Instagram

30 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: “ชีวิตคริสตชนคือการต่อสู้กับปีศาจ ผู้เป็นบิดาของการโกหก”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน ชีวิตคริสตชนคือการต่อสู้กับปีศาจซึ่งเป็นบิดาของการโกหก ทรงย้ำอีกครั้ง ปีศาจมีอยู่จริงๆ ดังนั้น อย่าขี้เกียจในการสู้กับปีศาจ อย่ายอมแพ้ในการต่อสู้นี้ เพียงเพราะถูกล่อลวงด้วยความต้องการส่วนตัวของเรา 



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส ท่านสอนคริสตชนที่นั่นว่า จงยึดมั่นความเชื่อในพระเจ้า เพื่อจะได้ยืนหยัดต่อสู้กับปีศาจ จงใช้ความรอดเป็นเกราะป้องกัน และจงใช้ดาบของพระจิตซึ่งก็คือพระวาจาของพระเจ้าไว้ตลอดเวลา

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า “ชีวิตคริสตชนต้องได้รับการปกป้องและมันเรียกร้องทั้งพละกำลังและความกล้าหาญ ชีวิตคริสตชนคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องกับศัตรู 3 อย่างของชีวิตคริสตชน ซึ่งก็คือ ปีศาจ, โลก และความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง

“นักบุญเปาโลบอกเราว่า จงใช้ชุดเกราะของพระเจ้าป้องกันตัว สิ่งนี้หมายความว่า พระเจ้าทรงปฏิบัติพระองค์เป็นเครื่องป้องกัน ทรงช่วยเราในการยืนหยัดต่อสู้กับการประจญล่อลวงของซาตาน ชัดเจนไหมที่อธิบายแบบนี้? มันไม่มีชีวิตจิตหรือชีวิตคริสตชนที่จะอยู่ได้ โดยปราศจากการยืนหยัดต่อการประจญล่อลวง โดยปราศจากการสวมใส่ชุดเกราะของพระเจ้าที่ให้พละกำลังและป้องกันเรา

“นักบุญเปาโลเน้นย้ำว่า การต่อสู้ของเราไม่ได้ต่อสู้กับสิ่งเล็กๆ แต่เราต่อสู้กับเจ้าแห่งความมืด หรือในอีกความหมายคือ เราต้องต่อสู้กับปีศาจและผู้ติดตามมัน

“ในยุคนี้ ก็เหมือนกับยุคก่อนๆนั่นแหละ ผู้คนถูกนำพาให้เชื่อว่าปีศาจคือเรื่องลึกลับ เป็นแค่มโนคติ เป็นแค่ความคิดของความชั่ว แต่ปีศาจมีอยู่จริงๆ และเราต้องต่อสู้กับมัน นักบุญเปาโลบอกเราแบบนี้ นี่ไม่ใช่พ่อพูดเองนะ! พระวาจาของพระเจ้ากำลังบอกเราถึงเรื่องเหล่านี้ แต่เราทุกคนไม่ได้เชื่อเรื่องนี้ นักบุญเปาโลจึงได้อธิบายชุดเกราะของพระเจ้าซึ่งมีประเภทต่างๆ (ความรอดคือเกราะป้องกัน และดาบของพระจิตซึ่งก็คือพระวาจาของพระเจ้า) ที่จะช่วยแต่งตัวเราให้สวมชุดเกราะที่ยอดเยี่ยมนี้

“แต่ในทางกลับกัน ปีศาจคือคนโกหก มันคือบิดาแห่งการโกหก เพื่อจะสู้กับมัน เราต้องมีความจริงยืนหยัดอยู่ข้างเรา จงมีความเชื่อเป็นโล่ป้องกัน เวลาสู้กับปีศาจอย่าขว้างดอกไม้ให้มัน แต่จงยิงมันด้วยธนู! ชีวิตคริสตชนคือการต่อสู้ มันเป็นการต่อสู้ที่งดงาม เพราะเมื่อพระเจ้าจะปรากฏออกมาอย่างผู้ชนะในทุกย่างก้าวของชีวิตเรา สิ่งนี้ให้ความชื่นชมยินดีกับเรา ให้ความสุขอันยิ่งใหญ่กับเรา แต่บ่อยครั้ง พวกเราขี้เกียจในการต่อสู้นี้ เรายอมให้ตัวเองถูกลากออกไปด้วยความต้องการส่วนตัวของเรา และด้วยการประจญล่อลวงต่างๆ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า เราเป็นคนบาป แต่อย่าได้กลัว! จงมีความกล้าและความเข้มแข็ง เพราะพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเรา” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

29 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนทุกนิกายควรทำงานร่วมกันเลย ไม่ต้องรอให้นักเทวศาสตร์บรรลุข้อตกลงหรอก"



สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ คริสตชนทุกนิกายไม่ควรรอให้นักเทวศาสตร์บรรลุข้อตกลงการปรองดอง แต่เราควรจะทำงานร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เลย เพื่อจะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่คริสตชนทุกนิกาย ทรงย้ำ คริสตชนตอนนี้กำลังทำบาปหนัก เพราะเราขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าที่อยากให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่พวกเรายังคงแตกแยกกัน

ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับผู้นำกลุ่มอาร์ก (Ask Community) ซึ่งเป็นกลุ่มคริสตชนนิกายต่างๆ ที่มาเข้าเฝ้าในหอพักซางตา มาร์ธา

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา ตรัสกับพวกเขาว่า "พวกเรากำลังทำบาปด้วยการขัดขวางพระประสงค์ของพระคริสตเจ้า เพราะเรายังคงเน้นแต่เรื่องความแตกต่าง แต่สิ่งสำคัญกว่าความแตกต่างคือศีลล้างบาปต่างหากล่ะ

