Instagram

17 September 2014

โป๊ปฟรังซิสเชิญ "ปธน.จีน" หารือเรื่องสันติภาพ โดยจะเป็นที่วาติกันหรือจีนก็ได้



สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงส่งจดหมายเชิญ "สี จิ้นผิง" ประธานาธิบดีจีน มาร่วมหารือกับพระองค์ โดยจะเป็นที่วาติกันหรือจีนก็ได้ โดยพระสันตะปาปาทรงระบุว่า ต้องการจะพูดคุนเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในโลกที่มีแต่ความขัดแย้งในทุกวันนี้ ทั้งนี้ ตามรายงานจาก "วาติกัน อินไซเดอร์"

อย่างไรก็ตาม วาติกันไม่ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้ แต่ก็ไม่ได้ออกมายืนยันด้วย



โป๊ปฟรังซิส: "คนที่เป็นคาทอลิกต้องประกาศพระวรสาร"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน คนที่เป็นคาทอลิกต้องประกาศพระวรสาร เพราะธรรมชาติของพระศาสนจักรคือการประกาศพระวรสารให้กับทุกคน นี่คือสิ่งที่เราได้รับในวันที่พระจิตเสด็จลงมา พร้อมกันนี้ ทรงย้ำ อย่าลืมหาพระวรสารเล่มเล็กๆ พกติดตัวตลอดเวลา เพื่อที่จะได้หยิบขึ้นมาอ่านและรำพึงได้ทุกเมื่อ



ช่วงสายวันพุธที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 50,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาเทศน์สอนเกี่ยวกับ "ความเป็นสากล" ของพระศาสนจักรคาทอลิก

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "คำว่า คาทอลิก หมายถึงความเป็นสากล บางสิ่งที่พระศาสนจักรแสดงออกผ่านทางการพูดในทุกภาษา ล้วนเป็นผลจากวันที่พระจิตเสด็จลงมา พระจิตมอบพระพรแห่งการประกาศข่าวดีแห่งความรอดของพระเจ้าให้บรรดาอัครสาวกและพระศาสนจักรสากล เช่นเดียวกับมอบความรักไปจนสิ้นพิภพ

"ธรรมชาติของพระศาสนจักรคือการประกาศพระวรสาร พระศาสนจักรถูกเรียกมาเพื่อประกาศพระวรสารให้กับทุกคน และแสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนของพระเจ้าและฤทธานุภาพของพระองค์ นี่คือสิ่งที่เราได้รับในวันพระจิตเสด็จลงมา เป็นพระจิตที่ป้องกันเราจากการยึดติดกับตัวเอง พระจิตช่วยเราให้คิดถึงพระพรของพระเจ้าที่มีเพื่อพวกเราเท่านั้น

"ยิ่งไปกว่านั้น พระจิตกระตุ้นเราให้ออกไปพบกับเพื่อนพี่น้อง พบแม้แต่คนที่อยู่ห่างไกลจากเรามากๆ ทั้งนี้ เพื่อเราจะได้แบ่งปันความรัก สันติ และความชื่นชมยินดีในพระเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพให้กับพวกเขา ดังนั้น ขอให้เราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษยชาติ อย่าปิดตัวเอง ขอให้เราออกไปพบทุกคน ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้สานงานต่อจากอัครสาวก เพื่อร่วมกันประกาศพระคริสตเจ้าและความรักของพระองค์ ขอให้เราเป็นเครื่องหมายของพระศาสนจักร นั่นคือ ความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นสากล และการประกาศพระวรสาร" พระสันตะปาปา ตรัสสอน

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงกล่าวทักทายสัตบุรุษทุกคน โดยทรงเริ่มต้นด้วยการย้ำว่า "อย่าลืมพกพระวรสารเล่มเล็กๆติดตัวไว้เสมอ เพื่อที่ว่า เราจะสามารถหยิบขึ้นมาอ่านพระวาจาของพระเจ้าได้ในระหว่างวัน นี่เป็นเรื่องดีๆที่เราควรทำนะ"

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงขอคำภาวนาเป็นพิเศษสำหรับการเสด็จเยือนอัลเบเนียในวันอาทิตย์นี้

พระสันตะปาปาตรัสว่า "วันอาทิตย์นี้ พ่อจะไปอัลเบเนีย พ่อตัดสินใจไปประเทศนี้เพราะพวกเขาต้องทนทุกข์อย่างมากจากการไม่เชื่อพระเจ้าแบบสุดๆ ตอนนี้ สันติภาพได้กลับมายังประเทศนี้แล้ว และก็มีศาสนาเป็นองค์ประกอบในการนำสันติมามอบให้ประเทศ ดังนั้น พ่อขอคำภาวนาจากพี่น้องด้วยนะ"

Photo: Reuters

Read More: Vatican Radio



16 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "คนที่เทศน์น่าฟัง แต่ไม่ใกล้ชิดสัตบุรุษ บทเทศน์ก็ไร้ค่า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน นักเทศน์ที่พูดสอนด้วยภาษาสวยๆ แต่ไม่อยู่ใกล้ชิดสัตบุรุษ ถือเป็นนักเทศน์สอบตกและบทเทศน์ของเขาก็ไร้ค่า และจะกลายเป็นความยะโสโอหังด้วยซ้ำ ทรงชี้ ผู้ประกาศพระวรสารต้องใกล้ชิดและเห็นอกเห็นใจประชากรของพระเจ้า เหมือนที่พระเยซูทรงแสดงให้เห็น



