Instagram

23 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ถ้าไร้พระจิต เราไม่สามารถเติมเต็มบทบัญญัติแห่งความรักของพระได้เลย"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ เราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้า เพื่อเติมเต็มบทบัญญัติแห่งความรักที่พระเจ้าให้ไว้ ถ้าเราปราศจากพละกำลังจากพระจิตที่จะเติมเต็มตัวเรา ทรงสอน เราจะเข้าใจความรักของพระเจ้าได้ ถ้าเราเทิดทูนสรรเสริญพระเจ้า เหมือนอย่างที่นักบุญเปาโลแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำพิธีนี้จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส นักบุญเปาโลทรงแบ่งปันว่า เมื่อท่านได้สัมผัสกับพระเยซู ท่านสละทุกสิ่งไว้ข้างหลังทันที เพราะท่านได้พบกับความรักในพระคริสตเจ้านั่นเอง

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "วันนี้ เราได้เห็นการเทิดทูนพระเจ้าของนักบุญเปาโล อันดับแรก ท่านคุกเข่าลงต่อหน้าพระบิดา ผู้ทรงมีฤทธานุภาพที่จะทำทุกอย่างมากกว่าที่เราคิดและจะวอนขอ นักบุญเปาโลใช้ภาษาที่บอกว่า 'เกินกว่าเราจะหยั่งรู้ได้' นักบุญเปาโลเทิดทูนพระเจ้าผู้ทรงเป็นเหมือนทะเลที่ไม่มีหาดทราย ไม่มีขอบเขตใดกั้น ผู้ทรงเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล นักบุญเปาโลวอนขอพระบิดาเพื่อเราทุกคน เพื่อพระบิดาจะได้ประทานพลังที่เปี่ยมด้วยฤทธานุภาพให้กับจิตใจของเรา โดยผ่านทางพระจิต

"นักบุญเปาโลวอนขอพระบิดาโปรดส่งพระจิตมาประทานพละกำลังให้กับเรา เพื่อเราจะได้เปี่ยมด้วยความเข้มแข็ง พวกเราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ถ้าหากปราศจากพระจิต พละกำลังของตัวเราเองนั้นจัดว่าน้อยมาก พวกเราไม่สามารถเป็นคริสตชนโดยไม่มีพระหรรษทานจากพระจิต นี่คือพระจิตที่เปลี่ยนจิตใจของเรา พระจิตที่ทำให้เราก้าวไปข้าวหน้าด้วยคุณงามความดี เพื่อเติมเต็มบทบัญญัติของพระองค์

"นักบุญเปาโลยังวอนขอพระหรรษทานอีกอย่างจากพระบิดา นั่นคือ การประทับอยู่ของพระเยซูเพื่อจะได้ช่วยเราให้เจริญเติบโตในความรักความเมตตา ความรักของพระคริสตเจ้ายิ่งใหญ่กว่าความรู้ทั้งหมด เราจะสามารถเข้าใจความรักนี้โดยผ่านทางการเทิดทูนพระเจ้าเท่านั้น นี่คือประสบการณ์แห่งธรรมล้ำลึกของนักบุญเปาโลและมันคือการสอนเราให้สวดภาวนาสรรเสริญพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าด้วย

"ด้วยชีวิตจิตเช่นนี้ พวกเราสามารถเข้าใจได้เลยว่า นักบุญเปาโลสละทุกสิ่งได้อย่างไร นักบุญเปาโลมองสิ่งนอกกายว่าไม่มีความจำเป็นได้อย่างไร เพราะท่านได้ยกถวายทุกอย่างเพื่อจะได้รับพระคริสตเจ้าและตั้งมั่นอยู่ในพระองค์ มันดีกับเราที่จะคิดถึงเรื่องนี้นะ มันเป็นการดีที่เราจะเทิดทูนพระเจ้า มันเป็นการดีที่เราจะสรรเสริญพระองค์ มันเป็นการดีเพราะเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าในบทบัญญัติของพระองค์ ซึ่งก็คือบทบัญญัติแห่งความรัก รักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

22 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนอิจฉา-นินทา-มองว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น คือพวกตัดแขนขาพระศาสนจักร"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงเตือน การที่คริสตชนอิจฉากัน นินทากัน และมองว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น ถือเป็นการตัดแขนขาพระศาสนจักร และนี่คือสงครามที่ไม่ได้เริ่มรบในสมรภูมิ แต่รบที่หัวใจของเรา ทรงชี้ หัวใจขี้อิจฉาจะพัฒนาตัวเองให้เป็น "หัวใจแห่งความเคียดแค้น" ทรงย้ำ คริสตชนที่คิดว่าตัวเอง "เจ๋ง" กว่าคนอื่น ไม่ต่างจากฟาริสีที่บอกพระเจ้าว่า "ขอบคุณที่ให้ลูกไม่ต้องเป็นเหมือนคนพวกนี้" ตอนท้าย ทรงเชิญทุกคนร่วมรำลึก "วันระลึกถึง นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" ด้วย




ช่วงสายวันพุธที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 80,000 คน ความพิเศษของวันนี้คือเป็นวันที่พระศาสนจักรกำหนดให้เป็นวันระลึกถึง "นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" ด้วย ส่วนเนื้อหาเทศน์สอนประจำวันนี้ พระสันตะปาปายังคงเทศน์เตือนสติเกี่ยวกับเรื่องความแตกแยกในกลุ่มคริสตชนเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "ในยุคสมัยของนักบุญเปาโล กลุ่มคริสตชนที่เมืองโครินธ์ต้องประสบกับความยากลำบากมากมายในเรื่องความรู้สึกแตกแยก ความอิจฉาริษยา ความเข้าใจผิดต่อกัน และการมองว่าคนอื่นไม่มีความสำคัญ เรื่องทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องไม่ดีเลย เพราะแทนที่จะช่วยกันสร้างและช่วยเหลือพระศาสนจักรให้เจริญเติบโตประดุจร่างกายของพระคริสตเจ้า พวกเขากลับทำให้มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พวกเขาตัดแขนขาตัวเองชัดๆ

