Instagram

18 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เวลาโกรธเกลียดและคิดชั่ว จงอยู่นิ่งๆ ให้เวลาเป็นเครื่องรักษาใจเรา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน เวลาที่เราโกรธ เกลียด และคิดชั่วๆ จงตั้งสติแก้ปัญหาด้วยการให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยารักษาตัวเราเอง เพราะการเลือกยื้อเวลาไว้ ไม่ลุกขึ้นสบประมาทและหาเรื่องคนอื่น เป็นทางแก้ที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ทุกคน ถ้าหากเราลุกขึ้นหาเรื่องและกล่าววาจาหยาบคาย นอกจากเราจะไม่เป็นธรรมแล้ว ยังเป็นผลร้ายแก่เราด้วย ทรงชี้ ถ้าถูกสบประมาท แล้วเราเลือกจะปิดปาก ไม่ตอบโต้ เราก็ดำเนินชีวิตตามพระเยซูแล้ว



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านวันนี้จากหนังสือกิจการอัครสาวก เป็นเหตุการณ์ที่บรรดาอัครสาวกถูกเรียกตัวไปที่สภาซันเฮดริน และถูกกล่าวหาเรื่องการประกาศพระวรสารอันเป็นสิ่งที่บรรดาฟาริสีและธรรมาจารย์ทั้งหลายไม่ต้องการจะได้ยิน

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "จากบทอ่านวันนี้ เราเห็นกันว่า หนึ่งในฟาริสีที่ชื่อ กามาลิเอล ได้แนะนำแบบตรงไปตรงมาว่า ควรให้อัครสาวกเทศน์สอนต่อไป เพราะถ้าคำสอนของบรรดาอัครสาวกมาจากแผนการและกิจการของมนุษย์ ทุกสิ่งก็จะสลายไปเอง แต่ถ้าสิ่งที่อัครสาวกเทศน์สอนมาจากพระเจ้า ไม่ว่าใครก็จะทำอะไรพวกเขาไม่ได้ สภาซันเฮดรินยอมรับคำแนะนำนี้ แต่พวกเขาเลือกจะ 'ถ่วงเวลา' (ด้วยการสั่งให้เฆี่ยนบรรดาอัครสาวก ก่อนจะปล่อยตัวไป) พวกเขาไม่ทำตามอารมณ์ที่เป็นสัญชาตญาณแห่งความเกลียดชัง การทำแบบนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ทุกคน

"เมื่อใดที่เรามีความคิดชั่วร้ายต่อคนอื่น การเลือกยื้อเวลาออกไป ถือว่ามีประโยชน์สำหรับเรา เมื่อเรามีความเป็นปฏิปักษ์ มีความเกลียดชัง จงอย่าให้ความรู้สึกนี้เติบโตขึ้น จงหยุดมันซะ จงให้เวลารักษามันเป็นระยะๆ เวลาจะช่วยผสานสิ่งต่างๆ ให้เป็นเกิดความกลมเกลียว และทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ในทางที่ถูกต้อง แต่ถ้าท่านตอบโต้ด้วยอารมณ์แห่งความโกรธ มันก็แน่ชัดอยู่แล้วว่าท่านจะไม่เป็นธรรม และท่านจะทำร้ายตัวเองด้วย ดังนั้น คำแนะนำของพ่อก็คือ ให้เวลา! จงใช้เวลาเยียวยาในช่วงที่มีการประจญล่อลวง

"เมื่อเรารักษาความคับแค้นใจ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะมีการปะทุ(ของอารมณ์)เกิดขึ้น มันจะมีการปะทุด้วยการสบประมาท วาจาหยาบคาย และการหาเรื่อง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความคิดชั่วร้ายต่อผู้อื่น มันเหมือนการที่เรากำลังต่อสู้กับพระเจ้า ในทางกลับกัน พระเจ้าทรงรักความสามัคคี ทรงรักความรัก ทรงรักการเสวนาพูดจากัน ทรงรักการเดินไปด้วยกัน

"เรื่องแบบนี้ก็เกิดกับพ่อเหมือนกันนะ เมื่อเจอบางสิ่งไม่ถูกใจ ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความรู้สึกของพระเจ้า แต่มันเป็นความรู้สึกคิดชั่วเสมอๆ (จะโกรธและไม่พอใจ) ดังนั้น เราจึงต้องหยุดตัวเองสักครู่หนึ่ง เราต้องให้พื้นที่กับพระจิต เพื่อที่เราจะได้กำจัดความคิดชั่วออกไปและเพื่อให้เราได้รับความสงบภายในจิตใจ เหมือนอย่างที่บรรดาอัครสาวกที่ถูกเฆี่ยนที่สภาซันเฮดริน แต่พวกเขาก็ออกมาจากที่นั่นด้วยความชื่นชมยินดีจากความทุกข์ทรมานที่ต้องถูกสบประมาทในพระนามของพระเยซู

"ในสถานการณ์แบบนี้ พี่น้องของเราหลายคนได้เป็นมรณสักขีที่สละชีวิตเพื่อพระนามของพระเยซู พวกเขามีความชื่นชมยินดีที่ได้ทนทุกข์ทรมานอย่างไร้เกียรติจนกระทั่งเสียชีวิต พวกเขายินดีเพื่อพระนามของพระเยซู มันมีหนทางเดียวในการเปิดใจให้กับความอ่อนน้อมถ่อมตน นั่นคือ การจะอ่อนน้อมถ่อมตนจะไม่เกิดเลยถ้าไม่มีการสบประมาทเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ยากจะเข้าใจตามธรรมชาติสักหน่อย พวกเราจึงต้องวอนขอพระหรรษทานจากพระเจ้าสำหรับการจะเข้าใจสิ่งนี้

"พระหรรษทานในการดำเนินชีวิตเลียนแบบพระคริสตเจ้า ไม่ได้มีเพื่อมรณสักขีในยุคนี้ที่เป็นประจักษ์พยานในการดำเนินชีวิตเลียนแบบพระเยซูเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อชายหญิงทุกคนที่กำลังทนทุกข์จากการถูกสบประมาทในแต่ละวัน มีเพื่อทุกคนที่ปิดปากเงียบ ไม่โวยวาย และยอมทนทุกข์เพื่อความรักที่เขามีต่อพระเยซู

