Instagram

23 January 2015

โป๊ปฟรังซิส: "คาร์ดินัลใหม่ต้องสุภาพถ่อมตน - อย่าจัดงานฉลองใหญ่โตเกินไป"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำพระคาร์ดินัลใหม่ ต้องสุภาพถ่อมตน การเป็นพระคาร์ดินัลไม่ใช่รางวัลหรือจุดสูงสุดในหน้าที่สงฆ์ ทรงเตือนสติ อย่าจัดงานฉลองตำแหน่งพระคาร์ดินัลแบบใหญ่โตเกินเหตุ เพราะถ้าทำแบบนั้น จิตตารมย์ทางโลกจะครอบงำและมอมเมาเรา ยิ่งกว่าการดื่มเหล้าทั้งๆ ที่ท้องว่างด้วยซ้ำ



ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ของสถานีวิทยุวาติกัน ได้รายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงส่งจดหมายไปถึงพระอัครสังฆราช 20 คน ที่กำลังจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลใหม่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ โดยจดหมายดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงเขียนและลงนามตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงประกาศรายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่

จดหมายดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงเน้นว่า พระคาร์ดินัลใหม่จะได้รับการเฉลิมฉลองและต้อนรับอย่างสมเกียรติจากบรรดาคนรอบข้าง แต่พระคาร์ดินัลใหม่ต้องระลึกเสมอว่า การเฉลิมฉลองดังกล่าว ต้องไม่ยิ่งใหญ่จนเกินความจำเป็น

พระสันตะปาปาทรงระบุว่า "คริสตชนชื่นชมยินดีและรู้ถึงวิธีการที่จะเฉลิมฉลอง จงตอบรับการเฉลิมฉลองนี้ด้วยความสุภาพถ่อมตน จงทำแต่เพียงนี้ในงานเฉลิมฉลอง เพื่อที่มันจะไม่มีการคืบคลานเข้ามาของจิตตารมย์ทางโลกซึ่งมอมเมาท่านได้แรงกว่าการดื่มเหล้าบรั่นดีแบบท้องว่าง และยังแยกเราออกจากไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าด้วย

"การดำเนินชีวิตสุภาพถ่อมตน ขณะยังปฏิบัติหน้าที่รับใช้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อผู้คนมองตำแหน่งพระคาร์ดินัลเป็นเหมือนรางวัลหรือจุดสูงสุดของอาชีพของคนๆหนึ่ง หรือมองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ พระคาร์ดินัลจะต้องอุทิศตนเพื่อทำให้แน่ใจว่า พระคาร์ดินัลจะไม่ตกเป็นเหยื่อของมโนคติ แต่ระลึกเสมอว่า พระคาร์ดินัลถูกเรียกมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสตเจ้า และต้องสละเลือดของตนถ้าถึงคราวจำเป็น" พระสันตะปาปาทรงระบุ

Read More: Vatican Radio and National Catholic Reporter

โป๊ปฟรังซิส: "การแก้บาปไม่ใช่การตัดสินลงโทษ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ การแก้บาปไม่ใช่การตัดสินลงโทษ แต่นี่คือการได้พบกับพระเจ้า ผู้ทรงพร้อมให้อภัยในทุกบาปผิดที่เราได้ทำ ทรงชี้ อย่ากลัวที่จะไปแก้บาป เราไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้พระเจ้าจากบาปที่ทำให้พระองค์เสียใจ เพราะพระเยซูทรงจ่ายค่าเสียหายแทนเราทุกคน ด้วยการรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงสอนว่า พระเจ้าให้อภัยเราโดยไม่มีข้อแม้ เราไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเวลาที่พระเจ้าทรงให้อภัยเรา เพราะค่าเสียหายที่เราทำให้พระเจ้าเสียใจนั้น พระเยซูทรงชดใช้ให้เราแล้วด้วยการรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

พระสันตะปาปา ทรงเทศน์สอนว่า "อันดับแรก พระเจ้าทรงให้อภัยเราเสมอ พระเจ้าไม่เคยเหนื่อนกับสิ่งนี้(การให้อภัยมนุษย์) มันเป็นพวกเราต่างหากที่เหนื่อยกับการวอนขออภัยโทษจากพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่เคยเหนื่อยเลยที่จะยกโทษให้พวกเรา เมื่อนักบุญเปโตรถามพระเยซูว่า 'เราต้องยกโทษกี่ครั้ง ... เจ็ดครั้งใช่ไหม' พระเยซูตรัสตอบว่า 'ไม่ใช่ เราต้องยกโทษให้ เจ็ด คูณ เจ็ดสิบครั้ง' นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงยกโทษพวกเรา แต่ถ้าพวกเราดำเนินชีวิตทั้งครบอยู่ในบาป อยู่ในความชั่วร้ายนานาประการ และในตอนจบ เราไปขอการอภัยโทษจากพระเจ้า พระองค์ก็จะยกโทษให้เราทันที พระองค์ทรงให้อภัยเราเสมอ

"ปัญหาที่จะเกิดในใจเราก็คือพระเจ้าจะยกโทษให้เราอีกนานไหม นั่นไม่ใช่ปัญหา สิ่งเดียวที่ท่านต้องทำคือสำนึกผิดและขอการอภัยโทษจากพระองค์ พวกท่านไม่ต้องจ่ายค่าชดใช้ความผิด เพราะพระคริสตเจ้าทรงชดใช้ค่าเสียหายแทนพวกท่านแล้ว

"มันไม่มีบาปใดที่พระเจ้าจะไม่ยกโทษให้เรา พระองค์ทรงยกโทษเราทุกอย่าง แต่พวกท่านอาจถามว่า 'พระสันตะปาปา ผมไม่ไปแก้บาป เพราะผมได้ทำบาปเลวร้ายเยอะมาก เมื่อมันเยอะแบบนี้ ผมคงไม่ได้รับการอภัยโทษแน่ๆ' พ่ออยากบอกว่า ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่จริงสักนิด พระเจ้าให้อภัยเราทุกอย่าง ถ้าท่านสำนึกผิดและไปแก้บาป พระเจ้าจะให้อภัยทุกอย่าง เมื่อท่านเริ่มวอนขอการอภัยโทษจากพระเจ้า พระองค์จะทำให้ท่านรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีแห่งการอภัยโทษ สิ่งนี้จะเกิดก่อนที่ท่านจะแก้บาปเสร็จแล้วด้วยซ้ำ

"พระเจ้าจะดีใจมากถ้ามีคนมาวอนขอการอภัยโทษจากพระองค์ และในเวลาเดียวกัน พระเจ้าจะทรงลืมและลบความทรงจำต่อบาปผิดของเรา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า การแก้บาปไม่ใช่การตัดสินลงโทษ แต่นี่คือการได้พบกับพระเจ้า" พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio


22 January 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ความรอดจากบาปคือสิ่งสำคัญสุดที่พระเยซูมอบให้กับเรา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ สิ่งสำคัญสุดที่พระเยซูทรงทำให้เราเห็นคือการช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป ส่วนเรื่องอื่นๆ อาทิ การรักษาให้หายจากโรคร้าย ก็สำคัญ แต่ไม่ใช่สำคัญที่สุด ทรงชี้ ประชาชนเบื่อวิธีการเทศน์สอนของพวกธรรมาจารย์ เพราะมันไม่ไปสัมผัสจิตใจพวกเขา และยังเอาภาระไปให้ผู้คนต้องแบกรับแทนตัวเอง ผิดกับพระเยซูที่สอนไปสัมผัสใจทุกคน ประชาชนจึงอยากเข้ามาหาพระองค์




ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก จนผู้ป่วยโรคต่างๆ พยายามเบียดเสียดเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ และเมื่อปีศาจเห็นพระเยซู ก็ตะโกนออกมาว่า "ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า" (มก: 3:7-12)

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "ประชากรของพระเจ้ามองพระเจ้าคือความหวังของพวกเขา เพราะวิถีที่พระองค์ทรงกระทำและสั่งสอน มันสัมผัสหัวใจของพวกเขา และนี่คือฤทธานุภาพแห่งพระวาจาของพระเจ้า ประชาชนสัมผัสได้และมองเห็นพระสัญญาของพระเจ้าว่าได้รับการเติมเต็มอยู่ในพระเยซู เพราะพระเยซูคือความหวังของพวกเขา

"ประชาชนรู้สึกเบื่อนิดๆ กับวิธีการสอนสั่งความเชื่อจากพวกธรรมาจารย์แห่งบทบัญญัติ เพราะคนพวกนี้นำกฏเกณฑ์ต่างๆ มาให้ประชาชนต้องแบกรับบนบ่าของตัวเอง แต่กฏเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้สัมผัสกับจิตใจของประชาชนเลย เมื่อประชาชนเห็นพระเยซูและได้ยินพระองค์ทรงเทศน์สอน พวกเขาสัมผัสถึงบางสิ่งที่อยู่ในจิตใจ นั่นคือ พระจิตที่กำลังปลุกเร้าจิตใจของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงออกมาพบกับพระเยซู

"ใช่แล้ว ฝูงชนมาหาพระเยซูเพื่อจะได้รับการรักษา แต่พวกเขามาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะถามว่า 'เราจะสามารถติดตามพระเจ้าด้วยความตั้งใจที่ใสบริสุทธิ์จากหัวใจของเราได้ไหม' ไม่เคย! แต่ประชาชนมองหาพระเจ้าเพื่อสุขภาพและเพื่อการรักษา พวกเขามาเพื่อให้ปีศาจออกจากตัวเองและเพื่อพระเยซูจะได้รักษาพวกเขา

"อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญสุดไม่ใช่การให้พระเยซูรักษาโรคเจ็บป่วย การรักษานั้น(โรคเจ็บป่วย)คือเครื่องหมายของการรักษาก็จริง แต่เป็นการรักษาอีกอย่างหนึ่ง การรักษาที่แท้จริงคือการที่พระเยซูทรงมาเพื่อช่วยคนที่มาหาพระเจ้าโดยผ่านทางพระองค์ ... พระเยซูทรงช่วยเราให้รอด พระองค์ทรงรักษาเรา นี่คือคำพูดที่เข้าถึงหัวใจของผู้คน นี่คือเครื่องหมายและเป็นจุดเริ่มต้นของความรอด นี่คือหนทางของความรอดสำหรับหลายคนที่เริ่มเดินไปฟังพระเยซูหรือวอนขอการรักษาจากพระองค์

