Instagram

29 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ซาตานเสนอสิ่งต่างๆ ให้ดูดี แต่มันตั้งใจจะทำลายมนุษย์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ ซาตานพยายามเสนอสิ่งต่างๆ ให้ดูดี แต่ความตั้งใจจริงของมันคือการทำลายมนุษย์ กระนั้น ทูตสวรรค์จะคอยปกป้องเราให้รอดพ้นจากการทำลายล้างของพวกมัน ทรงสอน การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่วคือชีวิตจริงของคริสตชน ถ้าเรายอมความชั่ว เราจะพ่ายแพ้มัน


ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา ความพิเศษของวันนี้เป็นวันฉลองอัครทูตสวรรค์กาเบรียล, ไมเคิ่ล และ ราฟาเอล ด้วย บทอ่านประจำมิสซานี้จากหนังสือวิวรณ์ เป็นเหตุการณ์อัครทูตสวรรค์ไมเคิ่ลและเหล่าทูตสวรรค์คนอื่นๆ ต่อสู้กับซาตานบนสวรรค์ ก่อนที่ซาตานจะพ่ายแพ้และไม่มีที่พำนักในสวรรค์อีกต่อไป

พระสันตะปาปา ทรงเทศน์สอนถึงเรื่องนี้ว่า "บทอ่านวันนี้ทำให้เราได้เห็นภาพที่แข็งแกร่งทรงพลังมากๆ นั่นคือ ภาพชัยชนะของพระเจ้า อัครทูตสวรรค์ไมเคิ่ลและทูตสวรรค์องค์อื่นๆ ได้ร่วมกันต่อสู้กับมังกรตัวใหญ่ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานแบบงู อัครทูตสวรรค์ไมเคิ่ลเรียกงูดึกดำบรรพ์นี้ว่า 'ซาตาน' ซึ่งมาล่อลวงมนุษย์บนแผ่นดินให้หลงผิด แต่สุดท้าย ซาตานก็พ่ายแพ้ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือวิวรณ์

"ส่วนในพระวรสารวันนี้ พระเยซูตรัสกับ นาธานาเอล ว่า 'ท่านจะเห็นท้องฟ้าเปิด และจะเห็นทูตสวรรค์ขึ้นลงรับใช้บุตรแห่งมนุษย์' สิ่งนี้คือการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับปีศาจ กล่าวคือ การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นหลังจากซาตานได้พยายามทำลายสตรีที่กำลังจะให้กำเนิดบุตรชาย ซาตานพยายามตลอดเวลาที่จะทำลายมนุษย์

"นับตั้งแต่การสร้างโลก พระคัมภีร์ได้กล่าวกับเราเกี่ยวกับซาตาน และวิธีการล่อลวงเพื่อทำลายของมัน ซาตานจ้องจะทำลายมนุษย์ทุกคน หลายๆครั้งที่เกิดการทำลายจิตใจกัน ก็เป็นผลจากซาตานนี่แหละ เพราะมันเกลียดมนุษย์! ซาตานเป็นคนเจ้าเล่ห์ ในหนังสือปฐมกาลเราก็ได้เห็นแล้วว่า มันเจ้าเล่ห์เพียงใด

"ซาตานพยายามนำเสนอสิ่งต่างๆให้ดูเหมือนดี แต่ความตั้งใจจริงของมันคือการทำลาย แต่ทูตสวรรค์จะคอยปกป้องเรา ทูตสวรรค์จะปกป้องมนุษยชาติ ปกป้องบุตรแห่งมนุษย์ซึ่งก็คือพระเยซู ผู้ทรงความสมบูรณ์แบบของมนุษยชาติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมวันนี้ พระศาสนจักรถึงถวายเกียรติแด่ทูตสวรรค์ เพราะพวกท่านคือหนึ่งในผู้ร่วมในชัยชนะของพระเจ้าที่มีเหนือปีศาจ พวกท่านอยู่ในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า เพราะพวกท่านปกป้องธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า นั่นคือ พระวจนาตถ์ผู้รับสภาพเป็นมนุษย์

"การต่อสู้ระหว่างความดีความชั่วคือชีวิตจริงของชีวิตคริสตชน คือเรื่องจริงในจิตใจเรา ในชีวิตเรา ในครอบครัวของเรา และในวัดของเรา ถ้าเราไม่ขัดขืน(ความชั่ว) เราจะพ่ายแพ้มัน กระนั้น พระเจ้าจะมอบหมายงานให้ทูตสวรรค์ ในการมาต่อสู้และเอาชนะซาตาน

"ดังนั้น ขอให้เราทุกคนสวดภาวนาวอนขอต่ออัครทูตสวรรค์ ไมเคิ่ล กาเบรียล และ ราฟาเอล เพื่อที่พวกท่านจะต่อสู้และปกป้องธรรมล้ำลึกของมนุษยชาติ ซึ่งก็คือ พระวจนาตถ์ผู้รับสภาพเป็นมนุษย์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และกลับเป็นขึ้นมา นี่คือขุมทรัพย์ล้ำค่าที่พวกท่านจะต่อสู้เพื่อปกป้องพวกเรา" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

28 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "สังคมจะมีอนาคต ถ้าคนหนุ่มสาวดูแลผู้สุงอายุ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ สังคมจะมีอนาคต ถ้าคนหนุ่มสาวดูแลผู้สุงอายุ เพราะผู้สูงอายุจะถ่ายทอดสติปัญญาให้ลูกหลาน ส่วนลูกหลานก็จะให้กำลังใจกับผู้สูงอายุในการดำเนินชีวิตต่อไป ทรงชี้ หากลูกหลานอยากเป็นอิสระและตัดความสัมพันธ์กับพ่อแม่และปู่ย่าตายาย มันไม่ต่างจากการก่อกบฎเลยทีเดียว







ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในมิสซาวันชุมนุมผู้สูงอายุ ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางผู้สูงอายุที่มาร่วมกว่า 50,000 คน โดยก่อนมิสซาจะเริ่ม พระสันตะปาปาทรงเป็นประธานในการแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อ ซึ่งงานดังกล่าว สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้เสด็จมาร่วมงานด้วย แต่พระองค์ไม่ได้อยู่ร่วมมิสซา