"ดังนั้น เมื่อใดที่เราถูกสบประมาทและเราไม่ตอบโต้ เราก็ดำเนินชีวิตเหมือนพระเยซู มันมีสองสิ่งที่พ่ออยากกล่าวถึงคือ หนึ่ง จงปิดตัวเองต่อความเกลียดชัง ความโกรธเคือง และความต้องการจะเข่นฆ่าผู้อื่น และสอง จงเปิดตัวเองให้กับพระเจ้า เปิดตัวเองให้กับหนทางของพระเยซูที่ทำให้เรายอมรับคำสบประมาท แม้ในทุกๆ การสบประมาทและการทำให้เราขายหน้าอย่างร้ายแรง มันก็จะทำให้เราสัมผัสถึงความชื่นชมยินดีที่ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งบนหนทางที่พระเยซูก้าวเดิน" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

16 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ผู้ประกาศพระวรสารต้องเสวนาพูดจากับคนอื่น อย่าปิดตัวเอง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอคำภาวนาให้บรรดาผู้ประกาศพระวาจาพระเจ้า อย่าเป็นคนปิดตัวเอง ไม่ฟังเสียงพระเจ้า ไม่รู้จักเสวนาพูดจากับคนอื่น เพราะคนพวกนี้มักจะอิจฉาริษยา โกรธเกรี้ยว และชอบสั่งให้คนอื่นๆ ที่ประกาศพระวาจาของพระเจ้าอยู่เงียบๆ ไม่ต้องประกาศเรื่องใดๆ ทรงชี้ การที่พระสงฆ์นักบวชไม่เสวนาพูดจากับสัตบุรุษ ก็เหมือนการไม่เชื่อฟังพระเจ้า พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาเป็นพิเศษให้กับ "สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16" โอกาสวันคล้ายวันสมภพ 88 ชันษา




ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านวันนี้จากหนังสือกิจการอัครสาวก เป็นเหตุการณ์ที่มหาสมณะกล่าวกับบรรดาอัครสาวก ไม่ให้ประกาศพระนามของพระเยซูอีกต่อไป แต่เปโตรและบรรดาอัครสาวกตอบกลับไปว่า พวกตนต้องฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ และนั่นทำให้มหาสมณะโกรธจนหาทางจะฆ่าพวกอัครสาสวก

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "บทอ่านในวันนี้บอกเราเกี่ยวกับการนบนอบเชื่อฟัง บ่อยครั้ง การนบนอบเชื่อฟังนำหนทางที่เราไม่คาดคิดมาให้กับเรา มันมักจะนำหนทางอื่นๆ ที่เราไม่ได้คิดมาให้ การนบนอบเชื่อฟังคือการมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแนวทางของเราเมื่อพระเจ้าทรงร้องขอจากเราแต่ละคน ใครที่เชื่อฟัง(พระเจ้า)ก็จะมีชีวิตนิรันดร ส่วนคนที่ไม่เชื่อฟัง พระพิโรธของพระเจ้าก็จะอยู่เหนือเขา

"ดังนั้น ในบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก พวกสมณะและบรรดาผู้นำได้สั่งให้อัครสาวกหยุดประกาศพระวรสารให้กับประชาชน พวกเขาเกรี้ยวกราดและเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เพราะอัศจรรย์เกิดขึ้นในการทำงานของอัครสาวก ส่วนประชาชนก็เชื่อฟังบรรดาอัครสาวก จนทำให้จำนวนผู้มีความเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกสมณะจึงจับอัครสาวกขังคุก แต่ในคืนนั้น ทูตสวรรค์ก็มาช่วยปลดปล่อยบรรดาอัครสาวกให้เป็นอิสระและกลับไปทำงานประกาศพระวรสารต่อไป

"เมื่อเปโตรถูกจับกุมตัวอีกครั้ง เขาก็ตอบกลับคำสั่งที่คุกคามของสมณะว่า 'พวกเราต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์' แต่สมณะไม่เข้าใจคำพูดนี้ สมณะคิดว่าพวกเขาเป็นครูอาจารย์ทรงความรู้ พวกเขาศึกษาประวัติศาสตร์ของประชาชน พวกเขาร่ำเรียนคำทำนายของบรรดาประกาศก พวกเขาร่ำเรียนธรรมบัญญัติ พวกเขารู้เรื่องเทวศาสตร์แห่งประชากรชาติอิสราเอล รู้เรื่องการเผยแสดงของพระเจ้า พวกเขารู้ไปหมด! แต่พวกเขาไร้ความสามารถในการตระหนักถึงความรอดจากพระเจ้า ทำไมพวกเขาแข็งขืนขนาดนี้ มันไม่ใช่ความแข็งกระด้างของหัวสมอง มันไม่ใช่การดื้อรั้นแบบธรรมดา มันเป็นแบบสุดขั้วเลยทีเดียว บางคนอาจถามว่า หนทางแห่งการดื้อรั้นของท่านคืออะไร หัวสมองหรือหัวใจ

"คำตอบก็คือ ประวัติศาสตร์ของความดื้อรั้นคือการปิดตัวเอง มันคือการไม่ยอมเสวนาพูดจากับคนอื่น มันคือเรื่องของการขาดการเสวนากัน สมณะไม่รู้จักการเสวนาพูดจากับคนอื่น พวกเขาไม่รู้ว่าจะพูดกับพระเจ้าอย่างไร เพราะพวกเขาไม่รู้จักที่จะสวดภาวนาและฟังเสียงของพระเจ้า และพวกเขาไม่รู้จักการเสวนากับคนอื่น พวกเขาตีความแค่จะทำอย่างไรให้ธรรมบัญญัติดูถูกต้องเที่ยงตรง แต่พวกเขาปิดตัวเองจากเครื่องหมายของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ พวกเขาปิดตัวเองจากประชากรของพระเจ้า พวกเขาขาดการพูดคุยกับประชาชน หัวใจของพวกเขาปิดตาย สิ่งนี้ทำให้พวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า นี่คือเรื่องดราม่าของพวกธรรมาจารย์ในอิสราเอลและนักเทวศาสตร์แห่งประชากรของพระเจ้า พวกเขาไม่รู้จักที่จะรับฟัง พวกเขาไม่รู้จักการเสวนาพูดจากัน การเสวนาจะดำรงอยู่ในพระเจ้าและอยู่ในความเป็นพี่น้องกัน