"แล้วพวกท่านล่ะ คิดว่าสิ่งใดสำคัญ พระเยซูทรงรักษาเราอย่างนั้นหรือ? ไม่! นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสุด พระองค์ทรงสอนเราหรือ? ก็ไม่ใช่อีกแหละ สิ่งสำคัญสุดคือพระเยซูทรงช่วยเรา! พระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอดและพวกเราได้รับการช่วยให้รอดพ้นจากบาปจากพระองค์ นี่คือสิ่งสำคัญสุดและเป็นพละกำลังสำหรับความเชื่อของเราทุกคน" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำกับทุกคน

Read More: Vatican Radio

21 January 2015

โป๊ปฟรังซิสแบ่งปันความประทับใจจากการเยือนเอเชีย

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปันความประทับใจจากการเยือนเอเชีย โดยชี้ประทับใจการร่วมงานศาสนสัมพันธ์ที่ศรีลังกา เพราะนี่คืองานที่จัดเพื่อสร้างสันติให้สังคมอย่างแท้จริง ส่วนที่ฟิลิปปินส์ พระองค์ชื่นชมความเชื่อของชาวเมืองตั๊กโลบันที่ถูกไต้ฝุ่นพัดถล่ม แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นไหวในพระเจ้า ส่วนการพบกับเยาวชน พระสันตะปาปาทรงขอร้องพวกเขาให้ปฏิเสธการโกงทุกรูปแบบ เพราะเหยื่อของความโกงก็คือคนยากจนทุกคน



ช่วงสายวันพุธที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเทศน์สอนสัตบุรุษกว่า 13,000 คน ในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ หอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันความประทับใจจากการเสด็จเยือนเอเชียให้แก่ทุกคนได้ทราบโดยพร้อมกัน

พระสันตะปาปาทรงเล่าว่า การมาเยือนเอเชียครั้งนี้ พระองค์มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นการได้ร่วมงานเสวนาศาสนสัมพันธ์ที่ศรีลังกา ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อสันติภาพและการสร้างสังคมให้สามัคคีกันอย่างแท้จริง นอกจากนี้ พระองค์ยังประทับใจที่ได้ถวายมิสซาสถาปนา "นักบุญโจเซฟ วาซ" นักบุญองค์แรกของศรีลังกาด้วย

ในส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานานในสังคมศรีลังกา พระสันตปาปาทรงย้ำว่า ตอนนี้ ยังมีผู้ที่ต้องทนทุกข์จากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ระหว่างที่ร่วมงานศาสนสัมพันธ์ พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับผู้แทนศาสนาต่างๆ ว่า ขอให้พวกเราร่วมมือกันทำงานเพื่อเยียวยารักษาสังคมให้เปี่ยมด้วยสันติและการคืนดีกันเถิด

ส่วนที่ฟิลิปปินส์ พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า การมาเยือนครั้งนี้เพื่อเยี่ยมพี่น้องที่ประสบภัยจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า พี่น้องที่เมืองตั๊กโลบันได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ทุกคนยังเปี่ยมด้วยความเชื่อในพระเจ้าเสมอ นอกจากนี้ พระสันตะปาปาไม่ลืมจะเชิญทุกคนสงบนิ่งเพื่อภาวนาต่อดวงวิญญาณของ คริสเตล สตรีอาสาสมัครที่เสียชีวิตระหว่างมิสซาที่เมืองตั๊กโลบันด้วย

ขณะที่ความประทับจากมะนิลา พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงงานชุมนุมครอบครัวและขอให้ทุกคนร่วมกันปกป้องสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งสร้างและเป็นพื้นฐานสำคัญในแผนการของพระเจ้า พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปายังประณามระบบเศรษฐกิจที่นำเงินมาเป็นพระเจ้า และดูแลมนุษย์ดุจของทิ้งขว้าง พระองค์ชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ไม่สนใจเด็กและคนชรา มันสร้างวัฒนธรรมทิ้งขว้างอย่างแท้จริง

พระสันตะปาปาไม่ลืมจะกล่าวถึงการพบปะกับเยาวชน พระองค์ทรงท้าทายพวกเขาให้สร้างสังคมที่อย่าทอดทิ้งคนยากจนเด็ดขาด ที่สำคัญ พระองค์ทรงขอร้องเยาวชนปฏิเสธการโกงทุกรูปแบบ การโกงคือการปล้นคนยากจน เพราะคนที่โชคร้ายสุดที่จะถูกโกงก็คือคนยากจนนั่นเอง

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องสันติภาพในประเทศไนเจอร์ หลังจากมีผู้เสียชีวิต 15 คนจากการประท้วงการ์ตูนล้อเลียนอิสลามจากหนังสือพิมพ์ชาร์กลี แอ๊บโด ในฝรั่งเศส พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า "เราต้องไม่ต่อสู้กันในพระนามของพระเจ้าเด็ดขาด"

ทั้งนี้ หลังการเข้าเฝ้าทั่วไปจบลง พระสันตะปาปาทรงอวยพรลูกแกะเนื่องในวันฉลองนักบุญอักเนสด้วย โดยขนของลูกแกะเหล่านี้จะถูกไปทำเป็น "ปัลลิอุม" มอบให้กับพระอัครสังฆราชใหม่ ที่จะมารับมอบปัลลิอุมกับพระสันตะปาปาในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ โอกาสสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป




20 January 2015

โป๊ปฟรังซิส: "มีลูกมากไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือพ่อแม่มีความรับผิดชอบที่จะเลี้ยงหรือเปล่า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินกลับจากฟิลิปปินส์ ด้วยการชี้ว่า การมีลูกมากไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือพ่อแม่มีความรับผิดชอบที่จะเลี้ยงลูกหรือเปล่า ทรงเตือนสติเรื่องการรับสินบนในพระศาสนจักร พร้อมย้ำ "นักบุญเป็นคนบาป แต่นักบุญไม่เป็นคนโกง" ทรงยืนยัน ยอมรับทฤษฎีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ก่อนจะแสดงความเห็นอะไรออกไป เราต้องอย่ายั่วยุความเชื่อและต้องรอบคอบด้วย 




ระหว่างเที่ยวบินกลับจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มายัง กรุงโรม ประเทศอิตาลี สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานการสัมภาษณ์พิเศษแบบเป็นกันเองแก่บรรดาผู้สื่อข่าวที่ตามเสด็จเยือนทวีปเอเชีย การสัมภาษณ์นี้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ประเด็นสำคัญของบทสัมภาษณ์ มีดังต่อไปนี้

สิ่งที่พระสันตะปาปาเรียนรู้จากฟิลิปปินส์

พระสันตะปาปา: "การแสดงออกไง! พ่อคล้อยไปกับการแสดงออกของชาวฟิลิปปินส์ พวกเขาไม่ได้แสดงออกด้วยอากัปกิริยาแบบทางการ แต่มันเป็นการแสดงออกที่มาจากหัวใจ (จังหวะนี้ พระสันตะปาปาพูด พร้อมน้ำตาคลอ) ความเชื่อ ความรัก ครอบครัว และอนาคต ทั้งหมดนี้คือการแสดงออกที่พ่ออุ้มลูกให้สูงเหนือหัว เพื่อให้พระสันตะปาปาได้อวยพรลูกๆ ของตน พวกเขาอุ้มลูกขึ้นสูงๆ การแสดงออกแบบนี้คุณจะไม่เห็นเลยในที่อื่นๆ ของโลก มันดูราวกับว่า พวกเขากำลังพูดว่า 'นี่คือทรัพย์สมบัติของผม นี่คืออนาคตของผม นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดการทำงานและเปี่ยมด้วยคุณค่าที่จะทนทุกข์ นี่คือการแสดงออกที่มาจากหัวใจ ส่วนเรื่องที่สองที่ประทับใจพ่อคือการได้พบกันด้วยอารมณ์ร่วมอย่างแท้จริง ทั้งความชื่นชมยินดี ความสุข และความสามารถในการเฉลิมฉลอง แม้จะอยู่ท่ามกลางพายุฝน พ่อยังได้เห็นบรรดาคุณแม่นำลูกๆ ที่เจ็บป่วยมาร่วมพิธี มีเด็กผู้พิการมากมายและเด็กทุพลภาพที่พวกท่านก็น่าจะเห็น พวกเขาไม่ได้นำเด็กไปหลบๆ ซ่อนๆ นะ พวกเขานำเด็กเหล่านั้นมาด้วย เพื่อที่เด็กๆ จะได้รับการอวยพรว่า นี่คือลูกของฉัน นี่คือสิ่งที่ทำให้พ่อประทับใจ มันคือการแสดงออกถึงความเป็นแม่และความเป็นผู้เลี้ยงดู

ความยากจนในฟิลิปปินส์และศรีลังกา

พระสันตะปาปา: "คนยากจนคือเหยื่อของวัฒนธรรมสิ้นเปลือง ทุกวันนี้ ผู้คนถูกละทิ้ง ระบบการทอดทิ้งผู้คนเข้ามาในความคิดของพ่อในตอนนี้ ในสังฆมณฑลของพ่อ (บัวโนสไอเรส) มีพื้นที่ที่ชื่อ ปอร์โต้มาเดโร่ นี่เป็นพื้นที่หรูหรา มีภัตตาคารหรูๆ ถึง 36 ร้าน แต่ในทางกลับกัน พื้นที่ต่อจากตรงนี้มีแต่ผู้คนอดอยากหิวโหย เห็นได้ชัดว่า พวกเราเคยชินกับภาพเหล่านี้ สำหรับพวกเราพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช และฆราวาส จิตตารมย์ทางโลกคือบาปหนักร้ายแรง มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียดมากที่ต้องเห็นพระสงฆ์และนักบวชคนของพระศาสนจักรยึดตามจิตตารมย์ทางโลก นี่ไม่ใช่วิถีของพระเยซู (ถ้าเป็นแบบนี้) พระศาสนจักรจะเป็นพวกเอ็นจีโอที่เรียกตัวเองว่าพระศาสนจักร"