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงเสด็จไปเมืองนาอิน และทรงเห็นหญิงม่ายร้องไห้เศร้าโศก เพราะบุตรชายของเธอเสียชีวิต พระเยซูทรงสงสาร จึงทรงปลุกคนตายให้กลับเป็นขึ้นมา (ลูกา 7:11-17)

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "พระเยซูไม่ได้ทำอัศจรรย์ปลุกลูกของหญิงม่ายให้กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง พระองค์ทรงทำมากกว่านั้น พระองค์ทรงร่วมเป็นทุกข์ไปกับเธอ ประชาชนที่ได้เห็นจึงพูดกันว่า 'พระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมประชากรของพระองค์' เมื่อพระเจ้าเสด็จมาเยี่ยม มันมีบางสิ่งที่มากกว่านั้น มันมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น มันหมายถึงการประทับอยู่ของพระองค์ พระเยซูทรงอยู่ใกล้ชิดกับเรา

"พระเยซูทรงใกล้ชิดกับประชาชน พระเจ้าผู้ทรงใกล้ชิดกับมนุษย์ทรงเปี่ยมด้วยความสามารถในการเข้าใจหัวใจของผู้คน พระองค์ทรงอยู่ใกล้พวกเขา ความใกล้ชิดนี่แหละคือวิธีการทำงานของพระเจ้า นี่คือการแสดงออกที่ถูกพูดถึงบ่อยๆในพระคัมภีร์ 'พระเจ้าทรงเข้ามาอยู่ใกล้ด้วยความรู้สีกเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง' ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนี้ ในพระวรสารได้บอกว่า พระเยซูทรงรู้สึกเมื่อพระองค์ทรงเห็นประชากรเป็นเหมือนลูกแกะที่ปราศจากนายชุมพาบาล เมื่อพระเจ้าทรงไปเยี่ยมประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดกับพวกเขา พระองค์เข้าไปใกล้พวกเขาและร่วมเป็นทุกข์ไปกับพวกเขา

"พระเจ้าทรงมีสะเทือนใจอย่างสุดซึ้ง เหมือนอย่างตอนที่พระองค์ยืนอยู่หน้าหลุมศพของลาซารัส มันเหมือนบิดาผู้สะเทือนใจเมื่อได้เห็นลูกล้างผลาญกลับมาบ้านอีกครั้ง

"ความใกล้ชิดและความเห็นอกเห็นใจ จัดเป็นวิธีการที่พระเจ้าทรงออกไปเยี่ยมประชาชน เมื่อพวกเราต้องการจะประกาศพระวรสาร ต้องการที่จะนำพระวาจาของเยซูไปบอกกล่าว นี่ก็เป็นวิธีการเดียวกัน(ต้องใกล้ชิดและความเห็นอกเห็นใจ) ส่วนอีกวิธีก็คือการเป็นครูอาจารย์ เป็นผู้เทศนา เป็นธรรมาจารย์ เป็นพวกฟาริสี  คนพวกนี้ปลีกตัวออกห่างจากประชาชน พวกเขาพูดดี พูดสวยๆ พวกเขาสอนกฏ แต่พวกเขาปลีกตัวออก นี่ไม่ใช่การเยี่ยมเยียนของพระเจ้า มันเป็นอีกสิ่งไปเลย ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นพระหรรษทาน เพราะมันขาดความใกล้ชิด มันขาดความเห็นอกเห็นใจ มันขาดแก่นแท้ของการร่วมเป็นทุกข์ไปกับประชาชน

"อีกประโยคหนึ่งในพระวรสารวันนี้ 'คนตายลุกขึ้นและเริ่มพูด พระเยซูจึงมอบเขาให้กับมารดา' เมื่อพระเจ้าเยี่ยมประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงรื้อฟื้นความหวังให้พวกเขาเสมอๆ พวกท่านสามารถเทศน์สอนพระวาจาของพระเจ้าอย่างสวยหรู มันมีนักเทศน์สอนที่ยิ่งใหญ่มากมายในประวัติศาสตร์ แต่ถ้านักเทศน์เหล่านั้นสอบตกที่จะหว่านความหวัง บทเทศน์เหล่านั้นก็ไร้ค่า มันจัดเป็นความยะโสโอหังชัดๆ

"จงดูแบบอย่างพระเยซูผู้ทรงรื้อฟื้นความหวังให้หญิงม่าย พวกเราสามารถเข้าใจความหมายของการที่พระเยซูออกไปเยี่ยมประชาชน ขอให้เราวอนขอพระหรรษทานเพื่อการเป็นประจักษ์พยานคริสตชนของเรา จะเป็นประจักษ์พยานที่นำความใกล้ชิดของพระเจ้าไปมอบให้ประชากรของพระองค์ และนำความใกล้ชิดที่หว่านความหวังไปมอบให้ทุกคนด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