"สิ่งเหล่านี้ก็เกิดในยุคของเราด้วย ลองคิดถึงกลุ่มคริสตชนของเราดูซิ คิดถึงชุมชนวัดของเรา มันมีการอิจฉาและนินทามากแค่ไหน มันมีความเข้าใจผิดและการมองคืนอื่นไม่ใช่คนสำคัญมากขนาดไหน แล้วมันเป็นไงล่ะ มันคือการตัดอวัยวะของเราชัดๆ นี่คือจุดเริ่มต้นของสงคราม สงครามที่ไม่ได้เริ่มสู่กันที่สมรภูมิ แต่มันเป็นสงครามที่เริ่มต้นในจิตใจของเรา เริ่มด้วยความเข้าใจผิด ความแตกแยก การอิจฉา และการต่อสู่ชิงดีชิงเด่นกันเอง นี่คือสิ่งที่คริสตชนเมืองโครินธ์เป็น พวกเขาคือแชมป์ของการอิจฉาและนินทากัน นักบุญเปาโลจึงต้องเสนอแนะแนวทางปฏิบัติให้กับพวกเขา เพื่อจะได้ปรับปรุงให้พวกเขาดีขึ้น

"สิ่งแรกและเป็นสิ่งสำคัญสุด พวกเราต้องตระหนักถึงพระพรและคุณภาพของพี่น้องเราในกลุ่มที่เราอยู่ พวกความอิจฉาต่างๆ เช่น 'คนนี้ซื้อรถใหม่ เราอิจฉามันจริงๆ' หรือ 'คนนี้ถูกล็อตเตอรี่ เราอิจฉามันจัง' หรือ 'คนนี้ทำเรื่องนี้ได้ดี เราอิจฉามัน' ทั้งหมดนี้คือการตัดแขนขา(ของพระศาสนจักร) มันเป็นการทำร้าย(พระศาสนจักร) สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น! เพราะเมื่อการอิจฉาริษาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมันครอบครองใจเราจนเต็ม หัวใจแห่งการอิจฉาจะเป็นหัวใจที่ขมขื่น เคียดแค้น เป็นหัวใจที่แทนที่จะมีเลือดสูบฉีด กลับถูกสูบฉีดด้วยน้ำส้มสายชูรสเปรี้ยวแทน

"แทนที่เราจะอิจฉาคนอื่น เราต้องพูดกับพระเจ้าดีกว่าไหมว่า 'ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานสิ่งดีๆ ให้กับคนที่เราอิจฉา' คริสตชนต้องรู้จักใกล้ชิดและมีส่วนร่วมกับความทุกข์ของคนยากไร้และคนที่ต้องการความช่วยเหลือแบบสุดๆ กล่าวคือ เราต้องแสดงออกถึงความสำนึกในทุกสิ่ง(ที่พระเจ้าประทานมาให้) จงขอบคุณพระเจ้า จงทำให้หัวใจของเรารู้จักพูดคำว่าขอบคุณ หัวใจที่รู้จักพูดขอบคุณคือหัวใจที่ดีงาม เป็นหัวใจที่ล้ำค่า เป็นหัวใจที่เปี่ยมสุข เพราะมันรู้จักขอบคุณนั่นเอง พ่อจึงอยากถามพวกเราว่า 'พวกเราทุกคนรู้จักพูดคำว่าขอบคุณบ้างไหม ไม่เสมอไปใช่ไหม? เพราะอะไร เพราะเรายังมีความอิจฉาริษยา ความอิจฉามันจะทำให้เราถอยหลังนะ

"สุดท้ายนี้ พ่ออยากขอร้องพวกเราทุกคน ก้าวตามคำแนะนำของนักบุญเปาโลที่บอกกับคริสตชนเมืองโครินธ์ว่า 'จงอย่ามองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเด็ดขาด!' มีคนมากแค่ไหนที่คิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น พวกเราก็เช่นกัน ถ้าคิดแบบนี้เราก็เหมือนพวกฟาริสีที่พูดว่า 'ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ข้าพเจ้าไม่ต้องเป็นเหมือนคนพวกนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ข้าพเจ้าเหนือกว่าพวกนั้น' นี่คือสิ่งแย่มากๆ อย่าทำแบบนี้เด็ดขาด" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนระลึกถึง "นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" โอกาสที่พระศาสนจักรคาทอลิกกำหนดให้ วันที่ 22 ตุลาคม เป็น "วันระลึกถึงนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2" โดยพระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสว่า "วันนี้ เราระลึกถึงนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 ผู้เชิญเราทุกคนให้เปิดประตูหัวใจให้กับพระคริสตเจ้า ในการเสด็จกลับไปเยือนโปแลนด์ครั้งแรกหลังจากได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปา พระองค์ทรงวิงวอนขอพระจิตโปรดฟื้นฟูโปแลนด์ขึ้นใหม่ พระองค์ทรงวางใจในธรรมล้ำลึกแห่งพระเมตตาของพระเจ้า มรดกแห่งจิตวิญญาณของพระองค์จะไม่มีวันถูกลืมเลือน แต่ขอให้เราแบ่งปันและแสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงคุณความดีของพระศาสนจักร ครอบครัว และสังคม"

อนึ่ง ก่อนการเข้าเฝ้าทั่วไป พระสันตะปาปาทรงอนุญาตให้คณะผู้บริหาร เทรนเนอร์ และนักเตะของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค มาเข้าเฝ้าในวาติกัน โดยพระสันตะปาปาทรงกล่าวกับ "บาเยิร์น" ว่า "เมื่อคืนนี้ พวกท่านเล่นได้สุดยอดไปเลย!" (บาเยิร์น บุกมาถล่ม โรม่า ถึงกรุงโรม 7-1) นอกจากนี้ บาเยิร์น ได้ถวายเงิน 1 ล้านยูโร (41 ล้านบาท) เพื่อให้พระสันตะปาปานำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้วย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาต้อนรับทีมบาเยิร์น มิวนิค

Read More: Vatican Radio


21 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "เราเป็นคริสตชนที่พร้อมจะเฝ้ารอพระเยซูไหม"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงถาม แม้เราจะไม่รู้ว่าพระเยซูจะเสด็จมาเมื่อไหร่ แต่เราเป็นคริสตชนที่พร้อมจะเฝ้ารอพระเยซูไหม หัวใจของเราได้ยินเสียงของพระองค์หรือเปล่า ทรงเตือน อย่าเป็นคริสตชนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เชื่อพระเจ้า หลงลืมพระเยซู และคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าเหนือทุกสิ่ง คนพวกนี้ ตอนจบชีวิตจะไม่ได้เป็นประชากรของพระเจ้าแน่นอน 