แนวคิดการล่าอาณานิคมทางความคิดของครอบครัว

พระสันตะปาปา: "พ่อจะยกตัวอย่างที่พ่อเคยเจอให้ฟัง 25 ปีที่แล้ว ค.ศ.1995 รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ(ของอาร์เจนตินา) ได้ร้องขอเงินกู้ก้อนโตเพื่อใช้สร้างโรงเรียนหลายแห่งให้กับผู้ยากไร้ มีคนเสนอเงินกู้ให้กับเธอ(รัฐมนตรี) บนเงื่อนไขที่ว่า โรงเรียนเหล่านี้จะต้องใช้หนังสือเรียนที่คนๆนี้เสนอให้ แทนหนังสือเรียนเล่มปัจจุบันที่ดีอยู่แล้ว เนื้อหาของหนังสือที่ถูกเสนอแทนเล่มเก่านั้น เป็นการสอนเรื่องเพศที่แตกต่างจากเล่มเก่า รัฐมนตรีคนนี้เป็นหลักแหลม เธอตกลงกับข้อเสนอดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือการล่าอาณานิคมทางความคิด กล่าวคือ มีการยัดเยียดแนวคิดลงไปในกลุ่มประชากร ... ในการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งแอฟริกา ได้มีการตำหนิการเสนอเงินกู้แบบมีเงื่อนไข คนพวกนี้มองประชากรเป็นโอกาสที่จะเข้าฉกฉวยผลประโยชน์ ศตวรรษที่แล้ว เราได้เห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ลัทธิเผด็จการเข้าครอบงำความคิด ลองคิดถึงตัวอย่างของยุวชนฮิตเลอร์ ... พ่ออยากให้พวกท่านลองไปหาหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ 'Lord of the World' เขียนโดย เบ็นสัน ในปีค.ศ.1903 ดูนะ พ่อขอแนะนำเลย ถ้าท่านอ่านแล้ว ท่านจะเข้าใจสิ่งที่พ่อกำลังพูดถึงเกี่ยวกับการล่าอาณานิคมทางความคิด

ลูกมากไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือพ่อแม่รับผิดชอบที่จะเลี้ยงหรือเปล่า

พระสันตะปาปา: "การเปิดรับชีวิตที่จะเกิดมาคือเงื่อนไขสำหรับศีลสมรส พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ทรงศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ พระองค์ทรงปฏิเสธเรื่องการคุมกำเนิด ... สิ่งนี้ ไม่ได้หมายความว่า คริสตชนต้องมีลูกคนเดียวนะ พ่อเคยดุผู้หญิงคนหนึ่งที่ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 8 โดยที่เธอเคยผ่าท้องคลอดลูกมาแล้ว 7 ครั้ง! พ่อถามเธอไปว่า 'นี่คุณต้องการให้ลูกๆ เป็นเด็กกำพร้าเหรอ คุณอย่าผลักภาระ(เลี้ยงลูก)ให้พระเจ้านะ' ผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่า ครอบครัวหนึ่งมีลูก 3 คนกำลังดี แต่สิ่งที่พ่ออยากเน้นย้ำคือความรับผิดชอบของคนเป็นพ่อแม่ ขอโทษนะ บางคนคิดว่าการเป็นคาทอลิกที่ดี เราต้องแพร่พันธุ์ให้เหมือนกระต่าย มันใช่เหรอ? ไม่เลย! เราต้องเป็นพ่อแม่ที่มีความรับผิดชอบต่างหาก

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

พระสันตะปาปา: "ในทางทฤษฎี พวกเราสามารถพูดได้ว่า เราเข้าใจว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นคืออะไร ในทางทฤษฎี เราเห็นด้วยกับทฤษฎีนี้ ... แต่สิ่งที่พ่อจะพูดคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจำเป็นต้องคิดถึงธรรมชาติของมนุษย์ด้วย และมันต้องคิดให้รอบคอบ(ก่อนจะแสดงความเห็นออกไป) หรือจะพูดอีกอย่างคือจะพูดอะไรต้องเป็นแบบสุภาพ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเสรีภาพต้องควบคู่ไปกับความรอบคอบ

ทริปต่อไป "แอฟริกา, สหรัฐอเมริกา และอเมริกาใต้"

พระสันตะปาปา: "พ่อมีแผนจะไปเยือนแอฟริกา ที่วางแผนไว้คือสาธารณรัฐแอฟริกากลางและยูกันดา พ่อคิดว่า พ่อจะไปช่วงสิ้นปีนี้นะ แผนการเยือนนี้ต้องล่าช้าเพราะปัญหาอีโบล่านั่นเอง นอกจากนี้ พ่อจะไปเยือนฟิลาเดเฟีย สหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมงานชุมนุมครอบครัวคาทอลิก จากนั้นจะไปองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์ค และกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อไปเยือนรัฐสภาสหรัฐอเมริกา พ่ออยากจะไปแคลิฟอร์เนีย เพื่อสถาปนาบุญราศีจูนิเปโร่ เซอร์ร่า เป็นนักบุญด้วย แค่พ่อคิดว่าเวลามันจำกัด พ่อต้องการเวลามากกว่านี้อีก 2 วัน การไปสหรัฐอเมริกาโดยมาจากเม็กซิโก คงเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะนี่คือการแสดงออกถึงความเป็นพี่น้องกัน ถ้าไปเม็กซิโก แล้วไม่ได้ไปเยือนแม่พระแห่งกัวดาลูเป้ ก็คงเป็นโศกนาฏกรรมเหมือนกันนะ! ส่วนลาตินอเมริกา พ่อก็จะไปเยือนในปีนี้เช่นกัน จะเป็น เอกวาดอร์, โบลิเวีย และปารากวัย ส่วนปีหน้า 2016 ตามพระประสงค์ของพระเจ้า พ่อจะไปชิลี, อาร์เจนตินา และอุรุกวัย"

การโกงในพระศาสนจักร

พระสันตะปาปา: "พ่อจำได้ดีในปี 1994 ตอนนั้น พ่อเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชผู้ช่วยในสังฆมณฑลฟลอเรส (อาร์เจนตินา) มีเจ้าหน้าราชการ 2 คนติดต่อมาหาพ่อ แล้วบอกว่า 'พระคุณเจ้า ต้องการเงินไปช่วยคนจนใช่ไหม ถ้าพระคุณเจ้าต้องการ เราจะให้เงิน 400,000 เปโซ (12.8 ล้านบาท) พ่อฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะพวกเขาเสนอเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถทำให้คนที่เป็นนักบุญต้องคิดแล้วคิดอีกก็ว่าได้

"พวกเขาบอกอีกว่า เราจะบริจาคเงินให้พระคุณเจ้า แต่พระคุณเจ้าจะต้องนำเงินนี้คืนกลับมาให้เราครึ่งหนึ่งนะ วินาทีนั้น พ่อคิดทันทีว่า 'เราจะต่อว่าคนพวกนี้ดีไหมและเตะมันออกไปเลย หรือว่า เราจะแกล้งทำเป็นโง่ดี' ที่สุดท้าย พ่อทำเป็นแกล้งโง่ และพูดไปว่า 'พวกคุณก็รู้นะว่า พวกเราที่ทำงานในสำนักพระสังฆราช ไม่สามารถเข้าไปยุ่งกับบัญชีนี้ได้ พวกคุณต้องเงินดังกล่าวให้กับพระอัครสังฆราชแล้วจะมีใบเสร็จรับเงิน' เมื่อพวกเขาได้ยินแบบนี้ พวกเขาก็จากไป

"ดังนั้น ขอให้พวกเราจำไว้เสมอว่า เราเป็นคนบาป แต่เราต้องไม่โกง! มีนักบุญจำนวนมากที่เป็นคนบาป แต่พวกท่านไม่เป็นคนโกง!"

นักการเมืองโกง

พระสันตะปาปา: "คนโกง โกงในธุรกิจหรือภาครัฐ พวกเขาขโมยทุกอย่างไปจากประชาชน เหยื่อคนโกงคือคนที่อยู่ในความยากจน การโกงได้กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว ในปี 2001 พ่อเคยถามหัวหน้าคณะรัฐบาลอาร์เจนตินาว่า 'พวกท่านบริจาคเงินช่วยเหลือประเทศเท่าไหร่ พวกตู้คอนเทนเนอร์, อาหาร, เสื้อผ้า ไปถึงประชาชนหรือเปล่า' คนที่(มือ)บริสุทธิ์ตอบทันทีว่า ไปถึงแค่ 35 เปอร์เซนต์ นี่เกิดที่อาร์เจนตินาในปี 2001 นะ"

ความสัมพันธ์กับจีนและ "ดาไล ลามะ"

พระสันตะปาปา: "ตามระเบียบการของสำนักเลขาธิการนครรัฐวาติกัน มันไม่ได้หมายความว่า เมื่อประมุขของประเทศหรือผู้นำรัฐบาลจะได้รับการต้อนรับเสมอไป (หมายถึงได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปา) เมื่อพวกเขามาประชุมสำคัญๆที่กรุงโรม ระหว่างที่มีการประชุมของคณะกรรมการอาหารและการเกษตรแห่งองค์การสหประชาชาติ ช่วงนั้น พ่อก็ไม่ได้ต้อนรับใครเลย มันจึงไม่เป็นความจริงที่ว่า พ่อไม่ต้อนรับองค์ดาไลลามะ เพราะว่าพ่อกลัวประเทศจีน ท่านดาไลลามะได้ส่งคำขอเข้าพบพ่อ พวกเรามีสายสัมพันธ์ต่อกัน แต่เหตุผล(ที่ไม่ได้เข้าพบ)ไม่ได้มาจากการกลัวประเทศจีน พวกเราเปิดกว้างและพวกเราต้องการสันติกับทุกคน