"เครื่องหมายที่เผยแสดงว่า คนๆ นั้นไม่รู้ว่าจะเสวนาพูดจากับคนอื่นอย่างไร ก็คือ เขาไม่เปิดตัวเองให้กับเสียงของพระเจ้า ไม่เปิดตัวเองให้กับเครื่องหมายที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางประชากรของพระองค์ คนพวกนี้จะโกรธเกรี้ยวและต้องการจะหุบปากคนที่ประกาศเรื่องใหม่ๆ ของพระเจ้า ซึ่งก็คือการเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซู มันไม่มีเหตุผลเลย แต่พวกเขาก็ทำมันจนได้ มันคือหนทางแห่งความทุกข์ระทม นี่คือคนกลุ่มเดียวกันกับที่จ่ายเงินให้มีการเฝ้าคูหาฝังพระศพของพระเยซู และกล่าวหาว่าพวกอัครสาวกเป็นคนขโมยพระศพไป

"ดังนั้น ในมิสซานี้ ขอให้เราภาวนาเพื่อธรรมาจารย์เหล่านี้ ให้พวกปราชญ์ทั้งหลาย ให้กับคนที่สอนสั่งประชากรของพระเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะไม่ปิดตัวเอง เพื่อที่พวกเขาจะเสวนาพูดจากับคนอื่น เพื่อให้พวกเขารอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า ถ้าหากพวกเขายังไม่เปลี่ยนทัศนคติ พระพิโรธนี้ก็จะยังอยู่เหนือพวกเขา" พระสันตะปาปา ตรัสสอน

ช่วงท้าย โอกาสที่วันนี้ 16 เมษายน เป็นวันคล้ายวันสมภพ 88 ชันษาของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสันตะปาปา ฟรังซิส จึงกล่าวเชิญชวนทุกคนภาวนาให้พระสันตะปาปากิตติคุณเป็นพิเศษ

"พ่ออยากย้ำทุกคนอีกครั้งว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 พ่อถวายมิสซานี้เพื่อขอพระเจ้าโปรดประทานพระพรให้พระสันตะปาปากิตติคุณ เปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีและความสุข และขอให้พระเจ้าประทานพละกำลังให้พระองค์ด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

Read More: Vatican Radio

15 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พระศาสนจักรต้องไม่มองข้ามบทบาทและสิทธิของสตรี"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ พระศาสนจักรต้องไม่มองข้ามบทบาทและการมีสิทธิ์มีเสียงของบรรดาสตรี ทรงชี้ พระศาสนจักรยังมีงานอีกมากที่ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อช่วยให้สตรีได้รับการตระหนักถึงคุณค่าและบทบาทของพวกเธอ ทรงตั้งคำถาม การที่สังคมสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติที่เราไม่ให้ความสำคัญกับสตรีหรือไม่





ช่วงสายวันพุธที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาพบปะสัตบุรุษกว่า 50,000 คน ในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนเรื่องบทบาทของสตรีในพระศาสนจักร พร้อมย้ำว่า เสียงของบรรดาผู้หญิงในพระศาสนจักรต้องได้รับการรับฟัง บทบาทของพวกเธอต้องไม่ถูกมองข้าม และต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ของพวกเธอ

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "พระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ทั้งชายและหญิง พระเจ้าทรงสร้างตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ในแผนการของพระเจ้า ความแตกต่างทางเพศไม่ใช่การกดขี่ แต่ความแตกต่างทางเพศคือความเป็นหนึ่งเดียวกันและยังเป็นการให้กำเนิดบุตร ดังนั้น ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันนี้จะนำความเป็นหนึ่งเดียวกันและเพิ่มคุณค่าให้กับครอบครัวมนุษยชาติ

"แม้ทุกวันนี้ จะมีทฤษฎีบทบาททางเพศ (Gender theory) ที่พยายามทำให้ความแตกต่างทางเพศเป็นเรื่องโมฆะ แต่มันก็อาจเป็นการแสดงออกถึงความผิดหวังและยอมแพ้ที่เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิด ดังนั้น การลบล้างความแตกต่างทางเพศจึงเป็นปัญหา ไม่ใช่ทางออกแต่อย่างใด

"ยังมีงานอีกมากที่พระศาสนจักรต้องทำให้สำเร็จไป เพื่อทำให้สตรีได้รับการตระหนักถึงคุณค่าและบทบาทของพวกเธอ ... ต้องขอบคุณวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่ให้สิทธิเสรีภาพกับสตรีและเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับเราผ่านทางวัฒนธรรมร่วมสมัย

"ด้วยเหตุนี้ พ่ออยากเชิญชวนเราทุกคนให้กล้าพูดแทนสตรีให้มากขึ้น และมีความเคารพและรักต่อกัน นอกจากนี้ พ่ออยากขอร้องบรรดานักวิชาการ โปรดอย่าเมินเฉยต่อบทบาทและสิทธิสตรี ทั้งนี้ เพื่อเราจะได้สร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรมและอิสระเสรี

"ทุกวันนี้ เราสัมผัสได้ถึงความรับผิดชอบที่จะให้เกียรติต่อสตรี ตระหนักถึงบทบาทและการมีสิทธิ์มีเสียงในสังคมของบรรดาสตรี พระศาสนจักรก็เช่นกัน เราต้องถามตัวเองว่า การที่เราสังคมสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติที่เกี่ยวข้องระหว่างชายและหญิงหรือไม่

"ฉะนั้น ความท้าทายที่พระศาสนจักรต้องเผชิญ ที่ผู้มีความเชื่อในพระเจ้าต้องเผชิญ และครอบครัวค่างๆ ต้องเผชิญ ก็คือ การกลับไปแสวงหาความงดงามแห่งแผนการของพระเจ้า ไปแสวงหาตราประทับแห่งพระฉายาลักษณ์ของพระองค์" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

14 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "กลุ่มคริสตชนต้องความสามัคคี ยึดมั่นประโยชน์ส่วนรวม และอดทนต่อปัญหา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน การจะดูว่ากลุ่มคริสตชนที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่จากพระจิต ให้ดูที่ความสามัคคีในกลุ่ม การยึดมั่นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และเวลาเจอปัญหาร้ายๆ จะอดทนยืนหยัดต่อปัญหาที่พบ ทรงเตือน อย่าใช้พระศาสนจักรเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง อย่าเอาเงินที่โกงคนอื่นมาทำบุญเด็ดขาด



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านวันนี้จากหนังสือกิจการอัครสาวก เป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มคริสตชนดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนมีเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง แต่ถือเป็นของส่วนรวม ทุกคนรักและสามัคคีกันอย่างมาก