สำหรับบทเทศน์ที่พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันในมิสซานี้ พระองค์ทรงกล่าวว่า "วันนี้ พวกเราได้ทำตามพระวรสารที่ได้ฟังกันไป นั่นคือ การพบกันระหว่างผู้อาวุโสกับผู้เยาว์ นี่เป็นการพบกันด้วยความชื่นชมยินดี เปี่ยมด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยความหวัง การพบกันนี้ แม่พระซึ่งเป็นผู้น้อยวัยเยาว์ กับ นางเอลิซาเบ็ธผู้อาวุโส พระเมตตาของพระเจ้าได้ปรากฏให้เราเห็นก็ในเรื่องนี้แหละ แม่พระได้แสดงให้เราว่า ท่านออกไปเยี่ยมนางเอลิซาเบ็ธ ญาติของท่าน แม่พระไปช่วยเหลือผู้อาวุโส และแน่นอน แม่พระไปเรียนรู้ปรีชาญาณจากผู้สูงอายุท่านนี้ด้วย

"บทอ่านแรกของวันนี้ เราได้ยินพระบัญญัติประการที่ 4 นั่นคือ 'จงนับถือบิดามารดา แล้วชีวิตของท่านจะยืนยาวในดินแดนที่พระเจ้ากำลังจะประทานให้ท่าน' คนเราจะไม่มีอนาคต หากเราปราศจากการพบกับรอยต่อระหว่างรุ่น ปราศจากลูกหลานที่จะยอมรับและสำนึกในพระคุณแห่งการเป็นประจักษ์พยานแห่งชีวิตจากมือของพ่อแม่และปู่ย่าตายายของตน ... นอกจากนี้ ยังมีช่วงเวลาที่คนรุ่นลูกหลานรู้สึกถึงความต้องการที่จะเป็นอิสระจากพ่อแม่ มันเป็นเหมือนการปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากมรดาของบรรพบุรุษ สิ่งนี้ถือเป็นการก่อกบฏของคนหนุ่มสาวก็ว่าได้

"เมื่อเราย้อนกลับมาดูแม่พระ ผู้เปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีและความหวัง เต็มไปด้วยความเชื่อและความรักความเมตตา เราสามารถจินตนาการถึงตอนที่แม่พระไปเยี่ยมนางเอลิซาเบ็ธ ... แม่พระได้ฟังและเก็บสิ่งต่างๆที่นางเอลิซาเบ็ธและท่านซัคคาเรีย (เศคาริยาห์) ได้สอนไว้ในใจ ปรีชาญาณของท่านทั้งสอง (เอลิซาเบ็ธและซัคคาเรีย) ได้หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของแม่พระ พวกเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการเป็นพ่อแม่ เพราะนี่คือการตั้งครรภ์ครั้งแรกของนางเอลิซาเบ็ธ แต่ท่านทั้งสองก็เปี่ยมด้วยความเชื่อในพระเจ้า เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความหวังที่มาจากพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่โลกต้องการอยู่ในยุคนี้

"ขอให้แม่พระแสดงให้เราเห็นถึงหนทางแห่งการพบปะกันระหว่างคนรุ่นหนุ่มสาวกับคนอาวุโส อนาคตของเราขึ้นกับสิ่งนี้ เยาวชนสามารถให้ความเข้มแข็งกับผู้อาวุโสในการก้าวเดินต่อไป ขณะที่ผู้อาวุโสสามารถให้ความทรงจำและปรีชาญาณกับคนหนุ่มสาว" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โดยก่อนภาวนา พระสันตะปาปาทรงขอบคุณผู้อาวุโสทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้ นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังทักทายไปยังคาทอลิกในสเปน ซึ่งวันนี้มีการสถาปนา "บุญราศี อัลบาโร่ เดล ปอร์ติโญ่" พระสังฆราชแห่งคณะโอปุส เดอี ที่ได้รับการสถาปนาในวันนี้

สุดท้าย พระสันตะปาปาทรงขอคำภาวนาเป็นพิเศษสำหรับการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก (ซินน็อต) ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-19 ตุลาคม 2014 ที่วาติกัน ในหัวข้อ "ครอบครัว" ด้วย

ประมวลภาพ: มิสซาวันผู้สูงอายุ

Read More: Vatican Radio




โป๊ปฟรังซิส: "การไม่ดูแลผู้สูงอายุถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและไร้อนาคต"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ การไม่ดูแลผู้สูงอายุถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม คนที่ไม่ดูแลผู้สูงอายุถือเป็นคนไร้อนาคต เพราะพวกเขาไม่ใส่ใจรากเหง้าของตัวเอง ทรงชี้ เราต้องเอาใจใส่บ้านพักผู้อาวุโส ต้องทำให้มั่นใจว่านี่คือบ้าน ไม่ใช่ "คุก" คุมขังพวกเขา ทรงยก ผู้สูงอายุไม่ใช่แค่ปู่ย่าตายาย แต่ยังทำหน้าที่พ่อแม่คนที่สองด้วย





ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในงานชุมนุมผู้สูงอายุ ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางผู้สูงอายุที่มาร่วมกว่า 50,000 คน นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้เสด็จออกมาร่วมงาน ขณะเดียวกัน ยังมีการเชิญคาทอลิกชาวอิรักมาแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อจากการถูกเบียดเบียนความเชื่อต่อหน้าพระสันตะปาปาด้วย

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสกับทุกคน พระองค์กล่าวว่า "ขอบคุณทุกท่านสำหรับการมาร่วมงานในวันนี้ และที่จะลืมไม่ได้ ขอบคุณเป็นพิเศษแด่สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ตัวพ่อเองเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่า พ่อชอบที่จะอยู่ที่วาติกัน เพราะที่นี่ มี 'คุณปู่' ผู้เปี่ยมด้วยปรีชาญาณอยู่ที่บ้านกับพวกเราด้วย

"พ่อได้ฟังการแบ่งปันการเป็นประจักษ์พยานของพวกท่านบางคน แต่คนที่แตกต่างออกไป ก็คือ พี่น้องที่มาจากอิรักซึ่งต้องอพยพหนีจากการเบียดเบียนความเชื่ออย่างรุนแรง ... วันนี้ เป็นวันพิเศษที่พวกท่านได้มาอยู่ร่วมกันที่นี่ และนี่ถือเป็นของขวัญของพระศาสนจักร

