นทุกวัน คิดว่าคงจะไม่ได้ไปเยือนแน่ๆ น่าเสียดายมากเพราะมาถึงอิสราเอลแล้ว แต่ไม่ได้ไปเยือนสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนาเลย

นอกเรื่องมานาน เข้าเรื่องดีกว่า ... ผมมีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์สั้นๆของ “พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต” ประธานสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช หน่วยงานสำคัญของวาติกัน หน่วยงานนี้ชื่อบอกอยู่แล้วว่า “เพื่อพระสังฆราช” ดังนั้น หน้าที่สำคัญคงหนีไม่พ้น การแต่งตั้งพระสังฆราชใหม่นั่นเอง


พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต

ทุกวันนี้  หนึ่งในหน้าที่ที่พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะต้องทำก็คือรับเอกสารจากสมณทูตวาติกันทั่วโลกซึ่งจะส่งรายชื่อสงฆ์ผู้มีศักยภาพพอที่จะเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ในประเทศนั้นๆ จากนั้น พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะนำรายชื่อเหล่านี้เข้าที่ประชุมของสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช เพื่อลงมติว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อ มีประวัติใสสะอาดทั้งด้านความเชื่อและชีวิตสงฆ์หรือไม่ พอได้ชื่อที่เหมาะสมแล้ว พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะทำเรื่องไปยังสำนักพระสันตะปาปา เพื่อขอเข้าเฝ้าฯและให้พระองค์ลงนามอนุมัติชื่อนั้น และกำหนดวันเวลาเพื่อประกาศแก่สาธารณชนอย่างเป็นทางการถึงการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่

นี่คืองานหลักๆของพระคาร์ดินัลชาวแคนาดาผู้นี้ ทีนี้ เรามาดูบทสัมภาษณ์ท่านกันบ้าง พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะบอกเล่าความรู้สึกและหลักในการคัดเลือกพระสังฆราชองค์ใหม่ให้เราทราบ (พระคาร์ดินัลอวยเล็ตเป็นหนึ่งในทีมงานที่พระสันตะปาปาวางใจและสนิทสุด ท่านเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาทุกสัปดาห์เพื่อเสนอรายชื่อพระสังฆราชใหม่)

พระคาร์ดินัลอวยเล็ต เผยว่า สิ่งที่ทำให้ท่านลำบากใจสุดหลังทำหน้าที่นี้มาครบ 1 ปีคือสงฆ์ที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ มักจะปฏิเสธการรับโอกาสสำคัญนี้ โดยท่านกล่าวว่า “สิ่งที่เกิดบ่อยสุดก็คือสงฆ์ที่ถูกเสนอชื่อเป็นพระสังฆราช ส่วนมากจะปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธการได้รับเลือกเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ เพราะกลัวตัวเองไม่เข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความกดดันและปัญหายุ่งยากมากมายที่ต้องเข้าไปสะสาง เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นความอัปยศที่สุดของพระศาสนจักรคาทอลิก” 

ไม่น่าเชื่อว่า ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศจะทำให้บรรดา “สงฆ์ตัวเก็งอนาคตสังฆราช” ถึงกับออกอาการ “แหยง” ไม่อยากมารับผิดชอบแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะเมื่อรับหน้าที่แล้ว สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แก้ปัญหาเท่านั้น แต่พระสังฆราชทุกองค์ยังต้องพร้อมรับมือการตรวจสอบจากสื่อมวลชนตัวจริงที่จ้องอยู่แล้วว่า ท่านเหล่านั้นจะเลือกนิ่งเฉย หรือกระตืนรือร้นรู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว และจะจัดการหรือไม่ หากพระสังฆราชเลือกจะเมินเฉย ก็บอกได้เลยว่า ให้ดูตัวอย่างจากพวกคาทอลิกในอเมริกาและยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งในไอร์แลนด์ให้ดีๆ  สัตบุรุษพร้อมจะทำหน้าที่ “คริสตังที่ดี” ออกมากดดันและปกป้องความถูกต้องให้กับพระศาสนจักรคาทอลิกที่พระเยซูทรงตั้งขึ้นตลอดเวลา แม้จะต้องแลกด้วยความเจ็บปวดทางจิตใจก็ตาม

ในเมื่อปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาระดับโลกที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ต้องการกำจัดให้หมดไป บรรดาผู้ปกครองในพระศาสนจักรไล่ตั้งแต่ระดับโลกไปจนถึงระดับท้องถิ่นต่างๆ จะต้องมี “ดีเอ็นเอ” (DNA) ที่คล้ายๆกับพระสันตะปาปาองค์นี้ นั่นคือ รักความถูกต้องและกล้าออกมาขอโทษสัตบุรุษ ถ้าสงฆ์ภายใต้การปกครองของตนทำผิดร้ายแรง

พระคาร์ดินัลอวยเล็ตได้พูดถึงลักษณะของพระสังฆราชที่ดี 3 ประการ ซึ่งท่านและสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช จะใช้พิจารณาเวลาเลือกพระสังฆราชองค์ใหม่ คุณสมบัติที่ว่า ได้แก่   ...