ช่วงเช้าวันอังคารที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงสอนบรรดาศิษย์ให้เตรียมพร้อมเสมอ เหมือนผู้รับใช้ที่จุดตะเกียงคอยนายกลับจากงานมงคลสมรส เพราะถ้านายกลับมา นายจะพาผู้รับใช้ไปนั่งโต๊ะและจะรับใช้พวกเขาด้วย

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "พระวรสารวันนี้สอนเราถึงการรับใช้ที่เจ้านาย(พระเยซู) มีต่อคริสตชนทุกคน การรับใช้นี้คือตราประทับของเรา ถ้าปราศจากพระคริสตเจ้า พวกเราก็จะไม่มีตราประทับอะไรเลย พระคริสตเจ้าเสด็จมาเพื่อมอบความเป็นประชากร(ของพระเจ้า)ให้กับเรา พระองค์มาเพื่อมอบชื่อและนามสกุลในอาณาจักรสวรรค์ให้เรา พระคริสต์นำสิ่งเหล่านี้มามอบให้เราด้วยพระโลหิตของพระองค์ ด้วยการทำลายกำแพงที่แบ่งแยกทุกสิ่งออกจากกัน

"พวกเราทุกคนรู้ว่า เมื่อเราไม่ได้อยู่ในสันติกับคนอื่น มันก็มีกำแพงกั้นขวางเกิดขึ้น นี่คือกำแพงที่แบ่งเราออกจากกัน แต่พระเยซูทรงมอบการรับใช้ของพระองค์ให้กับเรา เพื่อจะทำลายกำแพงนี้และให้เราได้พบปะกันอีกครั้ง ถ้าหากเราถูกแบ่งแยกออกจากกัน เราก็ไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไป พวกเราจะกลายเป็นศัตรูกัน เป็นพระเยซูที่ทรงทำให้เราคืนดีกันในพระเจ้า พระองค์ทำให้เพื่อน หรือศัตรู หรือคนแปลกหน้า รวมไปถึงลูกๆทุกคน ได้คืนดีกัน

"จากคนข้างถนน คนที่ไม่มีใครเชิญ แต่ได้กลายมาเป็นประชากรของพระเจ้าด้วยความศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวและเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างสรรค์ขึ้น แต่พระองค์มีเงื่อนไขอะไรกับเราล่ะ เราถึงจะได้รับสิ่งนี้ คำตอบคือ เราต้องรอพระองค์ เหมือนกับผู้รับใช้ที่รอคอยนายของตน

"เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของเรา เพราะคริสตชนคือบุรุษหรือสตรีแห่งความหวัง เขาหรือเธอรู้ว่าพระเจ้าจะเสด็จมา จริงอยู่ที่ว่า เราไม่รู้เวลาไหน แต่เรารู้ว่าพระองค์จะเสด็จมาและพระองค์ต้องไม่พบว่าเราแตกแยกกันเด็ดขาด พระองค์จะต้องพบเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

"ดังนั้น พ่อขอสรุปบทเทศน์ในวันนี้ว่า เราคริสตชนจะเฝ้ารอพระเยซูอย่างไร แต่ก่อนอื่นเลย ถามตัวเองก่อนว่า เราจะเฝ้ารอพระองค์หรือเปล่า เรามีความเชื่อในความหวังว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาหรือไม่ หัวใจของเราเปิดให้กับพระองค์ไหม เราได้ยินเสียงของพระองค์ตอนเคาะประตูหัวใจของเราไหม อย่าเป็นพวกคนไร้ความเชื่อ เพราะบ่อยครั้ง คริสตชนดำเนินชีวิตเหมือนคนไม่เชื่อพระเจ้า พวกเขาหลงลืมพระเยซู คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่เฝ้ารอพระองค์ พวกคนไม่เชื่อพระเยซูและเห็นแก่ตัวแบบนี้ จะประพฤติตนเหมือนว่าตัวเองคือพระเจ้า เขาจะจบชีวิตแบบไม่สวยแน่ เขาจะจบชีวิตแบบไร้ชื่อ ไร้ความใกล้ชิด และไร้ซึ่งความเป็นประชากรของพระเจ้า" พระสันตะปาปา ตรัสตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

20 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "จิตไม่รู้สึกรู้สากำลังครอบงำเราว่าไม่ต้องสนใจคริสตชนในตะวันออกกลาง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ จิตใจที่ไม่รู้สึกรู้สา ไม่รู้สึกเดือดร้อน กำลังครอบงำคริสตชนหลายคน จนทำให้ไม่ห่วงใยคริสตชนในตะวันออกกลางที่กำลังถูกเบียดเบียนข่มเหงเอาชีวิตอย่างรุนแรง ทรงย้ำ มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า ไม่มีคริสตชนหลงเหลือในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นดินแดนที่พระเยซูบังเกิดและเป็นดินแดนต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์





ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการประชุมคณะพระคาร์ดินัลที่อยู่ที่กรุงโรม เพื่อหารือเร่งด่วนเกี่ยวกับการเบียดเบียนคริสตชนในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ แรกเริ่มจัดเพื่อติดตามความคืบหน้าของการพิจารณารายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นบุญราศี แต่พระสันตะปาปาทรงเพิ่มเรื่องนี้เข้ามาเป็นการด่วน เพราะสถานการณ์การเบียดเบียนรุนแรงมากขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับคณะพระคาร์ดินัลที่ร่วมประชุมว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง เฉพาะอย่างยิ่ง อิรักกับซีเรีย ทำให้พ่ออดคิดไม่ได้จริงๆ คริสตชนที่นั่นต้องละทิ้งบ้านเกิดของตน บ้านที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก พวกเขาต้องหนีเพราะเจอการเบียดเบียนแบบรุนแรงเกินจะจินตนาการ พวกเราไม่สามารถถอนตัวจากการคิดเกี่ยวกับตะวันออกกลางที่ไม่มีคริสตชนอาศัยอยู่ พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นมานานกว่า 2,000 ปีและได้ประกาศความเชื่อในพระเยซูด้วย