"แม้ปีศาจ ผู้เป็นบิดาของการโกหก ยังคงทำให้เราแตกแยกกัน พวกเราได้ถูกเรียกมาเพื่อประกาศพระวรสารในทุกภาคส่วนของโลก ประกาศด้วยความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระศาสนจักรของเราแต่ละคนมีนักเทวศาสตร์ที่เก่งๆอยู่แล้ว แต่เราไม่ควรรอให้พวกเขาบรรลุข้อตกลงกันนะ เราควรเดินไปด้วยกัน ภาวนาร่วมกัน และทำงานร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เลย" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

ทั้งนี้ การเข้าเฝ้าดังกล่าว มีการบันทึกคลิปด้วยสมาร์ทโฟน และถูกนำมาเผยแพร่บนยูทูบด้วย

Read More: Vatican Radio


Column: "การสร้างโลก" ตกลงพระสันตะปาปาตรัสอะไรกันแน่??



ช่วงนี้ ข่าวเรื่องสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสถึง "ทฤษฏีบิ๊กแบง" กลายเป็นประเด็นฮือฮาพอสมควร มีสำนักข่าวที่ไม่ใช่คาทอลิก หยิบพระดำรัสของพระสันตะปาปาไป "เล่นข่าว" กันอย่างสนุกสนาน

พระดำรัสนี้ พระสันตะปาปาตรัสในวันที่ไปเปิดรูปปั้นของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งวาติกันรายงานเฉพาะแต่พระดำรัสที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสสดุดีพระสันตะปาปากิตติคุณ ไม่ได้รายงานพระดำรัสที่ตรัสถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ว่า บรรดาสำนักข่าวคาทอลิกอื่นๆ อาทิ คาทอลิก นิวส์ เอเจนซี่, คาทอลิก นิวส์ เซอร์วิส และ วาติกัน อินไซเดอร์ ต่างรายงานพระดำรัสนี้ 

และแน่นอน สำนักข่าวอื่นๆ (ทางโลก) ก็ร่วมนำเสนอเช่นกัน ... เพียงแต่นำเสนอ "แค่บางประโยค" และมันก็ทำให้ความหมายอาจจะผิดเพี้ยน เหมือนตอนที่รายงานพระดำรัสของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อครั้งพระองค์ตรัสถึงศาสนาอิสลามนั่นเอง

เรามาดูพระดำรัสแบบเต็มๆ ที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสกันเลยนะครับ เพื่อจะได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว พระสันตะปาปาพูดอย่างไรกันแน่ (ผมถอดความด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่นักแปลมืออาชีพ ภาษาไม่สลวยสวยเก๋นะครับ แต่จะพยายามให้ความหมายไม่เพี้ยน ... ส่วนที่ถามกันว่า "ทำไม POPE  REPORT ถึงไม่รายงานเรื่องนี้" คำตอบคือ "ผมรายงานแน่ครับ แต่ช่วงนี้ งานออฟฟิศยุ่งมาก อีกอย่าง พระดำรัสนี้ อ่อนไหวมากๆ ผมจึงต้องขอเวลาอ่านอย่างละเอียด เพื่อสรุปประเด็นได้ถูก")

......................................


พระสันตะปาปา ตรัสว่า "When we read in Genesis the account of Creation, we risk imagining God as a magician, with a wand able to make everything. But it is not so" 

"เมื่อเราอ่านหนังสือปฐมกาล เรื่องการสร้างโลก เราเสี่ยงที่จะจินตนาการว่าพระเจ้าเป็นเหมือนนักมายากล ที่มีไม้กายสิทธิ์จะเสกทุกสิ่งได้ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น"

"He created beings and allowed them to develop according to the internal laws that he gave to each one, so that they were able to develop and to arrive and their fullness of being. He gave autonomy to the beings of the universe at the same time at which he assured them of his continuous presence, giving being to every reality. And so creation continued for centuries and centuries, millennia and millennia, until it became which we know today, precisely because God is not a demiurge or a magician, but the creator who gives being to all things." 

"พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งและให้สิ่งต่างๆได้พัฒนาตามหลักของมันซึ่งพระองค์ทรงมอบให้ไว้ในแต่ละสิ่งสร้าง เพื่อที่สรรพสิ่งจะได้พัฒนาและไปถึงความครบครันของตนเอง พระเจ้าทรงให้อิสระกับสิ่งสร้างของจักรวาล ในเวลาเดียวกัน พระองค์ทรงให้ความมั่นใจกับสรรพสิ่งเกี่ยวกับการประทับอยู่ของพระองค์ พระองค์ทรงอยู่กับทุกสิ่ง ดังนั้น สิ่งสร้างยังคงดำเนินต่อเนื่องไปหลายร้อยหลายพันปี จนกระทั่งมันกลายมาเป็นสิ่งที่เรารู้จักในทุกวันนี้ เห็นได้ชัดว่า พระเจ้าไม่ใช่คนงานหรือนักมายากล แต่เป็นผู้สร้างที่ให้การมีชีวิตแก่ทุกสิ่ง"

"The beginning of the world is not the work of chaos that owes its origin to another, but derives directly from a Supreme Principle who creates out of love."

"จุดเริ่มต้นของโลกไม่ใช่งานแห่งความยุ่งเหยิง สับสนอลหม่านที่เป็นผลจากต้นกำเนิดอื่น แต่(จุดเริ่มต้นของโลก)ได้รับมาโดยตรงจากพระผู้สร้างสูงสุด ผู้สร้างทุกสิ่งด้วยความรัก"

"The Big Bang, which nowadays is posited as the origin of the world, does not contradict the divine act of creating, but rather requires it. The evolution of nature does not contrast with the notion of creation, as evolution presupposes the creation of beings that evolve."