1) ต้องเป็น “นักเทวศาสตร์” (THEOLOGIAN) นี่เป็นคุณสมบัติตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะพระสังฆราชต้องเป็นผู้รู้จริงทางความเชื่อ ไม่ใช่ ถามอะไรแล้ว ตอบแบบมั่วๆซั่วๆ นอกจากนี้ พระสังฆราชจะต้องเป็นผู้ร้อนรนในการประกาศพระวรสารและพระนามของพระเยซู พระสันตะปาปาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในสังฆมณฑลต่างๆ พระสังฆราชจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นหนึ่งในคนที่สัตบุรุษจะพูดอย่างภาคภูมิใจเสมอว่า “พระสังฆราชของเรา จริงจังกับการแพร่ธรรมมากๆ”

2) ต้องเป็น “ผู้ขอโทษ” (APOLOGIST) อย่างที่บอกไป ยุคนี้ สงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นเยอะมาก แทบทุกสังฆมณฑลทั่วโลกก็ว่าได้ ในเมื่อพระสันตะปาปาทรงแสดงตนเป็นแบบอย่างในการกล่าวขอโทษคริสตังที่ตกเป็นเหยื่อของสงฆ์แตกแถว พระสังฆราชก็ต้องกล้าออกมาขอโทษสัตบุรุษ ไม่ใช่ปกป้องพวกพ้องของตน

3) ต้องเป็น “ผู้ปกป้องความเชื่อในที่สาธารณะ” (PUBLIC DEFENDER OF FAITH) พระคาร์ดินัลอวยเล็ต บอกว่า ข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่เพิ่งได้รับการบรรจุแบบสดๆร้อนๆ เนื่องจากสมัยนี้ มีปัญหาและคำถามมากมายที่ท้าทายความเชื่อคาทอลิก อาทิ การทำแท้ง และการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ปัญหาแบบนี้ พระสันตะปาปาเรียกร้องให้พระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก กล้าออกมาประกาศให้ชัดไปเลยว่า พระศาสนจักรคาทอลิกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พระสังฆราชต้องไม่เก็บตัวเงียบ เพราะกลัวว่า ถ้าพูดไปแล้ว จะถูกสังคมเล่นงาน

... หวังว่า คุณสมบัติที่ “พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต” เล่าให้ฟังนั้น จะมีอยู่ครบในบรรดาพระสังฆราชคาทอลิกไทยทุกองค์ เพื่อจะได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระสันตะปาปาในการทำให้พระศาสนจักรคาทอลิกที่พระเยซูทรงตั้งขึ้น เปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เหมือนที่ “บุญราศี จอห์น ปอล ที่ 2” และ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงสอนเราเสมอว่า “จงอย่ากลัวที่จะดำเนินชีวิตเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ จงอย่ากลัวที่จะเป็นนักบุญประจำสหัสวรรษนี้”


AVE   MARIA


04 December 2011

"พระสันตะปาปา" ส่งสาส์นถวายพระพร "ในหลวง"



สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ดังนี้

"เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันชาติไทย ข้าพเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคลอย่างจริงใจมายังพระองค์ท่าน ขออำนวยพรมายังประชาชนชาวไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอุทกภัยในประเทศไทย ข้าพเจ้าและพระศาสนจักรคาทอลิกขอร่วมแสดงความเห็นใจต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ขอพรจากพระเจ้าจงดลบันดาลให้ประชาชนชาวไทยมีความร่มเย็นและสันติสุขตลอดไป"

                                                                                (พระปรมาภิไธย)
                                                                                 เบเนดิกต์ ที่ 16



28 November 2011

ฟาติมาสาร - เรื่องควรรู้เกี่ยวกับพระสันตะปาปา (4 ธ.ค. 2011)