"พวกเรากำลังเป็นประจักษ์พยานถึงปรากฏการณ์การก่อการร้ายที่มิติหลายรูปแบบจนไม่สามารถจินตนาการได้ พี่น้องของพวกเราหลายคนกำลังถูกเบียดเบียนข่มเหงและต้องละทิ้งบ้านเกิดในวิถีทางที่โหดร้าย ตอนนี้ ดูเหมือนว่า จิตใจที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยจะครอบงำพวกเรา นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่แฟร์เลย สิ่งนี้เรียกร้องการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลจากนานาชาติ เช่นเดียวกัน จากคำภาวนาของเรา

"พ่อมั่นใจว่า อาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า การไตร่ตรองและคำแนะนำจะค่อยๆ ปรากฏออกมา เพื่อจะช่วยเหลือพี่น้องของเราที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก และต้องเผชิญกับเหตุการณ์การลดลงอย่างน่าตกใจของคริสตชนในตะวันออกกลาง ดินแดนที่พระเจ้าทรงบังเกิดและเป็นดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย


19 October 2014

โป๊ปฟรังซิสสถาปนา "บุญราศี เปาโล ที่ 6" พร้อมย้ำ พระเจ้าไม่เคยกลัวสิ่งใหม่ๆ

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสถาปนาบุญราศี เปาโล ที่ 6 อย่างเป็นทางการ พร้อมขอบคุณบุญราศีใหม่สำหรับความสุภาพถ่อมตน ความกล้าเปลี่ยนแปลง และปรีชาญาณที่มองการณ์ไกล ทรงย้ำ พระเจ้าไม่เคยกลัวสิ่งใหม่ๆ ดังนั้น ขอให้เราเปิดใจให้พระเจ้านำทางเราเสมอ







ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณ โอกาสปิดการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก ในเรื่องครอบครัว และยังเป็นมิสซาสถาปนาสมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นบุญราศี พิธีนี้ จัด ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 90,000 คน นอกจากนี้ ความพิเศษของพิธีนี้ สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ก็เสด็จมาร่วมด้วย

สำหรับบทเทศน์ประจำพิธี พระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเทศน์สอนว่า "พระวรสารวันนี้ เราได้ยินกันแล้วว่า ฟาริสีจ้องจับผิดพระเยซู เมื่อฟาริสีต้องการจะจับผิดพระเยซู พระองค์ตรัสตอบกลับไปแบบแข็งกร้าวว่า 'ของของซีซ่าร์ จงคืนให้ซีซ่าร์ ส่วนของของพระเจ้า จงคืนให้พระเจ้า'

"จงคืนของให้พระเจ้า ถ้าสิ่งใดเป็นของพระองค์ มันหมายถึงการประกาศว่า พระเจ้าแต่ผู้เดียว พระองค์คือพระเจ้าของมนุษย์ทุกคน ของของพระเจ้า จงคืนให้พระเจ้า มันหมายความว่า เรายอมรับว่า พระเจ้าคือพระเจ้าของเรา พระองค์คือพระเจ้าของมนุษย์

"พระเจ้าไม่เคยกลัวสิ่งใหม่ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพระเจ้าจึงเดินหน้าสร้างความประหลาดใจให้เราเสมอ พระเจ้าทรงเปิดใจและนำทางเราด้วยหนทางที่คิดไม่ถึงเสมอ พระเจ้าทรงฟื้นฟูเราขึ้นใหม่ พระองค์ทรงทำให้เราเป็นคนใหม่ ดังนั้น คริสตชนที่ดำเนินชีวิตในพระวรสารคือสิ่งใหม่ๆ ของพระเจ้าในพระศาสนจักรและในโลก

"ในการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก พวกเรารู้สึกถึงพลังของพระจิตที่นำทางพระศาสนจักร เป็นการนำทางที่เรียกร้องเราให้รักษาบาดแผลของผู้คน พระจิตทรงมอบหมายงานให้เราด้วยเสรีภาพที่แท้จริงและความสร้างสรรค์อย่างสุภาพถ่อมตน และบัดนี้ พระจิตก็เดินร่วมทางไปกับเราสู่การประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิกครั้งต่อไป

"ในวันนี้ วันแห่งการสถาปนาบุญราศี เปาโล ที่ 6 พระพักตร์ของพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เปี่ยมด้วยความกล้าหาญและเป็นศิษย์ติตตามพระเยซูแบบไม่เหน็ดเหนื่อย พวกเราสามารถพูดได้คำเดียวว่า ขอบคุณ! ขอบคุณบุญราศี เปาโล ที่ 6 สำหรับการเป็นแบบอย่างให้พวกเรา

"ขอบคุณพระสันตะปาปาผู้เป็นที่รักและสุดที่รักของพวกเรา บุญราศี เปาโล ที่ 6 ขอบคุณสำหรับความสุภาพถ่อมตนและการเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระคริสตเจ้า พ่ออยากย้ำว่า ความสุภาพและการเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระคริสตเจ้า มีอยู่ในตัวของบุญราศีเปาโล ที่ 6 ท่านเป็นคนที่พวกเราต้องเอาแบบอย่างจริงๆ

"ความสุภาพได้ส่องแสงออกมาจากตัวของบุญราศีเปาโล ที่ 6 พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความสามารถอย่างแท้จริง ในการมอบสิ่งใดที่เป็นของพระเจ้า เพื่อคืนให้กับพระองค์

"บุญราศีเปาโล ที่ 6 มีความสามารถที่จะนำพาพระศาสนจักรให้เปี่ยมด้วยความเป็นแม่ และเป็นผู้ให้ความรอดกับทุกคน ในสังคมแห่งความเป็นศัตรูกันในทุกวันนี้ บุญราศีเปาโล ที่ 6 ทรงสามารถนำทางเราด้วยปรีชาญาณที่มองการณ์ไกล และด้วยความเด็ดเดี่ยวในการบังคับนาวาของนักบุญเปโตร" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังพิธีจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โดยวันนี้ พระองค์ทรงเน้นย้ำให้คริสตชนดูแบบอย่างความศรัทต่อแม่พระจากบุญราศีเปาโล ที่ 6 นอกจากนี้ พระศาสนจักรตระหนักถึงคุณค่าที่บุญราศีเปาโล ที่ 6 ประกาศให้แม่พระเป็น "มารดาของพระศาสนจักร" ด้วย