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "นี่คือกลุ่มคริสตชนที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในพระจิตผู้แสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวกันและยืนหยัดในความทุกข์ยากด้วยความอดทน มีเพียงพระจิตเท่านั้นที่สามารถประทานความเป็นหนึ่งเดียวกันให้กับเรา เพราะพระจิตคือความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระบิดาและพระบุตร ความเป็นหนึ่งเดียวกันคือคุณลักษณะแรกของกลุ่มคริสตชนยุคแรกเริ่มที่กรุงเยรูซาเล็ม

"คุณลักษณะที่สองได้แก่ การยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม เราเห็นว่า ไม่มีใครอ้างสิทธิ์ในการครอบครองสิ่งที่ตนมี แต่พวกเขาถือว่าทุกสิ่งเป็นของส่วนรวม ไม่มีคนที่ต้องการจะครอบครองสิ่งของแต่เพียงผู้เดียวในหมู่พวกเขาเลย จริงอยู่ที่มันอาจมีคนรวยในหมู่พวกเขาบ้าง แต่ความร่ำรวยนี้ก็ถูกนำเสนอผ่านทางการรับใช้ชุมชน นี่คือสองคุณลักษณะของกลุ่มคริสตชนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในพระจิต"

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเตือนสติคริสตชนว่าอย่านำเงินที่โกงคนอื่นมาทำบุญเด็ดขาด และอย่าใช้พระศาสนจักรเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง โดยทรงยกเหตุการณ์ที่ "อานาเนียส์" และ "ซัปฟีร่า" สามีภรรยาที่โกงเงินจากการขายที่ดิน และยักยอกเงินส่วนหนึ่งเป็นของตัวเอง ส่วนเงินที่เหลือค่อยมอบให้บรรดาอัครสาวก (กิจการอัครสาวก 5:1-11)

พระสันตะปาปาตรัสว่า "อานาเนียส์ และ ซัปฟีร่า เข้ามาในกลุ่มคริสตชนด้วยการทำตัวเสแสร้งว่าเป็นผู้อุปถัมภ์พระศาสนจักร แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาใช้พระศาสนจักรเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

"ส่วนคุณลักษณะที่สามของกลุ่มคริสตชนที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่โดยพระจิต ก็คือ เปี่ยมด้วยความอดทนต่อปัญหาต่างๆ กล้ายืนหยัดอยู่ในช่วงเวลายากลำบากและความเจ็บปวดต่างๆ กล้าลุกขึ้นเผชิญหน้ากับการนินทาให้ร้าย และกล้าทนทุกข์ไปกับผู้เจ็บป่วยและผู้ที่ต้องสูญเสียคนที่รักไป

"กลุ่มคริสตชน(ที่ได้รับการฟื้นฟูจากพระจิต) แสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่จริงๆ พวกเขาแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีความแตกแยกภายในกลุ่ม เมื่อกลุ่มคริสตชนแสวงหาความยากจน ไม่ซุกความร่ำรวยไว้เพื่อตัวเองเท่านั้น และไม่แสดงความโมโหหรือคุกคามคนอื่น เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก แต่เลือกจะอดทนอดกลั้น พวกเขาก็เป็นเหมือนพระเยซูแล้ว

"ในสัปดาห์ที่สองของเทศกาลปาสกาที่เรากำลังเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกแห่งการเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซู มันคงเป็นการดีที่เราจะคิดถึงกลุ่มคริสตชนของเรา ไม่ว่าจะเป็นสังฆมณฑล เขตวัด ครอบครัว หรือกลุ่มย่อยต่างๆ ขอให้เราวอนขอพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน จงวอนขอพระพรจากพระจิต จงวอนขอพระพรของความยากจน ความยากจนนี้ไม่ใช่ทุกข์โศก แต่เป็นความยากจนที่ทำให้เราสามารถจัดการความอยากที่จะครอบครองสิ่งต่างๆ และกล้ายึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม นอกจากนี้ ขอให้เราวอนขอพระหรรษทานแห่งความอดทนด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

Read More: Vatican Radio

13 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ต้องประกาศพระวรสารแบบตรงไปตรงมา อย่าทำแบบโฆษณาชวนเชื่อ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ เวลาประกาศพระวรสาร ต้องประกาศแบบตรงไปตรงมา เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ ไม่ใช่ประกาศพระวรสารแบบโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาสมาชิกเพิ่มขึ้น ทรงสอน พระจิตจะทำให้เราประกาศพระวรสารอย่างกล้าหาญ ทรงชี้ นักบุญเปโตรและนักบุญจอห์น เป็นแบบอย่างในการประกาศพระวรสารด้วยความกล้า สองท่านนี้ไม่ได้เรียนสูงๆ แถมถูกจับเข้าคุกตอนประกาศพระวรสาร ทั้งสองไม่เคยกลัว แถมกล้ามากกว่าเดิมด้วยซ้ำเมื่อได้รับพระหรรษทานจากพระจิตในการประกาศพระวรสาร



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านวันนี้จากหนังสือกิจการอัครสาวก เป็นเหตุการณ์ที่เปโตรและจอห์น เล่าเรื่องที่บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสกล่าวกับตนให้อัครสาวกคนอื่นๆ ฟัง ก่อนที่บรรดาอัครสาวกจะพร้อมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้า โปรดประทานให้พวกเขากล้าพูดอย่างอิสระเสรีและพูดอย่างเปิดเผยทุกอย่าง เมื่อพวกเขาทูลเสร็จ สถานที่ที่พวกเขามารวมตัวกันก็สั่นสะเทือน พวกเขาได้รับพระจิตอย่างเต็มเปี่ยมและออกไปประกาศพระนามของพระเจ้าด้วยความกล้าหาญ

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันบทอ่านตอนนี้ว่า "เปโตรและจอห์นได้รักษาคนป่วย(ทำอัศจรรย์) พวกเขาถูกจับกุมตัว ถูกจำคุก และถูกข่มขู่จากพวกสมณะว่าไม่ให้พูดถึงพระนามของพระเยซู แต่พวกเขายังคงประกาศพระนามพระองค์ต่อไป และเมื่อพวกเขาถูกปล่อยตัวกลับไปหาบรรดาศิษย์คนอื่นๆ พวกเขาก็ให้กำลังใจกันในการประกาศพระวาจาของพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาวอนขอพระเจ้าโปรดทอดพระเนตรมายังคำขู่เหล่านั้น และทำให้บรรดาข้ารับใช้ของพระองค์ประกาศพระวาจาของพระเจ้าด้วยความกล้าหาญ