เดือนที่แล้ว “ลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่” หนังสือพิมพ์ประจำนครรัฐวาติกัน ได้เชิญพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชผู้บริหารสมณกระทรวงและสมณสภาต่างๆในสันตะสำนัก รวมถึงเหล่า “วาติกานิสต้า” (VATICANISTA – นักข่าวสายวาติกัน) ชื่อดังหลายคน มาร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ความเข้าใจผิดๆ ระหว่างพระศาสนจักรคาทอลิกกับสื่อมวลชน” ... ผมเห็นว่า รายละเอียดการประชุมน่าสนใจดี จึงขอนำมาแบ่งปันกัน  


รัชกาลที่ 5 เสด็จเยี่ยมพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (ภาพนี้ ถ่ายในสถานทูตวาติกันประจำประเทศไทย)


การประชุมนี้ จัดตามแนวคิดของ “โจวานนี่ เวียน” ผู้อำนวยการลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่ โอกาสฉลอง 150 ปีการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ เนื้อหาในงานเริ่มด้วยการเล่าประวัติศาสตร์ระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (สมณสมัยค.ศ.1878-1903) ทรงเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบเป็นทางการ โดยพระองค์ทรงให้สัมภาษณ์กับ “เลอ ฟิเกโร” หนังสือพิมพ์ชื่อดังของฝรั่งเศสในประเด็นเกี่ยวกับลัทธิเกลียดชังชาวยิวที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในสมัยนั้น (การสัมภาษณ์เกิดใน ค.ศ.1892) ... พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 มีสถิติน่าสนใจหลายอย่าง พระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่ “อายุยืน” มากสุดในพระศาสนจักร โดยสิ้นพระชนม์ขณะ 93 ชันษา นอกจากนี้ พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่ปกครองพระศาสนจักรคาทอลิกยาวนานเป็นอันดับ 3 (สมณสมัย 25 ปี 150 วัน) รองจาก “นักบุญเปโตร” (นักประวัติศาสตร์คาดว่า สมณสมัยของนักบุญเปโตรอยู่ที่ 34 ปี) และ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ซึ่งมีสมณสมัย 26 ปี 168 วัน

ถัดจากสมณสมัยของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 พระสันตะปาปาองค์ต่อไปที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนได้แก่ สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 11 (สมณสมัย ค.ศ.1922-1939), สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 (สมณสมัย ค.ศ.1963-1978), สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 (สมณสมัย ค.ศ.1978-2005) และสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 (สมณสมัย ค.ศ.2005-ปัจจุบัน)

ในการสัมมนา มีการพูดถึงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชน นับตั้งแต่วันที่สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายเป็นไปด้วยดี จนมาถึง ค.ศ.1968 สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ทรงออกสมณสาส์น “ชีวิตมนุษย์” (HUMNAE VITAE) ซึ่งเนื้อหาหลักๆว่าด้วยการคัดค้านการทำแท้งและการคุมกำเนิด ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายก็เปลี่ยนไป เพราะสื่อมวลชนมองว่าพระสันตะปาปามีมุมมองขวางโลก พวกเขาจึงเริ่มเสนอข่าวเชิงต่อต้านจนทำให้คนมองพระศาสนจักรคาทอลิกในแง่ลบ ตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนจึงไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร (สมณสาส์นนี้ออกค.ศ.1968 ช่วงดังกล่าว โลกกำลังสนใจการควบคุมจำนวนประชากร หลายประเทศเริ่มมีความคิดให้แต่ละครอบครัวมีลูกแค่ 1 คน ถ้ามีลูกเกิน 1 คน อาจผิดกฏหมาย หลายบ้านจึงหาทางออกด้วยการทำแท้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระศาสนจักรต่อต้านอย่างหนัก) 

ศาสตราจารย์ ลูเช็ตต้า สคาราฟเฟีย นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย ลา ซาปิเอ็นซ่า กรุงโรม เล่าถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนว่า “จริงๆแล้ว สื่อมวลชนเริ่มวิจารณ์พระศาสนจักร ตั้งแต่ตอนที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23 เรียกประชุมสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 เพราะพวกเขายังรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนจักรแบบฉับพลัน แต่ตอนนั้น คนทั่วไปมองว่า สังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 เป็นเรื่องเทวศาสตร์ มันไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหาเลี้ยงปากท้องของพวกเขา คนจึงไม่ต่อต้านแบบแรงๆ กระทั่ง พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ออกสมณสาส์นชีวิตมนุษย์ การวิจารณ์พระศาสนจักรคาทอลิกจึงถูกจุดขึ้น เรียกว่าสิ้นสุดเวลาฮันนีมูนระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนแบบเป็นทางการก็ว่าได้ ตอนนั้น โลกตะวันตกเกิดความกลัวว่าประชากรจะล้นโลก พวกเขาจึงคิดหาวิธีควบคุมประชากร แต่พอพระสันตะปาปาออกมาตำหนิการคุมกำเนิดและการทำแท้ง ผู้นำประเทศต่างๆรวมถึงประชาชนจึงไม่พอใจ เพราะมันกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในครอบครัวพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”