ประมวลภาพ: มิสซาสถาปนาบุญราศีเปาโล ที่ 6

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "พวกอนุรักษ์นิยม อย่าปิดตัวเอง พวกหัวก้าวหน้า อย่าหลงตามจิตตารมณ์ทางโลก"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ พระศาสนจักรคาทอลิกจะเปิดประตูออกให้กว้างๆ เพื่อต้อนรับผู้ต้องการความช่วยเหลือและผู้เป็นทุกข์ถึงบาป ทรงเตือนสติพวกอนุรักษ์นิยม อย่าปิดตัวเอง อย่าตกเป็นเหยื่อความไม่ยืดหยุ่น อย่าทำตัวเป็นพวกเมตตาจอมปลอมที่ต้องการจะปิดบาดแผลมากกว่ารักษาบาดแผล เช่นเดียวกัน ทรงเตือนพวกหัวก้าวหน้าและเสรีนิยม อย่าหลงกับการประจญให้ลงจากไม้กางเขน จนก้มหัวให้กับจิตตารมณ์ทางโลก มากกว่าจะก้มหัวให้พระจิต ขณะที่ผลลงมติประชุมสมัชชาพระสังฆราช ปรากฏว่า เรื่องการอนุญาตให้คาทอลิกที่หย่าร้างและไปแต่งงานใหม่ สามารถรับศีลมหาสนิทได้ พระสังฆราชเห็นด้วย 104 เสียง ไม่เห็นด้วย 74 เสียง ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงการอภิบาลผู้รักเพศเดียวกัน พระสังฆราชเห็นด้วย 118 เสียง ไม่เห็นด้วย 62 เสียง อย่างไรก็ตาม วาติกันย้ำว่า นี่เป็นแค่ผลการประชุม เพื่อหารือต่อไป ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายและไม่ใช่การประกาศใช้หลักคำสอนแต่อย่างใด



ช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการปิดการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก ในเรื่องครอบครัว การประชุมนี้มีการลงมติหัวข้อการอภิปรายในการประชุมหลายเรื่อง อาทิ การอนุญาตให้คาทอลิกที่หย่าร้างและไปแต่งงานใหม่ สามารถรับศีลมหาสนิทได้หรือไม่ และ การอภิบาลคนที่รักเพศเดียวกัน เป็นต้น

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับพระสังฆราชที่ร่วมประชุม มีใจความว่า "มันเป็นการเดินทางของมนุษยชาติ เดินไปพร้อมกับการปลอบโยนปลอบขวัญ และมันยังมีช่วงเวลาแห่งความหดหู่ ความตึงเครียด และการประจญล่อลวง ซึ่งความเป็นไปได้บางส่วนนั้น สามารถระบุได้ตามนี้

"อันดับแรก การประจญล่อลวงให้เป็นศัตรูกับความไม่ยืดหยุ่น มันคือความต้องการที่จะปิดตัวเอง ไม่อนุญาตให้พระเจ้ามาสร้างความประหลาดใจให้กับเราในตัวบทบัญญัติ ไม่อนุญาตให้พระเจ้ามาสร้างความประหลาดใจให้กับเราในความมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้และสิ่งใดที่เรายังคงต้องเรียนรู้และบรรลุ จากช่วงเวลาของพระคริสตเจ้า มันคือการประจญล่อลวงที่ออกนอกหน้ามาก มันเป็นการประจญล่อลวงของความเคร่งครัด ของความระมัดระวังตัวแบบสุดๆ หรือเราเรียกสิ่งนี้ว่า 'พวกหัวอนุรักษ์นิยม'

"การประจญล่อลวงที่มีแนวโน้มที่จะทำลายคุณงามความดี มันมาในรูปแบบของการอ้างความเมตตาจอมปลอม ซึ่งต้องการจะปิดบาดแผล มากกว่าจะรักษาบาดแผล มันเป็นการรักษาอาการของโรค ไม่ได้รักษาที่สาเหตุของโรค มันคือการประจญล่อลวงของ 'คนที่ทำดี' อันเกิดจากความกลัว หรือที่เราเรียกกันว่า 'พวกหัวก้าวหน้าและพวกหัวเสรีนิยม'

"การประจญล่อลวงที่จะเปลี่ยนก้อนหินให้เป็นขนมปัง (ลูกา 4:1-4) และยังเป็นการเปลี่ยนขนมปังให้เป็นก้อนหิน และโยนมันให้กับคนบาป ผู้อ่อนแอ และผู้ป่วย และมันยังเป็นการให้คนอื่นแบกสัมภาระหนัก โดยที่เราไม่ได้แบกเลย (ลูกา 11:46)

"การประจญล่อลวงให้ลงจากไม้กางเขน เพื่อมาสร้างความพอใจให้สัตบุรุษ และไม่อยู่บนไม้กางเขน เพื่อเติมเต็มพระประสงค์ของพระบิดา แต่เลือกจะก้มหัวให้กับจิตตารมณ์ฝ่ายโลก แทนที่จะชำระทุกสิ่งและก้มหัวให้กับพระจิตของพระเจ้า

"พี่น้องที่รัก การประจญล่อลวงต้องไม่ทำให้เราหวาดกลัวหรือทำให้เรากระอักกระอ่วนใจ รวมทั้งต้องไม่ทำให้เราปราศจากความกล้าหาญ เพราะไม่มีศิษย์ที่อยู่เหนืออาจารย์ พระเยซูยังถูกประจญล่อลวง ดังนั้น ศิษย์ของพระองค์ไม่ควรคาดหวังว่าเราจะได้รับการดูแลที่ดีกว่า(พระองค์)

"นี่คือพระศาสนจักร นี่คือสวนองุ่นของพระเจ้า พระศาสนจักรเป็นแม่และเป็นอาจารย์ที่ห่วงใยทุกคน พระศาสนจักรไม่กลัวที่จะถลกแขนเสื้อและชโลมน้ำมันลงบนบาดแผลของผู้คน นี่คือพระศาสนจักรที่ไม่กลัวที่จะไปกินและดื่มกับโสเภณีหรือคนบาป พระศาสนจักรได้เปิดประตูออกอย่างกว้างขวาง เพื่อต้อนรับผู้ต้องการความช่วยเหลือและผู้เป็นทุกข์ถึงบาป