อนึ่ง หลังการสัมภาษณ์จบลง พระสันตะปาปาทรงทำเซอร์ไพรส์ด้วยการ มอบเค้กวันเกิดให้ "วาเลนติน่า อลาสรากี้" หัวหน้ากลุ่มผู้สื่อข่าวประจำสันตะสำนัก (สื่อมวลชนสายวาติกันจะรวมตัวเป็นกลุ่ม และมี อลาสรากี้ เป็นหัวหน้าอีกทีหนึ่ง) เรียกได้ว่า นักข่าวมีความสุขที่พระสันตะปาปาเป็นกันเอง และคอยเอาใจใส่นักข่าวทุกคนด้วยการเดินทักทายแบบทีละคนด้วย

Read More: Vatican Insider

19 January 2015

ฟาติมาสาร: บทสรุปพระสันตะปาปาเยือนเอเชีย (25 ม.ค. 2015)

เชื่อว่า หลายท่านได้ติดตามข่าวพระสันตะปาปาเยือนเอเชีย (ศรีลังกาและฟิลิปปินส์) จากสถานีโทรทัศน์และสื่อมวลชนสายต่างๆ กันไปแล้ว ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมากที่สื่อมวลชนไทยให้ความสนใจกับพระสันตะปาปามากขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ทุกท่านติดตามจากสำนักข่าวทั่วไป อาจจะไม่ “เจาะลึก” เท่าไหร่ ดังนั้น ผมขอสรุปทุกอย่างแบบละเอียด เพื่อให้สมกับการเป็น POPE REPORT ตามรายละเอียดนี้เลย



การเยือนเอเชียของพระสันตะปาปา มีวัตถุประสงค์แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน พระสันตะปาปามาศรีลังกา เพื่อสถาปนานักบุญโจเซฟ วาซ และให้กำลังใจกระบวนการคืนดีกันของคนในชาติ หลังจากต้องเผชิญปัญหาความขัดแย้งและสงครามในประเทศมาหลายสิบปี ส่วนฟิลิปปินส์ จุดประสงค์หลักของการมาเยือนคือการไปเยี่ยมผู้ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ซึ่งพัดถล่มฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น เราน่าจะเห็นวัตถุประสงค์ของการมาเยือนเอเชียครั้งนี้ ได้ชัดขึ้นจากการสรุปนี้


เราต้องชนะความชั่วด้วยความดี – ต้องปลูกฝังคุณธรรมในการให้อภัยกัน

นี่คือบทสอนแรกในการมาเยือนศรีลังกา พระสันตะปาปาตรัสเรื่องนี้ในพิธีต้อนรับ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีว่า “มันเป็นโศกนาฏกรรมในโลกของเราที่สังคมจำนวนมากต้องทำสงครามกันเอง การขาดความสามารถที่จะประนีประนอมความแตกต่างและความไม่ลงรอยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเก่าหรือเรื่องใหม่ ก็ได้ทำให้เกิดความตึงเครียดต่อชาติพันธุ์และศาสนา บ่อยครั้ง มันตามมาด้วยการปะทุของความรุนแรง

“เป็นเวลานานหลายปีที่ศรีลังกาเป็นที่รู้จักเกี่ยวกับความน่ากลัวของความขัดแย้ง และตอนนี้ ประเทศแห่งนี้กำลังแสวงหาการรวบรวมความสงบและการรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลยที่จะเอาชนะมรดกแห่งความขมขื่นของความอยุติธรรม ความเป็นศัตรูกัน และความไม่ไว้ใจกันที่ถูกทิ้งไว้จากความขัดแย้ง

“สิ่งนี้ สามารถบรรลุได้ด้วยการชนะความชั่วด้วยความดีเท่านั้น (โรม 12:21) และโดยการปลูกฝังคุณธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการคืนดีกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสันติภาพ กระบวนการของการเยียวยารักษายังจำเป็นต้องมีการแสวงหาความจริง การแสวงหานี้ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์จากการเปิดแผลเก่าที่เกิดขึ้น แต่มันเป็นวิธีการที่จำเป็นต่อการส่งเสริมความยุติธรรม การเยียวยารักษา และความสามัคคีกัน”


พระศาสนจักรคาทอลิกให้ความเคารพทุกศาสนา

บทสอนที่สองเกิดในงานศาสนสัมพันธ์ เหตุการณ์นี้ประทับใจมากๆ ช่วงเริ่มพิธี พระสงฆ์ของพุทธศาสนาได้นำสวดภาวนา ตามด้วย ผู้นำศาสนาฮินดูได้ขึ้นมาทักทายพระสันตะปาปา พร้อมนำอาภรณ์สีส้มมาคลุมไหล่ให้พระสันตะปาปา จากนั้น เป็นผู้นำชาวมุสลิมขึ้นกล่าว โดยผู้นำมุสลิมได้กล่าวประณามการก่อการร้ายโดยนำพระนามของพระเจ้ามาเป็นข้ออ้าง เฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเป็นพระสันตะปาปาที่ตรัสเป็นคนสุดท้าย

พระสันตะปาปากล่าวว่า “สังคายนาวาติกัน ที่ 2 ประกาศชัดเจนว่า พระศาสนจักรคาทอลิกให้ความเคารพอย่างถึงที่สุดต่อศาสนาอื่นๆ ในส่วนตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะกล่าวย้ำว่า พระศาสนจักรคาทอลิกให้ความเคารพต่อพวกท่าน เคารพขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกท่าน และเคารพความเชื่อของพวกท่าน

“ความเชื่อทางศาสนาต้องไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงและสงคราม พวกเราต้องชัดเจนและทำให้ชัดไปเลยที่จะดำเนินชีวิตในสันติ เราต้องประณามการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรง”




เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ต้องมี “ขอบเขต”

บทสอนที่สามที่ดังไปทั่วโลกก็คือการให้สัมภาษณ์นักข่าวบนเครื่องบินจากศรีลังกาไปฟิลิปปินส์ (เที่ยวบินนี้ พระสันตะปาปาบินผ่านเมืองไทยด้วย) นักข่าวถามพระสันตะปาปาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับเสรีภาพในการแสดงความเห็น พร้อมอ้างอิงถึงเหตุการณ์คนร้ายบุกยิงที่ทำการหนังสือพิมพ์ “ชาร์กลี เอ๊บโด” กลางกรุงปารีส

พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า “ทั้งศาสนาและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ แต่การฆ่ากันด้วยพระนามของพระเจ้า ถือเป็นความวิปริต มันต้องมีขอบเขตที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น พ่อขอยกตัวอย่างนะ ดร.อัลแบร์โต้ กาสปาร์รี่ ซึ่งเป็นผู้ดูแลประสานงานการเดินทางของพระสันตะปาปาทุกทริป และเขาก็ยืนข้างๆ พ่อในตอนนี้ ถ้าหากเพื่อนที่แสนดีอย่าง ดร.กาสปาร์รี่ มาด่าคุณแม่ของตัวพ่อเอง(พระสันตะปาปา) ดร.กาสปาร์รี่จะต้องถูกพ่อจัดให้สักป้าปอย่างแน่นอน! มันเป็นเรื่องปกติที่ว่า คุณไม่สามารถยั่วยุ คุณไม่สามารถกล่าวหาให้ร้ายความเชื่อของคนอื่น คุณไม่สามารถเล่นตลกกับความเชื่อของคนอื่น ถ้าหากเกิดเรื่องแบบนี้ คุณเตรียมพบกับความรุนแรงได้เลย”


ผู้นำประเทศต้องซื่อสัตย์และใส่ใจคนยากจน

บทสอนที่สี่ พระสันตะปาปาตรัสในพิธีต้อนรับที่ทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ “ตอนนี้ ฟิลิปปินส์เผชิญกับความท้าทายในการสร้างรากฐานที่มั่นคงของสังคมยุคใหม่ นั่นคือ การเคารพคุณค่าของมนุษย์ มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างไม่เคยมีมาก่อนที่ผู้นำทางการเมืองต้องมีความโดดเด่นในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและการอุทิศตนให้กับคุณความดี ศีลธรรมมีความจำเป็นมากๆ ในการสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรมและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”




ถ้านำความยากจนออกจากพระวรสาร เราจะไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูสอนเลย

บทสอนที่ห้า พระสันตะปาปาตรัสกับบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชโดยเฉพาะ (เพราะมิสซานี้ จำกัดผู้เข้าร่วมเฉพาะบรรดาพระสงฆ์และนักบวชเท่านั้น)

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ในฐานะที่เป็นผู้แทนของพระคริสต์ เราต้องเป็นคนแรกที่ต้อนรับพระหรรษทานแห่งการคืนดีให้เข้าสู่จิตใจเรา เราจะสามารถประกาศฤทธานุภาพแห่งไม้กางเขนได้อย่างไรกัน ถ้าหากเรายังปฏิเสธที่จะให้พระวาจาของพระเจ้า มาปลุกให้เราตื่นจากการหลงใหลในบางสิ่งบางอย่างแบบไม่ลืมหูลืมตา

“สำหรับพระสงฆ์และนักบวช การดำเนินชีวิตด้วยการไตร่ตรองความยากจนของพระคริสตเจ้า ผู้ซึ่งทั้งชีวิตของพระองค์เองได้ให้ความสำคัญกับการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก มีเพียงการเป็นผู้ยากไร้เท่านั้นที่เราจะสามารถกล่าวถึงตัวเองได้ว่า เราเป็นผู้ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาพี่น้องชายหญิงของเรา ความยากจนคือศูนย์กลางของพระวรสาร นี่คือหัวใจของพระวรสาร ถ้าเรานำความยากจนออกไปจากพระวรสาร พวกเราจะไม่สามารถเข้าใจสารทั้งหมดของพระเยซูคริสต์ได้เลย

“พ่อขอกล่าวเป็นพิเศษไปยังพระสงฆ์หนุ่มที่เพิ่งบวชใหม่ พ่อขอให้ท่านออกไปอยู่เคียงข้างเยาวชนที่กำลังสับสนกับชีวิต จงทำให้พวกเขาเห็นว่าพระศาสนจักรคือเพื่อนบนการเดินทางของเขา จงออกไปอยู่กับทุกคนที่ประสบปัญหาด้านจิตใจ จงประกาศความงดงามและความจริงแห่งพระวรสารให้กับพวกเขา”