“หากติดตามความเคลื่อนไหวแบบใกล้ชิด จะพบว่า พระสันตะปาปาที่ปกครองต่อจากพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ต่างยืนยันความคิดต่อต้านการคุมกำเนิดและการทำแท้ง พระสันตะปาปาทุกองค์มองว่า การคุมกำเนิดคือการเปิดช่องว่างให้ชายหญิงที่มองเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสนุกชั่วข้ามคืน มันไม่ใช่เพศสัมพันธ์ที่เกิดจากความรักของคู่สามีภรรยา สิ่งนี้ขัดต่อคำสอนของพระศาสนจักรที่ให้รักและซื่อสัตย์ต่อสามีภรรยาของตนแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คำสอนเรื่องนี้ กลายเป็นการสวนกระแสโลกตะวันตกที่มองว่า การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สามีภรรยาของตน เป็นเรื่องปกติ เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อมวลชนจึงจุดชนวนต่อต้านพระสันตะปาปาทุกครั้งที่พระองค์ต่อต้านการคุมกำเนิด”

เรื่องการคุมกำเนิด ผู้ร่วมการสัมมนาต่างลงความเห็นว่าพระศาสนจักรกับสื่อมวลชน “มองกันคนละมุม” พระศาสนจักรยึดศีลธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนสื่อมวลชนมองกระแสสังคมเป็นที่ตั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดการปะทะทางความคิดตลอดเวลา และไม่ง่ายเลยหากจะหาความสมดุลให้กับประเด็นนี้

อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจจากการสัมมนาก็คือ “จะทำอย่างไรให้พระสันตะปาปาที่ปกครองต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้รับการยอมรับจากผู้คน เพราะปัญหาตอนนี้คือทุกคนต่างเชื่อฝังใจว่า พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นพระสันตะปาปาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”

เรื่องนี้ โจวานนี่ เวียน ผู้อำนวยการลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่ ให้มุมมองว่า “ไม่มีวันที่จะแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน ยิ่งเป็นพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ยิ่งยากขึ้นไปอีก พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันทรงวางตัวเงียบมาก พระองค์ทรงเป็นคนขี้อายสุดๆจึงไม่ชอบตกเป็นเป้าความสนใจจากทุกคน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาพิธีการต่างๆ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะวางตัวตามขั้นตอนเป๊ะๆ เราจึงไม่เห็นพระองค์เดินออกนอกขบวนแห่ไปทักทายเด็กๆเหมือนสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เราต้องเข้าใจความสามารถในการยืนอยู่ต่อหน้าฝูงชนเยอะๆของเราแต่ละคนว่ามันต่างกัน สมมติให้เรายืนพูดต่อหน้าคนประมาณ 10,000 คน คนแรกพูดเสร็จแล้ว อาจมีการพูดทักทายผู้ฟังนอกเหนือจากหัวข้อที่ได้รับ แต่คนที่สองนั้น เมื่อพูดจบ เขาอาจเดินลงจากเวทีเลย ไม่มีการทักทายหยอกล้อใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าเขาเขินอายและประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ เราจะเห็นได้ว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงมีบุคลิกแบบคนที่สอง มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นพระองค์หยอกล้อกับฝูงชนและสร้างความเป็นกันเองเพื่อซื้อใจพวกเขา”


“อย่างไรก็ตาม ถึงพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันจะเป็นคนเงียบๆขี้อาย แต่พอถึงเวลาที่มีเรื่องความถูกต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง พระองค์จะไม่เงียบเหมือนเดิม เพราะหน้าที่ของพระองค์คือการปกป้องความถูกต้องและหลักศีลธรรม ตัวอย่างที่เราเห็นกันคือเรื่องสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ดุดันและขึงขังกับการแก้ปัญหานี้มาก เราจึงได้เห็นสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศหลายคนถูกจับสึกและติดคุกกันแล้ว”