"การไม่ให้เกียรติผู้สูงอายุถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม เช่นเดียวกับการทำร้ายเด็ก แต่กระนั้น พระเจ้าจะไม่ละทิ้งพวกท่าน พระองค์จะอยู่กับท่าน ผู้สูงอายุที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ เป็นเหมือนต้นไม้ที่มีดอกผลมากมาย อย่างไรก็ตาม มันมีการประจญล่อลวงมากมายที่ทำให้เกิดการกีดกันผู้สูงอายุออกจากการดำเนินชีวิตของเรา ตามที่พวกเราได้ยินการแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อจากผู้สูงอายุที่มาพูดเมื่อครู่นี้

"ผู้สูงอายุคือช่วงเวลาแห่งพระหรรษทาน พระเจ้าทรงเรียกเรา(ผู้สูงอายุ)ให้ปกปักรักษาความเชื่อและส่งต่อความเชื่อในพระเจ้าให้บรรดาลูกหลาน ผู้สูงอายุมีความสามารถในการทำความเข้าใจสถานการณ์ยุ่งยากในการดำเนินชีวิต นี่คือความสามารถอันยิ่งใหญ่ของผู้อาวุโส!

"คุณปู่คุณตาคือพ่อคนที่สอง ส่วนคุณย่าคุณยายคือแม่คนที่สอง ในประเทศที่มีการเบียดเบียนศาสนาอย่างรุนแรง อาทิ อัลเบเนีย ซึ่งพ่อได้ไปเยือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในประเทศเหล่านี้ ปู่ย่าตายายจะพาหลานๆไปรับศีลล้างบาปแบบลับๆ พวกเขาจะทำหน้าที่แทนพ่อแม่ของเด็ก พวกเขาทำความดีและช่วยปกปักรักษาความเชื่อในยามที่เราถูกเบียดเบียนอย่างรุนแรง

"แต่ผู้สูงอายุทุกคนก็ไม่ได้เป็นปู่ย่าตายายเสมอไป บางท่านอาจไม่มีครอบครัว ดังนั้น เราจึงมีบ้านพักผู้สูงอายุ เราต้องทำให้มั่นใจว่า สถานที่แห่งนี้คือบ้าน ไม่ใช่คุก! เราต้องทำให้มั่นใจว่านี่เป็นสถานที่สำหรับผู้สูงอายุอย่างแท้จริง พ่อขอร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา พ่อคิดว่า มันเป็นการดีที่เราจะหาเวลาไปเยี่ยมพวกท่านเหล่านั้น

"บ้านพักผู้สูงอายุควรจะเป็น 'ปอด' ของประเทศ สถานที่นี้ควรจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับมนุษย์ สถานที่ซึ่งผู้สูงอายุและผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาประดุจพี่น้องของเรา มันเป็นเรื่องดีที่เราจะไปเยี่ยมผู้สูงอายุ ดูง่ายๆเลย ลูกหลานของเราไง บางครั้งเราเห็นพวกเขาซึมเศร้า แต่พอพาไปเยี่ยมผู้สูงอายุ เด็กๆก็สุขสันต์ขึ้นมาทันที

"กระนั้น ในความเป็นจริงแล้ว มันยังมีการละทิ้งผู้สูงอายุ กี่ครั้งแล้วที่พวกเราเมินเฉยผู้สูงอายุด้วยทัศนคติทิ้งๆ ขว้างๆ จนทำให้พวกเขาต้องตรอมใจตาย! ผลของวัฒนธรรมนี้ได้ทำร้ายโลกของเราเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับ การไม่สนใจเยาวชน เยาวชนถูกเมินเฉยเพราะพวกเขาไม่มีงานทำ ดังนั้น เราต้องหาทางทำให้สิ่งเหล่านี้สมดุลให้ได้

"ในฐานะคริสตชนและพลเมืองของประเทศ พวกเราถูกเรียกมาเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่หลากหลายด้วยความอดทน คนที่ไม่ดูแลผู้สูงอายุ ก็เป็นคนที่ไม่มีอนาคต ทำไมไม่มีอนาคต? ก็เพราะพวกเขาสูญเสียความทรงจำและรากเหง้าของตนเองไปแล้ว

"หนึ่งในสิ่งที่สวยงามของชีวิตครอบครัวคือเป็นครอบครัวแห่งชีวิต อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มีทั้งเด็กเล็ก และยังใส่ใจปู่ย่าตายาย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

หลังพิธีแบ่งปันความเชื่อโดยผู้สูงอายุจบลง พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้เสด็จกลับไปพักที่อารามมารดาพระศาสนจักร ส่วนพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาให้กับผู้ร่วมพิธีทุกคน

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาทั้งสองพบกันในงานวันผู้สูงอายุ

Read More: Vatican Radio




27 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "เยสุอิตเคยสูญเสียทุกอย่าง แต่เราไม่เคยขัดพระประสงค์ของพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ เยสุอิตต้องเผชิญกับการสูญเสียทุกอย่าง เคยถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่เยสุอิตไม่เคยขัดพระประสงค์ของพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่ทำให้เยสุอิตอยู่รอดและกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ทรงย้ำ ถ้าหากเยสุอิตเป็นคนเจ้าเล่ห์และคิดหาทางขัดขืนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า เยสุอิตก็จะไม่มีวันได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูคณะอย่างแน่นอน ทรงประกาศชัด เยสุอิตต้องการที่จะเป็นเพื่อนร่วมทางของพระเยซู เราต้องมีความรู้สึกเดียวกับพระองค์






ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทำวัตรเย็น ณ วัดพระเยซู (วัดของคณะเยสุอิต) โอกาสครบ 200 ปีที่คณะเยสุอิตได้กลับมาดำเนินพันธกิจคณะนักบวชอีกครั้ง หลังจากถูกยุบคณะไปเพราะแรงกดดันทางการเมืองในค.ศ.1773 เยสุอิตจึงสูญหายไปนานถึง 41 ปี กระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ.1814 สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 7 ได้ประกาศฟื้นฟูคณะอีกครั้ง และดำเนินงานอย่างยิ่งใหญ่มาถึงทุกวันนี้