"ทุกวันนี้ก็เช่นกัน สารของพระศาสนจักรคือสารแห่งหนทางของการเปิดกว้าง หนทางของความกล้าหาญตามแบบฉบับคริสตชน ผู้เรียบง่ายทั้งสอง (เปโตรและจอห์น) ไม่ได้เรียนสูงๆ แต่พวกเขามีความกล้าหาญ คำที่สามารถแปลความหมายของคำว่ากล้าหาญ ก็เช่นคำว่า การพูดแบบไม่อ้อมค้อม การกล้าที่จะพูด การพูดแบบอิสระเสรี และอย่ากลัวที่จะพูดอะไรออกไป

"บนหนทางของพระเจ้า ผู้ที่มีบทบาทอย่างแท้จริงคือพระจิต เพราะพระจิตคือผู้เดียวที่สามารถประทานพระหรรษทานแห่งความกล้าหาญให้เราในการประกาศพระเยซูคริสต์ ความกล้าหาญในการประกาศพระนามของพระเยซูคือสิ่งที่แยกเราออกจากการเชิญชวนคนอื่นให้เปลี่ยนศาสนา พวกเราไม่ได้มาโฆษณาชวนเชื่อพระเยซู พวกเราไม่ได้มาโฆษณาเพื่อให้มีสมาชิกในสังคมฝ่ายจิตให้เพิ่มมากขึ้น ไม่! มันไม่ใช่อย่างนั้น ของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็น! มันไม่ใช่เรื่องเลย! การทำแบบนี้ไม่ใช่คริสตชน สิ่งที่คริสตชนต้องทำก็คือการประกาศ(พระนามของพระเยซู)ด้วยความกล้าหาญ ประกาศพระเยซูด้วยผลจากพระจิต ผู้ทรงเจิมเราและทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้า

"พระวรสารวันนี้ พระเยซูตรัสกับนิโคเดมัสว่า 'ไม่มีใครเข้าอาณาจักรสวรรค์ได้ ถ้าเขาไม่ได้เกิดใหม่' พระเยซูต้องการทำให้เราเข้าใจว่า การเกิดใหม่ด้วยน้ำและพระจิต(ในศีลล้างบาป) จะเปลี่ยนเราให้เป็นคนใหม่ พระจิตทรงเป็นเหมือนสายลม เราได้ยินเสียงของลม แต่เราไม่รู้ว่า ลมมาจากไหน และจะพัดไปไหนต่อ พระจิตก็เช่นกัน ดังนั้น มีเพียงพระจิตที่สามารถแปรเปลี่ยนทัศนคติของเรา เปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเรา และเปลี่ยนความเป็นอยู่ของเรา

"พระจิตทรงประทานความกล้าให้กับเปโตรและจอห์น ชาย 2 คนที่ไร้การศึกษา แต่มีความกล้าอย่างเต็มเปี่ยมในการประกาศพระนามของพระเยซูจนวาระสุดท้ายของชีวิตที่จบลงด้วยการเป็นมรณสักขี เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงพระเจ้า หนทางแห่งความกล้าหาญตามแบบฉบับคริสตชนคือพระหรรษทานที่พระจิตมอบให้เรา

"หลังจากเทศกาลปาสกา พระศาสนจักรเตรียมตัวที่จะรับพระจิต ในการฉลองธรรมล้ำลึกแห่งการสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซูนี้ ขอให้เรารำลึกถึงประวัติศาสตร์แห่งความรอด และวอนขอพระหรรษทานในการรับพระจิตที่จะประทานความกล้าหาญให้เราในการประกาศพระนามของพระเยซูด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

12 April 2015

โป๊ปฟรังซิสถวายมิสซารำลึก 100 ปี เหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มรณสักขีชาวอาร์เมเนียน

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงร่วมรำลึกการครบรอบ 100 ปี เหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บรรดามรณสักขีชาวอาร์เมเนียน ทรงตั้งคำถาม ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มนุษยชาติดูมีความกระตือรือร้นที่จะหยุดยั้งการเข่นฆ่ากัน แต่ตอนนี้ ความกระตือรือร้นดังกล่าวมันหายไปไหนแล้ว ทรงแบ่งปัน บาดแผลของพระเยซูคือพระเมตตาที่สมบูรณ์แบบที่มอบให้เราทุกคน






ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาระลึกถึง 100 ปีเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บรรดามรณสักขีชาวอาร์เมเนียน พร้อมประกาศแต่งตั้ง "นักบุญเกรโกรี่แห่งนาเร็ค" นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ของอาร์เมเนีย เป็น "นักปราชญ์ของพระศาสนจักร" มิสซานี้ จัดขึ้นในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางผู้แทนพระศาสนจักรต่างๆ ของอาร์เมเนียที่มาร่วมเป็นจำนวนมาก

พิธีนี้ เริ่มต้นด้วยพระสันตะปาปาทรงกล่าวรำลึกเหตุการณ์ที่อาณาจักรอ็อตโตมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คริสตชนอาร์เมเนียน เมื่อวันที่ 23-24 เมษายน ค.ศ.1915 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว โดยพระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอร่วมรำลึกเหตุการณ์อันโหดร้ายที่เกิดจากสงครามการนองเลือด เราได้เห็นเป็นประจักษ์กับตาแล้วว่า สงครามนำมาซึ่งความพินาศสูญสิ้น การสังหารหมู่อย่างป่าเถื่อน และการทำลายล้างที่ไม่รู้สึกรู้สาใดๆ เลย

"ไม่กี่ปีหลังมานี้ ยังมีเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นให้เราได้พบเห็น ดังที่เกิดในกัมพูชา, รวันดา, บุรุนดี และ บอสเนีย มันดูเหมือนกับว่า มนุษยชาติไร้ความสามารถที่จะหยุดยั้งการสูญเสียเลือดของผู้บริสุทธิ์ มันดูเหมือนกับว่า ความกระตือรือร้นที่เราได้รับในช่วงสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ความกระตือรือร้นที่จะหยุดยั้งการสูญเสีย ได้สูญหายไปแล้ว

"พี่น้องคริสตชนชาวอาร์เมเนียนที่รัก มันเป็นเรื่องสำคัญมากและเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งของพวกเราที่จะต้องรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อใดที่ความทรงจำจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้หายไป มันก็หมายความว่า ปีศาจได้ทำให้บาดแผลนี้กลายเป็นหนองแล้ว ดังนั้น ขอให้เราปฏิเสธปีศาจ และไม่ยอมให้ความทรงจำที่เจ็บปวดนี้หายไปเด็ดขาด"

