Instagram

16 April 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ขอให้เราเชื่อฟังพระประสงค์ของพระบิดาอย่างถึงที่สุด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ ขอให้เราดำเนินชีวิตตามแบบพระเยซูที่ทรงเชื่อฟังพระประสงค์ของพระบิดาอย่างถึงที่สุด เฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อฟังพระบิดาในตอนที่ถูกเหยียดหยาม ทรงชี้ พระมหาทรมานของพระเยซูคือจุดสูงสุดของการเผยแสดงความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระบิดา และเป็นจุดสูงสุดของบทสอนเรื่องความเชื่อของพระเยซู


ช่วงสายวันพุธที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 75,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า:

- พระวรสารที่เราได้ฟังไปเมื่อครู่นี้เป็นเหตุการณ์ที่จูดาสทรยศพระเยซู เหตุการณ์นี้นำไปสู่การสิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนม์ชีพ ความรักทั้งหมดของพระเยซูทรงมีนั้น ก็เพื่อเราทุกคน พระเยซูทรงเดินบนถนนแห่งการดูหมิ่นเหยียดหยามและถูกทอดทิ้ง ก็เพื่อช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป

- นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า "พระเยซูทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ... และทรงถ่อมพระองค์ลงถึงกับทรงยอมรับความตายบนไม้กางเขน" (ฟิลิปปี 2:7-8) ตามที่เราได้ไตร่ตรองพระมหาทรมานของพระเยซู เราสามารถไตร่ตรองความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติทั้งมวลและเราได้ค้นพบคำตอบของพระเจ้าต่อความลึกลับของความชั่ว, ความทุกข์ทรมาน และความตาบ พระเจ้าประทานพระบุตรแต่องค์เดียว ผู้ทรงยอมตายและถูกกดขี่ข่มเหง ถูกทรยศ ถูกทอดทิ้ง และถูกใส่ร้ายป้ายสี บัดนี้ พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าได้ฉายแสงเหนือสิ่งที่เกิดขึ้น เหนือกว่าทุกสิ่งตามประสามนุษย์

- พระมหาทรมานของพระเยซูคือจุดสูงสุดของการเผยแสดงความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระบิดา และจุดสูงสุดของบทสอนเรื่องความเชื่อของพระเยซู

- ในสัปดาห์นี้ ตามที่เราได้ติดตามพระเยซูบนหนทางของไม้กางเจน ขอให้เราได้เลียนแบบความนบนอบอันแสนอ่อนหวานของพระเยซูที่ทรงมีต่อพระบิดา เฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและถูกเหยียดหยาม ขอให้เราเปิดใจต้อนรับพระพรแห่งการคืนดี, การไถ่กู้ และชีวิตใหม่

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

Read More: Vatican Radio

14 April 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ถ้าเณรคาทอลิกคิดว่าเป็นนายชุมพาบาลที่ดีไม่ได้ จงเลือกเดินบนถนนเส้นอื่นจะดีกว่า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงเตือนสติบรรดาเณรคาทอลิก การเป็นเณรหรือเป็นสงฆ์คาทอลิก เราต้องอย่าเป็นเพราะหน้าที่ แต่ต้องเป็น "นายชุมพาบาลตัวจริง" ให้เหมือนกับพระเยซู ทรงแนะ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้จริงๆ จงเลือกออกจากถนนสายนี้จะดีกว่า เพราะการทำงานให้พระเจ้า ยังมีถนนศักดิ์สิทธิ์อีกหลายสายให้เลือกเดิน ทรงย้ำ ประกาศกเคยกล่าวไว้ "วิบัติจงมีแก่ผู้เลี้ยงแกะที่ให้อาหารตัวเองแต่ไม่ให้อาหารแกะของตัวเอง" ขอให้ "วิบัติ" นี้ทำให้เณรคาทอลิกคิดถึงอนาคตตัวเองแบบจริงๆจังว่าจะเลือกเดินทางไหนกันแน่