ทั้งนี้ ช่วงเทศน์ มีเรื่องขำๆเกิดขึ้น เมื่อพระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงข้อความจากพระวรสารที่พระเยซูทรงถามบรรดาศิษย์ว่า “ท่านรักเราไหม ... ถ้ารัก จงเลี้ยงดูแกะของเรา” แต่ว่า พระสันตะปาปาทรงพูดคำว่า “ท่านรักเราไหม” แล้วทรงทิ้งช่วงไปสักพัก พระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชที่ร่วมพิธีจึงตอบพร้อมกันว่า “รัก” พระสันตะปาปาจึงตอบกลับว่า “ขอบคุณมากๆ” ทำให้ทุกคนหัวเราะชอบใจกันใหญ่




ภัยที่คุกคามครอบครัว ก็เป็นภัยที่คุกคามสังคม

บทสอนที่หก พระสันตะปาปาทรงร่วมชุมนุมครอบครัวที่ฟิลิปปินส์ งานนี้ ครอบครัวคาทอลิกกว่าแสนชีวิตมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ในงานดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงทำภาษามือที่บอกรักว่า “I LOVE YOU” พูดคุยกับผู้พิการทางการได้ยินด้วย เรียกได้ว่า เป็นภาพที่น่ารักมากๆ

ส่วนบทสอนนั้น พระองค์กล่าวว่า “บทอ่านที่เราได้ฟังเมื่อครู่นี้ เป็นเรื่องที่นักบุญโยเซฟได้รู้พระประสงค์ของพระเจ้าจากการนอนหลับแล้วฝันเห็นทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวกับตน (จากนั้น พระสันตะปาปาทรงทำท่า “นอนหลับ” ทำให้ทุกคนปรบมือชอบใจกันใหญ่) เรื่องความฝัน พ่ออยากแบ่งปันว่าพ่อชอบมากๆ เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความฝันภายในครอบครัว เพราะพ่อแม่ทุกคนฝันถึงลูกชายหรือลูกสาวของตัวเองตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ตลอดระยะเวลา 9 เดือน เรื่องนี้เป็นความจริงใช่ไหม? พวกท่านฝันถึงลูกชายลูกสาวว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ครอบครัวจะไม่มีความฝัน เพราะเมื่อคุณสูญเสียความสามารถที่จะคิดฝัน คุณก็สูญเสียความสามารถและพลังที่จะรักไปแล้ว

“โดยส่วนตัวแล้ว พ่อชอบนักบุญโยเซฟมากๆ ท่านเป็นคนเงียบๆ แต่เข้มแข็งมากๆ ในห้องทำงานของพ่อ มีรูปนักบุญโยเซฟกำลังนอนอยู่ด้วยนะ พ่ออยากเล่าให้ฟังว่า เวลาพ่อมีปัญหาหนักใจ พ่อจะจดปัญหานี้ใส่กระดาษและไปวางไว้ใต้รูปนักบุญโยเซฟที่กำลังนอน เพื่อที่ท่านจะได้นำปัญหาของพ่อไปฝัน (ทุกคนหัวเราะชอบใจ)

“กลับเข้าเรื่องกันต่อ พ่ออยากแบ่งปันภัยที่คุกคามครอบครัว นั่นคือ การล่าอาณานิคมเชิงความคิดซึ่งทำลายครอบครัว สิ่งนี้เกิดจากวัตถุนิยม เพราะพวกวัตถุนิยมและวิถีชีวิตเหล่านี้ได้ทำลายครอบครัวและทำลายความต้องการขั้นพื้นฐานของศีลธรรมคริสตศาสนา มันทำให้เราตกเป็นทาสของวัตถุต่างๆ เราต้องฉลาดพอที่จะเอาตัวรอดจากภัยที่มาทำลายครอบครัว

“มีคนบางกลุ่มกังวลเรื่องประชากรจะล้นสังคม พ่อจึงอยากชื่นชม บุญราศี เปาโล ที่ 6 ที่ทรงออกสมณสาส์นชีวิตมนุษย์ (ค.ศ.1968) สมณสาส์นนี้เป็นการยืนยันหลักคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกที่ไม่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิด บุญราศี เปาโล ที่ 6 มองเห็นภัยคุกคามที่จะทำลายครอบครัวด้วยการกีดกันลูกที่จะเกิดมา พระองค์ทรงมีความกล้าที่จะเตือนฝูงแกะของพระองค์ว่า หมาป่ากำลังเข้ามาใกล้และจะทำร้ายเรา ภัยใดที่มาคุกคามครอบครัว มันก็คือภัยที่คุกคามสังคมด้วย ดังนั้น ขอให้เราช่วยกันปกป้องสถาบันครอบครัวจากภัยคุกคาม เพราะนี่คือทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่สุด




พระเจ้าไม่ทอดทิ้งเรา แม้เราจะเจอเรื่องเลวร้ายสุดในชีวิต

บทสอนที่เจ็ด เกิดในเหตุการณ์สุดประทับใจ เมื่อพระสันตะปาปาทรง “สวมเสื้อกันฝน” และถวายมิสซาท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นระดับ 2 ที่พัดถล่มเมืองตั๊กโลบัน ก่อนเริ่มมิสซานี้ พายุได้พัดถล่มหลายอย่าง รวมไปถึงพระแท่นถวายมิสซา จนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนพระแท่นด้วย อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาไม่เคยกลัว พระองค์ยังยืนยันว่า ต้องการอยู่กับสัตบุรุษกว่า 500,000 คนที่มานอนตากฝนฝ่าพายุ เพื่อร่วมมิสซากับพระสันตะปาปา

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า “ตอนอยู่ที่กรุงโรม เมื่อพ่อได้เห็นหายนะภัยพิบัตินี้ พ่อรู้สึกว่า พ่อต้องมาอยู่กับพวกท่านให้ได้ แม้มันจะมาช้าไปสักนิด แต่พ่อก็มาอยู่ที่แล้ว พ่อมาที่นี่เพื่อมาบอกพวกท่านว่า พระเยซูคือพระเจ้า พระองค์จะไม่ทำให้เราผิดหวัง พวกท่านอาจพูดกับพ่อว่า ลูกรู้สึกแย่มากๆ เพราะลูกต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ใช่ มันเป็นความจริง ถ้าท่านพูดแบบนั้น พ่อก็เคารพสิ่งที่ท่านพูดด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของพ่อ แต่พระเยซูอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน และจากบนนั้น พระเยซูจะไม่ทอดทิ้งเรา พระเยซูคือพระเจ้าของเรา ในทุกสิ่งทุกอย่างนั้น พระองค์เป็นเหมือนเรา นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพวกเรามีพระเจ้าที่ทรงร้องไห้ไปกับเราและเดินร่วมทางไปกับเราในช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดของชีวิต”

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงไปเยี่ยมชาวบ้านที่ประสบภัยพายุไต้ฝุ่น พระองค์ทรงเข้าไปในบ้านและทักทายพวกเขา อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาต้องบินกลับกรุงมะนิลาก่อน 13.00 น. เพราะถ้าช้ากว่านั้น เครื่องบินจะบินขึ้นฟ้าไม่ได้ เพราะพายุจะเข้า เราจึงได้เห็นรถพระสันตะปาปาขับซิ่งสุดฤทธิ์เพื่อพาพระสันตะปาปามาขึ้นเครื่องกลับ ที่สุดแล้ว เครื่องบินก็ออกตอน 12.59 น.! อย่างไรก็ตาม เครื่องบินที่ออกจาหลังจากพระสันตะปาปา ต้องประสบอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ เพราะเจอพายุนั่นเอง




เยาวชนอย่าทำตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีทุกอย่างพร้อม แต่ทำประโยชน์ไม่เป็น

บทสอนที่แปด พระสันตะปาปาทรงพบเยาวชนกว่า 45,000 คน ภายในมหาวิทยาลัยซานโต โทมัส กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยในสันตะสำนัก

ช่วงเริ่มพิธี มีเยาวชนมาแบ่งปันความเชื่อ หนึ่งในนั้นคือเยาวชนหญิงที่ถูกทอดทิ้งให้ดำเนินชีวิตข้างถนน ที่ทูลถามพระสันตะปาปาว่า “ทำไม พระเจ้าต้องให้เด็กเป็นโสเภณี” นั่นเอง

พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันทุกคนว่า “หลายคนยังคงสงสัยว่า ทำไมเด็กๆ ยังต้องทนทุกข์ระทม (จากปัญหาเด็กต้องเป็นโสเภณี) พ่ออยากแบ่งปันว่า โลกเราทุกวันนี้ สูญเสียความสามารถในการร้องไห้ร่วมกับผู้ที่ต้องประสบทุกข์ยาก ลองถามตัวเองซิว่า เราเรียนรู้

“ทุกวันนี้ มีเยาวชนหลายคนที่ทำตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ พวกเขามีทุกอย่างในชีวิต แต่กลับไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร พวกเราไม่ต้องการพิพิธภัณฑ์แบบนี้ แต่พวกเราต้องการเยาวชนที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกลูกอาจถามพ่อว่า ‘เราจะเป็นนักบุญได้อย่างไร’ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายเช่นกัน

“นอกจากนี้ ยังมีเยาวชนอีกมากที่เรียนรู้จะเป็นผู้ให้ แต่ไม่เรียนรู้จะเป็นผู้รับ นี่คือสิ่งที่พวกลูกขาดหายไป จงหัดเรียนรู้ที่จะวอนขอ มันไม่ง่ายที่จะเข้าใจเรื่องนี้ แต่ยังไงขอให้เราเรียนรู้ที่จะได้รับสิ่งต่างๆ ด้วยความสุภาพถ่อมตน จงเรียนรู้พระวรสารจากคนยากจนและเด็กกำพร้า เพราะพวกเขาสอนเราได้มากจริงๆ”