"ทฤษฏีบิ๊กแบงที่ทุกวันนี้ถูกจัดให้เป็นต้นกำเนิดของโลก ไม่ได้ขัดกับการกระทำของพระเจ้าในการสร้างโลก แต่เรียกร้องการสร้างโลกของพระเจ้าด้วยซ้ำ วิวัฒนาการของธรรมชาติไม่ได้ขัดกับความยอดเยี่ยมของการสร้างโลก เนื่องจากวิวัฒนาการคือการสันนิษฐานว่าการสร้างสรรพสิ่งได้พัฒนาไปเรื่อยๆ"

"With regard to man, however, there is a change and something new. When, on the sixth day of the account in Genesis, man is created, God gives the human being another autonomy, an autonomy that is different from that of nature, which is freedom."

"อย่างไรก็ตาม มันมีการเปลี่ยนแปลงและบางสิ่งใหม่ก็เกิดขึ้น เมื่อถึงวันที่หกในปฐมกาล มนุษย์ถูกสร้างขึ้น พระเจ้าทรงให้อิสระในการปกครองตนเองแก่มนุษย์ อิสระที่แตกต่างจากธรรมชาติ ซึ่งก็คือเสรีภาพนั่นเอง"

... ส่วนประโยคต่อจากนี้ ไม่ใช่ประโยคปัญหา (แต่สื่อไม่รายงาน) พระดำรัสต่อจนจบ มีว่า ... 

"When God tells man to name everything and to go ahead through history, this makes him responsible for creation, so that he might steward it in order to develop it until the end of time."

"Therefore the scientist, and above all the Christian scientist, must adopt the approach of posing questions regarding the future of humanity and of the earth, and, of being free and responsible, helping to prepare it and preserve it, to eliminate risks to the environment of both a natural and human nature. But, at the same time, the scientist must be motivated by the confidence that nature hides, in her evolutionary mechanisms, potentialities for intelligence and freedom to discover and realize, to achieve the development that is in the plan of the creator."

Pope Francis called human acts a "participation in God's power," adding that humanity is able to build a world suited to his dual corporal and spiritual life; to build a human world for all human beings and not for a group or a class of privileged persons.

"This hope and trust in God, the creator of nature, and in the capacity of the human spirit can offer the researcher a new energy and profound serenity," said the Roman Pontiff.

"But it is also true that the action of humanity – when freedom becomes autonomy – which is not freedom, but autonomy – destroys creation and man takes the place of the creator. And this is the grave sin against God the creator."

Source: 


- Catholic News Agency

- Catholic News Service

โป๊ปฟรังซิส: “คริสตชนขี้นินทาและใส่ร้ายคนอื่น เป็นคริสตชนตัวอย่างไม่ดี”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน คริสตชนที่นินทาและใส่ร้ายคนไปทั่ว เป็นคริสตชนตัวอย่างไม่ดี การทำแบบนี้ ทำให้หลายคนตัดใจไม่มาเป็นคริสตชนและเลือกไม่เชื่อพระเจ้า เพราะได้เห็นตัวอย่างแย่ๆ จากคริสตชนเหล่านี้นี่เอง ทรงย้ำ พระศาสนจักรไม่ใช่พระสันตะปาปา พระสังฆราช และพระสงฆ์ แต่พระศาสนจักรคือเราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาป 



ช่วงสายวันพุธที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 60,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเน้นว่า พระศาสนจักรคือความจริงที่มองเห็นได้ จับต้องได้ และทุกคนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสตเจ้า

พระสันตะปาปา ตรัสสอนว่า “เมื่อเราพูดถึงความเป็นจริงที่มองเห็นได้ของพระศาสนจักร เราพูดว่า มันมีอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ สิ่งที่มองเห็นได้จริงๆ (กลุ่มคริสตชน, ชุมชนวัด และสังฆมณฑล) และอีกสิ่งก็คือชีวิตจิตหนึ่งเดียว เราต้องไม่คิดถึงแต่พระสันตะปาปา, พระสังฆราช, พระสงฆ์ และนักบวชชายหญิง ความเป็นจริงที่มองเห็นได้ของพระศาสนจักรเกิดจากผู้ได้รับศีลล้างบาปทุกคนจากทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อ ความหวัง และความรัก

“บ่อยครั้ง เราได้ยินคนชอบพูดกันว่า ‘พระศาสนจักรไม่ทำสิ่งนั้น, พระศาสนจักรไม่ทำสิ่งนี้ หรือ ไหนบอกมาซิ ใครคือพระศาสนจักร’ เอาล่ะ พระศาสนจักรคือพระสันตะปาปา, พระสังฆราช และพระสงฆ์อย่างนั้นเหรอ ไม่เลย! พวกเราทุกคนคือพระศาสนจักร พวกเราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปคือพระศาสนจักร พระศาสนจักรของพระเยซู

“การจะเข้าใจความสัมพันธ์ของความจริงที่มองเห็นได้และความจริงฝ่ายชีวิตจิต มันไม่มีวิธีใดเลย(ที่จะทำได้) ยกเว้นแต่จะมองไปที่พระคริสตเจ้า ผู้ซึ่งพระวรกายของพระองค์คือพระศาสนจักร และจากจุดนี้เองพระศาสนจักรได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยการกระทำของความรักอันหาขอบเขตมิได้

“เราต้องถามตัวเองว่า ความจริงที่มองเห็นได้ของพระศาสนจักรจะรับใช้จิตใจได้อย่างไร แน่นอน เราต้องมองไปที่พระคริสตเจ้า พระองค์คือแบบอย่างของคริสตชนทุกคน พวกเราทุกคนต้องมองไปที่พระคริสตเจ้า พวกท่านจะมองไปทางอื่นไม่ได้เลย! ... จงมองไปที่พระคริสตเจ้าและดูว่า พระองค์ทรงใช้ความสุภาพถ่อมตนของพระองค์อย่างไร ... อาศัยความจริงที่มองเห็นได้ ทั้งศีลศักดิ์สิทธิ์และการเป็นประจักษ์พยาน พวกเราคริสตชนทุกคนถูกเรียกมาเพื่อใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเริ่มต้นด้วยการใกล้ชิดกับผู้ยากไร้ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก และผู้ที่กลายเป็นส่วนเกินของสังคม ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้าช่วยเหลือพวกเขาให้รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันและการได้รับการชำเลืองมองด้วยความเมตตาจากพระเยซู