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ ซึ่งเป็นมิสซาฉลองวันอาทิตย์พระเมตตา พระสันตะปาปาทรงเน้นการแบ่งปันพระวรสารที่พระเยซูทรงเชิญให้นักบุญโทมัส เอานิ้วมาแยงที่บาดแผลของพระองค์

พระสันตะปาปา ทรงเทศน์แบบสั้นๆ ใจความว่า "บาดแผลของพระเยซูคือบาดแผลแห่งความเมตตา อาศัยบาดแผลเหล่านี้ พวกเราได้เห็นธรรมล้ำลึกทั้งครบของพระคริสตเจ้าและของพระเจ้า นี่คือประวัติศาสตร์แห่งความรอดทั้งหมด บาดแผลของพระคริสตเจ้าประกาศถึงพระเมตตาของพระเจ้าจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

"พี่น้องที่รัก ขอให้เรามองไปยังหนทางที่พระเจ้าทรงเปิดไว้ให้เราทุกคน พระองค์ทรงเปิดไว้เพื่อให้เราออกจากการเป็นทาสของบาปและความตาย เพื่อจะได้เข้าสู่ดินแดนแห่งชีวิตใหม่และสันติ พระเยซูผู้ทรงถูกตรึงกางเขน ทรงสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนชีพ พระองค์คือหนทางของเรา บาดแผลของพระองค์คือพระเมตตาทั้งครบที่มอบให้เราทุกคน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: มิสซาะลึกถึง 100 ปีเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บรรดามรณสักขีชาวอาร์เมเนียน

Read More: Vatican Radio


11 April 2015

โป๊ปฟรังซิสประกาศสมณโองการปียูบิลีแห่งเมตตาธรรม - เปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ 8 ธ.ค. 2015

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประกาศสมณโองการ "พระพักตร์แห่งความเมตตา" เพื่อใช้ในปียูบิลีแห่งเมตตาธรรม ทรงแจ้งเรื่องการเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ในมหาวิหารนักบุญเปโตร จะเปิดวันที่ 8 ธ.ค. 2015 ส่วนมหาวิหารเอกอีก 3 แห่งของกรุงโรม จะทำพิธีเปิดหลังจากวันที่ 8 ธันวาคมไปแล้ว พร้อมกันนี้ ทรงขอร้องให้ "ทุกสังฆมณฑล" เปิด "ประตูแห่งความเมตตาธรรม" (Door of Mercy) สำหรับการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์นี้ภายในสังฆมณฑลของตนด้วย





ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทำวัตรเย็นเตรียมจิตใจก่อนฉลองวันอาทิตย์พระเมตตา ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พร้อมกับประกาศสมณโองการ "ปียูบิลีแห่งเมตตาธรรม" ณ ประตูศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารนักบุญเปโตรด้วย โดยปีศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2015 - 20 พฤศจิกายน 2016

สมณโองการปียูบิลีแห่งเมตตาธรรม มีชื่อเรียกว่า "พระพักตร์แห่งความเมตตา" (Misericordiae Vultus) สมณโองการนี้มีความหนาทั้งหมด 28 หน้า พระสันตะปาปาทรงระบุในสมณโองการว่า "พระเยซูทรงเป็นพระพักตร์แห่งความเมตตาของพระบิดา ถ้อยคำนี้ได้รับบทสรุปอย่างครบถ้วนอยู่ในธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อคริสตชน"

ในสมณโองการดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า "ปีศักดิ์สิทธิ์นี้จัดมาเพื่อให้คริสตชนดำเนินชีวิตประจำวันด้วยความเมตตา ซึ่งพระเจ้าทรงมอบความเมตตานี้ให้เราทุกคน"

พระสันตะปาปายังทรงระบุอีกว่า ปียูบิลีแห่งเมตตาธรรมจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันสมโภชแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล และยังเป็นวันครบรอบ 50 ปีของการปิดสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ซึ่งเรียกร้องให้พระศาสนจักรประกาศพระวรสารด้วยวิธีใหม่ๆ ให้กับโลก และยังเรียกร้องให้พระเมตตาของพระเจ้าไปมอบให้ทุกคน

สำหรับประตูศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน จะถูกเปิดออกอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ธันวาคม 2015 ส่วนประตูศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารเอกอีก 3 แห่งของกรุงโรม จะทำพิธีเปิดหลังจากวันที่ 8 ธันวาคมไปแล้ว (มหาวิหารนักบุญเปาโล นอกกำแพงกรุงโรม, มหาวิหารจอห์น ลาเตรัน และ มหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร่) นอกจากนี้ เพื่อเป็นเครื่อหมายของความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระศาสนจักรทั่วโลก พระสันตะปาปาทรงขอร้องให้ "ทุกสังฆมณฑล" เปิด "ประตูแห่งความเมตตาธรรม" (Door of Mercy) สำหรับการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์นี้ภายในสังฆมณฑลของตนด้วย

สำหรับสมณโองการ "พระพักตร์แห่งความเมตตา" พระสันตะปาปาทรงระบุว่า ได้รับการประกาศโดยยึดหัวข้อหลัก 3 ประการ ได้แก่

หนึ่ง - พระเมตตาของพระเจ้า บทบาทของความเมตตาในชีวิตประชากรและของพระศาสนจักร จะต้องเป็นประจักษ์พยานต่อพระเมตตาของพระเจ้าในโลกนี้ ความเมตตาคือพื้นฐานของชีวิตพระศาสนจักร ความน่าเชื่อถือของพระศาสนจักรได้รับการมองเห็นผ่านทางการแสดงออกถึงความรักที่เมตตาและร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น

พระสันตะปาปายังทรงย้ำอีกว่า คติพจน์ของปียูบิลีแห่งเมตตาธรรมก็คือ "จงเปี่ยมด้วยความเมตตาเหมือนพระบิดาผู้ทรงเมตตา ที่ใดก็ตามที่มีคริสตชน ทุกคนที่อยู่ที่นั่นควรจะได้พบกับความมั่งคั่งของเมตตาธรรม"

สอง - จงจาริกแสวงบุญประดุจแรงขับเคลื่อนให้กลับใจ พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า "จงอย่าตัดสินหรือประณามคนอื่น แต่จงให้อภัยและเป็นผู้ให้ จงหลีกเลี่ยงการนินทา การอิจฉา และการริษยา แต่จงมีหัวใจที่เปิดรับทุกคนและนำการปลอบโยนไปมอบให้ผู้อื่น จงมีเมตตาและร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในภัยอันตราย"