15 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "จงเรียนรู้จากแม่พระ ผู้เรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ ขอให้เราเรียนรู้การเป็นคริสตชนจากแม่พระ ผู้เรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน เหมือนอย่างพระเยซูทรงแสดงให้เห็น ทรงสอน อย่าทำตัวเหมือนอาดัมที่ไม่นบนอบเชื่อฟังพระเจ้า ทรงชี้ แม่พระและพระศาสนจักรคือมารดาของคริสตชน



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา โอกาสวันระลึกถึงแม่พระระทมทุกข์ บทอ่านประจำมิสซานี้จากจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวฮีบรู ท่านเน้นย้ำ 3 สิ่งได้แก่ พระเยซูทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน (ฮีบรู 5:7-9) ส่วนพระวรสารวันนี้ตามคำบอกเล่าของนักบุญจอห์น เป็นเหตุการณ์ที่แม่พระทรงยืนแทบเชิงกางเขน และพระเยซูทรงมอบนักบุญจอห์นให้เป็นลูกของท่าน

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันบทอ่านเป็นอันดับแรกว่า "สิ่งที่พระเยซูทรงทำ นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาดัมบรรพบุรุษของเรา อาดัมไม่ได้ต้องการที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกเลย อาดัมไม่ต้องการความทรมานและไม่เชื่อฟังพระเจ้า ในทางกลับกัน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงถูกทำร้ายหยายศักดิ์ศรี พระองค์ทรงถ่อมองค์ลงมาเป็นมนุษย์และเป็นผู้รับใช้เรา นี่คือพระสิริรุ่งโรจน์แห่งไม้กางเขนของพระเยซู

"พระเยซูเสด็จมาในโลกเพื่อจะเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ และทรงมาเป็นมนุษย์และเดินพร้อมกับเราทุกคน พระเยซูเสด็จมาในโลกเพื่อเชื่อฟัง แต่การนบนอบเชื่อฟังของพระองค์มาจากความทรมาน ในวันนี้ อาศัยการนบนอบเชื่อฟัง การเสียสละตัวเอง และการถูกเหยียบย่ำหยามเกียรติผ่านทางพระเยซู คำสัญญาที่พระเจ้าให้กับอาดัมได้กลับกลายเป็นความหวัง ประชากรของพระเจ้าได้เดินไปกับความหวังที่แน่แท้ แม้แต่พระมารดามารีอา ผู้เป็น 'เอวาคนใหม่' ตามที่นักบุญเปาโลเรียกแบบนี้ ก็ยังมีส่วนร่วมในการเดินทางของพระบุตรด้วยการเรียนรู้, รับทรมาน และนบนอบเชื่อฟัง และนี่แหละทำให้แม่พระเป็นมารดาของพระเจ้า

"พระวรสารวันนี้ ยังเล่าเหตุการณ์ที่แม่พระอยู่แทบเชิงไม้กางเขน พระเยซูตรัสกับจอห์นว่า 'นี่คือแม่ของท่าน' และแม่พระคือมารดาที่ได้รับการเจิม

"นี่คือความหวัง พวกเราไม่ใช่ลูกกำพร้า เรามีแม่ นั่นคือ แม่พระมารีอา แต่พระศาสนจักรก็ยังเป็นมารดา พระศาสนจักรเป็นมารดาที่อยู่บนหนทางเดียวกับพระเยซูและแม่พระ กล่าวคือ เราเดินบนหนทางแห่งความนบนอบเชื่อฟัง, หนทางแห่งความทรมาน และพระศาสนจักรยังมีทัศนคติที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องบนหนทางของพระเจ้า สตรี 2 คนนี้ ทั้งแม่พระและพระศาสนจักร ได้นำพาความหวังซึ่งก็คือพระคริสตเจ้า แม่พระและพระศาสนจักรให้พระคริสตเจ้าแก่เรา พวกเธอนำพระคริสตเจ้ามาสู่ตัวเรา หากปราศจากแม่พระ ก็จะไม่มีพระเยซูคริสต์ หากปราศจากพระศาสนจักร พวกเราก็เดินต่อไปไม่ได้" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Photo: Getty Images

Read More: Vatican Radio

14 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "การแต่งงานคือการช่วยให้ชายหญิงเป็นคนสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ การแต่งงานคือการที่ชายและหญิงช่วยกันให้ต่างฝ่ายได้เป็นคนที่ครบครันมากยิ่งขึ้น การแต่งงานคือการพึ่งพาอาศัยกันบนความแตกต่าง ทรงเปรียบ สามีภรรยาในยุคนี้หมดความอดทนต่อกันง่ายมาก เหมือนกับประชากรที่โมเสสพาออกจากอียิปต์ที่หมดความอดทนกับพระเจ้า ตอนท้าย ทรงชวนภาวนาเพื่อคริสตชนที่ถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อในไม้กางเขน 



ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาฉลองเทิดทูนไม้กางเขนและยังเป็นมิสซาสมรสหมู่ให้กับ 20 คู่สมรสด้วย พิธีนี้ จัดในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน จากนั้น พระองค์ยังทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารด้วย