ช่วงสายวันจันทร์ที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดาผู้เข้ารับการอบรมเป็นสงฆ์คาทอลิกแห่งสถาบันอนานญี่ (Anangni) ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน โดยสถาบันการศึกษานี้เป็นของสามเณราลัยของสังฆมณฑลรอบๆกรุงโรม ซึ่งก่อตั้งโดย สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ในค.ศ.1897

ในส่วนของพระดำรัสเทศน์สอน พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า:

- พ่ออยากพูดถึงความสำคัญของรูปแบบการอบรมบรรดาเณรในสามเณราลัย มันต้องเป็นบรรยากาศของการภาวนาและความเป็นพี่น้องกัน บรรยากาศเช่นนี้ จะทำให้บรรดาผู้เข้ารับการอบรมได้เติบโตอย่างใกล้ชิดกับความรู้สึกของพระเยซูคริสต์ ใกล้ชิดกับความรักของพระเยซูที่มีต่อพระบิดาและพระศาสนจักร

- พ่ออยากเตือนสติบรรดาเณรว่า ลูกอย่าเป็นทำตัวเป็นพวกเจ้าหน้าที่ราชการ หรือเป็นสงฆ์คาทอลิกแค่ตามหน้าที่ แต่จงเป็นนายชุมพาบาลตัวจริงในพระฉายาลักษณ์ของพระเยซูผู้เป็นนายชุมพาบาลที่แสนดี

- การเป็นนายชุมพาบาลที่ดีในพระฉายาลักษณ์ของพระเยซู ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มันไม่ใช่งานของเรา แต่มันเป็นงานของพระจิตที่จะทำให้เราได้เป็นแบบนั้น เพียงแค่ให้ตัวเราเองเป็นเหมือนดินที่ถูกปั้นโดยช่างปั้นหม้อ แค่นี้ ลูกก็จะเป็นเณรที่สามารถเป็นดูแลประชากรของพระเจ้าและนำทางพวกเขาให้เดินไปบนหนทางนี้ ซึ่งก็คือพระเยซูเจ้า

- การจะทำแบบนี้ได้ หมายความว่า ลูกต้องรำพึงภาวนาพระวรสารทุกวัน เพื่อจะได้พบกับพระเมตตาของพระเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี จงรับศีลมหาสนิทด้วยความเชื่อและความรัก จงเป็นบุรุษแห่งการภาวนา

- ถ้าลูกไม่สมัครใจที่จะเดินบนถนนสายนี้ มันคงเป็นการดีสำหรับตัวลูกเองที่จะมีความกล้าในการแสวงหาหนทางอื่นๆ(ให้กับชีวิต) เพราะยังมีอีกหลายเส้นทางความศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกจะได้รับใช้พระศาสนจักร

- สุดท้ายนี้ พ่อขอเรียกร้องพวกลูกอย่างจริงจังว่า ขอให้ยึดมั่นในถ้อยคำของประกาศกที่กล่าวว่า "วิบัติจงมีแก่ผู้เลี้ยงแกะที่ให้อาหารตัวเองแต่ไม่ให้อาหารแกะของตัวเอง" ขอให้ "วิบัตินี้" ทำให้ลูกไตร่ตรองอย่างจริงจังถึงอนาคตของตัวลูกเองนะ

Read More: Vatican Radio

13 April 2014

โป๊ปฟรังซิส: "เราเป็นใครในเหตุการณ์พระมหาทรมาน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงตั้งคำถาม "เราเป็นใครในกลุ่มคนที่มีส่วนกับเหตุการณ์พระมหาทรมานของพระเยซู" เราต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ เพราะคำถามนี้จะอยู่กับเราไปตลอดสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกันนี้ ทรงประกาศชัดเจน "นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" จะเป็นองค์อุปถัมภ์งานเยาวชนโลก และทรงยืนยัน จะเสด็จไปร่วมงานเยาวชนเอเชียที่เกาหลีใต้อย่างแน่นอน 


ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในพิธีเสกและแห่ใบลาน จากนั้น ถวายมิสซาอาทิตย์พระมหาทรมาน และยังเป็นวันเยาวชนโลก ซึ่งมีการส่งมอบไม้กางเขนเยาวชนโลกจากบราซิลไปยังอัครสังฆมณฑลคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ ด้วย มิสซานี้ มีสัตบุรุษมาร่วมกว่า 100,000 คน

สำหรับรายละเอียดของมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงใช้ไม้เท้าอันใหม่ โดยเป็นไม้เท้าใหม่ที่ทำจาก "ไม้" โดย "ผู้ต้องขังในเรือนจำ ซาน เรโม่" ทำถวายพระสันตะปาปา ในส่วนของบทเทศน์ประจำมิสซา พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนแบบสดๆ โดยตัดสินใจไม่อ่านจากกระดาษที่เตรียมบทเทศน์ พระดำรัสสอน มีใจความว่า:

- พระมหาทรมานวันนี้ เราได้ฟังแล้วว่า มีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เป็นดราม่าครั้งสุดท้ายในชีวิตของพระเยซู พ่ออยากถามว่า "เราคิดว่าเราเป็นใครในเหตุการณ์นี้ เราเป็นใครที่ยืนต่อหน้าพระเยซูในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์"

- "เราเป็นเหมือนเด็กที่ตะโกนสรรเสริญพระเยซู หรือเราเป็นเหมือนพวกผู้นำประชาชน อาทิ พวกสมณะ, ฟาริสี และพวกผู้คุมกฏต่างๆ หรือเราเป็นเหมือนจูดาส ผู้ที่เสแสร้งทำเป็นรักพระเยซูและจุมพิตพระองค์ แต่สุดท้าย ก็ทรยศพระเยซูเพราะเห็นแก่เงิน"

- "เราเป็นเหมือนบรรดาสาวกที่ไม่เข้าใจว่า คนที่จะทรยศพระเยซูคือใครหรือเปล่า หรือเราเป็นพวกหลับใหลและไม่สนใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระเยซู"

- "หรือ เราเป็นเหมือนปิลาโต ผู้ซึ่งรู้ว่า เมื่อสถานการณ์กำลังยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตัดสินใจล้างมือทันที และปล่อยให้พระเยซูถูกสังคมประณามต่อไป หรือเราเป็นเหมือนฝูงชนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังมารวมตัวกันเพื่อตัดสินคน และแสดงความพอใจที่บารับบาสถูกตัดสินให้เป็นอิสระ แทนที่คนๆนั้นจะเป็นพระเยซู"

- "หรือเราเป็นเหมือนทหารโรมันที่ทุบตีพระเยซู และทำลายศักดิ์ศรีของพระองค์อย่างบ้าคลั่ง เราเป็นแบบไหนกัน"

- พ่ออยากถามเราทุกคนว่า "เราเป็นเหมือนใครในกลุ่มคนเหล่านี้" ... "เราเป็นเหมือน ซีมอน ชาวไซรีน ที่กำลังกลับบ้านหลังเลิกงาน มีความรู้สึกเหนื่อยล้าจากงาน แต่ยังมีความตั้งใจจะช่วยพระเยซูแบกไม้กางเขนหรือเปล่า"

- "หรือเราเป็นเหมือนพวกสตรีใจศรัทธา และเป็นเหมือนแม่พระ ที่อยู่กับพระเยซูตลอดเวลา ทนทุกข์ทรมานแบบเงียบๆจนวินาทีสุดท้าย"

- "หรือเราเป็นแบบ โยเซฟ ชาวอารามาเธีย ศิษย์แบบลับๆของพระเยซู ที่นำร่างของพระเยซูไปฝังในคูหา หรือเราเป็นเหมือน มารีอา มักดาเลนา ที่ยังคงเฝ้าคูหาฝังพระศพ ร้องไห้และภาวนาอยู่ที่นั่น"

- คำถามของพ่อคือ "เราเป็นใครกัน" และอีกคำถามคือ "หัวใจของเราอยู่ที่ไหน" พ่ออยากให้เราเงียบและไตร่ตรองดู เพราะคำถามเหล่านี้ จะอยู่กับเราไปตลอดสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงทักทายบรรดาเยาวชนที่มาร่วมงานเยาวชนโลกประจำสังฆมณฑลที่กรุงโรม โดยวันนี้ บรรดาเยาวชนบราซิลได้นำไม้กางเขนเยาวชนโลกมาส่งมอบให้กับบรรดาเยาวชนของอัครสังฆมณฑลคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ เจ้าภาพครั้งต่อไปในปี 2016

นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังประกาศด้วยว่า "นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" จะเป็นองค์อุปถัมภ์ของงานเยาวชนโลก และพระองค์จะเฝ้ามองเยาวชนจากสวรรค์อย่างแน่นอน

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงประกาศด้วยว่า วันที่ 14-18 สิงหาคม 2014 พระองค์จะเสด็จร่วมงานเยาวชนเอเชีย ซึ่งจัดที่สังฆมณฑลแทจอน เกาหลีใต้

ประมวลภาพ: มิสซาอาทิตย์พระมหาทรมาน

Read More: Vatican Radio



12 April 2014

โป๊ปฟรังซิส: "พ่อขอโทษบรรดาเหยื่อที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงกล่าวขอโทษเป็นการส่วนตัวไปยังเหยื่อของสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ ทรงยอมรับ นี่คือความเสียหายทางศีลธรรมซึ่งเกิดจากคนของพระศาสนจักรเอง 


ช่วงสายวันศุกร์ที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับสมาชิกสำนักงานเด็กและเยาวชนคาทอลิกนานาชาติ (BICE) ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน หน่วยงานนี้ เป็นหน่วยงานคาทอลิกเอ็นจีโอที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็กๆทั่วโลก อาทิ ปกป้องเด็กจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ในส่วนพระดำรัสนั้น พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า "พ่อขออยากขอโทษเป็นการส่วนตัวต่อความเสียหายที่ผู้ถูกสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศทำร้าย สงฆ์เหล่านี้เป็นคนส่วนน้อย และไม่สามารถเทียบกับสงฆ์ดีๆส่วนมากได้เลย ... พระศาสนจักรทราบดีถึงความเสียหายนี้ มันเป็นความเสียหายต่อตัวบุคคลและเป็นความเสียหายทางศีลธรรมซึ่งเกิดจากคนของพระศาสนจักร"

พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปายังกล่าวถึงวิธีการสอนลูกๆของตนให้เจริญเติบโตอย่างถูกต้อง โดยตรัสว่า "มันเป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่จะเจริญเติบโตในครอบครัวกับพ่อแม่ของตน และมีความสามารถในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเด็กและวุฒิภาวะของพวกเขา"

"ขอให้หยุดวิธีการเรียนการสอนที่บังคับเด็กให้เป็นเผด็จการทางความคิดเด็ดขาด" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

อนึ่ง การออกมากล่าวขอโทษต่อเหยื่อที่ถูกสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงกล่าวในสมณสมัยของพระองค์ ซึ่งบรรดาสำนักข่าวต่างประเทศพร้อมใจชื่นชมและบอกว่า เป็นพระดำรัสที่ "ตรงและแรงมากๆ แต่มันออกมาจากใจจริงๆ"

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "แม้ในศตวรรษที่ 21 ปีศาจก็ยังคงมีอยู่จริง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ ปีศาจไม่ใช่เรื่องที่พูดกันสมัยโบราณ แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ ปีศาจยังมีอยู่จริงและมันยังล่อลวงเราในชีวิตประจำวัน ทรงอธิบาย ปีศาจไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ถ้าเราปฏิเสธมันครั้งแรก มันจะไปล่อลวงเพื่อนไปจนถึงศัตรูของเรา ดังที่พระเยซูยังเคยถูกซาตานดูถูกว่า "เขาคนนี้ไม่ใช่บุตรของโยเซฟ ผู้เป็นช่างไม้ กับนางมารีอาเหรอ เขาไม่เคยศึกษาเรื่องนี้ เขามีอำนาจที่จะพูดเรื่องนี้เหรอ"


ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา ในส่วนของบทเทศน์ประจำมิสซา พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า:

- พี่น้องที่รัก ในชีวิตของคริสตชนทุกคนนั้น เราต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่องกับปีศาจเหมือนอย่างที่พระเยซูทรงทำตลอดชีวิตของพระองค์  ใครก็ตามที่คิดจะติดตามพระเยซูต้องรับรู้ถึงความจริงในข้อนี้นะ

- พวกเราก็เช่นกัน เราถูกประจญล่อลวง เราตกเป็นเป้าโจมตีของปีศาจ เพราะจิตของปีศาจไม่ต้องการความศักดิ์สิทธิ์ ปีศาจไม่ต้องการการเป็นประจักษ์พยานของคริสตชน ปีศาจไม่ต้องการให้เราเป็นศิษย์ติดตามพระเยซู สิ่งที่จิตของปีศาจทำโดยผ่านทางการล่อลวงของมันนั้น มันทำให้เราห่างไกลจากหนทางของพระเยซู

- การประจญล่อลวงของปีศาจมี 3 แบบและเราจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับมัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ อะไรบ้างที่ ซาตานทำให้เราถอยห่างจากหนทางของพระเยซู สิ่งแรกเลย การล่อลวงของมันเริ่มทีละนิดๆแต่ค่อยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่สอง มันโตขึ้นและลุกลามไปยังคนอื่น มันแพร่กระจายไปยังคนอื่นและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตชุมชน และสุดท้าย มันเติบโตขึ้น มันแพร่กระจายและมันหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง

- มาดูที่พระคัมภีร์กันบ้าง การประจญครั้งแรกที่พระเยซูถูกปีศาจกระทำก็คือ "การถูกล่อลวง" ... เมื่อปีศาจถูกพระเยซูปฏิเสธ มันยังกลับมาหาพระองค์อีกและกลับมาด้วยการล่อลวงที่รุนแรงกว่าเดิม พระเยซูทรงรู้ว่า ปีศาจมันพยายามล่อลวงคนรอบข้างของพระองค์ ซาตานเข้าไปข้องเกี่ยวกับศัตรูของพระเยซู ดูตอนที่พระเยซูเทศน์สอนในศาลาธรรมดูซิ ศัตรูของพระเยซูยังดูถูกพระองค์ด้วยว่า "เขาคนนี้ไม่ใช่บุตรของโยเซฟ ผู้เป็นช่างไม้ กับนางมารีอาเหรอ เขาไม่เคยศึกษาเรื่องนี้ เขามีอำนาจที่จะพูดเรื่องนี้เหรอ"

- เราก็เช่นกัน เรามีการประจญล่อลวงและมันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันแพร่กระจายไปยังคนอื่น อาทิ ลองดูพวกคำนินทาซิ เราอิจฉาคนนั้นจัง แวบแรก เราอิจฉาคนเดียว แต่เราเริ่มจะแชร์ความอิจฉาไปยังคนอื่นและพูดว่า "คุณเห็นไอ้คนนั้นไหม" คำนินทามันลามและกระจายไปยังคนอื่นๆ นี่คือวิธีที่คำนินทามันทำงานและเราทุกคนก็ถูกมันล่อลวงไปไง การนินทาคือการล่อลวงแบบประจำวัน

- ดังนั้น เราต้องระวังและอย่าตกเป็นเหยื่อของการประจญล่อลวงแบบเบื้องต้นนี้ เราถูกประจญล่อลวงเพราะกฏของชีวิตจิต ชีวิตคริสตชนคือการดิ้นรนต่อสู้ฝ่ายจิต เพราะจิตตารมณ์ทางโลก ซึ่งก็คือซาตาน มันไม่ต้องการความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา มันไม่ต้องการให้เราติดตามพระเยซู บางคนอาจพูดว่า "พระสันตะปาปา นี่มันยุคไหนกันแล้วที่จะมาพูดถึงเรื่องปีศาจในศตวรรษที่ 21" แต่ดูนะ ปีศาจยังมีอยู่จริง ปีศาจอยู่ที่นี่ แม้แต่ในศตวรรษที่ 21 ก็ตาม