มิสซาพระสันตะปาปามีคนร่วม 6 ล้านคน มากสุดในประวัติศาสตร์

มิสซาปิดการเยือนฟิลิปปินส์ ถูกจัดขึ้น ณ สวนสาธารณะลูเนต้า กรุงมะนิลา ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 6 ล้านคน โดยนี่เป็นมิสซาพระสันตะปาปาที่มีสัตบุรุษมาร่วมมากสุดในประวัติศาสตร์ (สถิติเดิมก็เกิดที่สวนสาธารณะลูเนต้าแห่งนี้ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จเยือนในปี 1995 ครั้งนั้น มีคนมาร่วม 5 ล้านคน)

มิสซานี้ พระสันตะปาปา ตรัสสอนว่า “ปีศาจคือบิดาของการโกหก มันทำให้เราไขว้เขวจากพระเจ้าด้วยคำสัญญาของความพึงพอใจแบบสั้นๆและความรื่นเริงบันเทิงใจแบบผิวเผิน และเราก็ใช้ของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แบบสุรุ่ยสุร่ายไปกับพวกอุปกรณ์ต่างๆ นั่นคือ เราใช้ของขวัญและพระพรที่พระเจ้าให้ไปกับเงินพนันและการกินดื่ม พวกเราหลงลืมที่จะดำรงอยู่ในสิ่งที่เป็นความจริง พวกเราหลงลืมที่ดำรงอยู่ในหัวใจแห่งการเป็นลูกของพระเจ้า นี่คือบาป บาปของการหลงลืมหัวใจที่ว่า พวกเราเป็นลูกของพระเจ้า”

นอกจากนี้ ก่อนที่พระสันตะปาปาจะมาเยือนฟิลิปปินส์ มีข่าวการจับเด็กเร่ร่อนไปขังและทรมาน พระสันตะปาปาจึงเตือนสติทุกคนว่า “พวกเราต้องปกป้อง ชี้แนะ และส่งเสริมบรรดาเยาวชน เราต้องช่วยเหลือพวกเขาในการสร้างสังคมที่มีคุณค่าทางมรดกแห่งจิตวิญญาณและวัฒนธรรม สำคัญสุด เราต้องมองเด็กๆที่เกิดมาว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้า”

... และทั้งหมดนี้คือบทสรุปของพระสันตะปาปาเยือนทวีปเอเชีย เรียกได้ว่า เป็นการตามทำข่าวพระสันตะปาปาที่ “สนุกที่สุด” ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะมันมีทุกรสชาติ มีประวัติศาสตร์ถูกจารึกขึ้นมาใหม่ และมีความประทับใจของพระสันตะปาปาแบบสุดๆ หวังว่า ทุกท่านจะเต็มอิ่มกับบทสรุปแบบละเอียดยิบของพระสันตะปาปาเยือนเอเชียในครั้งนี้นะครับ


AVE   MARIA

18 January 2015

โป๊ปฟรังซิสถวายมิสซามีคนร่วม 6 ล้านคน - สถิติคนมาร่วมมากสุดในประวัติศาสตร์

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาปิดการเยือนฟิลิปปินส์ ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 6 ล้านคน โดยเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วย ทรงย้ำชาวฟิลิปปินส์ ปีศาจคือบิดาของการโกหก มันทำให้เราไขว้เขวออกจากพระเจ้า ทรงหวังเห็นฟิลิปปินส์ปกป้องสถาบันครอบครัวและส่งเสริมเยาวชน พร้อมมองเด็กๆ ทุกคนว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้






ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาปิดการเยือนฟิลิปปินส์ ณ สวนสาธารณะลูเนต้า กรุงมะนิลา ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 6 ล้านคน โดยนี่เป็นมิสซาพระสันตะปาปาที่มีสัตบุรุษมาร่วมมากสุดในประวัติศาสตร์ (สถิติเดิมก็เกิดที่สวนสาธารณะลูเนต้าแห่งนี้ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จเยือนในปี 1995 ครั้งนั้น มีคนมาร่วม 5 ล้านคน) นอกจากนั้น วันนี้ ยังเป็นวันพิเศษของพระศาสนจักรคาทอลิกในฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นวันฉลองพระรูปพระกุมารเยซู หรือ "ซานโต นีโน่" (Santo Niño) อีกด้วย

ในส่วนของบทเทศน์ประจำพิธีนี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนท่ามกลางสายฝนเป็นภาษาอังกฤษ ใจความว่า "ตลอดระยะเวลาของการมาเยือนนี้ พ่อได้ฟังพวกท่านร้องเพลงว่า 'พวกเราทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า' และนี่ก็เป็นสิ่งที่พระกุมารเยซูบอกเราด้วย พระกุมารเยซูทรงย้ำเตือนเราถึงอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของพวกเรา นั่นคือ เราทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า เราทุกคนเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า ... นี่คือสิ่งที่พวกเราเป็น นี่คืออัตลักษณ์ของเรา พวกเราได้เห็นการแสดงออกที่งดงามเมื่อชาวฟิลิปปินส์มารวมตัวกันช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงที่ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่น

"พระเจ้าทรงสร้างโลกเหมือนกับสวนที่สวยงามและพระองค์ทรงขอร้องให้เราดูแลรักษาสวนนี้ แต่ด้วยบาปของเรา มนุษย์ได้ทำให้ความงดงามของธรรมชาติต้องเสียโฉมไป มนุษย์ทำลายความสามัคคีและความงดงามของครอบครัวมนุษยชาติ และไปสร้างโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้เกิดความยากจน การไม่สนใจกัน และการคดโกง

"บางครั้ง เมื่อเรามองเห็นปัญหา มองเห็นความยากลำบาก และความผิดพลาดรอบๆตัวเรา พวกเราก็ถูกประจญล่อลวงให้ปล่อยวาง มันเหมือนกับว่าพระสัญญาแห่งพระวรสารไม่ได้รับการนำไปประยุกต์(แก้ปัญหา) แต่พระคัมภีร์บอกเราถึงภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อแผนการของพระเจ้า นั่นคือการโกหก

"ปีศาจคือบิดาของการโกหก มันทำให้เราไขว้เขวจากพระเจ้าด้วยคำสัญญาของความพึงพอใจแบบสั้นๆและความรื่นเริงบันเทิงใจแบบผิวเผิน และเราก็ใช้ของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แบบสุรุ่ยสุร่ายไปกับพวกอุปกรณ์ต่างๆ นั่นคือ เราใช้ของขวัญและพระพรที่พระเจ้าให้ไปกับเงินพนันและการกินดื่ม พวกเราหลงลืมที่จะดำรงอยู่ในสิ่งที่เป็นความจริง พวกเราหลงลืมที่ดำรงอยู่ในหัวใจแห่งการเป็นลูกของพระเจ้า นี่คือบาป บาปของการหลงลืมหัวใจที่ว่า พวกเราเป็นลูกของพระเจ้า

"ขอให้เรามองย้อนกลับไปที่พระกุมารเยซู พระองค์ทรงย้ำเตือนเราถึงความสำคัญของการปกป้องครอบครัวของเรา ซึ่งครอบครัวใหญ่ของเราก็คือพระศาสนจักร เป็นครอบครัวของพระเจ้า น่าเศร้าที่ทุกวันนี้ ครอบครัวจำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากการรุกรานที่แฝงตัวเข้ามา ครอบครัวคือสิ่งที่สวยงามที่สุดและมีค่าที่สุดในวัฒนธรรม

"พวกเราก็เช่นกัน พวกเราต้องปกป้อง ชี้แนะ และส่งเสริมบรรดาเยาวชน เราต้องช่วยเหลือพวกเขาในการสร้างสังคมที่มีคุณค่าทางมรดกแห่งจิตวิญญาณและวัฒนธรรม สำคัญสุด เราต้องมองเด็กๆ (ที่เกิดมา) ว่าเป็นของขวัญ(จากพระเจ้า) และสุดท้ายนี้ พ่อขอย้ำว่า ชาวฟิลิปปินส์ถูกเรียกมาเพื่อเป็นธรรมทูตแห่งความเชื่อที่โดดเด่นในทวีปเอเชีย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงประทับรถโป๊ปโมบิล ฝ่าสายฝน เพื่อไปทักทายสัตบุรุษกว่า 6 ล้านคนที่ร่วมพิธีอยู่ในสวนสาธารณะลูเนต้าและรอบๆ กรุงมะนิลาด้วย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาถวายมิสซาปิดการเยือนฟิลิปปินส์

Read More: Vatican Radio


โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนอย่าทำตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่ทำประโยชน์ให้สังคมไม่เป็น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนเยาวชน อย่าทำตัวเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพในชีวิต แต่กลับไม่รู้วิธีใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ทรงชี้ โลกทุกวันนี้ สูญเสียความสามารถในการร้องไห้ให้กับผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทรงหวังเห็นเยาวชนเรียนรู้พระวรสารจากคนยากจนและเด็กกำพร้า เพราะพวกเขาสอนสิ่งล้ำค่าให้เราได้เยอะจริงๆ ทรงชี้ให้คิด บางครั้งเราเป็นผู้ให้ แต่เราไม่หัดเรียนรู้วิธีที่จะเป็น "ผู้รับ"









ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จมาพบและให้โอวาทแก่บรรดาเยาวชน ภายในมหาวิทยาลัยซานโต โทมัส กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยในสันตะสำนักด้วย

หลังจากพระสันตะปาปานำภาวนาเปิดพิธี ช่วงแรกก็เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ของบรรดาเยาวชนที่เคยเป็นอดีตเด็กที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามท้องถนนมาก่อน จากนั้น พระสันตะปาปาทรงกล่าวตอบกับพวกเขา พร้อมทั้งเทศน์สอนเยาวชนกว่า 25,000 คนที่รอรับฟังโอวาทจากพระองค์ โดยวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสแจ้งทุกคนว่า พระองค์ตัดสินใจจะพูดแบบสดๆ จากใจ โดยไม่ใช้อ่านตามสคริปท์ที่เตรียมมา ทำให้ทุกคนปรบมือชอบใจกันใหญ่