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า "ในบทอ่านแรกบอกเราถึงการเดินทางของชาวอิสราเอลออกจากถิ่นทุรกันดาร พวกเราสามารถจินตนาการถึงการเดินทางครั้งนี้ที่นำทางโดยโมเสส ประชาชนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก ลูกชาย หรือลูกสาว รวมถึงผู้สูงอายุ ต่างดิ้นรนเพื่อจะหนีจากถิ่นทุรกันดาร ประชาชนเหล่านี้เตือนใจเราว่า พระศาสนจักรสามารถข้ามทะเลทรายของโลกอันร่วมสมัยนี้ได้ ประชากรของพระศาสนจักรมารวมตัวกันเป็นเหมือนประชากรในตอนนั้น พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันที่จะข้ามผ่านมันไป

"สิ่งนี้ทำให้พ่อคิดถึงครอบครัวของพวกเราที่กำลังเดินบนหนทางชีวิตไปแบบวันต่อวัน มันเป็นเรื่องยากที่จะระบุถึงความเข้มแข็งและความลึกซึ้งภายในครอบครัว อาทิ การช่วยเหลือกัน, การสนับสนุนเรื่องการศึกษา, การพัฒนาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวประหนึ่งครอบครัวได้เติบโตจนบรรลุนิติภาวะ รวมไปถึงการแบ่งปันความสุขและความทุกข์ร่วมกัน ครอบครัวคือสถานที่แรกซึ่งพวกเราถูกสร้างขึ้นมาในฐานะตัวบุคคล และในเวลาเดียวกัน เรายังถูกสร้างให้เป็นก้อนอิฐเพื่อสร้างสังคมด้วย

"กลับมาที่บทอ่านแรกอีกครั้ง เราได้ฟังว่า 'ประชาชนเริ่มหมดความอดทน' พวกเขาเหนื่อย และบ่นกับพระเจ้าว่าขาดน้ำ ส่วนอาหารก็จืดชืดมากๆ แม้พระเจ้าจะส่งความช่วยเหลือมาให้ พวกเขาก็ยังบ่น พวกเขาบ่น เริ่มงอแง และแย้งโมเสสว่า 'พาเราหนีออกจากอียิปต์ เพื่อมาตายในถิ่นทุรกันดารทำไม' พวกเขาเริ่มถูกประจญล่อลวงให้หันหลังกลับและล้มเลิกการเดินทางออกจากอียิปต์

"เรื่องราวในเหตุการณ์นี้ ทำให้เราคิดถึงครอบครัวคู่สมรสที่เริ่มจะหมดความอดทนบนหนทางชีวิตคู่และชีวิตครอบครัว ความทุกข์ยากของการเดินทางทำให้เกิดประสบการณ์เหน็ดเหนื่อยภายในจิตใจ กล่าวคือ พวกเขาสูญเสียรสชาติของการแต่งงาน พวกเขายุติการเข้าใกล้แหล่งน้ำซึ่งก็คือศีลศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตประจำวันของเขากลายเป็นภาระ เป็นแม้กระทั่งเรื่องน่าขยะแขยงก็ว่าได้

"ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเหล่านี้ พระคัมภีร์บอกว่า (พระเจ้าส่ง)งูพิษมากัดประชาชน และพวกเขาล้มตายจำนวนมาก การที่งูออกมากัดนี้ ทำให้ประชาชนสำนึกผิดและขอโทษโมเสส พวกเขาวอนขอโมเสสให้ทูลพระเจ้าเพื่อที่พระองค์จะขับไล่งูออกไป โมเสสภาวนาต่อพระเจ้า พระองค์ทรงเยียวยารักษาพวกเขาด้วยการสั่งให้สร้างงูโลหะไว้บนเสา คนที่มองงูนั้นจะรอดจากความตาย เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่า พระเจ้าไม่ได้ทำลายงู แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะมอบความช่วยเหลือให้มนุษย์ กล่าวคือ ด้วยวิธีการให้สร้างงูโลหะขึ้น พระเจ้าทรงมอบการรักษาของพระองค์ด้วยความเมตตา ซึ่งมันมีพลังมากกว่ายารักษาโรคร้ายทุกชนิด

"ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน (โมเสสยกงูโลหะขึ้นในถิ่นทุรกันดาร) สิ่งนี้หมายถึงความรักทั้งหมดที่พระบิดามอบให้พระบุตร เพื่อที่พระบุตรจะมอบต่อให้มนุษย์ทุกคนจะได้มีชีวิตนิรันดร ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระบิดายังทำให้พระบุตรลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ มาเป็นผู้รับใช้และตายเพื่อเราบนไม้กางเขน ผู้ใดเชื่อในพระเยซูผู้ทรงตายบนไม้กางเขน ก็จะได้รับพระเมตตาของพระเจ้าและพบกับการเยียวยารักษาจากยาพิษที่จะถอนพิษบาปทั้งปวง

"การเยียวยารักษาที่พระเจ้ามอบให้กับคู่สมรส ซึ่งกลายเป็นคนหมดความอดทนกับชีวิตคู่และตกอยู่ในอันตรายจากการประจญล่อลวงให้ไม่กล้าเดินต่อ, ไม่ซื้อสัตย์ต่อคู่ครอง, อ่อนแอ และเมินเฉยต่อคู่ชีวิต ก็คือ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาให้พวกเขา ไม่ใช่เพื่อประณาม แต่เพื่อรักษา ถ้าพวกเขามอบความวางใจไว้กับพระเยซู พระเยซูจะรักษาพวกเขาด้วยความรักอย่างเมตตาซึ่งไหลรินมาจากไม้กางเขน และยังเปี่ยมด้วยความเข้มแข้งจากพระหรรษทานของพระเจ้า เพื่อจะฟื้นฟูและทำให้ครอบครัวสามารถลุกขึ้นเดินอีกครั้งบนหนทางที่ถูกต้อง