สำหรับตัวผมเอง ผมได้ยินคนพูดเยอะมากว่า “ชอบพระสันตะปาปาองค์ที่แล้วมากกว่าองค์นี้” แต่พอถามกลับไปว่าทำไม คำตอบที่ได้คือ “องค์ก่อนดูใจดีกว่าองค์นี้มาก” ... อืม ตัดสินกันที่หน้าตาและความรู้สึกภายนอกล้วนๆ เรื่องนี้คงไม่สามารถบังคับให้ใครชอบใครได้ แต่ในฐานะที่ผมติดตามทำข่าวพระสันตะปาปาทั้งสองพระองค์มานานเกือบ 10 ปี (ปี 2012 ครบ 10 ปีพอดี) ผมอยากแบ่งปันมุมมองส่วนตัวดังนี้

ผมเชื่อว่าพระจิตทำงานในการเลือกพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ตอนที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้รับเลือก เป็นยุคคอมมิวนิสต์ครองโลก ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงและต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น พวกเขาเฝ้ารออย่างมีความหวังว่า เมื่อไหร่ยุคคอมมิวนิสต์จะสิ้นสุดลงเสียที หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้คนดำเนินชีวิตอย่างมีความหวังคือศาสนา โชคดีที่พระสันตะปาปาที่ได้รับเลือกขึ้นมาช่วงนั้น (จอห์น ปอล ที่ 2) เป็นคนหน้าตายิ้มแย้มใจดี พระองค์เดินทางไปทั่วโลกเพื่อให้กำลังใจทุกคนมีความหวังในการสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ ผลที่ตามมาคือผู้คนมากมายที่อยู่ในอาการเศร้าหมองกลับมามีความหวังความสดใสในการสู้กับสงครามเย็น ที่สุดแล้ว คอมมิวนิสต์ล่มสลาย โดยมีพระสันตะปาปาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อน

ส่วนยุคนี้ ยุคที่พระศาสนจักรเต็มไปด้วยปัญหาภายในอย่างสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ มันเหมือนกับโรงเรียนที่มีปัญหาเด็กเกเร ถ้าครูฝ่ายปกครองของโรงเรียน ใจดีมากๆ เด็กก็คงไม่กลัวและคงจะดาหน้าทำผิดไปเรื่อยๆ พระศาสนจักรคาทอลิกในยุคนี้ต้องการผู้นำอย่างพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 นี่แหละ พระองค์ทรงมีบุคลิกของครูฝ่ายปกครองทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการเอาจริงกับการกวาดล้างปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศให้หมดไป รวมถึงการนำสงฆ์ที่กระทำผิดไปดำเนินคดีตามกฏหมาย ถ้าเด็กเกเรเจอครูฝ่ายปกครองผู้ดุดันก็คงกลัวไปตามๆกันและคงไม่มีใครกล้าทำผิดอีก ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่า พวกสงฆ์ที่ก่อคดีจะถูกนำตัวมาลงโทษได้มากน้อยขนาดไหน

นอกจากนี้ ข้อสงสัยที่ว่า “ทำไมพระสันตะปาปาองค์นี้ ไม่ค่อยเดินทางมาเยี่ยมคริสตังตามประเทศต่างๆเหมือนองค์ที่แล้ว” ... คำตอบคือนอกจากอายุที่มากแล้ว พระสันตะปาปายุคนี้ควรจะนั่งอยู่ที่วาติกันและแก้ปัญหาภายในพระศาสนจักรให้หมดไปจะดีกว่า ลองคิดดูว่า ถ้าปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศยังโผล่ออกมาเรื่อยๆ แต่พระสันตะปาปาไม่แก้ปัญหา ตรงกันข้ามเดินทางไปเยี่ยมคริสตังตามประเทศโน้นประเทศนี้บ่อยๆ มันคงดูไม่ดีแน่ๆ นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมคนทำงานจริงจังในพระศาสนจักรถึงเข้าใจเหตุผลที่พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ไม่เสด็จเยือนต่างประเทศบ่อยๆเหมือนพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2

... ทั้งหมดก็เป็นบทสรุปจากการสัมมนาที่จัดโดยวาติกัน และรวมถึงความคิดเห็นส่วนตัวที่ผมอยากแบ่งปัน ผมเชื่อว่า บทความในวันนี้ จัดเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะรับรู้เกี่ยวกับพระสันตะปาปา เพื่อจะได้ไม่เกิดความรู้สึกและความเข้าใจแบบผิดๆอีก


AVE   MARIA



21 November 2011

ฟาติมาสาร - สัมภาษณ์นักข่าวสายวาติกันระดับโลก (27 พ.ย. 2011)