“พี่น้องที่รัก บ่อยครั้ง พระศาสนจักรของเราต้องประสบกับความอ่อนแอและข้อจำกัดของตัวเอง พวกเราทุกคนต่างมีความอ่อนแอและข้อจำกัดกันหมด พวกเราเป็นคนบาป ไม่มีใครพูดว่า ฉันไม่ใช่คนบาป ความอ่อนแอและข้อจำกัด รวมถึงบาปของเรานั้น มันอาจกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจในตัวเรา เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและเมื่อเราตระหนักว่า เราเป็นต้นเหตุของเรื่องอัปยศ กี่ครั้งแล้วที่เราได้ยินคำพูดว่า ‘คนนี้อยู่ในพระศาสนจักร แต่ยังนินทาเรื่องชาวบ้านและใส่ร้ายคนอื่นไปทั่ว’ นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี นี่ไม่ใช่คริสตชน! นี่เป็นตัวอย่างที่เลว ดังนั้น คนจะพูดว่า ‘ถ้าคริสตชนเป็นแบบนี้ ฉันเลือกจะไม่มีศาสนาดีกว่า’ พวกเขาจากไปเพราะการทำตัวของเราเอง

“ดังนั้น ขอให้เราวอนขอพระพรแห่งความเชื่อ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่า พระเจ้าทรงทำให้เราเป็นเครื่องมือแห่งพระหรรษทานและเครื่องหมายที่มองเห็นได้แห่งความรักของพระองค์เพื่อมนุษยชาติ ใช่ เราสามารถจะเป็นบ่อเกิดของเรื่องอัปยศได้ แต่เราก็สามารถกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความหวังโดยผ่านทางชีวิตของเรา การเป็นประจักษ์พยานของเราได้เช่นกัน” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

นอกจากนี้ หลังการเข้าเฝ้าจบลง พระสันตะปาปาเชิญทุกคนภาวนาให้ผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบล่าด้วย พร้อมหวังว่า นานาชาติจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในการต่อสู้กับโรคร้ายนี้ให้หมดไป

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

Read More: Vatican Radio



28 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: “พ่อร่วมเป็นเสียงเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากทุกคน”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงยืนยัน ขอร่วมเป็นกระบอกเสียงในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ยากไร้ ผู้ว่างงาน ผู้อดอยาก และผู้ต้องลี้ภัยจากสงคราม ทรงชี้ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต้องเป็นมากกว่าความใจกว้างที่จับต้องไม่ได้ แต่มันต้องเป็นการกระทำที่ร่วมทุกข์ไปกับผู้ประสบความอยุติธรรมต่างหาก






ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมของกลุ่มป็อปปูล่าร์ (POPULAR MOVEMENTS) ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน โอกาสที่พวกเขาจัดประชุมเกี่ยวกับปัญหาความยากจน, การว่างงาน, ความอดอยาก และคนที่ต้องอพยพลี้ภัยจากสงคราม โดยพวกเขามาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา เพราะทราบดีว่า พระองค์ทรงเน้นย้ำมากๆ ถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาเหล่านี้

ในส่วนพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา พระองค์กล่าวว่า “การประชุมของพวกท่านจัดเป็นสัญญาณที่สำคัญจริงๆ พวกท่านมาประชุมกันเพื่อยืนยันถึงการประทับอยู่ของพระเจ้า มาเพื่อพูดถึงความจริงที่เกิดในโลก แต่บ่อยครั้งมันกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึง คนยากจนไม่ได้ทนทุกข์จากความอยุติธรรมเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมอีกด้วย

“พ่ออยากเน้นถึงเรื่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน(กับผู้ประสบทุกข์ได้ยาก) ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นคำพูดที่เป็นมากกว่าความใจกว้างและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่นี่คือการคิดและลงมือทำในนามของผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วย มันยังเป็นการต่อสู้กับโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความยากจน ความไม่เสมอภาพ การว่างงาน และการสูญเสียที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิทางสังคม มันคือการเผชิญหน้ากับผลกระทบเชิงลบของอาณาจักรของเงินตรานั่นเอง

“ปัญหาเรื่องการครอบครองที่ดินแต่เพียงผู้เดียว, การตัดไม้ทำลายป่า, การจัดสรรทรัพยากรน้ำ และการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างไม่เหมาะสม ได้ทำลายที่ดินทำกินของชาวไร่ชาวนาอย่างแท้จริง

“ส่วนเรื่องสถานการณ์คนไร้ที่อยู่อาศัย พ่ออยากแบ่งปันว่า เราอาศัยในเมืองที่สร้างตึกสูง สร้างห้างสรรพสินค้า และสำนักงานออฟฟิศเต็มไปหมด แต่เรากลับเมินเฉยต่อคนที่กลายเป็นส่วนเกินของสังคม คนที่เป็นชายขอบของสังคม มันน่าเศร้ากับสถานการณ์แบบนี้มากๆนะ