"ความรักของพระคริสตเจ้าจะอวยพรและทำให้การรวมกันเป็นหนึ่งของสามีภรรยาเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ความรักของพระองค์จะช่วยเราให้สามารถดำรงอยู่ในความรักและฟื้นฟูความสามารถในการพูดจากันดีและรักษาบาดแผลของเรา ความรักของพระคริสตเจ้าจะฟื้นฟูคู่สมรสให้มีความชื่นชมยินดีในชีวิตคู่อีกครั้ง

"นี่แหละคือการแต่งงาน มันคือการที่ผู้ชายและผู้หญิงเดินไปด้วยกัน มันคือการที่สามีช่วยภรรยาของตนให้กลายเป็นสตรีที่ครบครันมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน ภรรยายังช่วยสามีให้กลายเป็นบุรุษที่ครบครันยิ่งขึ้นด้วย การแต่งงานทำให้เราได้เห็นการพึ่งพาอาศัยกันบนความแตกต่าง หนทางนี้ไม่ได้ราบเรียบเสมอไป มันเป็นหนทางของความต้องการ มีช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ทะเลาะเบาะแว้ง แต่นี่แหละชีวิต! การแต่งงานคือเครื่องหมายของชีวิต ชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่นิยาย! นี่คือศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งความรักของพระคริสตเจ้าและพระศาสนจักร ความรักที่ได้รับการการันตีและพิสูจน์บนไม้กางเขน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร โดยวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคนถึงวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน พระองค์ย้ำว่า "ไม้กางเขนคือบ่อเกิดของความเมตตาของพระเจ้า และยังโอบกอดโลกทั้งใบด้วย นี่ไม่ใช้ไม้กางเขนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นบ่อเกิดของความรอดพ้นทั้วปวง

"โอกาวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน ขอให้เราร่วมใจภาวนาให้กับคริสตชนที่ถูกเบียดเบียนและถูกฆ่าตายจากความเชื่อในพระคริสตเจ้า เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดในสถานที่ซึ่งไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ดังนั้น ในวันนี้ พวกเราจะภาวนาเพื่อพวกเขาเป็นพิเศษด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: มิสซาฉลองเทิดทูนไม้กางเขน

Read More: Vatican Radio



13 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "เลิกซะกับนิสัย 'แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ' เวลาเห็นคนอื่นทุกข์ยาก"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงหวังเห็นคริสตชนรู้จักเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ เวลามีสงครามหรือความทุกข์ยากเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดง่ายๆแค่ว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ" เพราะความคิดแบบนั้นมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเยซูสอน ทรงชี้ คนที่เห็นคนอื่นทุกข์ยากแล้วคิดว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ" พวกนี้จะไม่ได้เข้าสวรรค์




ช่วงสายวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปถวายมิสซา ณ สุสานออสโตร-ฮังกาเรียน เมืองโฟญาโน่ ดิ เรดิปูเญีย ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยวันนี้ พระสันตะปาปาเสด็จไปภาวนาและถวายมิสซาโอกาสการรำลึกการครบ 100 ปีของการเริ่มต้นสงครามโลก ครั้งที่ 1

ในส่วนของบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า "สงครามคือความคลุ้มคลั่งวิกลจริต พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งและเชิญมนุษย์ทุกคนให้มีส่วนร่วม แต่สงครามทำลายทุกอย่างที่พระเจ้าสร้าง สงครามยังนำความพินาศมาสู่สิ่งสร้างที่งดงามที่สุดซึ่งก็คือมนุษย์ สงครามทำลายทุกสิ่ง ทำลายพันธะความเป็นพี่น้องกัน สงครามเป็นสิ่งไม่มีเหตุผล แผนการของสงครามคือนำการทำลายล้างมาให้เราเท่านั้น สงครามแผ่ขยายด้วยการทำลาย

"ความโลภ, ความใจแคบ และการแสวงหาอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้คนตัดสินใจทำสงคราม บ่อยครั้ง แรงกระตุ้นเหล่านี้ได้บิดเบือนความยุติธรรม นี่คือสิ่งที่เกิดกับ 'กาอิน' มันทำให้เราคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น กาอินจึงไม่สนใจอาเบลแม้แต่นิดเดียว มันทำให้เราคิดและอ้างว่า 'แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ'

"สุสานแห่งนี้ ผู้คนจำนวนมากต้องจบชีวิตลง พวกเขามีความฝัน แต่มันต้องพังทลาย พวกเราอาจกล่าวว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ' แม้แต่ในทุกวันนี้ หลังจากผ่านพ้นสงครามโลกที่เลวร้ายไปแล้ว 2 ครั้ง บางคนคงกำลังพูดถึงสงครามโลก ครั้งที่ 3 เพราะมันมีความต่อสู้และความรุนแรงมากมาย แต่ด้วยความสัตย์จริง หน้าแรกหนังสือพิมพ์ยังพาดหัวเลยว่า 'แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ'