ในส่วนของบทเทศน์ประจำการสวดทำวัตรเย็น พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า "หมู่คณะที่อยู่ภายใต้พระนามของพระเยซู(เยสุอิต) ได้ดำเนินชีวิตในช่วงเวลายากลำบากของการถูกเบียดเบียนข่มเหง ภายใต้การนำของคุณพ่อลอเร็นโซ่ ริคชี่ ศัตรูของพระศาสนจักรประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งคณะเยสุอิต (พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2) ในวันนี้เอง เรามารื้อฟื้นความทรงจำของการฟื้นฟูคณะ พวกเราถูกเรียกมาเพื่อแสวงหาความทรงจำนี้อีกครั้ง วันนี้ พ่อจึงมาอยู่ร่วมกับพวกท่าน ณ ที่นี่

"เยสุอิตต้องประสบกับการสูญเสียทุกอย่าง สูญเสียแม้กระทั่งอัตลักษณ์ของตนเอง แต่เยสุอิตไม่ต่อต้านพระประสงค์ของพระเจ้า เยสุอิตไม่แข็งข้อต่อความขัดแย้ง เยสุอิตพยายามที่จะรักษา(อัตลักษณ์)ของตนเอง และนี่คือสิ่งที่งดงาม นั่นคือ การดำเนินชีวิตอยู่ในความขัดแย้งจนวาระสุดท้าย เยสุอิตดำเนินชีวิตด้วยการถูกดูหมิ่นไปพร้อมกับพระเยซูผู้ถูกเหยียดหยาม เยสุอิตนบนอบเชื่อฟัง พวกท่านจะไม่สามารถเอาตัวรอดจากความขัดแย้งด้วยความเจ้าเล่ห์และยุทธศาสตร์แห่งการขัดขืน แต่เยสุอิตชอบที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

"มันจะไม่มีความสงบใดที่จะทำให้จิตใจของเราพึงพอใจ แต่สันติแท้จริงมาจากของขวัญจากพระเจ้า มีเพียงความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีที่จะช่วยเราจากก้นบึ้งของจิตใจและช่วยเราจากการถูกคุกคามฝ่ายจิต ซึ่งก็คือความเห็นแก่ตัวและการฝักใฝ่ทางโลก ความหวังของเรามีแต่พระเยซูเท่านั้น แม้ในความมืดมิด ความหวังก็ยังยิ่งใหญ่กว่าความคาดหวัง

"ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีต้องกระทำด้วยความตั้งใจดีและทำด้วยสายตาที่เรียบง่าย ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อริคชี่ (อธิการเจ้าคณะในช่วงที่เยสุอิตถูกคุกคาม) จึงพูดเกี่ยวกับบาปของคณะเยสุอิต ท่านไม่ได้ปกป้องตัวเองว่าเป็นเหมือนเหยื่อของประวัติศาสตร์ แต่ท่านตระหนักว่าท่านเป็นคนบาป จงมองไปที่ตัวเองและยอมรับว่าเราเป็นคนบาป สิ่งนี้มีความหมายถึงการให้ตัวเองอยู่ในทัศนคติที่ถูกต้องเพื่อจะได้รับการปลอบโยน

"พี่น้องเยสุอิตในยุคที่ถูกเบียดเบียนข่มเหงต่างมีความร้อนรนฝ่ายจิตอย่างมากที่จะรับใช้พระเจ้า ชื่นชมยินดีในความหวัง ยืนหยัดในความยากลำบาก และยังคงเดินหน้าภาวนาอย่างร้อนรน สิ่งนี้ทำให้เกิดความภาคภูมิใจแก่เยสุอิตเป็นอย่างมาก แต่ไม่ใช่แค่เพื่อสดุดีคุณความดีเท่านั้น แต่ขอให้เราจดจำประวัติศาสตร์เราด้วยว่า เยสุอิตไม่ได้รับพระหรรษทานแค่มีความเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังได้รับพระหรรษทานในช่วงที่ทนทุกข์ทรมานเพื่อแผนการของพระเจ้า

"เยสุอิตได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 7 พระองค์ทรงระบุว่าต้องการที่จะฟื้นฟูเยสุอิต ... และตั้งแต่นั้นมา เยสุอิตพร้อมเสมอสำหรับพันธกิจเพื่อพระสันตะปาปา เยสุอิตได้เริ่มการเทศนา สั่งสอน อภิบาลฝ่ายจิต การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และงานสังคมสงเคราะห์ อภิบาบผู้ยากไร้ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก และผู้ที่กลายเป็นส่วนเกินของสังคม

"ในค.ศ. 1814 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู เยสุอิตมีฝูงแกะกลุ่มเล็กๆ แต่เรารู้วิธีการที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์หลังจากได้พบกับบททดสอบแห่งไม้กางเขน เรารู้วิธีการที่จะทุ่มเทในพันธกิจอันยิ่งใหญ่ในการนำความสว่างของพระวรสารไปมอบจนถึงวันสิ้นพิภพ อัตลักษณ์ของเยสุอิตคือคนที่รักพระเจ้าและรักที่จะรับใช้เพื่อนมนุษย์ ผ่านทางการแสดงออกถึงการเป็นแบบอย่างไม่เพียงแค่ในสิ่งที่เขาเชื่อ แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เขามีความหวังและวางใจ ซึ่งก็คือพระคริสตเจ้า เยสุอิตต้องการที่จะเป็นเพื่อนร่วมทางของพระเยซู เราต้องมีความรู้สึกเดียวกับพระองค์" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: 200 ปีแห่งการฟื้นฟูคณะเยสุอิต

Read More: Vatican Radio

26 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "โฟโคลาเรอย่าลืม 3 สิ่งที่พ่อจะพูดต่อไปนี้"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ 3 สิ่งกับกลุ่มโฟโคลาเร หนึ่ง จงรำพึงไตร่ตรอง สอง จงก้าวออกไปรับใช้ผู้อื่น และสาม จงให้ความสำคัญกับเยาวชน ทรงชื่นชม โฟโคลาเรเป็นกลุ่มที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ แต่ตอนนี้ เจริญเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาออกไปทั่วโลก



เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับกลุ่มโฟโคลาเรที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน เนื่องในโอกาสที่พวกเขามาประชุมประจำปีที่กรุงโรม ระหว่างวันที่ 1-28 กันยายน 2014 โดยหนึ่งในผู้เข้าเฝ้า ได้แก่ พระอัครสังฆราช ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จากประเทศไทย

ในส่วนพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคน พระองค์กล่าวว่า "ก่อนอื่น พ่อขอร่วมยินดีกับ มารีอา โวเช่ ประธานกลุ่มโฟโคลาเร ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มสองสมัยติดต่อกัน

"โฟโคลาเรเป็นกลุ่มที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆในพระศาสนจักร และได้เจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านสาขาผ่านทางครอบครัวคริสตชนและผู้มีความเชื่อต่างศาสนา

"โฟโคลาเรเป็นกลุ่มที่รู้กันดีว่า เป็นกลุ่มงานของแม่พระ นี่เป็นกลุ่มที่เกิดจากพระพรของพระจิตซึ่งรวมความหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว เคียร่า ลูบิค ผู้ก่อตั้งกลุ่มโฟโคลาเรจัดเป็นประจักษ์พยานที่เด่นชัดถึงพระพรที่ว่านี้ และเธอได้แบ่งปันพระพรนี้ไปยังทุกภาคส่วนของโลก

"วันนี้ พ่ออยากแบ่งปันคำพูด 3 คำกับสมาชิกโฟโคลาเร หนึ่ง การรำพึงไตร่ตรอง จัดเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำพันธกิจให้มีประสิทธิภาพ

"สอง พวกท่านต้องก้าวออกไปพบคนอื่น ด้วยจิตแห่งการเสวนา จงอุทิศตนเพื่อทุกคนเหมือนที่พระเยซูทรงมอบชีวิตพระองค์บนไม้กางเขน

"และสาม จงให้ความสำคัญกับการสร้างเยาวชน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "ชีวิตคริสตชนที่ไม่แบกกางเขนก็ไม่ใช่คริสตชน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ ชีวิตคริสตชนที่ไม่แบกกางเขนก็ไม่ใช่คริสตชน สิ่งนี้คืออัตลักษณ์แท้จริงของคริสตชนตามที่พระเยซูสอน ทรงชี้ การที่พระเยซูกำชับไม่ให้ใครรู้ว่าพระองค์คือพระคริสต์ เพราะพระเยซูรู้ว่าบรรดาสาวกและประชาชนยังไม่เข้าใจความหมายของ "พระผู้ช่วยให้รอด" (พระเมสซิยาห์) พวกเขาจึงมองพระเยซูเป็นผู้นำที่จะปลดปล่อยจากการเป็นทาสของชาวยิว 



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงบอกเปโตรว่า อย่าบอกผู้ใดว่าพระองค์คือพระคริสต์ และยังทรงย้ำว่า บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมาน จะถูกบรรดาผู้อาวุโสและธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "เหตุการณ์ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงเฝ้าระวังอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระองค์ เราได้เห็นว่า ในหลายๆครั้ง เมื่อมีคนมาใกล้พระองค์เพื่อที่จะเปิดเผยอัตลักษณ์ดังกล่าว(การเป็นบุตรพระเจ้า) พระเยซูจะห้ามเขาทันที เพราะประชาชนชอบเข้าใจผิดและมีมุมมองเกี่ยวกับพระเมสซิยาห์ในแง่ของผู้นำทางทหารที่จะขับไล่พวกโรมัน

"บุตรแห่งมนุษย์คือพระเมสซิยาห์ ผู้ได้รับการเจิมจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัส จะโดนปฏิเสธโดยผู้สูงอายุและพวกหัวหน้าสมณะ จะถูกประหารชีวิตแต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม นี่คือแนวทางของการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ นี่คือแนวทางของพระเมสซิยาห์ นี่คือหนทางเดียว กล่าวคือ รับทรมานบนไม้กางเขน พระเยซูทรงอธิบายอัตลักษณ์ของพระองค์ให้กับพวกเขา พระองค์ทรงเผยแสดงอัตลักษณ์ของพระองค์ว่า พระองค์ทรงเป็นบุตรพระเจ้าและต้องรับทรมาน

"การที่พระเยซูทรงพูดถึงการรับทรมานและสิ้นพระชนม์ จัดเป็นวิธีการสอนที่พระเยซูทรงเตรียมจิตใจของบรรดาสาวก จิตใจของประชาชน เพื่อจะได้เข้าใจธรรมล้ำลึกของพระเจ้า เพราะบาปของเรานั้นน่าขยะแขยง แต่ความรักของพระเจ้ายิ่งใหญ่และจะช่วยเราให้ได้รับความรอดบนหนทางนี้ เราจะได้รับความรอดด้วยอัตลักษณ์นี้ในไม้กางเขน พวกท่านจะไม่มีวันเข้าใจพระเยซูคริสต์พระผู้ไถ่ ถ้าหากไม่มีไม้กางเขน พวกท่านจะไม่มีวันเข้าใจ! จิตใจของสาวก จิตใจของประชาชนไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะเข้าใจเรื่องนี้ พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระเยซูคือลูกแกะของพระเจ้าที่เสียสละตนเองเพื่อเรา

"พระเยซูทรงเตรียมเราเพื่อที่จะเป็น '(ซีโมน) ชาวไซรีน' ที่เข้ามาช่วยพระเยซูแบกกางเขน ชีวิตคริสตชนที่ไม่แบกกางเขนก็ไม่ใช่คริสตชน ... จงเดินบนหนทางนี้ และอัตลักษณ์คริสตชนของเราจะได้รับการปกป้อง" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

25 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าเป็นคริสตชนขี้โม้ที่ชอบทำตัวเด่นให้คนอื่นมอง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน อย่าเป็นคริสตชนขี้โม้ที่ชอบทำตัวเด่นให้คนอื่นมอง เวลาทำดี จงทำเงียบๆ แค่ให้พระบิดาเห็น ก็พอแล้ว ทรงย้ำ อย่าคุยโวว่าเป็นญาติพระสังฆราช ญาติพระสงฆ์ หรือญาติซิสเตอร์ แต่หัดถามตัวเองว่า วันนี้ทำตามที่พระเยซูสอนหรือยัง ทรงชี้ คริสตชนขี้โม้เป็นเหมือนฟองสบู่ แวบแรกดูสวยงาม แต่จากนั้นไม่นาน แตกสลายทันที