พระสันตะปาปายังกล่าวถึงบรรดาพระสงฆ์ผู้โปรดศีลอภัยบาปว่า "จงทำตนให้เป็นเครื่องหมายถึงความเมตตาของพระบิดา" ด้วย

สาม - พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องความยุติธรรมและการกลับใจจากพวกองค์กรอาชญากรรมที่มีส่วนพัวพันกับการโกงและทำผิดกฏหมาย พระสันตะปาปาทรงหวังว่า พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงชีวิตและกลับใจไปหาพระเมตตาของพระเจ้า

พระสันตะปาปายังกล่าวถึงศาสนายิวและอิสลามว่า ขอให้มองความเมตตานี้เป็นหนึ่งในเครื่องหมายล้ำค่าของพระเจ้า พระองค์หวังว่า ปียูบิลีแห่งเมตตาธรรมจะกระตุ้นให้พวกเราทั้ง 3 ศาสนา รวมถึงศาสนาอื่นๆ เปิดใจและเสวนาให้บังเกิดผลมากขึ้น เสวนาด้วยความรู้และความเข้าใจต่อกันให้ดียิ่งขึ้นไป

หลังจากการอ่านสมณโองการจบลง พระสันตะปาปาทรงมอบสำเนาของสมณโองการให้กับพระคาร์ดินัลที่เป็นอัครสงฆ์" (Archpriest) ของมหาวิหารเอกทั้ง 4 ในกรุงโรม และผู้แทนพระศาสนจักรทวีปต่างๆ โดยเอเชีย ผู้แทนรับมอบได้แก่ พระอัครสังฆราช ซาวิโอ ฮอน (ฮ่องกง) เลขาธิการสมณกระทรวงประกาศพระวรสารสู่ปวงชน

ประมวลภาพ: การสวดทำวัตรเย็นเตรียมจิตใจก่อนฉลองวันอาทิตย์พระเมตตา

Read More: สมณโองการ "พระพักตร์แห่งความเมตตา" - ฉบับเต็มจากวาติกัน




โป๊ปฟรังซิส: "นักบวชที่เป็นอาจารย์ต้องเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน นักบวชที่เป็นอาจารย์ให้การอบรมสั่งสอน ต้องถ่ายทอดความงดงามของชีวิตนักบวชและการเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้าให้กับผู้เข้ารับการอบรม ถ้าทำได้ตามนี้ วิกฤติกระแสเรียกจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ทรงให้กำลังใจ เวลาจัดอบรมแล้วผลลัพธ์ล้มเหลว อย่าเสียกำลังใจ เพราะความล้มเหลวจะช่วยเราให้เติบโตขึ้นแน่นอน







ช่วงสายวันเสาร์ที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดานักบวชชายหญิงกว่า 1,300 คน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้การอบรม ซึ่งมาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โดยพวกเขาทั้งหมดมาประชุมกันที่กรุงโรม ภายใต้หัวข้อ "ดำเนินชีวิตอยู่ในพระคริสตเจ้าตามหนทางแห่งชีวิตของพระวรสาร" การประชุมดังกล่าว จัดโดยสมณกระทรวงเพื่อนักบวช

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสให้ข้อคิดกับพวกเขาว่า "พ่อมั่นใจว่า มันจะไม่มีวิกฤติกระแสเรียกในพื้นที่ซึ่งบรรดานักบวชสามารถถ่ายทอดความงดงามของชีวิตนักบวชผ่านทางการเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้า พี่น้องนักบวชซึ่งเป็นผู้ให้การอบรมสั่งสอน พวกท่านได้รับกระแสเรียกให้ทำสิ่งนี้(ถ่ายทอดความงดงามของชีวิตนักบวช) นี่คืองานอภิบาลของพวกท่าน นี่คือพันธกิจของพวกท่าน

"พวกท่านไม่ได้เป็นแค่อาจารย์ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด พวกท่านคือประจักษ์พยานที่ติดตามพระคริสตเจ้าในพระพรที่มีอยู่ในตัวท่าน สิ่งนี้จะสำเร็จไป ถ้าท่านค้นพบความชื่นชมยินดีแห่งการเป็นศิษย์พระเยซูในทุกๆ วันอีกครั้ง หลักสูตรการอบรมเริ่มต้นที่ความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับอาจารย์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งก็คือพระคริสตเจ้า

"มันเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องเอาใจใส่ด้วยความรักต่อวิถีทางของผู้รับการอบรมแต่ละคน ทุกช่วงของหลักสูตรการอบรมเริ่มด้วยการเข้าใจในกระแสเรียก เพื่อที่ว่า ที่สุดแล้ว วิกฤติเรื่องจำนวน(กระแสเรียก) จะได้ไม่กลายเป็นวิกฤติที่หนักหนากว่านั้น ซึ่งก็คือ วิกฤติเรื่องคุณภาพ(ของกระแสเรียก)

"พ่ออยากให้กำลังใจพวกท่านว่า อย่าผิดหวังกับความล้มเหลวในการอบรม เพราะความล้มเหลวสามารถช่วยผู้มีหน้าที่อบรมให้เติบโตขึ้นได้ บางครั้งท่านอาจคิดว่า งานอบรมของท่านไม่ได้รับการตระหนักถึงคุณค่า แต่รู้ไว้เถิดว่า พระเยซูทรงติดตามท่านด้วยความรัก และพระศาสนจักรรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่ท่านทำ" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบนักบวชที่เป็นผู้ให้การอบรม

Read More: Vatican Radio

08 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าโยนความผิดต่างๆ ให้เป็นของเด็ก"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ อย่าโยนความผิดต่างๆ ให้เป็นของเด็ก ความหิวโหยที่เกิดกับเด็กหรือความยากจนที่เด็กๆ ต้องประสบ ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ทรงตั้งคำถาม จะมีประโยชน์อันใดที่เราฉลองการประกาศเรื่องสิทธิของเด็ก แต่เรายังลงโทษเด็ก ทั้งที่เป็นความผิดของผู้ใหญ่