"ทัศนคติแบบนี้นี่แหละที่ขัดกับสิ่งที่พระเยซูตรัสกับเราในพระวรสาร พวกเราได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอว่า ผู้ที่ดูแลพี่น้องของตนจะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์ แต่คนที่ชอบพูดว่า 'แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ' พวกเขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์ พวกเขาจะถูกแยกออกไป

"คนที่นอนและถูกฝังร่างไว้ที่นี่คือเหยื่อของสงคราม วันนี้ พวกเราจะระลึกถึงพวกเขา วันนี้อีกเช่นกัน ในหลายภาคส่วนของโลก ยังคงมีการแสวงหาอำนาจและเงินตรา มันยังมีคนที่ผลิตและขายอาวุธ ซึ่งพวกเขายังคิดว่าของพวกนี้สำคัญมาก! สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้ง การก่อการร้าย แต่พวกเขาคงคิดว่า 'แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ'

"มันจึงเป็นหน้าที่ของคนฉลาดที่จะคิดถึงข้อบกพร่องนี้ คนฉลาดจะเจ็บปวด สำนึก และร้องขอการให้อภัยกัน

"พ่ออยากขอร้องเราทุกคน ขอให้เราคุยกับหัวใจของเราเอง ขอให้เราก้าวออกจากคำว่า 'แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ' ขอให้คิดถึงน้ำตาและความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสงครามเหล่านี้ด้วย" พระสันตะปาปาตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาถวายมิสซา ณ สุสานเมืองโฟญาโน่ ดิ เรดิปูเญีย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาภาวนา ณ สุสานเมืองโฟญาโน่ ดิ เรดิปูเญีย

Read More: Vatican Radio

12 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนที่สะใจกับการตำหนิคนอื่น เป็นคริสตชนสอบตกทางความคิด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน คริสตชนที่สะใจเวลาได้ตำหนิตักเตือนผู้อื่น ถือเป็นพวกคริสตชนที่ยังไม่บรรลุทางความคิดอ่าน เพราะคริสตชนที่คุณสมบัติเพียบพร้อม จะตักเตือนคนอื่นด้วยความรัก ความเมตตา ความจริง และความสุภาพ ทรงย้ำ การตำหนิคนอื่นโดยไร้ความรักความเมตตา ไม่ต่างจากการผ่าตัดโดยไม่ฉีดยาชาให้คนป่วย และจะทำให้คนป่วยตายได้เลย


ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา โอกาสวันฉลองศาสนนามศักดิ์สิทธิ์ของแม่พระ พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงสอนบรรดาสาวกให้รู้จักเขี่ยท่อนซุงออกจากดวงตาของเราเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของพี่น้องตนเอง

พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันว่า "การไปตำหนิพี่น้องของตนเองถือเป็นเรื่องเจ็บปวด เพราะเราตักเตือนตรงๆด้วยความรัก ความจริง และความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่มันจะไม่ใช่วิถีคริสตชน ถ้าหากเราชอบใจที่ได้ตำหนิคนอื่น พระวรสารวันนี้ เป็นแรงผลักดันให้พ่อแบ่งปันเรื่องการตำหนิและตักเตือนกันแบบพี่น้อง

"อันดับแรก การตำหนิพี่น้องของตน เราควรตักเตือนด้วยความรักความเมตตา พวกท่านไม่สามารถตำหนิใครก็ตามโดยปราศจากความรักและความเมตตา เพราะถ้าเราตำหนิคนอื่นโดยไม่มีความรักความเมตตา มันก็เหมือนกับการผ่าตัดโดยไม่ฉีดยาชานั่นแหละ ท่านต้องอย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด คนไข้จะตายเพราะความเจ็บปวด อย่าลืมว่า ความรักความเมตตาเป็นเหมือนยาชาที่ช่วยเราในการรักษาและยอมรับคำตำหนิตักเตือน ถ้าจะตำหนิตักเตือนใครสักคน จงพูดกับเขาด้วยความสุภาพและความรัก

"สอง เราต้องพูดความจริงออกไปเวลาว่ากล่าวตักเตือน อย่าพูดเรื่องเท็จเด็ดขาด กี่ครั้งแล้วที่สังคมของเราพูดความเท็จใส่กัน นี่คือการใส่ร้ายกันชัดๆ การนินทาคือการทำร้าย การนินทาคือการตบหน้าของคนที่มีชื่อเสียง การนินทาคือการทำลายหัวใจของคน แน่นอนว่า เมื่อท่านพูดความจริงที่อาจจะไม่เข้าหูคน แต่ถ้าท่านพูดออกไปด้วยความรักความเมตตา มันก็ง่ายที่จะยอมรับ ดังนั้น เราต้องพูดถึงข้อบกพร่องของคนอื่นด้วยความรักความเมตตา

"สาม เราต้องพูดจาตำหนิตักเตือนด้วยความสุภาพ ถ้าท่านต้องการจะตำหนิคนอื่นเพื่อให้เขามีบาดแผล จงหยุดซะ! และจำไว้ว่า ตัวท่านมีแผลมากกว่าและใหญ่กว่าด้วยซ้ำ!