พระสันตะปาปาตรัสว่า "ก่อนอื่น พ่อขอเชิญชวนทุกคนภาวนาให้กับดวงวิญญาณของ คริสเทล ปาดาซาส อาสาสมัครที่เสียชีวิตจากการถูกนั่งร้านขนาดใหญ่หล่นทับจนเสียชีวิตระหว่างมิสซาที่พ่อถวายเมื่อวานนี้ที่เมืองตั๊กโลบัน ตอนนี้ พ่อของคริสเตลกำลังมาที่มะนิลา ส่วนแม่ของเธอกำลังบินมาจากฮ่องกง คริสเตลเป็นเยาวชนเหมือนพวกลูกทุกคน ขอให้เราภาวนาแบบเงียบๆ ให้เธอสักครู่ จากนั้น เราจะมาสวดบทวันทามารีย์ พร้อมๆกันนะ

"มันเป็นความสุขอย่างยิ่งที่พ่อได้มาอยู่ท่ามกลางพวกลูกในวันนี้ พ่อขอกล่าวคำทักทายนี้ไปยังพวกลูกๆจากใจจริง พ่ออยากมาพบกับพวกลูก มาฟังลูก และมาพูดกับลูกๆ พ่ออยากมอบความรักและความหวังที่พระศาสนจักรมีเพื่อลูกๆ ทุกคน เยาวชนที่รัก พ่ออยากให้กำลังใจพวกลูกในการอุทิศตนอย่างร้อนรนที่จะทำงานเพื่อฟื้นฟูสังคม พ่อขอบคุณพวกลูกที่กล่าวต้อนรับพ่อ บรรดาตัวแทนเยาวชนได้แบ่งปันปัญหาและความยากลำบากและความคาดหวังที่มีต่อสังคม (อาทิ ปัญหาทำไมเด็กต้องเป็นโสเภณี)

"หลายคนยังคงสงสัยว่า ทำไมเด็กๆ ยังต้องทนทุกข์ระทม (จากปัญหาเด็กต้องเป็นโสเภณี) พ่ออยากแบ่งปันว่า โลกเราทุกวันนี้ สูญเสียความสามารถในการร้องไห้ร่วมกับผู้ที่ต้องประสบทุกข์ยาก ลองถามตัวเองซิว่า เราเรียนรู้ที่จะร้องไห้ร่วมกับคนที่ประสบทุกข์ยากได้หรือไม่ ดังนั้น ขอให้เราเรียนรู้ที่จะร้องไห้ออกมา ขอให้เราอย่าลืมบทสอนนี้นะ นี่คือคำถามที่ดีมากๆนะเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทำไมเด็กๆ ยังต้องทนทุกข์ระทม

"ในพระวรสาร พระเยซูก็ร้องไห้ พระองค์ร้องไห้ให้กับเพื่อนๆของพระองค์ พระองค์ทรงร้องจากหัวใจ พระองค์ทรงมีความรู้สึกร่วมไปกับความทุกข์ของคนอื่นๆ พระองค์ทรงเห็นใจพวกเขา ถ้าเราไม่เรียนรู้ว่าเราจะร้องไห้ให้กับความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างไร พวกเราไม่สามารถเป็นคริสตชนที่ดีได้เลย นี่คือความท้าทายของพวกเราแต่ละคน

"ทุกวันนี้ มีเยาวชนหลายคนที่ทำตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ พวกเขามีทุกอย่างในชีวิต แต่กลับไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร พวกเราไม่ต้องการพิพิธภัณฑ์แบบนี้ แต่พวกเราต้องการเยาวชนที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกลูกอาจถามพ่อว่า 'เราจะเป็นนักบุญได้อย่างไร' นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายเช่นกัน นั่นคือ ความท้าทายแห่งความรัก

"สิ่งใดล่ะที่เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องเรียนรู้มากสุดในชีวิต คำตอบคือ การเรียนรู้ที่จะรัก นี่คือความท้าทายที่ชีวิตได้มอบให้กับพวกลูกทุกคน ฉะนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาทางความคิด ภาษาทางใจ และภาษามือที่ออกไปสัมผัสคนอื่น จงใช้ทั้ง 3 ภาษานี้ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน

"รักแท้คือการรักคนอื่นและการให้คนอื่นรักเรา จงทำให้ตัวเราเป็นที่รักของคนอื่น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงยากเย็นเหลือเกินที่จะเป็นความรักอันสมบูรณ์แบบ ความรักคือการเปิดตัวเราเองให้พร้อมรับการสร้างเรื่องเซอร์ไพรส์จากพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งเรื่องเซอร์ไพรส์ พระเจ้าทรงทำให้เราประหลาดใจเสมอ

"ลูกที่รัก พ่อขอย้ำอีกครั้งว่า เราไม่ต้องการเยาวชนที่ทำตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่จงใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด นั่นคือ คิดดีและทำดี และจงให้ตนเองได้รับเรื่องเซอร์ไพรส์จากความรักของพระเจ้า

"นอกจากนี้ ยังมีเยาวชนอีกมากที่เรียนรู้จะเป็นผู้ให้ แต่ไม่เรียนรู้จะเป็นผู้รับ นี่คือสิ่งที่พวกลูกขาดหายนะ จงหัดเรียนรู้ที่จะวอนขอ มันไม่ง่ายที่จะเข้าใจเรื่องนี้ แต่ยังไงขอให้เราเรียนรู้ที่จะได้รับสิ่งต่างๆ ด้วยความสุภาพถ่อมตน จงเรียนรู้พระวรสารจากคนยากจนและเด็กกำพร้า เพราะพวกเขาสอนเราได้มากจริงๆ" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบเยาวชนฟิลิปปินส์

Read More: Vatican Radio


17 January 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พระเจ้าไม่ทอดทิ้งเรา แม้เราจะเจอเรื่องเลวร้ายสุดในชีวิต"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสวมเสื้อกันฝนและถวายมิสซาท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นระดับ 2 พร้อมทรงให้กำลังใจผู้ประสบภัยจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนว่า พระเจ้าไม่ทอดทิ้งทุกคน แม้ตอนนี้เราจะไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเป็นเราที่เจอเรื่องสุดเลวร้ายแบบนี้ ทรงย้ำ เวลาเจอเรื่องร้ายสุดในชีวิต ขอให้เราร้องหาแม่พระ และคำว่า "แม่" จะเป็นคำเดียวที่เราพูดออกมา เวลาที่เราเจ็บหนักสุดในชีวิต







ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งออกจากกรุงมะนิลา เพื่อไปถวายมิสซาท่ามกลางพายุไต้ฝุ่น "ระดับ 2" ที่เมืองตั๊กโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ มิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงสวม "เสื้อกันฝน" และตากฝนถวายมิสซา นอกจากนี้ มิสซานี้ ยังถวายเพื่อเป็นขอพรพระเจ้าให้กับผู้รอดชีวิตจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (โยลันดา) ที่พัดกระหน่ำฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้วด้วย

มิสซานี้ จัดว่าเป็นมิสซาที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมาก เพราะพื้นที่ใช้จัดมิสซาเคยเป็นที่ถูกพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดถล่ม นอกจากนี้ สัตบุรุษกว่า 500,000 คนที่มาร่วมมิสซา ก็ต้องนอนตากพายุฝนทั้งคืน เพื่อรอร่วมมิสซากับพระสันตะปาปา ส่วนพระสันตะปาปาก็ทรงสวมเสื้อกันฝน และออกมาทักทายสัตบุรุษแบบกันเอง แบบคำสอนที่พระองค์มักย้ำว่า "นายชุมพาบาลต้องจำกลิ่นแกะของตนให้ได้"

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์เป็นภาษาสแปนิช และทรงแจ้งว่า จะเทศน์แบบสั้นๆ เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องตากฝนมากไปกว่านี้ด้วย

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า "พ่ออยากจะบอกเรื่องบางอย่างกับพวกท่านจากใจของพ่อ ตอนอยู่ที่กรุงโรม เมื่อพ่อได้เห็นหายนะภัยพิบัตินี้ พ่อ(รู้สึกว่า) พ่อต้องมาอยู่กับพวกท่านให้ได้ แม้มันจะมาช้าไปสักนิด แต่พ่อก็มาอยู่ที่แล้ว พ่อมาที่นี่เพื่อมาบอกพวกท่านว่า พระเยซูคือพระเจ้า พระองค์จะไม่ทำให้เราผิดหวัง พวกท่านอาจพูดกับพ่อว่า ลูกรู้สึกแย่มากๆ เพราะลูกต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ใช่ มันเป็นความจริง ถ้าท่านพูดแบบนั้น พ่อก็เคารพสิ่งที่ท่านพูดด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของพ่อ แต่พระเยซูอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน และจากบนนั้น พระเยซูจะไม่ทอดทิ้งเรา พระเยซูคือพระเจ้าของเรา ในทุกสิ่งทุกอย่างนั้น พระองค์เป็นเหมือนเรา นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพวกเรามีพระเจ้าที่ทรงร้องไห้ไปกับเราและเดินร่วมทางไปกับเราในช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดของชีวิต

"พวกท่านหลายคนต้องสูญเสียทุกสิ่ง พ่อไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีกับพวกท่าน แต่พระเจ้าทรงรู้ว่าจะพูดอย่างไรกับพวกท่าน พวกท่านบางคนต้องสูญเสียครอบครัว สิ่งที่พ่อสามารถทำได้คือสงบเงียบและเดินไปหาพวกท่านด้วยหัวใจที่สงบของพ่อ