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พบและพูดคุยกับ “อเลสซานโดร สเปชิอาเล่” นักข่าวสายวาติกันระดับโลกจากเว็บไซต์ “วาติกัน อินไซเดอร์” ซึ่งเดินทางมาเยือนเมืองไทย เพื่อร่วมประชุมกับสำนักข่าวคาทอลิกยูแคน ตอนแรก นัดไว้คนเดียว แต่ อเลสซานโดร พาเพื่อนมาให้รู้จักด้วยอีกหนึ่งคนคือ “สเตฟาโน่ เว็คเคีย” นักข่าวของสถานีวิทยุวาติกันซึ่งประจำอยู่ที่เมืองไทย การพบกันในวันนั้น ถือเป็นโอกาสดีให้ผมได้สัมภาษณ์พวกเขาในแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับพระสันตะปาปาและวาติกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกท่านได้ติดตามพร้อมกันเลย   ....


สเตฟาโน่ เว็คเคีย (ซ้าย) และ อเลสซานโดร สเปชิอาเล่ (ขวา) 2 นักข่าววาติกันระดับโลก


POPE REPORT: สวัสดีนักข่าวชื่อดังทั้งสอง ขอต้อนรับสู่เมืองไทย นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาเมืองไทยหรือเปล่า

อเลสซานโดร: ใช่ นี่เป็นครั้งแรกของผมในเมืองไทย ส่วนทวีปเอเชีย ผมเคยมาแล้ว ตอนนั้นไปทำข่าวที่ปากีสถาน

สเตฟาโน่: ผมอยู่ในเอเชียมาเกือบ 30 ปี ผมเรียนจบสาขาเอเชียศึกษา (ASIAN STUDY) จากมหาวิทยาลัยตูริน ประเทศอิตาลี ผมรักวัฒนธรรมเอเชีย ส่วนเมืองไทย ผมอยู่มาเกือบ 10 ปี ผมนอนกลางวัน ทำงานกลางคืน ทุกคืน ผมจะรายงานข่าวกลับไปให้สถานีวิทยุวาติกันและ อัฟเวนิเร สำนักพิมพ์ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งอิตาลี

POPE REPORT: ผมเพิ่งรู้ว่า มีนักข่าวของสถานีวิทยุวาติกันประจำประเทศไทยด้วย ถ้าอย่างนี้ แสดงว่าคุณรู้เรื่องราวของพระศาสนจักรคาทอลิกไทยเยอะแน่ๆ

สเตฟาโน่: (ยิ้ม) ก็พอสมควร ... สเตฟาโน่ รู้เรื่องพระศาสนจักรคาทอลิกในไทยเยอะมาก รู้ทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดี แต่ผมขอไม่นำเรื่องที่เขาวิจารณ์มาลงก็แล้วกัน

POPE REPORT: เอาล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า คุณคิดว่าจำเป็นไหมที่ประเทศไทย ควรจะมีสำนักข่าวคาทอลิกที่บริหารงานโดยฆราวาส เพราะผมเห็นว่าในยุโรปและอเมริกา หรือแม้กระทั่งในฮ่องกง ยังมีสำนักข่าวคาทอลิกที่บริหารงานโดยฆราวาสเลย   

สเตฟาโน่: ผมว่ามันจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือพระศาสนจักรคาทอลิกในไทย ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากๆ ทุกอย่างขึ้นกับการสนับสนุนของพระศาสนจักรท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ

อเลสซานโดร: จำเป็นมาก สำนักข่าวคาทอลิกที่บริหารงานโดยฆราวาสคือเสียงสะท้อนการทำงานของพระศาสนจักร ผมอยากบอกว่า สื่อที่บริหารงานโดยสภาพระสังฆราชท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่ “สำนักข่าว” (NEWS AGENCY) แต่เป็น “ศูนย์ข่าวสาร” (INFORMATION CENTER) ที่จะรายงานข่าวตามคำสั่งของผู้นำเท่านั้น ในอิตาลี เรามีสำนักข่าวคาทอลิกประมาณ 4-5 บริษัท ทำให้พระศาสนจักรคาทอลิกในอิตาลีถูกฆราวาสตรวจสอบตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ ทำให้สุขภาพของพระศาสนจักรท้องถื่นแข็งแรง ตัวอย่างชัดๆของความแตกต่างระหว่าง สำนักข่าว กับ ศูนย์ข่าวสาร ก็คือ สื่อมวลชนวาติกัน จัดเป็น “ศูนย์ข่าวสาร” ภาษาอังกฤษแบบทางการเรียก VATICAN INFORMATION SERVICE CENTER ศูนย์ข่าวสารวาติกันจะรายงานแต่ข่าวที่ไม่กระทบภาพลักษณ์ของวาติกัน แต่สำนักข่าว (NEWS AGENCY) อาทิ “วาติกันอินไซเดอร์” จะรายงานข่าวทุกด้านที่เกี่ยวกับพระศาสนจักร จะไม่รายงานเฉพาะด้านบวก แต่ด้านลบก็รายงาน เพื่อทำหน้าที่ “สื่อมวลชนแท้จริง” สะท้อนทั้งเรื่องดีและแย่ เพื่อตรวจสอบและเช็คสุขภาพของพระศาสนจักรให้ดีตลอดเวลา
    