"การตำหนิตักเตือนแบบพี่น้องคือการกระทำที่ช่วยรักษาร่างกายของพระศาสนจักร เราต้องทำแบบนี้เมื่อเราต้องการจะตำหนิพี่น้องของเรา ถ้าเราไม่สามารถทำมันด้วยความรัก ความเมตตา ความจริง และความสุภาพ เราก็จะทำร้ายและทำลายหัวใจของพี่น้องของเรา เราจะนินทาและเราจะกลายเป็นพวกเสแสร้งที่ตาบอด เหมือนที่พระเยซูกล่าวไว้ พวกที่ชอบเสแสร้งคือคนที่ไม่เห็นท่อนซุงในตาของตน

"คริสตชนที่ไม่ตักเตือนพี่น้องด้วยความรัก ความเมตตา ความจริง และความสุภาพ เขาก็ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นคริสตชน เขาสอบตกที่จะเป็นคริสตชนที่เติบโตทางความคิด ดังนั้น ขอพระเจ้าโปรดช่วยเราให้รับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก ความจริง และความสุภาพด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

วาติกันบรรจุวันระลึกถึง "น.จอห์น ปอล ที่ 2 และ น.จอห์น ที่ 23" ลงในปฏิทินคาทอลิกสากล



สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงลงพระนามในกฤษฎีกาประกาศของสมณกระทรวงพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่าด้วยการบรรจุวันระลึกถึง "นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" และ "นักบุญจอห์น ที่ 23" ลงในปฏิทินคาทอลิกแบบสากลแล้ว ทั้งนี้ ตามรายงานจาก ลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่ หนังสือพิมพ์ของนครรัฐวาติกัน

สำหรับวันระลึกถึงนักบุญจอห์น ที่ 23 จะเป็นวันที่ 11 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2

ส่วนวันระลึกถึงนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 เป็นวันที่ 22 ตุลาคม อันเป็นวันที่พระองค์ถวายมิสซาเริ่มต้นสมณสมัยการเป็นพระสันตะปาปา

อนึ่ง วันระลึกถึงนักบุญทั้งสององค์นี้ วาติกัน "ไม่ได้" กำหนดให้เป็นวันฉลองบังคับ แต่จะเป็นแบบการฉลอง "ระลึกถึง" แทน


Read More: CNS

โป๊ปฟรังซิส: "เรายังจะสวดขอให้พระบิดาอภัยเราอีกเหรอ ในเมื่อเรายังไม่ให้อภัยคนอื่น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงถาม เรายังจะมีหน้าไปสวดขอพระบิดาให้อภัยเราอีกเหรอ ในเมื่อเรายังไม่รู้จักการให้อภัยคนอื่น ทรงชี้ แบบอย่างของชีวิตคริสตชนคือจงรักศัตรู ทำดีต่อคนที่เกลียดชังเรา อวยพรคนที่สาปแช่งเรา และภาวนาให้คนที่คิดจะทำร้ายเรา ทรงย้ำ บ่อยครั้งเราตั้งตนตัดสินคนอื่น นินทาคนอื่นลับหลัง แต่พระเจ้าสอนเราไม่ใช่เหรอว่า อย่าตัดสินใคร และท่านจะไม่ถูกตัดสิน 



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงสอนบรรดาสาวกให้ "รักศัตรู ทำดีต่อคนที่เกลียดชังเรา จงอวยพรคนที่สาปแช่งเรา อธิษฐานให้คนที่ทำร้ายเรา และจงทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน" (ลูกา 6:27-38)

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "พระเยซูทรงสอนเราว่า จงรักศัตรู จงทำดีต่อคนที่เกลียดชังเรา จงอวยพรคนที่สาปแช่งเรา และจงภาวนาให้คนที่คิดจะทำร้ายเรา นี่แหละคือแบบอย่างของชีวิตคริสตชน นี่คือความรักโดยปราศจากเงื่อนไข เป็นการรักด้วยการกระทำอย่างแท้จริง จงทำดี จงให้ยืมโดยไม่หวังว่าจะต้องได้รับสิ่งใดกลับมา เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านจะยิ่งใหญ่นัก

"แนวทางใหม่ของพระวรสารแบบนี้ จัดเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากมากๆที่จะทำได้ในการดำเนินชีวิต หลายคนอาจถามว่า 'พ่อครับ(หมายถึงพระสันตะปาปา) ผมไม่รู้สึกว่าจะทำแบบนี้ได้เลย' เอาล่ะ ถ้าคุณไม่รู้สึกว่าคุณจะทำมันได้ มันก็เป็นปัญหาของคุณแล้วล่ะ แต่นี่คือวิถีคริสตชนนะ

"บางคนอาจถามต่ออีกว่า 'แล้วผมจะหวังอะไรได้บ้างเพื่อเป็นการตอบแทน' การดำเนินชีวิตบนหนทางของพระเยซูซึ่งเป็นหนทางของความเมตตา จงมีเมตตาเหมือนพระบิดาผู้ทรงความเมตตา มีเพียงหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาเท่านั้นที่สามารถทำทุกอย่างได้ พระเจ้าทรงอยากให้เราเป็นแบบนี้ ชีวิตคริสตชนไม่ใช่การให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง นี่คือชีวิตที่เราต้องก้าวออกจากตัวเอง เพื่อจะได้อุทิศตนเองรับใช้ผู้อื่น นี่คือของขวัญ นี่คือความรัก ความรักที่ไม่หวังผลตอบแทนจากคนอื่น นี่ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการอุทิศตนเองช่วยคนอื่น