ภาพ: AP, Getty Images


ช่วงสายวันพุธที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาเทศน์สอนสัตบุรุษกว่า 45,000 คน ในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ครั้งนี้ พระสันตะปาปากลับมาเทศน์สอนเรื่องครอบครัวอีกครั้ง เพื่อเตรียมจิตใจก่อนการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิกเรื่องครอบครัว ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ที่วาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเน้นหนักไปที่หัวข้อหน้าที่ของผู้ปกครองของพระศาสนจักรและสังคมที่มีต่อลูกๆ ของตน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "ลูกคือสิ่งที่งดงามที่สุดของพระพรที่พระผู้สร้างทรงมอบให้ชายและหญิง พวกเราทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่ล้วนมีความรับผิดชอบต่อลูกหลาน เราแต่ละคนมีพันธะหน้าที่ที่จะต้องทำทุกทางที่ทำได้ เพื่อยืนยันว่าความต้องการขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนจะได้รับการตอบสนอง รวมไปถึงสิทธิขั้นพื้นฐานจะได้รับการเคารพ

"เด็กๆ ไม่เคยเป็นความผิดพลาด ความหิวโหยของพวกเขาไม่ใช่เรื่องผิดพลาด ความยากจนและความอ่อนแอของพวกเขาก็เช่นกัน มันไม่ใช่เรื่องผิด เด็กจำนวนมากถูกทอดทิ้งตามท้องถนน เด็กจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเรียนคืออะไร สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิด(ของพวกเขา) อะไรคือข้อดีของการประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือประกาศเรื่องสิทธิของเด็ก ถ้าหากเรายังลงโทษเด็กสำหรับความผิดพลาดที่เกิดจากผู้ใหญ่ล่ะ

"เด็กทุกคนที่ขอทานตามท้องถนน พวกเขาถูกปฏิเสธการเรียนรู้หรือการดูแลสาธารณสุข สิ่งที่เกิดกับพวกเขาคือเสียงกรีดร้องไปยังพระเจ้า ดังนั้น ขอให้เราดูแลใส่ใจลูกหลานของเรา อย่ามองพวกเขาเป็นต้นทุนค่างวด เพื่อที่ว่า พวกเขาจะได้ไม่คิดว่าตัวเองเป็นความผิดพลาด แต่จะได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นสิ่งล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

06 April 2015

โป๊ปฟรังซิส: "การกลับคืนชีพของพระเยซูช่วยเราให้ร่วมสุขและทุกข์ไปกับทุกคน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน การเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซูจะแปรเปลี่ยนเราให้ร่วมแบ่งปันความรู้สึกกับเพื่อนพี่น้อง เราจะสามารถยิ้มไปกับผู้ที่มีความสุข ร่วมร้องไห้กับผู้ที่เป็นทุกข์ และเดินร่วมทางไปกับผู้ที่ซึมเศร้า ทรงย้ำ เราต้องอย่าเหนื่อยกับการพูดซ้ำๆ ว่า "พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนชีพแล้ว" ทรงร้องขอนานาชาติ อย่านิ่งเงียบเมื่อเห็นคริสตชนถูกฆ่าตัดศีรษะ แต่จงช่วยกันปกป้องพี่น้องเหล่านี้ด้วย



ช่วงเที่ยงวันจันทร์ที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงนำสวดราชินีแห่งสวรรค์ โอกาสวันจันทร์แรกของเทศกาลปาสกา ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนาอย่างคับคั่ง

โดยวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคนว่า "ทุกคน พูดกับพ่อนะว่า 'พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนชีพแล้ว!' (สัตบุรุษเปล่งเสียงพร้อมกัน) ในพระคริสตเจ้า อาศัยศีลล้างบาป พวกเราได้กลับมีชีวิตใหม่อีกครั้ง พวกเราได้ผ่านความตายไปสู่ชีวิต ผ่านจากความเป็นทาสของบาปไปสู่เสรีภาพแห่งความรัก

"นี่คือข่าวดีที่พวกเราได้ถูกเรียกมาเพื่อแจ้งให้กับทุกคนได้รับรู้ เราไปประกาศให้ทุกคนรู้ด้วยการนำของพระจิตเจ้า ความเชื่อในการเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซูและความหวังนี้ พระองค์ได้นำมามอบให้เรา สิ่งนี้คือของขวัญที่สวยงามที่สุดที่คริสตชนต้องมอบให้กับพี่น้องทุกคน ดังนั้น ทุกคนต้องไม่เหนื่อยกับการพูดซ้ำๆ ว่า 'พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้ว' พ่ออยากเชิญทุกคนพูดคำนี้อีกครั้ง เรามาพูดพร้อมกัน 3 ครั้งนะ ... 'พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนชีพแล้ว!' (สัตบุรุษเปล่งเสียงพร้อมกัน)

"พี่น้องที่รัก ข่าวดีแห่งการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้า ควรจะส่องสว่างบนใบหน้าของเรา บนความรู้สึกของเรา และในลักษณะนิสัยของเรา ข่าวดีนี้ควรจะปรากฏออกมาในทางที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่น พวกเราประกาศการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าเมื่อความสว่างได้ส่องแสงมายังความมืดในการดำเนินชีวิตของเรา พวกเราจะสามารถร่วมแบ่งปันความรู้สึกไปกับเพื่อนพี่น้อง เราจะรู้ว่าเมื่อใดที่ควรจะยิ้มกับผู้ที่ยิ้มได้ เมื่อใดที่ควรจะร้องไห้ไปกับผู้ที่ร้องไห้ เมื่อใดที่ควรจะเดินร่วมทางไปกับผู้ที่ซึมเศร้าและเสี่ยงที่จะสูญเสียความหวัง

"พิธีกรรมในช่วงนี้เราอยู่ในช่วงอัฐมวารปาสกา (8 วันแรกของปาสกา) ขอให้เราได้เข้าสู่ธรรมล้ำลึกนี้ ขอให้ชีวิตของเราได้รับชัยชนะและได้รับการแปรเปลี่ยนด้วยการเสด็จกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

หลังการภาวนาสิ้นสุดลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวเรียกร้องต่อทุกคนว่า โลกต้องอย่าเงียบต่อการเห็นพี่น้องคริสตชนถูกเข่นฆ่าเพียงเพราะความเชื่อในพระเจ้า แต่โลกต้องกรีดร้องและช่วยกันปกป้องพี่น้องคริสตชนที่กำลังถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า และถูกตัดศีรษะเพียงเพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซู

"ทุกวันนี้ เรามีมรณสักขีจำนวนมาก มากจนเราอาจกล่าวได้ว่า มรณสักขีในยุคนี้มีมากกว่าในศตวรรษแรกด้วยซ้ำ ดังนั้น พ่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นานาชาติจะไม่นิ่งเฉยเมื่อได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ


 
Contact: editor@popereport.com