"พวกเราได้พูดบางอย่างเกี่ยวกับพระสันตะปาปา หน้าที่ของพระสันตะปาปาคือการยืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระศาสนจักร มันคือการย้ำเตือนผู้มีความเชื่อทุกคนถึงหน้าที่ของเขาในการติดตามพระวรสารของพระคริสตเจ้า มันคือการย้ำเตือนว่า หน้าที่แรกของผู้อภิบาลคือการหล่อเลี้ยงฝูงแกะ พระเจ้าทรงมอบความวางใจให้กับพวกเขาให้ดูแลฝูงแกะด้วยความเมตตาแบบพ่อดูแลลูก โดยปราศจากความกลัวแบบผิดๆเกี่ยวกับลูกแกะที่หายไป" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังจากพระสันตะปาปากล่าวจบ วาติกันได้จัดการแถลงข่าวทันที เพราะพระสันตะปาปาทรงสั่งให้แถลงต่อทุกคน เพื่อความโปร่งใส โดยคุณพ่อเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าววาติกัน ได้เป็นประธานในการแถลงข่าวครั้งสุดท้าย เพื่อสรุปการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก ในเรื่องครอบครัว

คุณพ่อลอมบาร์ดี้ แจ้งว่า ผลการลงมติของพระสังฆราชในเรื่องการอนุญาตให้คาทอลิกที่หย่าร้างและไปแต่งงานใหม่ สามารถรับศีลมหาสนิทได้ มีพระสังฆราชลงคะแนนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ไม่ถึง 2 ใน 3 ของเสียงทั้งหมด โดยพระสังฆราชเห็นด้วย 104 เสียง ไม่เห็นด้วย 74 เสียง ทั้งนี้ วาติกันย้ำว่า นี่เป็นการลงคะแนนเพื่อจะได้ "หารือกันต่อไป" นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหลักคำสอนของพระศาสนจักร ดังนั้น ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการอนุญาตให้คาทอลิกที่หย่าร้างและไปแต่งงานใหม่ สามารถรับศีลมหาสนิทได้ และก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องการอนุญาตให้คาทอลิกที่หย่าร้างและไปแต่งงานใหม่ สามารถรับศีลมหาสนิทได้ จะถูกปฏิเสธแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องการอภิบาลคนรักเพศเดียวกัน แม้บรรดาพระสังฆราชส่วนมากจะเห็นด้วยว่า ควรมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการอภิบาลพวกเขา แต่เสียงลงมติก็ไม่ถึง 2 ใน 3 ของเสียงทั้งหมด โดยพระสังฆราชเห็นด้วย 118 เสียง ไม่เห็นด้วย 62 เสียง กระนั้น วาติกันย้ำว่า นี่เป็นการลงคะแนนเพื่อจะได้ "หารือกันต่อไป" นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหลักคำสอนของพระศาสนจักร

ตอนท้าย คุณพ่อลอมบาร์ดี้ ย้ำอีกครั้งว่า การประชุมจบลงแล้ว แต่หัวข้อที่กล่าวมา ไม่ได้ถูกปฏิเสธ แต่จะมีการศึกษาและหารือกันต่อไป

Read More: Vatican Radio


หมายเหตุ - เมื่อคืนในการแถลงข่าวจากวาติกัน นักข่าวยังไม่ได้รับพระดำรัสของพระสันตะปาปาแบบเต็มๆ ทุกคนได้แต่ฟังสรุปจากวาติกัน วันนี้ วาติกันตีพิมพ์ตัวเต็ม ทำให้ความหมายบางอย่างเปลี่ยนไป และสมบูรณ์มากขึ้น ดังนั้น Pope Report จึงขอใช้ข่าวนี้เป็น "ข่าวแบบทางการ" ของการปิดการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก


18 October 2014

Must Read! - เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ก่อนถึงพิธีสถาปนาพระองค์เป็นบุญราศี

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ก่อนถึงพิธีสถาปนาพระองค์เป็นบุญราศี (เป็นเรื่องที่วาติกันเพิ่งแถลงเมื่อครู่นี้):




- พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่ "นั่งเครื่องบิน"

- พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่ไปเยือน "แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์" ต่อจาก "นักบุญเปโตร"

- พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่ได้พบและสวมกอดกับพระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล (พระอัยกา อาเธนาโกราส ที่ 1)

- พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่สละ "มงกุฏพระสันตะปาปาและการนั่งบัลลังก์"

- พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ทรงนำ "มงกุฎพระสันตะปาปา" ไป "ขาย และนำเงินไปช่วยเหลือเงินคนยากจน"

- พระธาตุที่จะใช้ในพิธีสถาปนา พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นบุญราศี คือ "เสื้อซับในที่พระองค์ใส่ในวันถูกคนลอบแทงด้วยมีด ระหว่างการเสด็จเยือนมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์"

- ผู้ที่หายจากโรคร้าย ผ่านทางการเสนอวิงวอนพระเจ้าของพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 คือเด็กชายวัย 13 ปี ตอนนี้ เขาอาศัยอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่ว่า เขาไม่ได้เดินทางมาร่วมพิธีสถาปนา (เด็กคนนี้ ตอนอยู่ในครรภ์มารดา หมอบอกว่า ไม่รอดแน่ แต่แม่ของเขาสวดขอพระ ผ่านทางการเสนอวิงวอนพระเจ้าของพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 และเด็กก็อยู่รอดปลอดภัยถึงตอนนี้)

- บุคคลแรกที่ยื่นคำร้องขอให้เปิดกระบวนการพิจารณา พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นบุญราศี คือ พระอัครสังฆราช กวาราชิโน่ พระอัครสังฆราชแห่งบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่า และวันอาทิตย์นี้ ผู้สถาปนาพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นบุญราศีคืออดีตพระอัครสังฆราชแห่งบัวโนสไอเรสนั่นเอง (หมายถึง พระสันตะปาปา ฟรังซิส)

- รูปที่ Pope Report นำมาให้ดูนั้น จะเป็น "รูปทางการ" ที่จะใช้ในมิสซาสถาปนาพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นบุญราศี

- สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 จะมาร่วมมิสซาสถาปนาสมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 เป็นบุญราศี ในวันอาทิตย์นี้ 19 ต.ค. 2014 อย่างแน่นอน