Read More: Vatican Radio

11 April 2014

ภาพประทับใจ - Pope and Black Pope


ภาพประทับใจในการพบกันอีกครั้งของ สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส กับ "คุณพ่ออดอลโฟ่ นิโกลาส" อธิการเจ้าคณะเยสุอิต (อธิการเยสุอิตจะได้รับการเรียกขานว่า "Black Pope" แต่ชาวเยสุอิต ไม่เคยใช้คำนี้เรียก คนภายนอกจะเรียกกัน)

การพบกันนี้ เกิดระหว่างที่พระสันตะปาปาทรงต้อนรับอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกรโกเรี่ยน, สถาบันพระคัมภีร์ และสถาบันพระศาสนจักรตะวันออก ที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน

10 April 2014

โป๊ปฟรังซิส: "นักเทวศาสตร์ที่ไม่สวดภาวนามักเป็นพวกหลงตัวเองแบบน่ารังเกียจ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือนสติอาจารย์และนักศึกษาของสถาบันในสันตะสำนักว่า นักเทวศาสตร์ที่ไม่สวดภาวนาและไม่สรรเสริญพระเจ้า มักจะพบจุดจบด้วยการหลงตัวเองอย่างน่ารังเกียจ อาการแบบนี้คือความเจ็บป่วยที่พระศาสนจักรต้องประสบ ทรงย้ำ มหาวิทยาลัยของพระศาสนจักรไม่ใช่ "เครื่องจักร" ผลิตนักเทวศาสตร์และนักปรัชญา แต่นี่คือสังคมที่เติบโตแบบครอบครัว


ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงต้อนรับอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกรโกเรี่ยน, สถาบันพระคัมภีร์ และสถาบันพระศาสนจักรตะวันออก ที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โดยหนึ่งในผู้มาเข้าเฝ้า ได้แก่ "คุณพ่ออดอลโฟ่ นิโกลาส" อธิการเจ้าคณะเยสุอิต ซึ่งพระสันตะปาปาทรงทักทายคุณพ่อนิโกลาสแบบกันเอง ในฐานะที่พระองค์เป็นเยสุอิตด้วย

ในส่วนพระดำรัส พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า:

- สิ่งแรกที่พ่ออยากเน้นย้ำคือขอให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาคิดถึงการอุทิศตนของตัวเอง ทั้งในเรื่องตัวบุคคลและสถาบัน ขอเน้นย้ำในเรื่องการเห็นคุณค่าของทุกๆที่ที่ท่านพบตัวเองกำลังทำงานหรือศึกษาเล่าเรียน ... สถาบันการศึกษาในกรุงโรมได้มอบโอกาสล้ำค่าแก่พวกท่านในการเติบโตทางความเชื่อและเปิดใจให้กับความเป็นสากล นี่คือจุดเชื่อมระหว่าง "ศูนย์กลาง" และ "ท้องที่อันห่างไกล"

- อีกสิ่งที่พ่ออยากย้ำคือความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนและชีวิตจิต ... นักเทวศาสตร์ที่ไม่สวดภาวนาและไม่สรรเสริญพระเจ้า มักจะพบจุดจบด้วยการหลงตัวเองอย่างน่ารังเกียจ (ends up sunk in the most disgusting narcissism) และนี่คือความเจ็บป่วยของพระศาสนจักร

- วัตถุประสงค์ของการเรียนในสถาบันการศึกษาพระศาสนจักรคือการเป็นชุมชนวัด(ชุมชนพระศาสนจักร) ทั้งการค้นคว้าและการเรียนต้องหลอมรวมไปกับตัวบุคคลและชีวิตหมู่คณะ หลอมรวมไปกับการอุทิศตนแพร่ธรรม หลอมรวมไปกับความรักแบบพี่น้องและแบ่งปันต่อผู้ยากไร้

- สถาบันของพวกท่านไม่ใช่เครื่องจักรผลิตนักเทวศาสตร์และนักปรัชญา สถาบันเหล่านี้คือชุมชนซึ่งเติบโตอยู่ในครอบครัว