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการว่างงาน, ความอดอยาก, การลี้ภัย พ่อขอร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพวกท่านในการเป็นกระบอกเสียงในการต่อสู้นี้ พ่อรู้ดีว่า ในหมู่พวกท่าน มีคนจากหลากหลายศาสนา อาชีพ ความคิด วัฒนธรรม และเชื้อชาติ แต่พวกเรามีวัฒนธรรมเดียวกันคือต้องการหยุดยั้งการแบ่งแยกและความรุนแรงทุกชนิดที่เราได้พบเจอ” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: “พระเยซูเลือกเราที่หัวใจ ไม่ใช่เลือกจากคนที่ทำบาปน้อยสุด”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ พระเยซูเลือกเราทุกคนที่ “หัวใจ” ไม่ใช่ดูว่า ใครทำบาปหนักสุดแล้วจะไม่เลือกคนนั้น ทรงสอน อย่าเป็นคริสตชนที่พูดว่า “ฉันเป็นคาทอลิก” แต่สักพักก็บอกว่าไม่เป็นคาทอลิกแล้ว เพราะคนแบบนี้คือคริสตชนที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในพระศาสนจักร แต่เป็นพวกที่มาถึงพระศาสนจักรแล้วหยุดอยู่ตรง “ห้องรับแขก” แต่ไม่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ข้างในอย่างแท้จริง




ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา โอกาสวันฉลองนักบุญซีมอนและนักบุญยูดาห์ อัครสาวก

พระวรสารวันนี้จากนักบุญลูกา เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเลือกอัครสาวก 12 คน จากนั้น พระเยซูทรงรักษาทุกคนที่ป่วยและถูกปีศาจรบกวน (ลูกา 6:12-19)

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า “พระเยซูทรงภาวนา พระองค์ทรงเรียก พระองค์ทรงเลือก พระองค์ทรงส่งบรรดาสาวกออกไป และพระองค์ทรงรักษาผู้คน ในพระวิหารนี้ พระเยซูทรงเป็นศิลาเอกที่ทำพันธกิจทุกอย่าง กล่าวคือ เป็นพระองค์เองที่ทรงบริหารจัดการพระศาสนจักรเหมือนที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า  พระศาสนจักรถูกตั้งอยู่บนอัครสาวกที่พระเยซูทรงเลือกมา พวกสาวกทุกคนเป็นคนบาป ยูดาสไม่ใช่คนที่เคยทำบาปหนักสุด เพราะพ่อไม่รู้ว่า(ในหมู่พวกเขา)ใครเคยทำบาปหนักที่สุด ยูดาส ผู้น่าสงสาร เป็นคนที่ปิดตัวเองให้กับความรักและนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงกลายเป็นผู้ทรยศ แต่พวกสาวกทุกคนก็วิ่งหนีจากพระเยซูระหว่างช่วงเวลายากลำบากของเหตุการณ์พระมหาทรมาน และปล่อยให้พระเยซูทรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว พวกเขาทุกคนเป็นคนบาปเหมือนกันหมด แต่พระองค์ก็ยังเลือกพวกเขา

“พระเยซูทรงต้องการให้เราเข้าไปข้างในพระศาสนจักร ไม่มีใครที่เป็นแค่แขกผู้มาเยือนหรือคนแปลกหน้า แต่พวกเราจะเป็นประชากรที่ถูกต้อง พวกเราไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่นี่คือรากเหง้าของเรา นี่คือสิ่งที่บอกว่าชีวิตเราอยู่ตรงไหร

“พวกเราทุกคนคือประชากร เป็นประชากรกลุ่มเดียวกันในพระศาสนจักร ถ้าเราไม่เข้าสู่พระวิหารนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพระวิหาร และเพื่อให้พระจิตเข้ามาอาศัยในตัวเรา พวกเราก็ไม่ใช่พระศาสนจักร พวกเราอยู่บนธรณีประตูและมองเข้าไปข้างใน และกล่าวว่า ‘มันงดงามจริง ดูดีมากๆ’ คริสตชนที่พูดแบบนี้คือคริสตชนที่ไม่ได้เดินเข้าไปให้ลึกกว่าห้องรับแขกของพระศาสนจักร พวกเขาอยู่แค่ที่ประตู พวกเขาจะพูดว่า ‘ใช่ ฉันเป็นคาทอลิก แต่บางครั้งก็ไม่เป็นคาทอลิกเหมือนกัน’

“นี่คือทัศนคติที่ไม่ให้ความเคารพต่อความรักและความเมตตาที่พระเยซูทรงมีต่อเราทุกคน ข้อพิสูจน์เรื่องนี้คือทัศนคติที่เปโตรมีต่อพระเยซู เปโตรคนที่ได้หันหัวเข้ามาในพระศาสนจักร แม้แต่เสาหลักของพระศาสนจักร(อย่างนักบุญเปโตร) ก็ยังทรยศต่อพระเยซู แต่พระองค์ทรงตอบสนองเขาด้วยการให้อภัย

“สำหรับพระเยซู บาปของนักบุญเปโตรไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะพระเยซูทรงมองไปที่หัวใจของเขา การที่จะค้นพบหัวใจและรักษาหัวใจได้นั้น พระเยซูทรงสวดภาวนา พระเยซูทรงภาวนาและทรงรักษา นี่คือสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเราทุกคน พวกเราไม่สามารถเข้าใจพระศาสนจักรถ้าปราศจากพระเยซูผู้ทรงภาวนาและรักษาเรา

“ดังนั้น ขอให้พระจิตช่วยเราให้เข้าใจว่า พระศาสนจักรมีพละกำลังก็ด้วยคำภาวนาของพระเยซู เพื่อว่า พระองค์จะได้รักษาเราทุกคน” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

27 October 2014

“โป๊ปฟรังซิส” สดุดี “โป๊ปกิตติคุณเบเนดิกต์” เป็นพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสดุดี สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้เปี่ยมด้วยความสามารถและความหลักแหลมแห่งสติปัญญาอย่างแท้จริง




ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้เสด็จไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสันตะสำนัก เพื่อเป็นประธานในการเปิดรูปปั้นสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 พร้อมกับกล่าวให้โอวาทกับสมาชิกของสถาบันด้วย

ในส่วนพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสนั้น พระองค์ทรงกล่าวสดุดีสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ว่าเป็นพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่และสร้างคุณงามความดีมากมายให้พระศาสนจักร

“(พระสันตะปาปากิตติคุณ) เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวคือ พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความสามารถและความเฉียบแหลมของสติปัญญา พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความสามารถของผลงานเทวศาสตร์อันยิ่งใหญ่เพื่อพระศาสนจักร ทรงความยิ่งใหญ่ในเรื่องความรักที่มีต่อพระศาสนจักรและมนุษย์ รวมถึงทรงความยิ่งใหญ่ต่อคุณงามความดีและความเคร่งครัดในศาสนา” พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน กล่าวสดุดี พระสันตะปาปากิตติคุณ




โป๊ปฟรังซิส: “อย่าเป็นคริสตชนพูดหยาบคาย และอย่าเป็นคริสตชนสีเทา”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงเตือนสติ อย่าเป็นคริสตชนพูดจาหยาบคาย พูดลามกอนาจาร พูดหลอกลวง และพูดไร้สาระ เพราะคำพูดเหล่านี้คือนิสัยของบุตรแห่งความมืด ส่วนบุตรแห่งความสว่างจะเลียนแบบพระเจ้าและเดินอยู่ในความรักและการให้อภัย ทรงย้ำ อย่าเป็น “คริสตชนสีเทา พวกครึ่งๆ กลางๆ” เพราะพวกนี้คือคริสตชนเฉื่อยชา เป็นคริสตชนแค่ชื่อ แต่ไม่ปฏิบัติตนให้เป็นคริสตชน


ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส ท่านสอนชาวเมืองเอเฟซัสว่า อย่าพูดหยาบคาย อย่าพูดตลกลามก เพราะมนุษย์จะถูกจำแนกจากคำพูดของตน แต่จงขอบพระคุณพระเจ้า จงเป็นบุตรแห่งความสว่าง อย่าเป็นบุตรแห่งความมืด

พระสันตะปาปาทรงกล่าวสอนว่า “ถ้าเราเป็นบุตรแห่งความมืด มันมีประเภทของคำพูดอยู่
4 แบบที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงสิ่งนี้ นั่นคือ คำพูดของเราหลอกลวงหรือเปล่า จับโน่นผสมนี่เพื่อสร้างเรื่องให้เข้ากับคนอื่น (ถ้าเป็นเช่นนั้น) คำพูดเหล่านี้ก็ไร้สาระ ไร้แก่นสาร และไม่มีตัวตน นอกจากนี้ มันเป็นคำพูดหยาบคาย, พูดซ้ำพูดซาก หรือเป็นคำพูดฝักใฝ่โลกีย์หรือเปล่า เป็นพวกวาจาลามกอนาจารหรือเปล่า? คำทั้ง 4 ประเภทนี้ไม่ใช่คำพูดของบุตรแห่งความสว่าง มันไม่ใช่คำพูดของพระจิต มันไม่ใช่คำพูดของพระเยซู นี่ไม่ใช่คำพูดของพระวรสาร แนวทางการพูดของบุตรแห่งความมืด จะพูดแต่เรื่องสกปรก, โลกียวาจา, คำพูดป้ายสี และเรื่องหลอกลวง

“แล้ววาจาแบบไหนที่เป็นของบรรดานักบุญ เป็นของบุตรแห่งความสว่างกันล่ะ
? เรื่องนี้ นักบุญเปาโลกล่าวว่า จงเลียนแบบอย่างพระเจ้า จงเดินอยู่ในความรัก จงเดินอยู่ในความดี จงเดินอยู่ในความสุภาพถ่อมตนคนที่เดินอยู่ในหนทางนี้ จะเป็นคนมีเมตตา ให้อภัยผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าให้อภัยเราในพระคริสตเจ้า จงเลียนแบบอย่างพระเจ้าและเดินอยู่ในความรัก! และนี่คือวาจาของบุตรแห่งความสว่าง

“นี่คือคริสตชนที่เจิดจรัส ผู้เต็มไปด้วยความสว่าง ผู้ที่แสวงหาการรับใช้พระเจ้าในความสว่าง และมันก็มีคริสตชนแห่งความมืดซึ่งนำไปสู่ชีวิตของบาป ชีวิตที่ถอยห่างจากพระเจ้า และเป็นผู้ที่ใช้วาจา
4 ประเภทที่กล่าวไปซึ่งเป็นของปีศาจนั่นเอง

“แต่มันก็ยังมีคริสตชนประเภทที่สาม ได้แก่ พวกที่ไม่ใช่บุตรแห่งความสว่างและบุตรแห่งความมืด พวกนี้เป็นคริสตชนสีเทา พวกครึ่งๆ กลางๆ คริสตชนสีเทาคือพวกที่ตอนแรกอยู่ข้างหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปอยู่อีกข้างหนึ่ง คนทั่วไปจะพูดกันว่า
เขาคนนี้อยู่กับพระเจ้าหรือปีศาจกันนะคนพวกนี้อยู่ในพื้นที่สีเทา พวกเขาเป็นคริสตชนเฉื่อยชา! และมักจะอยู่ในพื้นที่ครึ่งๆ กลางๆ เสมอ

“พระเจ้าทรงใช้คำพูดแรงๆ กับพวกคริสตชนครึ่งๆ กลางๆ พวกที่ชอบพูดว่า
ฉันเป็นคริสตชน แต่ฉันไม่ปฏิบัติตนแบบคริสตชน!’ การทำแบบนี้ถือเป็นการก่อให้เกิดบาดแผลอย่างร้ายแรง เพราะการเป็นประจักษ์พยานแบบคริสตชนของพวกเขา คือการเป็นประจักษ์พยานที่ตอนจบแล้ว มีเพียงเมล็ดพันธุ์แห่งความสับสน นิสัยแบบนี้ได้หว่านเมล็ดพันธุ์ของการเป็นประจักษ์พยานแง่ลบนั่นเอง