17 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนได้รับตราประทับอัตลักษณ์ความเป็นคริสตชนจากพระจิต"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน พวกเราคริสตชนมีตราประทับความเป็นคริสตชนจากพระจิต ซึ่งเราได้รับในวันที่ได้รับศีลล้างบาป และนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในสวรรค์ ทรงเตือน ปีศาจพยายามล่อลวงเราเสมอให้ละทิ้งตราประทับ เพื่อให้เราเป็นคริสตชนที่เฉยชา เป็นพวกหน้าซื่อใจคดเสแสร้งเป็นคริสตชน แต่พฤติกรรมไม่ใช่แบบนั้น ฉะนั้น เราต้องอย่าหลงไปกับมันเด็ดขาด



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำพิธีนี้จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส นักบุญเปาโลระบุว่า เมื่อเราเชื่อพระวรสาร เราจะได้รับพระจิต และอาศัยพระคุณของพระจิต พระเจ้าไม่ได้แค่เลือกเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังให้แนวทางการดำเนินชีวิตแก่เรา แนวทางนี้ไม่ใช่ลักษณะนิสัย แต่มันเป็นตราประทับในตัวเราแต่ละคน ส่วนพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงเตือนบรรดาศิษย์ว่า จงระวังเชื้อหน้าซื้อใจคดของพวกฟาริสี จงระลึกเสมอว่า ไม่มีสิ่งปิดบังใดที่จะไม่มีใครรู้

พระสันตะปาปา ทรงเทศน์แบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "อัตลักษณ์ของเราคือตราประทับที่ล้ำค่าซึ่งเป็นผลจากฤทธานุภาพของพระจิต ซึ่งเราได้รับในวันรับศีลล้างบาป พระจิตได้ตีตราประทับในใจของเรา ยิ่งไปกว่านั้น พระจิตเดินร่วมทางไปกับเรา พระจิตคือคำสัญญาที่พระเยซูทรงสัญญาไว้กับเรา แต่พระจิตไม่ได้ให้อัตลักษณ์ตราประทับนี้แก่เราเท่านั้น พระจิตยังให้มรดกแก่เราด้วย ในพระจิต สวรรค์ได้เริ่มต้นขึ้น พวกเราได้เริ่มอาศัยอยู่ในสวรรค์นี้แล้ว เพราะเราได้รับการประทับตราจากพระจิตซึ่งเป็นจุดเริ่มของทุกสิ่งในสวรรค์ กล่าวคือ นี่คือเงินมรดกที่เราได้รับอยู่ในมือของเรา เรามีสวรรค์อยู่ในมือด้วยตราประทับนี้

"อย่างไรก็ตาม หลักประกันแห่งสวรรค์เพื่อชีวิตนิรันดรไม่ได้ช่วยหยุดยั้งคริสตชนให้หลุดพ้นจากการประจญล่อลวง เมื่อใดที่เราต้องการยกเลิกอัตลักษณ์ของการเป็นคริสตชนล่ะก็ สิ่งนี้จะทำให้เราเป็นคริสตชนที่ไม่กระตือรือร้นทันที มันจะเป็นคริสตชนที่ไปร่วมมิสซาวันอาทิตย์ ใช่ เขาไปมิสซาวันอาทิตย์ แต่อัตลักษณ์ของเขาไม่ปรากฏออกมาในวิถีการดำเนินชีวิตของเขา เขาอาจดูเหมือนว่าดำเนินชีวตเหมือนพวกนอกรีตไร้ความเชื่อ แต่เขาก็เป็นคริสตชน การเป็นคริสตชนที่ไม่กระตือรือร้น ก็คือการทำให้อัตลักษณ์ของเราสูญหายไป

"บาปอีกประการหนึ่ง พระเยซูตรัสกับบรรดาสาวกตามที่เราได้ยินในพระวรสารว่า 'จงระวังเชื้อแป้งของบรรดาฟาริสี พวกหน้าซื้อใจคด' การหน้าซื่อใจคดก็คือการเสแสร้ง อาทิ เสแสร้งว่า ฉันแกล้งเป็นคริสตชน แต่ฉันไม่(ดำเนินชีวิต)เป็นคริสตชน ฉันพูดว่า ใช่ ฉันเป็นคริสตชน แต่ในความเป็นจริง ฉันทำสิ่งที่ไม่ใช่คริสตชนเลย

"ดังนั้น ความรัก, สันติ, ความอดทน, ความใจดีอ่อนโยน, ความดีงาม, ความเชื่อ, ความสุภาพ และการควบคุมตัวเอง จะเป็นหนทางนำเราไปสู่สวรรค์ สวรรค์เริ่มต้นจากตรงนี้ เพราะเรามีอัตลักษณ์ตราประทับแห่งคริสตชนกับตัว พวกเราได้รับการประทับตราจากพระจิตแล้ว ขอให้เราวอนขอพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานเพื่อดูแลรักษาตราประทับแห่งอัตลักษณ์คริสตชนของเราด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

16 October 2014

โป๊ปฟรังซิส: "จงสวดเพื่อสรรเสริญพระเจ้าด้วย ไม่ใช่เอาแต่สวดขออย่างเดียว"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน เวลาสวดขอพระเจ้า อย่าสวดเพื่อวอนขออย่างเดียว แต่จงรู้จักสวดเพื่อสรรเสริญพระองค์ เพราะการสวดเพื่อสรรเสริญเป็นสิ่งที่เรามักจะมองข้ามไป เรามักจะสนใจแต่สวดขอพระและสวดขอบคุณที่พระเจ้าประทานตามที่เราขอเท่านั้น ทรงย้ำ คริสตชนคือคนที่พระเจ้าเลือกไว้ในใจแล้วก่อนที่พระองค์จะสร้างโลก ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องนี้ เราก็ไม่ใช่คริสตชน



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำพิธีนี้จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส นักบุญเปาโลระบุว่า พระเจ้าทรงเลือกสรรพวกเราในพระคริสตเจ้าแล้วตั้งแต่ก่อนเนรมิตสร้างโลก ดังนั้น เราต้องรู้จักสรรเสริญพระเจ้าอยู่เสมอ ไม่ใช่เอาแต่สวดขออย่างเดียว