POPE REPORT: โอเค มีหนึ่งเรื่องที่เมืองไทยยังไม่ค่อยมีการรายงานให้ทราบกัน นั่นคือ การอภัยโทษกลุ่มเลอแฟ๊บวร์และเรื่องพระสันตะปาปาอนุญาตให้ถวายมิสซาลาตินได้อีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่คำถามของผม คำถามคือตอนนี้ มีข่าวลือออกมาว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ไม่พอใจข้อเสนอปรองดองที่วาติกันเสนอให้ เพราะพวกเขาไม่อยากทรยศจิตตารมณ์ของ พระสังฆราช แบร์กนาร์ เลอแฟ๊บวร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม คุณคิดว่า มองซินญอร์ แบร์กนาร์ แฟลเลย์ อธิการกลุ่มคนปัจจุบัน จะปฏิเสธข้อเสนอตามข่าวลือนั้นหรือไม่

อเลสซานโดร: ข่าวลือมันออกมาจากศูนย์เลอแฟ๊บวร์ในอังกฤษ แต่ทางสำนักงานใหญ่ของพวกเขาออกมาปฏิเสธว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น เรื่องนี้ ถ้าผมเป็นอธิการกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ผมจะรับข้อเสนอทันที เพราะวาติกันและพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ยอมทุกอย่างที่เขาต้องการ เพื่อให้เกิดความปรองดองในพระศาสนจักร พระสันตะปาปาเสนอมอบสถานะองค์กรส่วนบุคคล (PERSONAL PRELATURE) ให้แล้ว สถานะนี้เท่ากับว่า เลอแฟ๊บวร์จะติดปีกยิ่งใหญ่มากในพระศาสนจักรเหมือน โอปุส เดอี ที่ดำเนินงานโดยขึ้นตรงกับพระสันตะปาปาคนเดียว ตอนนี้ อยู่ที่กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ว่า จะหยุดด่าสังคยานาวาติกัน ที่ 2 และหยุดด่าสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้หรือไม่ ก็เท่านั้นเอง

    
POPE REPORT: อีกเรื่องหนึ่งที่ดังกันมากในกลุ่มนักข่าวสายวาติกันก็คือข่าวพระสันตะปาปาทรงป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ตกลงมันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม

อเลสซานโดร: จริงครับ ข่าวนี้มาจาก อันเดรีย ตอร์นิเอลลี่ ข่าวไหนที่ออกมาจาก อันเดรีย ข่าวนั้น เป็นความจริงทุกประการ
    
POPE REPORT: ในเมื่อพระสันตะปาปาทรงมีปัญหาเรื่องหัวเข่า อย่างนี้จะกระทบต่อการวางแผนเสด็จเยือนประเทศต่างๆหรือเปล่า เฉพาะอย่างยิ่ง ทวีปเอเชียแห่งนี้ พระองค์ยังไม่เคยมาเยือนคริสตังในแถบนี้เลย

อเลสซานโดร: ผมว่าอาจจะมีบ้าง แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับการตัดสินพระทัยของพระองค์ ส่วนทวีปเอเชีย ถ้าให้ผมเดานะ ผมว่า ประเทศที่มีสิทธิ์สูงมากๆคืออินเดียและฟิลิปปินส์ นักข่าวหลายคนมั่นใจว่า พระสันตะปาปาต้องไปเยือนกัลกัตต้า (อินเดีย) เพื่อภาวนาหน้าหลุมศพบุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตต้าแน่ๆ ส่วนฟิลิปปินส์ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้วว่า พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนประเทศที่มีคริสตังมากที่สุดในทวีปนั้นๆ ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีคริสตังมากสุดในเอเชียนั่นเอง
    
POPE REPORT: ขอคุยเรื่องหนักๆบ้างเป็นเรื่องส่งท้าย ตอนนี้ ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศกำลังเป็นประเด็นร้อนในพระศาสนจักรคาทอลิก คุณมีมุมมองกับปัญหาพวกนี้อย่างไรบ้าง