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้จากหนังสือปัญญจารย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สอนว่า "ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้" ส่วนพระวรสารก็เป็นเหตุการณ์ที่กษัตริย์เฮร็อดรู้สึกสับสนเมื่อมีคนพูดถึงอัตลักษณ์ของพระเยซู

พระสันตะปาปาทรงกล่าวแบ่งปันบทอ่านเป็นอันดับแรก ใจความว่า "หนังสือปัญญาจารย์กล่าวชัดเจนว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ตัวท่านเองก็เช่นกัน ถ้าท่านไม่มีสิ่งที่เป็นแก่นแท้เป็นรูปธรรม มันก็ไม่มีใครจะจดจำท่าน หนังสือปัญญจารย์วันนี้เตือนเราเกี่ยวกับการคุยโวโอ้อวด การคุยโวขี้โม้คือการประจญล่อลวงที่ไม่ได้เกิดกับคนต่างความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเกิดกับพวกเราคริสตชนที่มีความเชื่อในพระเจ้าด้วย

"พระเยซูทรงตำหนิพวกที่ชอบคุยโวโอ้อวดบ่อยๆ พระองค์บอกพวกธรรมจารย์เหล่านั้นว่า พวกเขาไม่ควรออกไปเดินตามท้องถนนพร้อมกับแต่งตัวแบบหรูๆ เหมือนกับเจ้าชาย พระองค์ยังสอนอีกว่า เมื่อท่านภาวนา จงภาวนาแบบเงียบๆ อย่าให้ใครเห็น อย่าภาวนาเพื่อให้คนเห็นว่าท่านกำลังภาวนา พระเยซูสอนว่า เวลาสวดภาวนา จงไปสวดในห้องของตน พวกท่านก็ควรทำเช่นกัน เมื่อท่านช่วยเหลือผู้ยากไร้ จงอย่าเป่าแตรป่าวประกาศ จงทำแบบเงียบๆ พระบิดาทรงเห็นสิ่งที่ท่านทำ แค่นี้ก็พอแล้ว

"แต่สำหรับคนขี้โม้ เขาจะพูดว่า 'ดูซิ เรากำลังให้เช็คเงินสดกับงานของพระศาสนจักร เขาจะโชว์เช็คเงินสดให้ทุกคนเห็น เขาทำให้พระศาสนจักรออกจากทิศทางที่ควรจะเป็น แต่นี่แหละคือสิ่งที่พวกขี้โม้ชอบทำ คนพวกนี้ชอบดำเนินชีวิตให้คนเห็นว่าตัวเองทำอะไร พระเยซูสอนใช่ไหมว่า 'เมื่อท่านอดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้า เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าท่านกำลังอดอาหาร' อย่า! อย่าทำแบบนั้น จงอดอาหารด้วยความชื่นชมยินดี จงพลีกรรมด้วยความชื่นชมยินดี ทุกคนจะได้ไม่สังเกตว่าท่านอดอาหารอยู่ จงอย่าใช้ชีวิตคุยโวโอ้อวด เพื่อให้คนอื่นชำเลืองมองเด็ดขาด

"คริสตชนที่ดำเนินชีวิตแบบนี้(ขี้โม้โอ้อวด) เพื่อให้คนอื่นชำเลืองมอง ก็เป็นเหมือนพวกนกยูง พวกเขาวางท่าเหมือนนกยูง พวกเขาคือคนที่ปากพูดว่า 'ฉันเป็นคริสตชน ฉันเป็นญาติพระสงฆ์นะ ฉันเป็นญาติซิสเตอร์นะ ฉันเป็นญาติพระสังฆราชนะ ครอบครัวฉันเป็นครอบครัวคริสตชนนะ' พวกนี้อวดไปทั่ว แต่ชีวิตของท่านกับพระเจ้าเป็นไงบ้างล่ะ พวกท่านภาวนาบ้างไหม ชีวิตท่านมีความเมตตาบ้างไหม ท่านเคยไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือเปล่า ในความเป็นจริงแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่พระเยซูทรงสอนเรา พระองค์บอกว่า เราต้องสร้างบ้าน ซึ่งก็คือชีวิตคริสตชน เราต้องสร้างบนศิลาแห่งความจริง ในทางกลับกัน พระเยซูทรงเตือนพวกขี้โม้โอ้อวดที่สร้างบ้านบนทรายว่า บ้านเขาจะพังลง เพราะมันไม่สามารถทนต่อการประจญล่อลวงได้

"มีคริสตชนกี่คนที่ดำเนินชีวิตเพื่ออวดคนอื่น ชีวิตพวกเขาเป็นเหมือนฟองสบู่ มันดูสวยงาม มีสีสัน แต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมา ฟองสบู่เป็นอย่างไรล่ะ? ... ถามตัวเองว่า เราขี้โม้หรือเปล่า เราทำความดีบ้างไหม เราแสวงหาพระเจ้าหรือไม่ เราสวดหรือเปล่า

"พระวรสารวันนี้ เราได้เห็นเฮร็อดกระวนกระวายและถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของพระเยซู สิ่งนี้เกิดจากการโอ้อวดเหมือนกัน การขี้คุยขี้โม้คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กับความกระวนกระวายใจ มันนำสันติออกไปจากตัวเรา มันก็เหมือนกับคนที่แต่งตัวเว่อร์เกินไป แต่พอฝนตก เขากลัวที่จะออกไปเดิน การคุยโวโอ้อวดไม่ได้ให้สันติกับเรา มีเพียงความจริงเท่านั้นที่ให้สันติกับเรา