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "พวกเรารู้ดีถึงวิธีที่จะสวดภาวนาในยามที่เราต้องการจะวอนขอสิ่งต่างๆจากพระเจ้า เช่นเดียวกัน เรารู้วิธีภาวนาเมื่อเราต้องการจะขอบคุณพระเจ้า แต่คำภาวนาที่สรรเสริญพระเจ้าเป็นสิ่งที่ยากขึ้นสักนิดสำหรับเรา กล่าวคือ พวกเราไม่คุ้นเคยกับการสรรเสริญพระเจ้า พวกเราสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยดีโดยการตระหนักถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้เราในชีวิต นั่นคือ 'ในพระคริสตเจ้า พระองค์ทรงเลือกเราตั้งแต่ก่อนเนรมิตสร้างโลก' เป็นบุญของเรา เพราะพระเจ้าทรงเลือกเรา มันจึงเป็นความชื่นชมยินดีของผู้เป็นพ่อและเป็นความใกล้ชิดที่อ่อนโยน

"คำภาวนาแห่งการสรรเสริญนำเราความชื่นชมยินดีมาสู่ตัวเรา นี่คือความชื่นชมยินดีที่เป็นความสุขต่อหน้าพระเจ้า ขอให้เรามีความพยายามอย่างจริงจังที่จะแสวงหาสิ่งนี้! อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของการทำสิ่งนี้คือการจดจำว่า พระเจ้าทรงเลือกเราก่อนที่พระองค์จะเนรมิตสร้างโลก

"นี่เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อที่จะเข้าใจหรือแม้แต่จะจินตนาการว่า ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าทรงรู้จักเราก่อนจะสร้างโลก มันเหลือเชื่อมากว่าชื่อของเราได้อยู่ในใจของพระเจ้าไปแล้ว แต่นี่คือความจริง! นี่คือการเผยแสดง! ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องนี้ เราก็ไม่ใช่คริสตชน! เราอาจจะได้รับพิธีล้างตามศาสนา แต่ไม่ใช่ของศาสนาคริสต์! คริสตชนคือคนที่ถูกเลือกแล้ว คริสตชนคือคนที่ถูกเลือกไว้ในใจของพระเจ้าก่อนที่พระองค์จะสร้างโลก ความคิดนี้ยังได้เติมเต็มหัวใจเราด้วยความชื่นชมยินดีว่า เราถูกเลือก! มันสร้างความมั่นใจให้กับเรา

"ชื่อของเราอยู่ในหัวใจของพระเจ้า ชื่อของเราอยู่ในไส้ของพระองค์ เหมือนกับทารกที่อยู่ในร่างกายของมารดา ความชื่นชมยินดีของเราจึงปรากฏอยู่ในการที่เราได้รับเลือกจากพระเจ้า พวกเราจะไม่มีวันเข้าใจเรื่องนี้ได้ด้วยสมองอย่างเดียว และเราก็ไม่สามารถเข้าใจด้วยหัวใจเช่นกัน การจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องเข้าสู่ธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์ ธรรมล้ำลึกของพระบุตรสุดที่รัก 'พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตเพื่อเรา เพื่อทำให้เรารู้ถึงธรรมล้ำลึกแห่งพระประสงค์ของพระองค์'

"เมื่อถวายพิธีบูชาของพระคุณ เราได้เข้าสู่ธรรมล้ำลึกนี้ เราจะไม่มีวันเข้าใจว่า พระเจ้าทรงชีวิต พระเจ้าอยู่กับเราในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และพระองค์ทรงมอบชีวิตพระองค์เพื่อเรา เราจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยทัศนคติของการเข้าสู่ธรรมล้ำลึกในทุกๆวัน คริสตชนคือหญิงและชายที่มีความพยายามที่จะเข้าสู่ธรรมล้ำลึกของพระเจ้า

"ดังนั้น คำภาวนาแห่งการสรรเสริญจึงเป็นสิ่งแรกและสิ่งสำคัญของการภาวนาด้วยความชื่นชมยินดี จากนั้น จึงเป็นคำภาวนาของการระลึกว่า พระเจ้าทรงทำเพื่อเรามากขนาดไหน พระองค์อยู่เคียงข้างเราเยอะขนาดไหน พระองค์ทรงถ่อมตนเองลงมาอยู่กับเรามากเพียงใด มันก็เหมือนกับพ่อที่โน้มตัวลงมาช่วยลูกเวลาฝึกเดินนั่นแหละ ส่วนคำภาวนาสุดท้ายก็คือการขอพระจิต เพื่อที่เราจะได้รับพระหรรษทานที่จะเข้าสู่ธรรมล้ำลึก เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio


15 October 2014

โป๊ปฟรังซิสส่งสารร่วมยินดี 500 ปีแห่งการเกิดของนักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา



สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงส่งสารไปยังคณะคาร์เมไลท์ โอกาสฉลอง 500 ปีแห่งการเกิดของนักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา นักปราชญ์ของพระศาสนจ้กร โดยวันนี้ (15 ตุลาคม) เป็นวันระลึกถึง นักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา ด้วย

ในสารดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า นักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา เป็นนักบุญที่ยิ่งใหญ่ ท่านเกิดวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ.1515 และสิ้นใจในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1582 ท่านเป็นคนที่มีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยพระพร 4 ประการ ได้แก่ ความชื่นชมยินดี, การภาวนา, ความเป็นมิตร และอยู่กับความจริงในยุคสมัยของท่าน

พระสันตะปาปายังระบุอีกว่า นักบุญเทเรซาเน้นเรื่องความชื่นชมยินดีในการแสวงหาพระเจ้า โดยสิ่งนี้เป็นผลจากความรักผู้อื่นผ่านทางการสวดภาวนา ซึ่งการภาวนานี้จะทำให้เราเอาชนะการมองโลกแง่ร้ายและก่อให้เกิดการกระทำที่ดีงาม

ในส่วนของประสบการณ์แห่งธรรมล้ำลึกของการเป็นซิสเตอร์คาร์เมไลท์ พระสันตะปาปากล่าวว่า มันไม่ได้ทำให้นักบุญเทเรซาตัดขาดจากโลก หรือความกังวลที่มีต่อผู้คน ในทางกลับกัน นักบุญเทเรซาได้มอบแรงผลักดันและความกล้าหาญเพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติด้วย

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า งานเขียนของนักบุญเทเรซามีความเกี่ยวข้องกับคริสตชนอย่างไม่มีวันจางหาย และมันสามารถนำมาประยุกต์กับชีวิตเราแต่ละคนในการเดินจาริกไปหาพระเจ้าด้วย

Read More: Vatican Radio

 
Contact: editor@popereport.com