“ดังนั้น ขอให้เราอย่าถูกหลอกจากคำพูดไร้สาระแบบนี้ พวกเราได้ยินกันเยอะ ได้ยินคำพูดสวยๆ แต่ข้างในไม่มีอะไรเลย ไม่มีความหมายใดๆทั้งสิ้น แต่จงเป็นบุตรแห่งความสว่าง มันเป็นการดีที่เราจะไตร่ตรองคำพูดของเราและถามตัวเองว่า
เราเป็นคริสตชนแห่งความสว่างหรือเปล่าหรืเราเป็นคริสตชนแห่งความมืดหรือ เราเป็นคริสตชนสีเทา (ครึ่งๆ กลางๆ)เพื่อที่ว่า เราจะได้ก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อพบกับพระเจ้าพระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

26 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: “เรามีความสามารถในการมองเห็นพระเจ้าในตัวเพื่อนมนุษย์บ้างไหม”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงถาม เรามีความสามารถพอไหมที่จะตระหนักถึงพระพักตร์ของพระเจ้าในตัวเพื่อนมนุษย์ เพราะการรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทรงย้ำ พระเยซูไม่ได้สั่งว่าบทบัญญัติแห่งความรัก รักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ต้องเป็นพระบัญญัติข้อแรก แต่พระองค์ให้บัญญัติแห่งความรัก “เป็นศูนย์กลาง” ของทุกสิ่งในชีวิตคริสตชน


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่
26 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนาเป็นจำนวนมา

ในส่วนของการแบ่งปันพระวรสารวันอาทิตย์ ซึ่งฟาริสีพยายามทดสอบพระเยซูว่า บทบัญญัติใดเป็นเรื่องเยี่ยมที่สุดในธรรมบัญญัติ พระเยซูจึงตรัสตอบไปว่า “จงรักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดสติปัญญา นอกจากนี้ จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า “พระวรสารวันนี้เตือนใจเราเกี่ยวกับบทบัญญัติทุกอย่างของพระเจ้า ซึ่งถูกสรุปไว้สั้นๆด้วยการรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ พวกท่านไม่สามารถรักพระเจ้า โดยที่ไม่รักเพื่อนมนุษย์ และท่านก็ไม่สามารถรักเพื่อนมนุษย์ ถ้าหากท่านไม่รักพระเจ้า

“การที่พระเยซูบอกว่า จงรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ คือการเผยแสดงว่า ความรักนี้แยกออกจากกันไม่ได้ นี่คือ
2 อย่างที่อยู่ในเหรียญเดียว ในสมณสาสน์ พระเจ้าเป็นความรักที่สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงออกไว้ สมณสาสน์นี้ได้ให้ความคิดที่งดงามกับเรามากมาย มีท่อนหนึ่ง พระสันตะปาปากิตติคุณ ย้ำว่า แค่เรารับใช้เพื่อนมนุษย์ มันก็สามารถเปิดดวงตาของเราให้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำเพื่อเรามากแค่ไหนและพระองค์รักเรามากเพียงใด

“บทบัญญัติแห่งความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ ไม่ได้เป็นพระบัญญัติประการแรกก็จริง แต่พระเยซูทรงให้บัญญัตินี้เป็นศูนย์กลาง เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้น และเราทุกคนต้องย้อนกลับมาดูบัญญัตินี้และระลึกเสมอก่อนที่เราจะทำอะไรลงไป

“ความรักคือเครื่องวัดความเชื่อ และความเชื่อก็คือจิตวิญญาณของความรัก เราไม่สามารถแยกชีวิตทางศาสนาออกจากการรับใช้เพื่อนพี่น้อง เราไม่สามารถแยกการภาวนาและการรำพึงต่อพระเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์ ออกจากการฟังผู้อื่น ออกจากการดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับผู้อื่น และออกจากบาดแผลความเจ็บปวดของผู้อื่น

“วันนี้ พระเยซูทรงต้องการให้เรามองให้ทะลุปรุโปร่ง พระองค์ต้องการให้เราอย่ามองแค่บทบัญญัติเท่านั้น แต่จงมองทั้งการรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะพระพักตร์ของพระเจ้าสามารถเห็นได้ในตัวคนอื่น พ่ออยากทิ้งท้ายว่า พวกเรามีความสามารถที่จะตระหนักถึงพระพักตร์ของพระเจ้าในตัวคนอื่นบ้างไหม ลองไปคิดกันดูนะ” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย




25 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: “การแต่งงานแบบคาทอลิกคือการอยู่ด้วยกันจนตาย ไม่ใช่เลิกเมื่อไหร่ก็ได้”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ แนวคิดที่ว่าแต่งงานแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็เลิกกันก็ซิ เป็นความคิดที่ขัดกับวิถีการแต่งงานของคริสตชนแบบสุดๆ การแต่งงานตามแบบคาทอลิกคือการอยู่ด้วยกันแบบนิรันดร์ ไม่ใช่วัฒนธรรมทิ้งๆขว้างๆที่อยู่ไม่ได้ ก็เลิกกันไป ทรงชี้ ปฏิรูปจิตใจตนเองให้ศักดิ์สิทธิ์ดีที่สุด ดีกว่าจะไปปฏิรูปโรมันคูเรียและธนาคารวาติกันด้วยซ้ำ




ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับกลุ่มเชินชตัดต์ (Schöenstatt – อ่านว่า เชิน-ชะ-ตัดต์) กว่า 7,000 คนที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน เชินชตัดต์เป็นกลุ่มคาทอลิกจากเยอรมนี ซึ่งมีความศรัทธาอย่างร้อนรนต่อแม่พระ ทั้งนี้ เชินชตัดต์ ก่อตั้งในค.ศ.1914 และปีนี้ ครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้ง โดยชื่อของกลุ่มนี้ มีความหมายว่า “สถานที่สวยงาม”

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับสมาชิกกลุ่มเชินชตัดต์ พระองค์ทรงให้พวกเขาถามคำถาม แล้วพระองค์ทรงตอบแบบสดๆ จากใจ

คำถามแรก มีว่า “พระสันตะปาปามีคำแนะนำอะไรบ้างไหมที่จะมอบให้กับผู้ที่รู้สึกว่า พระศาสนจักรไม่ต้อนรับตัวเขาเอง”

พระสันตะปาปา ตรัสตอบพวกเขาว่า “พ่อคิดว่า มันมีความจำเป็นมากๆ ที่เราต้องมีพระสงฆ์ที่คอยอยู่ใกล้ๆ ฝูงแกะ อยู่ใกล้แบบตัวต่อตัวก็ว่าได้ มันเป็นการอยู่กับฝูงแกะโดยปราศจากการทำให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียภายในครอบครัวของสัตบุรุษ”

คำถามที่สอง “พระสันตะปาปามีแนวคิดอย่างไรกับการที่พ่อแม่แยกทางกัน แล้วพ่อหรือแม่หาเวลามาอยู่กับลูกแบบบางวัน พระองค์คิดว่ามันเป็นการดีไหม”

พระสันตะปาปา ตรัสตอบว่า “บ่อยครั้งที่พ่อแม่แยกทางกัน แล้วจะเกิดกรณีที่ว่า พ่อหรือแม่จะมาอยู่กับลูกแค่ชั่วครั้งชั่วคราว หลายคนมองว่าดี แต่พ่อคิดว่า มันเป็นการทำลายครอบครัวในรูปแบบใหม่มากกว่านะ ยุคนี้ ครอบครัวคริสตชนและการแต่งงานตามแบบคริสตชนถูกทำร้ายมากที่สุด มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ทุกอย่างเกิดเพราะการเติบโตของแนวคิดที่เชื่อว่า ถ้าแต่งงานแล้ว อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็เลิกกันซิ แนวคิดนี้ได้ทำลายศีลสมรสและการแต่งงานสร้างครอบครัวอย่างสิ้นเชิง บ่อยครั้ง หลายคนเข้าใจผิดอย่างแรงเกี่ยวกับการแต่งงานตามแบบคาทอลิกกับการแต่งงานตามกฎหมาย การรับศีลสมรสเป็นสิ่งที่อยู่ชั่วนิรันดร์ แต่ในสังคมยุคนี้ มันกลายเป็นวัฒนธรรมทิ้งๆ ขว้างๆ หลายคนคิดแค่ว่า อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็เลิกกันก็ได้ นี่เป็นความคิดที่ขัดกับวิถีคริสตชนอย่างสุดๆ”

คำถามที่สาม “พระสันตะปาปาทรงมีคำแนะนำให้พวกเราบ้างไหมเกี่ยวกับบทบาทของแม่พระในการเป็นธรรมทูตประกาศพระวรสาร”

พระสันตะปาปา ตรัสตอบว่า “ไม่มีใครสามารถแสวงหาความเชื่อได้ถ้าปราศจากความช่วยเหลือจากแม่พระ ผู้เป็นพระมารดาของพระเจ้า พระศาสนจักรที่ไม่มีแม่พระก็เป็นเหมือนเด็กกำพร้านั่นแหละ”

คำถามที่สี่ “พระสันตะปาปามีวิธีบริหารจัดการความรู้สึกชื่นชมยินดีและความหวังอย่างไร ในเมื่อโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยปัญหาและสงคราม”

พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า “พ่อใช้การสวดภาวนา การวางใจในพระเจ้า และการมีความกล้าในการทำสิ่งที่ถูกต้อง ความกล้าคือพระหรรษทาน การภาวนาที่ปราศจากความกล้า พ่อคิดว่ามันไม่เวิร์คเท่าไหร่นะ”

คำถามที่ห้า “พระองค์จะแบ่งปันเรื่องการปฏิรูปพระศาสนจักรให้พวกเราทราบบ้างได้ไหม”

พระสันตะปาปา ตรัสตอบว่า “พ่อได้ยินหลายคนพูดว่า พ่อเป็นนักปฏิรูป แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระศาสนจักรได้อยู่บนหนทางของการปฏิรูปตัวเองอยู่เสมอ การปฏิรูปอย่างแรกหรือวิธีการฟื้นฟูพระศาสนจักร ก็คือ การฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา มันสำคัญกว่าการปฏิรูปโรมันคูเรียและธนาคารวาติกันอีกนะ”

คำถามสุดท้าย “พวกเราได้ยินพระสันตะปาปาพูดสอนเกี่ยวกับปีศาจหลายครั้ง พระองค์คิดว่าสิ่งแรกที่ปีศาจจะทำร้ายคริสตชนคืออะไร”

พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า “ปีศาจมีอยู่จริง พ่อขอย้ำนะว่า มันมีจริงๆ สิ่งแรกที่มันจะทำลายเราคือมันจะสร้างความแตกแยกในกลุ่มคริสตชนนี่แหละ มันจะล่อลวงให้เรานินทากัน อิจฉากัน พ่อย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า เราต้องระวัง เพราะทุกอย่างที่เกิดจากความอิจฉาและการนินทา จะจบลงด้วยความแตกแยกในกลุ่มของเรา”




 
Contact: editor@popereport.com