"พวกท่านหลายคนถามพระเจ้าว่า พระเจ้า ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ด้วย พวกท่านแต่ละคนมีหัวใจ พระคริสตเจ้าทรงตอบสนองหัวใจของท่านแต่ละคนจากบนไม้กางเขน พ่อไม่มีคำพูดอื่นใดที่จะกล่าวกับพวกท่าน แต่ขอให้มองไปที่พระคริสตเจ้า พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงเข้าใจทุกอย่าง เพราะพระองค์ทรงเคยประสบทุกอย่างที่ท่านต้องเผชิญ เหนือสิ่งอื่นใด ข้างๆ ไม้กางเขนก็มีพระมารดาของพระองค์ พวกเราเป็นเหมือนลูกๆที่อยู่ในช่วงเวลาของความยากลำบากที่มีบาดแผลเจ็บปวดและไม่มีใครสามารถเข้าใจเราได้ สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือกุมมือของแม่เราไว้ให้แน่นๆ แล้วพูดว่า 'คุณแม่' เหมือนกับเด็กๆที่เรียกหาแม่เวลาที่พวกเขาหวาดกลัว บางที คำว่า 'แม่' น่าจะเป็นคำเดียวที่เราพูดได้ในเวลายากลำบากสุดของชีวิต

"ขอให้เราเคารพช่วงเวลาแห่งความเงียบของกันและกัน และขอให้มองไปที่พระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน พระองค์ทรงเข้าใจเราเพราะพระองค์ทรงอดทนยืนหยัดต่อทุกสิ่ง ขอให้เรามองไปที่แม่พระ เหมือนลูกมองไปที่แม่ ขอให้เราเรียกแม่พระว่า 'แม่' ในความเงียบสงบนี้ ขอให้เราพูดบอกกับแม่พระถึงสิ่งที่เรารู้สึกในใจ ขอให้รู้ว่า พวกเรามีพระมารดา มีแม่พระ มีพี่ชายที่ยิ่งใหญ่อย่างพระเยซู พวกเราไม่ได้อยู่คนเดียว พวกเรายังมีพี่น้องหลายคนที่เผชิญหายนะนี้เหมือนกับเรา พวกเราคือพี่น้องกัน เพราะพวกเราช่วยเหลือกันและกัน" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังจากมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงสวมเสื้อกันฝนและประทับรถโป๊ปโมบิล เพื่อทักทายสัตบุรุษ 500,000 คนรอบๆ สนามบินเมืองตั๊กโลบันซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมิสซา

จากนั้น พระองค์ได้เสด็จไปพบกับพระสงฆ์และนักบวชในอาสนวิหารแม่พระ แต่เมื่อมาถึง พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับทุกคนว่า "พ่อมีข่าวร้ายจะบอก พ่อต้องกลับกรุงมะนิลาตอนนี้เลย กัปตันเครื่องบินแจ้งมา เพราะถ้ากลับช้า พายุไต้ฝุ่นจะทำให้เครื่องบินขึ้นฟ้าไม่ได้ ดังนั้น พวกท่านอย่าต่อว่าพ่อนะ!"

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสันตะปาปาจึงต้องเปลี่ยนตารางเวลาแบบกระทันหันและกลับกรุงมะนิลาทันที กระนั้น พระสันตะปาปาทรงขอร้องให้ทุกคนสวดภาวนาเพื่อพระองค์ด้วย และพระองค์จะสวดให้ทุกคนเช่นกัน

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาถวายมิสซาให้ผู้รอดชีวิตจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน

Read More: Vatican Radio





16 January 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ภัยที่คุกคามครอบครัว ก็เป็นภัยที่คุกคามสังคม"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ ภัยใดที่คุกคามครอบครัว ก็เป็นภัยที่คุกคามสังคมด้วยเช่นกัน ทรงเผย พระองค์มีรูปนักบุญโยเซฟนอนหลับอยู่ที่ห้องทำงาน เวลาที่มีปัญหาหนักใจ พระองค์จะจดใส่กระดาษแล้วไปวางไว้ใต้รูปนักบุญโยเซฟนอนหลับ เผื่อนักบุญโยเซฟจะนำไปฝันเหมือนตอนที่ทูตสวรรค์มาเข้าฝันให้พาพระกุมารหนีไปอียิปต์ 






ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงพบกับครอบครัวคาทอลิกชาวฟิลิปปินส์ ภายในศูนย์ประชุมเอเชีย อารีน่า กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ งานนี้ ผู้ร่วมงานมีทั้งครอบครัวทั่วไป และครอบครัวที่เป็นผู้พิการทางการได้ยินด้วย

สำหรับบทสอนที่พระสันตะปาปากล่าวกับทุกคน เป็นอีกครั้งที่พระสันตะปาปาสลับการเทศน์ระหว่าง "ภาษาอังกฤษ" กับ "ภาษาสแปนิช" ซึ่งเป็นภาษาแม่ของพระองค์ (เป็นการพูดแบบไม่ได้อ่านตามสคริปท์ที่ทรงเตรียมไว้) พระสันตะปาปาทรงให้เหตุผลว่า ภาษาอังกฤษของพระองค์แย่มาก ดังนั้น พระองค์ขอพูดภาษาสแปนิช เพราะอยากพูดให้มัน "ออกมาจากใจ" และพระองค์จะมีล่ามมาแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ทุกคนฟังอีกที

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "บทอ่านที่เราได้ฟังเมื่อครู่นี้ เป็นเรื่องที่นักบุญโยเซฟได้รู้พระประสงค์ของพระเจ้าจากการนอนหลับแล้วฝันเห็นทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวกับตน (จากนั้น พระสันตะปาปาทรงทำท่า "นอนหลับ") เรื่องความฝันนี้ พ่ออยากแบ่งปันว่าพ่อชอบมากๆ เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความฝันภายในครอบครัว เพราะพ่อแม่ทุกคนฝันถึงลูกชายหรือลูกสาวของตัวเองตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ตลอดระยะเวลา 9 เดือน เรื่องนี้เป็นความจริงใช่ไหม? พวกท่านฝันถึงลูกชายลูกสาวว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ครอบครัวจะไม่มีความฝัน เพราะเมื่อคุณสูญเสียความสามารถที่จะคิดฝัน คุณก็สูญเสียความสามารถและพลังที่จะรักไปแล้ว

"โดยส่วนตัวแล้ว พ่อชอบนักบุญโยเซฟมากๆ ท่านเป็นคนเงียบๆ แต่เข้มแข็งมากๆ ในห้องทำงานของพ่อ มีรูปนักบุญโยเซฟกำลังนอนอยู่ด้วยนะ พ่ออยากเล่าให้ฟังว่า เวลาพ่อมีปัญหาหนักใจ พ่อจะจดปัญหานี้ใส่กระดาษและไปวางไว้ใต้รูปนักบุญโยเซฟที่กำลังนอน เพื่อที่ท่านจะได้นำปัญหาของพ่อไปฝัน (ทุกคนหัวเราะชอบใจ)

"กลับเข้าเรื่องกันต่อ พ่อก็เป็นเหมือนพวกท่านนั่นแหละ พ่อก็เป็นลูกๆ ของครอบครัว ความฝันของนักบุญโยเซฟ ได้ทำให้เห็นถึงอันตรายที่จะมาคุกคามพระกุมารเยซูและแม่พระ ทำให้ต้องพาพระกุมารและแม่พระหนีไปยังอียิปต์ และจากนั้นค่อยมาตั้งรกรากที่เมืองนาซาเร็ธ เช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาของเรา พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เราแต่ละคนตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะคุกคามครอบครัวของเรา และพระองค์ยังต้องการให้เราปกป้องครอบครัวของเราด้วย

"ภัยที่พ่ออยากกล่าวถึงคือ การล่าอาณานิคมเชิงความคิดซึ่งพยายามจะทำลายครอบครัว สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความฝันที่เรามีต่อพระเจ้าโดยผ่านทางคำภาวนา และไม่ได้เกิดจากพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้เรา แต่มันเกิดจากสิ่งของภายนอก นี่จึงเป็นเหตุผลที่พ่อเรียกมันว่าการล่าอาณานิคม เพราะพวกวัตถุนิยมและวิถีชีวิตเหล่านี้ได้ทำลายครอบครัวและทำลายความต้องการขั้นพื้นฐานของศีลธรรมคริสตศาสนา

"ในฐานะที่เราคือครอบครัว เราต้องฉลาดพอที่จะเอาตัวรอดจากภัยที่มาทำลายครอบครัว ภัยที่จะมาทำลายครอบครัวชาวฟิลิปปินส์ก็คือภัยธรรมชาติ ความยากจน วัตถุนิยม และการไร้ศีลธรรม ครอบครัวยังถูกคุกคามจากกลุ่มคนที่ต้องการให้มีการนิยามคำว่าการแต่งงานขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคนบางกลุ่มกังวลเรื่องประชากรจะเยอะเกินไป เรื่องนี้ พ่อจึงอยากชื่นชม บุญราศี เปาโล ที่ 6 ที่ทรงออกสมณสาส์น 'ชีวิตมนุษย์' (ค.ศ.1968) สมณสาส์นนี้เป็นการยืนยันหลักคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกที่ไม่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิด และยังมีการให้คำแนะนำกับบรรดาผู้ที่ทำผิดพลาดไปโดยไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสนจักรด้วย

"บุญราศี เปาโล ที่ 6 มองเห็นภัยคุกคามที่จะทำลายครอบครัวด้วยการกีดกันลูกที่จะเกิดมา พระองค์ทรงมีความกล้าหาญที่จะเตือนฝูงแกะของพระองค์ว่า หมาป่ากำลังเข้ามาใกล้และจะทำร้ายเราแล้ว

"ภัยใดที่มาคุกคามครอบครัว มันก็คือภัยที่มาคุกคามสังคมด้วยเช่นกัน ดังนั้น ขอให้เราช่วยกันปกป้องสถาบันครอบครัวจากภัยคุกคาม เพราะนี่คือทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่สุด เราต้องหล่อเลี้ยงครอบครัวด้วยการสวดภาวนาและศีลศักดิ์สิทธิ์

"สุดท้ายนี้ อย่าลืมสวดภาวนาให้ครอบครัวของเราแต่ละคนด้วยนะ และอย่าลืมสวดให้พ่อด้วยนะ ตอนนี้ พ่อต้องไปแล้ว ต้องไปนอนหลับ (พระองค์ทำท่าหลับอีกครั้ง และทุกคนปรบมือกันใหญ่)" พระสันตะปาปา ตรัสตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบครอบครัวคาทอลิก

Read More: Vatican Radio


 
Contact: editor@popereport.com