- ถ้ามหาวิทยาลัยขาดคุณงามความดีและความงดงามของความเป็นครอบครัวในการทำงาน มหาวิทยาลัยนั้นก็จบลงด้วยการเป็นผู้รอบรู้แต่ไม่มีพรสวรรค์ มีจริยธรรมแต่ไม่มีความดีงาม จะเป็นนักคิดที่ขาดความสง่างาม และเพียงแค่สวมหน้ากากของการเป็นระเบียบแบบแผนเท่านั้น

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบอาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในสันตะสำนัก

Read More: Vatican Radio

โป๊ปย้ำขบวนการค้ามนุษย์คือการเปิดบาดแผลให้กับสังคม



ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จไปร่วมการสัมมนาเรื่องการต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งจัดขึ้นโดยสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งอังกฤษและเวลส์ (ไม่บ่อยนักที่พระสันตะปาปาจะมาร่วมงานสัมมนาแบบนี้)

โอกาสนี้ พระองค์ตรัสกับผู้ร่วมสัมมนาว่า "การค้ามนุษย์คือการเปิดบาดแผลร่างกายให้กับสังคมและพระวรการของพระเยซูคริสต์ นี่คืออาชญากรรมทำร้ายมนุษยชาติ

"พระศาสนจักรมีหน้าที่รับผิดชอบในทุกขั้นตอนที่จะสู้กับขบวนการนี้ เมื่อเราเห็นเด็กชายหรือหญิงที่ถูกขายเพื่อแลกกับเงิน เพียงเพราะเชื่อว่าเงินจะทำให้ชีวิตดีขึ้น เราจำเป็นต้องเริ่มสอนพวกเขาให้รู้ว่า เสรีภาพแท้จริงคืออะไรกันแน่ ความสุขแท้จริงคืออะไร และความหมายแท้จริงของชีวิตคืออะไร"

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าเป็นเผด็จการทางความคิดเหมือนพวกฟาริสี"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงเตือนสติ คริสตชนต้องอย่าตกเป็นเหยื่อเผด็จการทางความคิดแคบๆแบบพวกฟาริสี ซึ่งพยายามบังคับให้คนอื่นต้องเดินตามแนวทางของตนเอง ทรงชี้ เผด็จการทางความคิดคือประตูปิดตายไม่เปิดรับการเสวนา และเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความดื้อด้านด้วย ทรงสอน เวลาเจอพวกเผด็จการทางความคิด จงรับมือด้วยความสุภาพและสวดภาวนา เพื่อพระเจ้าจะมอบเสรีภาพแห่งการเปิดใจให้กับเขา


ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา ในส่วนของบทเทศน์ประจำมิสซา พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า:

- ในบทอ่านวันนี้จากหนังสือปฐมกาล พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่า เขาจะเป็นบิดาของชนหลายชาติ แต่อับราฮัมและลูกหลานจะต้องรักษาพันธสัญญาของพระเจ้าไว้ตลอด ส่วนพระวรสารวันนี้ พวกฟาริสีหาทางจะเอาหินขว้างพระเยซู เพราะพระองค์ทรงตำหนิพวกเขาว่าไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง คิดแค่ว่า การรักษาธรรมบัญญัติก็เพียงพอที่จะทำให้ตัวเองรู้จักพระเจ้าแล้ว

- พวกฟาริสีปิดใจและความคิดของตัวเองในการรับสิ่งใหม่ๆ พวกเขาไม่เข้าใจหนทางของความหวัง นี่คือดราม่าของพวกหัวใจที่ปิดตาย ดราม่าของความคิดที่ปิดกั้นทุกสิ่ง และเมื่อหัวใจปิดสนิท หัวใจก็ปิดความคิดด้วย และเมื่อหัวใจและความคิดปิดพร้อมกัน มันก็ไม่มีที่ว่างให้กับพระเจ้า

- มีคนมากมายเท่าไหร่ที่ปิดใจและความคิด มีคนมากเท่าไหร่ที่ไม่สามารถยอมรับสารใหม่ๆที่พระเยซูมอบให้ สารนี้ได้รับการสัญญาจากพระเจ้าผู้ทรงความเที่ยงตรงและจากบรรดาประกาศก แต่คนพวกนี้ก็ไม่เข้าใจ