"ปีศาจล่อลวงพระเยซูในถิ่นทุรกันดาน ปีศาจเสนอสิ่งต่างๆให้พระเยซูบนหนทางแห่งการคุยโว แต่การคุยโวโอ้อวดจะทำให้จิตวิญญาณของเราย่ำแย่ลง ... ดังนั้น ขอให้เราวอนขอพระเจ้า โปรดประทานพระหรรษทานไม่ให้เราเป็นคนคุยโวโอ้อวด แต่อยู่กับความเป็นจริงตามหลักพระวรสาร" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

24 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "อัตลักษณ์ของศาสนาในอัลเบเนียคือการร่วมมืออย่างสันติและเป็นพี่น้อง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชื่นชมความร่วมมืออย่างสันติและเป็นพี่น้องกันของศาสนิกชนต่างๆในอัลเบเนีย ที่ร่วมกันยืนหยัดถึงความเชื่อที่มีในยุคคอมมิวนิสต์ปกครองประเทศ ทรงย้ำ เลือดของมรณสักขีจะไม่ไร้ค่า แต่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ยืนยันถึงผลงานของความร่วมมือกันของพี่น้องทุกศาสนาในอัลเบเนีย 



ช่วงสายวันพุธที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 50,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเลือกแบ่งปันความประทับใจจากการเสด็จเยือนอัลเบเนีย ซึ่งเพิ่งจบลงไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

พระสันตะปาปาตรัสว่า "สาเหตุที่พ่อไปเยือนอัลเบเนีย เพราะพ่อต้องการแสดงออกถึงความใกล้ชิดกับพระศาสนจักรในอัลเบเนียและชาวอัลเบเนียนทุกคน สิ่งที่พ่อได้เห็นกับตาคือความร่วมมือของศาสนาต่างๆ เป็นการร่วมมืออย่างสามัคคี และมันเป็นความร่วมมือจากใจที่จับต้องได้ด้วย นี่คืออัตลักษณ์ของศาสนาต่างๆ อันเป็นผลจากการหันหน้ามาพูดจากันแบบพี่น้อง

"พ่อยังอยากแบ่งปันถึงการเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อในพระเจ้าของบรรดามรณสักขีชาวอัลเบเนียน พวกเขาได้รับพละกำลังความเข้มแข็งที่จะยืนหยัดจากการถูกเบียดเบียนข่มเหงอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาดำเนินชีวิตตามแบบพระเยซู ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และรักษาความสัมพันธ์ในความรักไว้กับพระองค์ พระศาสนจักรสากลก็เช่นกัน เราไม่สามารถพบพละกำลังจากการบริหารจัดการองค์กรได้ ถ้าพละกำลังนั้นไม่ได้มาจากความรักของพระคริสตเจ้า

"ความทรงจำของบรรดามรณสักขีถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของชาวอัลเบเนียนทุกคน เลือดของมรณสักขีไม่ได้หลั่งแบบไร้ค่า แต่นี่คือเมล็ดพันธุ์ที่จะเป็นประจักษ์พยานถึงผลงานของความร่วมมือกันอย่างสันติและเป็นพี่น้องกัน" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวทักทายในประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ พระองค์ทรงเชิญชวนภาวนาขอพระเจ้า โปรดให้โรคอีโบล่ายุติลงโดยเร็วด้วย




23 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "พระเจ้าไม่ต้องการแค่ให้เราเปิดใจ แต่ยังต้องการให้เราฟังพระวาจาและนำไปปฏิบัติ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราเปิดใจต้อนรับพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังขอให้เรา "ฟังพระวาจาแล้วนำไปปฏิบัติตาม" ทรงสอน เวลาอ่านพระวรสาร ถามตัวเองด้วยว่า พระเจ้ากำลังพูดกับเราผ่านทางข้อความที่เราอ่านใช่ไหม อย่าทำเป็นอ่านผ่านๆเหมือนการท่องจำ 



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำมิสซานี้ แม่พระและพี่น้องของพระเยซูมาเฝ้าพระองค์ แต่ไม่อาจเข้าถึงได้ เพราะมีคนจำนวนมาก พอมีผู้มาทูลพระเยซูว่ามารดาและญาติพี่น้องอยู่ข้างนอก พระเยซูตรัสตอบไปว่า "มารดาและพี่น้องของเราคือผู้ที่ฟังพระวาจาของพระเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติ" (ลูกา 8:19-21)

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "พระเยซูทรงพูดกับประชาชนและรักพวกเขา พระเยซูตรัสว่า 'คนที่ติดตามเราในกลุ่มฝูงชนคือมารดาและพี่น้องของเรา พวกเขาคือคนที่ฟังพระวาจาของพระเจ้าและนำไปปฏิบัติ' นี่คือเงื่อนไข 2 ประการในการติดตามพระเยซู นั่นคือ ฟังพระวาจาและนำไปปฏิบัติ นี่คือชีวิตคริสตชน ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว นี่คือความเรียบง่าย ง่ายๆไม่ซับซ้อนเลย แต่บางที พวกเราก็ทำให้มันยากไปสักนิด ด้วยวิธีการต่างๆที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ชีวิตคริสตชนคือการฟังพระวาจาและนำไปปฏิบัติ

"นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพระเยซูจึงตอบกลับคนที่มาแจ้งพระองค์ว่า มารดาและพี่น้องรออยู่ข้างนอก ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่การฟังพระเยซูเทศน์แบบไกลๆ แต่มันอยู่ที่ฟังด้วยหู ฟังพระวาจาของพระเจ้าจริงๆแบบที่เราได้ยินจากพระวรสาร ข้อความในพระวรสารจำเป็นต้องได้รับการฟังและเอาใจใส่ มากกว่าอ่านแบบคนท่องจำ

"การฟังพระวาจาของพระเจ้าหมายถึงการอ่านและตั้งคำถาม ถามตนเองว่า 'พระเจ้าตรัสอะไรกับเรา พระองค์พูดกับหัวใจของเราใช่ไหม' นี่คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยคำถามเหล่านี้ ทุกครั้งที่เราเปิดพระวรสารและอ่านข้อความในนั้น เราต้องถามตัวเอง 'พระเจ้ากำลังตรัสกับเราตามสิ่งที่เราอ่านใช่ไหม พระองค์กำลังพูดกับเราใช่ไหม ถ้าพระองค์ตรัสกับเรา แล้วพระองค์ตรัสอะไรล่ะ' การทำแบบนี้หมายถึงการฟังพระวาจาของพระเจ้า กล่าวคือ ฟังด้วยหูและรับรู้ด้วยหัวใจ จงเปิดใจของเราให้กับพระเจ้า ศัตรูของพระเยซูได้ยินคำสอนของพระเยซู แต่พวกเขากลับพยายามหาทางจับผิดพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้สูญเสียอำนาจ พวกเขาไม่เคยถามตัวเองเลยว่า 'พระเจ้าตรัสอะไรกับเรา'

"การนำพระวาจาของพระเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องง่าย ความง่ายมันอยู่ที่การดำเนินชีวิตแบบสนุกสุขสันต์โดยไม่สนใจพระวาจาของพระเจ้า พระเยซูเคยเตือนประชาชนให้ปฏิบัติตามพระบัญญัติและมหาบุญลาภ (ความสุขแท้จริง) ซึ่งเป็นแนวทางให้กับเราทุกคน พระเยซูทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและให้อภัยเรา รอคอยเรา พระองค์ทรงอดทนได้เสมอ

"พระเยซูทรงต้อนรับเราทุกคน แม้แต่คนที่ฟังพระวาจาแต่กลับทรยศ พระองค์ก็ยังให้อภัย ดูอย่าง ยูดาส พระเยซูยังเรียกเขาเลยว่า 'เพื่อน' ในวินาทีที่เขาทรยศพระองค์ พระเจ้าทรงขอร้องเราว่า อย่าทำแค่เปิดใจเท่านั้น แต่จงฟังและนำพระวาจาไปปฏิบัติด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

22 September 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ใช่ พ่อน้ำตาไหล ตอนได้ฟังเหตุการณ์เบียดเบียนความเชื่อ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงยอมรับ พระองค์น้ำตาไหลออกมา เมื่อได้ฟังการแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อที่ถูกจับขังคุกนาน 27 ปีของ "คุณพ่อแอเรเนส ซิโมนี่" พร้อมกันนี้ ทรงเผย ประทับใจความเป็นพี่น้องกันของชาวมุสลิม, ออโธด็อกซ์ และคาทอลิกในอัลเบเนียแบบสุดๆ ทรงย้ำ ไปเยือนตุรกีแน่นอน แม้ตุรกีจะอยู่ติดอิรักที่กำลังมีสงครามก็ตาม



ช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานการสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน ระหว่างเที่ยวบินกลับจากกรุงติราน่า ประเทศอัลเบเนีย มุ่งหน้าสู่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยเที่ยวบินนี้ ใช้เวลาบินประมาณ 90 นาที แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่พระสันตะปาปายังออกมาทักทายบรรดานักข่าวและให้สัมภาษณ์พวกเขาอย่างเป็นกันเอง

ในส่วนรายละเอียดการให้สัมภาษณ์ พระสันตะปาปาทรงขอโทษนักข่าวเป็นอันดับแรกที่พระองค์จะตอบคำถามเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการเยือนอัลเบเนียเท่านั้น เพราะพระองค์ไม่ต้องการให้ประเด็นอื่นๆ มาบดบังทริปการเยือนอัลเบเนียในวันนี้

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "ในความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่า อัลเบเนียเป็นประเทศที่ถูกจัดเป็นชายขอบของทวีปยุโรป การมาเยือนครั้งนี้คือเครื่องหมายที่พ่อต้องการยืนยันว่า พ่อให้ความสำคัญกับอัลเบเนีย แม้ประชากรส่วนใหญ่ของอัลเบเนียจะเป็นมุสลลิมก็ตาม แต่นี่ก็ไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่เป็นประเทศในทวีปยุโรปซึ่งมีความร่วมมือที่ดีงามของศาสนาต่างๆ ทั้งอิสลาม, ออโธด็อกซ์ และคาทอลิก

พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของวัฒนธรรมของการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกัน ด้วยการเคารพในความแตกต่างและใช้ชีวิตแบบพี่น้องกันของอัลเบเนีย

จากนั้น นักข่าวได้ถามถึงการเตรียมตัวของพระสันตะปาปาก่อนมาเยือนอัลเบเนีย เพราะพระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า พระองค์ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงที่มีการเบียดเบียนศาสนาในอัลเบเนีย มานานกว่า 2 เดือน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "มันเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายมากๆ อัตราความโหดร้ายมันน่ากลัวถึงขีดสุดจริงๆ เมื่อพ่อได้เห็นโปสเตอร์ของคนที่ถูกฆ่าตายช่วงที่คอมมิวนิสต์ปกครอง ไม่เฉพาะคาทอลิกเท่านั้นที่ต้องตาย แต่ออโธด็อกซ์และมุสลิมก็ถูกฆ่าตายด้วย สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขามีความเชื่อในพระเจ้า ชุมชนศาสนาทั้งสามได้เป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้าและร่วมกันยืนยันความเชื่อในความรู้สึกเป็นพี่น้องกัน"

นักข่าวยังถามพระสันตะปาปาว่า พระองค์ทรงร้องไห้ใช่ไหม ตอนที่ได้ฟังการแบ่งปันความเชื่อของ "คุณพ่อแอเรเนส ซิโมนี่" (อายุ 84 ปี) ซึ่งถูกคอมมิวนิสต์จับขังคุกนาน 27 ปี เพราะไม่ละทิ้งความเชื่อ

พระสันตะปาปาตรัสว่า "ใช่ พ่อน้ำตาไหล พ่อประทับใจความสุภาพถ่อมตนของพระสงฆ์ท่านนี้ ซึ่งได้บอกเราถึงเหตุการณ์ที่ท่านถูกเบียดเบียนข่มเหง"

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า การเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งต่อไป พระองค์จะไปเยือนเมืองสทราส์บวร์ก ประเทศฝรั่งเศส แบบไปเยือนหนึ่งวัน ในวันที่ 25 พฤศจิกายน จากนั้น วันที่ 30 พฤศจิกายน พระองค์จะไปเยือนอิสตันบลู ประเทศตุรกี

พระสันตะปาปายังย้ำว่า "แม้ตุรกีจะอยู่ติดกับอิรัก แต่พ่อก็จะไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้"

 
Contact: editor@popereport.com