อเลสซานโดร: ผมคิดว่า พระสงฆ์คาทอลิกที่บวชหลังยุคอินเตอร์เน็ทบูม (หลังปี 1998) ไม่น่าจะมีปัญหากับคดีเหล่านี้ เพราะเมื่ออินเตอร์เน็ทได้รับความนิยม คนก็กล้าเปิดตัวเองมากขึ้น ความลับมากมายถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน สงฆ์ยุคอินเตอร์เน็ทจึงมีปัญหากับเรื่องพวกนี้น้อยมาก เพราะพวกเขาถูกเย้ายวนจากอินเตอร์เน็ทมามากแล้ว ผิดกับสงฆ์ยุคโบราณยุคก่อนอินเตอร์เน็ท พวกนี้จะมีปัญหาเหล่านี้เยอะมาก คุณลองคิดดูซิว่า ยุคก่อนอินเตอร์เน็ทจะได้รับความนิยม โลกยังเป็นโลกปิดตาย ทุกคนไม่รู้ข่าวสารอะไรเลย การทำอะไรจึงเป็นความลับแบบหลบๆซ่อนๆง่ายมาก ผมว่าคุณทำข่าวเรื่องนี้มาเยอะ คุณก็น่าจะเห็นว่า สงฆ์ที่ติดคดีล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนมากอายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เพราะพวกเขาอยู่ในยุคมืดของโลกข่าวสาร มันเป็นยุคที่ทุกคนคิดว่าเก็บความลับกันได้ กระนั้น สิ่งน่ากลัวของสงฆ์ยุคหลังอินเตอร์เน็ทบูมก็คือพวกเขาตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและความสุขสบายฝ่ายโลก ทุกอย่างต้องดูหรูดูเท่ห์ไว้ก่อน นี่คือสิ่งน่ากลัวของสงฆ์ยุคนี้ พระสันตะปาปาพยายามหาทางแก้ปัญหานี้อยู่ แต่ไม่รู้จะแก้ได้หรือไม่

POPE REPORT: คุณรู้ใช่ไหมว่า สัปดาห์ที่แล้ว (7-12 พฤศจิกายน 2011) มีการประชุมของสหพันธ์พระสังฆราชคาทอลิกแห่งเอเชีย ในหัวข้อ “ผลกระทบจากคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศต่อวิกฤติของพระศาสนจักรคาทอลิกในเอเชีย”  (จัดที่เอแบค บางนา) คุณไม่ไปทำข่าวการประชุมนี้เหรอ เพราะเท่าที่ผมทราบ มองซินญอร์ ชาร์ลส์ สคิคลูน่า มือปราบสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศจากวาติกัน ก็เดินทางมาร่วมงานด้วย

อเลสซานโดร: (ปรบมือและหัวเราะ ก่อนพูดว่า) คุณเยี่ยมมาก! ข่าวนี้ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทเท่าไหร่ในวงการสื่อมวลชนคาทอลิก เพราะมันเป็นการประชุมที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนมาทำข่าว นี่จึงเป็นเหตุผลว่า นักข่าววาติกันหลายคนไม่ได้มาทำข่าวนี้ที่เมืองไทย แต่ผมได้ยินมาว่า สหพันธ์พระสังฆราชคาทอลิกแห่งเอเชีย จะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการประชุมเพื่อรายงานให้วาติกันทราบ ผมคิดว่า แถลงการณ์นี้น่าจะถูกตีพิมพ์ผ่านเว็บไซต์ของสหพันธ์ฯ ถ้าคุณรู้ข่าววงในเกี่ยวกับเนื้อหาการประชุม ก็ส่งอีเมลมาบอกผมด้วยนะ  

... ทั้งหมดก็เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมคัดคำถามมาแบบเน้นๆ เพื่อยิงใส่นักข่าวสายวาติกันระดับโลกทั้งสองคน ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ดูเหมือนว่า สเตฟาโน่ เว็คเคีย ซึ่งเป็นนักข่าววาติกันที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย จะปล่อยให้ อเลสซานโดร สเปชิอาเล่ เป็นคนพูดมากกว่า เพราะเขาทราบดีว่า ผมมาเพื่อสัมภาษณ์อเลสซานโดรเป็นหลัก การสัมภาษณ์ในวันนี้จบลงด้วยดี และผมก็หวังว่า ผู้อ่านจะได้อะไรไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์นี้นะครับ



AVE   MARIA



 
Contact Us: vasin@popereport.com, editor@popereport.com