- นี่คือทางที่ปิดตายของความคิดที่ไม่เปิดต้อนรับการเสวนา ไม่เปิดรับความเป็นไปได้ว่ามันอาจมีบางสิ่งในนั้น ไม่เปิดรับความเป็นไปได้ที่พระเจ้าจะตรัสกับเราและบอกเราถึงการเดินทางของพระองค์ คนเหล่านี้ไม่ฟังประกาศกและไม่ฟังเสียงพระเยซู มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าความดื้อด้านอีกนะ มันคือความงมงายในความคิดของตัวเอง แบบว่า "ฉันคิดแบบนี้ มันต้องเป็นแบบนี้ซิ เป็นอย่างอื่นไม่ได้" คนพวกนี้มีความคิดตื้นๆแคบๆและต้องการจะบังคับให้ประชากรของพระเจ้าคิดเหมือนกับตัวเอง พระเยซูถึงตรัสกับพวกเขาว่า "ท่านให้ผู้อื่นแบกสัมภาระหนักเกินกำลัง แต่ท่านไม่ยอมแม้แต่จะใช้นิ้วแตะต้องสัมภาระเหล่านั้น"

- พระเยซูทรงตำหนิความไร้เหตุผลของพวกฟาริสี เทวศาสตร์ของคนเหล่านี้กลายเป็นทาสของรูปแบบเช่นนี้ รูปแบบแห่งความคิดที่คิดแบบแคบๆ

- มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพูดจากัน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปิดตัวเองต้อนรับสิ่งใหม่ๆซึ่งพระเจ้ามอบให้เราผ่านทางประกาศก พวกเขาฆ่าประกาศก พวกเขาปิดประตูให้กับพระสัญญาของพระเจ้า เมื่อปรากฏการณ์ความคิดแคบๆเหล่านี้ได้มาถึงประวัติศาสตร์มนุษยชาติ คิดดูซิว่า ความโชคร้ายมันจะเยอะขนาดไหน พวกเราได้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอในศตวรรษที่แล้ว เผด็จการทางความคิดแบบแคบๆมีให้เห็นแล้ว มันจบลงด้วยการฆ่าคนมากมาย

- แม้แต่ทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นการหลงงมงายในความคิดตื้นๆแคบๆแบบนี้อยู่นะ ทุกวันนี้ เราต้องคิดในแบบนี้ และถ้าคุณไม่คิดในแบบเดียวกับเรา คุณก็ไม่ใช่พวกหัวสมัยใหม่ คุณเป็นพวกไม่เปิดใจหรือไม่ก็เป็นพวกคิดผิด บ่อยครั้ง ผู้คุมกฏพูดว่า "เราได้ถามหาความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการเงินแล้ว แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ คุณต้องคิดว่าคุณจะทำให้มันผ่านกฏหมายได้อย่างไร" แม้แต่ในทุกวันนี้ มันก็ยังมีเผด็จการความคิดแบบแคบๆอยู่ และความเผด็จการนี่แหละที่เป็นสิ่งเดียวกับตัวคน

- พระเจ้าเตือนใจเราว่า การเผชิญหน้ากับระบบเผด็จการ เราต้องเฝ้าระวังและสวดภาวนา อย่าทำอะไรโง่ๆ อย่าซื้อสิ่งใด ท่านไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านั้น แต่จงสุภาพและสวดภาวนา พระเจ้าจะมอบเสรีภาพแห่งการเปิดใจ เพื่อจะได้เปิดรับพระวาจาซึ่งเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีและรับพระสัญญาจากพระองค์

Read More: Vatican Radio

การ์ดอวยพรปาสกาจากพระสันตะปาปา ฟรังซิส



เพื่อนนักข่าวสายวาติกันส่งการ์ดอวยพรปาสกาของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส มาแบ่งปัน PopeReport

ปีนี้ พระสันตะปาปาเลือกคำอวยพรว่า "พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนชีพแล้ว มาซิ มาดูเถิด" (Christus surrexit, venite et videte!)

 
Contact: editor@popereport.com