"พระเจ้าทรงขอให้เราเปี่ยมด้วยความเมตตา พระเจ้าทรงขอร้องเราว่าอย่าตัดสินใคร บ่อยครั้ง เราตั้งตนขึ้นมาตัดสินคนอื่น เราเข้าไปมีส่วนกับการนินทา พูดลับหลังคนๆนั้น เราตัดสินไปทั่ว! อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงบอกเราว่าอย่าไปตัดสินใคร ขอให้เราตัดสินแต่ตัวเราเองเท่านั้น อย่าตัดสินคนอื่น แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน พระเจ้าทรงขอให้เราให้อภัย เพื่อเราจะได้รับการอภัยด้วย เราสวดบทข้าแต่พระบิดาทุกวัน เราสวดว่า 'โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น' แล้วถ้าเราไม่อภัยคนอื่น เรายังจะไปขอให้พระบิดาให้อภัยเราอีกเหรอ

"การเป็นคริสตชนไม่ใช่เรื่องง่าย เราจะเป็นคริสตชนได้ก็ด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าเท่านั้น เราไม่ได้เป็นคริสตชนเพราะพละกำลังความเข้มแข็งของเราเอง

"ดังนั้น ขอให้เรากลับไปอ่านพระวรสารในวันนี้ซ้ำอีกรอบ ขอให้เราวอนขอพระเจ้าเพื่อพระหรรษทานให้เราเข้าใจว่า อะไรคือการเป็นคริสตชน และเพื่อให้เราเข้าใจพระหรรษทานที่พระเจ้าประทานแก่เราคริสตชนด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

10 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ต่อให้ใครทำไม่ดีกับเรา เราควรจะมีความรักและเมตตาเขาด้วย"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ เราต้องมีความรักความเมตตาต่อคนที่ไม่สามารถดีกับเราด้วย ไม่ใช่ทำดีเฉพาะคนที่ดีกับเรา เราต้องทำแบบนี้เหมือนที่พระบิดาทรงมีความเมตตาต่อมนุษย์ทุกคน ทรงสอน พระศาสนจักรสอนเราให้มีความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทั้งทางวาจาและการกระทำ



ช่วงสายวันพุธที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 50,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปายังคงแบ่งปันเรื่อง "พระศาสนจักรกับความเป็นมารดา" เหมือนเช่นเคย

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "พี่น้องที่รัก ในสัปดาห์ที่แล้ว พวกเราได้ร่วมกันแบ่งปันพระศาสนจักรกับความเป็นมารดา ซึ่งหล่อเลี้ยงความเชื่อ, นำทางเราให้ได้พบกับความรอด และปกป้องเราจากความชั่วร้าย วันนี้ พ่อยังคงจะแบ่งปันเรื่องความเป็นมารดา แต่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา

"สำหรับพระวรสาร แก่นสำคัญคือความเมตตา พระเยซูทรงสอนบรรดาสาวกให้เปี่ยมด้วยความเมตตาเหมือนที่พระบิดาทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา พระศาสนจักรก็สอนบรรดาลูกๆทุกคนให้เปี่ยมด้วยความเมตตาเหมือนพระบิดาและพระบุตร พระศาสนจักรสอนลูกๆของตัวเองด้วยการเป็นแบบอย่างและอธิบายด้วยหลักคำสอน พระศาสนจักรสอนเราให้แบ่งปันอาหารให้ผู้อดอยากและให้เครื่องนุ่งห่มกับผู้ยากไร้ นี่เป็นบทสอนที่พ่อแม่สอนลูกๆของตัวเองผ่านทางกฏแห่งความเอื้ออาทรมีไมตรีจิตต่อกัน

"พระศาสนจักรเรียกร้องเราให้ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ และยังเรียกร้องเราให้ออกไปเยี่ยมผู้ต้องขังในคุก เพราะในเรือนจำ พระเมตตาของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนจิตใจและวิถีชีวิตของผู้ต้องขังได้ เมื่อเขาได้รับอิสรภาพ เขาจะได้กลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง พระศาสนจักรยังวอนขอเราให้ไปเยี่ยมและใกล้ชิดกับผู้ที่ถูกทอดทิ้งและผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ เพราะพระเมตตาของพระเจ้าสามารถนำสันติมาสู่พวกเขาที่กำลังจะจากโลกนี้ไป นี่คือแก่นแท้แห่งความรอดของพระเจ้า

"พวกเราต้องมีความเมตตาและความรัก ไม่เฉพาะคนที่รักเรา แต่เรายังต้องรักและเมตตาต่อคนที่ไม่สามารถดีกับเราด้วย เหมือนที่พระบิดาทรงมีเมตตาและรักเราทุกคนผ่านทางพระบุตร ดังนั้น ขอให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับการประทานให้พระศาสนจักรเป็นมารดาเรา พระศาสนจักรจะสอนเราเกี่ยวกับหนทางแห่งความเมตตาและการดำเนินชีวิต" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio


 
Contact: editor@popereport.com