24 July 2016

โป๊ปฟรังซิส: "เคล็ดลับในการภาวนาของพระเยซูคือการเรียกหาพระบิดา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปัน เคล็ดลับในการภาวนาของพระเยซูคือการเรียกหาพระบิดา ด้วยเหตุนี้ พระองค์ทรงแนะเคล็ดลับนี้ให้เราทุกคนด้วยการสอนให้สวดบทข้าแต่พระบิดา ทรงชี้ สิ่งสำคัญในการสวดบทข้าแต่พระบิดาซึ่งเราทุกคนลืมกันไปก็คือ "การวอนขอพระจิต" พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้สูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมนี และกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน



ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารประจำวันนี้ พระเยซูทรงสอนศิษย์ให้สวดบทข้าแต่พระบิดา

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า

- การเรียกหา 'พระบิดา' เป็นเหมือนเคล็ดลับในการภาวนาของพระเยซู นี่คือกุญแจที่พระเยซูทรงมอบให้เรา เพื่อที่เราจะสามารถเข้าไปสู่มิตรภาพของการเสวนาด้วยความมั่นใจกับพระบิดา

- พระเยซูยังสอนเราให้วอนขอพระบิดาผ่านทางบทข้าแต่พระบิดา นั่นคือ 'พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ' และ 'พระอาณาจักรจงมาถึง' สองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับพระนามของพระบิดา เพราะนี่คือการมอบที่ว่างให้กับพระเจ้าและให้พระองค์ดำเนินการในชีวิตของเรา

- นักบุญลูกายังได้บันทึกสิ่งที่พระเยซูสอนเวลาสวดข้าแต่พระบิดาเพิ่มอีก 3 สิ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นการแสดงออกถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของเรา ได้แก่ ขนมปังหรืออาหารในชีวิต การให้อภัย และการช่วยเราให้พ้นจากการประจญ พวกเราวอนขออาหารซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต เราไม่ได้วอนขอสิ่งฟุ่มเฟือย พวกเราวอนขอการให้อภัยสำหรับบาปผิดของเรา เพื่อที่เราจะสามารถให้อภัยคนอื่น และเราวอนขอให้เรารอดพ้นจากการประจญ เพราะเรารู้ว่า เราอ่อนแอ และมักติดกับดักความชั่วและการโกงได้ตลอดเวลา

- พระวรสารวันนี้ พระเยซูต้องการสอนเรามีความมั่นใจในพระเจ้าพระบิดา พระเยซูต้องการให้เรามีความเชือ เพื่อที่ความอดทนของเราจะได้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญสุดและเป็นสิ่งที่เรามักไม่วอนขอพระเจ้าเลยก็คือพระจิต พระคุณของพระจิตจะช่วยเราดำเนินชีวิตอย่างดี ดำเนินชีวิตด้วยปรีชาญาณ ความรัก และทำทุกสิ่งตามพระประสงค์ของพระเจ้า ดังนั้น จากนี้ไป เวลาเราสวดบทข้าแต่พระบิดา เราแต่ละคนอย่าลืมสวดขอพระบิดาให้ประทานพระจิตแก่พวกเราด้วย

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้สูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมนี และกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งทำให้ผู้มีบริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมากด้วย

23 July 2016

โป๊ปไม่เห็นด้วยกับการรับสมัครเยาวชนจากประเทศยากไร้มาเป็นสมาชิกคณะนักบวช เพียงเพื่ออารามจะได้ไม่ปิดตัวลง

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกสังฆธรรมนูญ "Vultum Dei quaerere" (จงแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้า) ไปยังบรรดานักบวชหญิงที่บำเพ็ญภาวนาในอาราม ทรงย้ำ ไม่เห็นด้วยกับการที่อารามซิสเตอร์ทำการรับสมัครเยาวชนจากประเทศยากไร้ ให้เข้ามาเป็นสมาชิก เพียงเพื่อหวังให้มีสมาชิกเพิ่มและอารามของตนจะได้ไม่ปิดตัวลง เพราะวิธีนี้ไม่ก่อให้เกิดคุณภาพทั้งตัวคณะและตัวเยาวชนคนนั้น ทรงเตือนสติซิสเตอร์ที่บำเพ็ญภาวนา อย่าเสียเวลามากไปกับการเล่นสื่อดิจิทัล จนทำให้เราปลีกตัวจากความเป็นพี่น้องกันในหมู่คณะ 




วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกสังฆธรรมนูญ "Vultum Dei quaerere" (จงแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้า) สังฆธรรมนูญนี้ ออกมาเพื่อสื่อสารไปยังบรรดานักบวชหญิงที่บำเพ็ญภาวนาอยู่ในอาราม

เนื้อหาหลักๆ มีดังนี้

- พระสันตะปาปาทรงเตือนเรื่องการประจญจาก 'วัฒนธรรมดิจิทัล' ที่มีอิทธิพลอย่างเด่นชัดต่อรูปแบบความคิดของเราและวิถีทางที่เราจะเกี่ยวข้องกับโลก เฉพาะอย่างยิ่ง ในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น พระสันตะปาปาย้ำว่า เราอย่าเสียเวลามากเกินไปกับการเล่นสื่อพวกนี้ จนทำให้เราปลีกตัวจากความเป็นพี่น้องกันในหมู่คณะ

- เราต้องสานต่อการเสวนากับสังคม ขณะเดียวกัน เราก็ต้องปกปักรักษาคุณค่าพื้นฐานของชีวิตบำเพ็ญภาวนา ความเงียบ การใส่ใจฟังต่อเสียงของพระเจ้า ที่สำคัญเราต้องให้พระวาจาของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิต

- นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังไม่เห็นด้วยกับ "การไปรับสมัครเยาวชนหญิงจากประเทศยากไร้" ให้มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกคณะนักบวชของตน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ว่า คณะนักบวชนี้ขาดแคลนสมาชิกและอาจต้องประสบปัญหาปิดอาราม

- พระสันตะปาปามองว่า การใช้วิธีนี้จะทำให้นักบวชคณะนั้น รวมถึงเยาวชนคนนั้น ไม่มีคุณภาพพอในการเตรียมตัวต่อกระแสเรียกที่เกิดขึ้น

- พระสันตะปาปาย้ำว่า แม้คณะนักบวชของเราจะเป็นสากล มีสมาชิกอยู่มากมายทั่วโลก นี่เป็นเรื่องดีเพราะเป็นเครื่องหมายของความหลากหลายแห่งพระพร แต่การใช้วิธีรับสมัครเยาวชนต่างชาติเข้ามาแบบนี้ เพียงเพื่อให้อารามอยู่รอด ไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย คณะนักบวชควรเน้น 'คุณภาพ' มากกว่า 'ปริมาณ'

อ่านสังฆธรรมนูญแบบเต็มๆ ที่นี่

17 July 2016

โป๊ปฟรังซิส: "แก่นแท้การรับเสด็จพระเยซูคือการฟังพระองค์อย่างตั้งใจ มากกว่าการเตรียมรับเสด็จแบบอลังการ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปัน พระเยซูไม่ได้เรียกร้องเราให้เตรียมรับเสด็จพระองค์อย่างอลังการ เพราะแก่นแท้ของการเตรียมรับเสด็จพระเยซูคือการตั้งใจฟังคำสอนของพระองค์ต่างหาก ทรงชี้ คนสมัยนี้ดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบจนไม่มีเวลาฟังปัญหาคนอื่น แต่คริสตชนที่ดีต้องรู้จักสละเวลาฟังปัญหาของกันและกัน เพราะการฟังคือบ่อเกิดของสันติภาพในโลก นอกจากนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้สูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 80 คนด้วย 



ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันอาทิตย์นี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูเสด็จไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มารีอา น้องสาว มาเฝ้ารับเสด็จพระเยซูที่แทบพระบาท ส่วน มาร์ธา พี่สาว ยุ่งอยู่กับการเตรียมปรนนิบัติรับใช้ มาร์ธาจึงทูลพระเยซูให้บอกน้องสาวของตนให้มาช่วยเธอบ้าง

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า

- ทั้งมาร์ธาและมารีอาต่างมอบน้ำใจดีในวิธีที่แตกต่างกันไป มาร์ธาเลือกจะยุ่งอยู่กับการเตรียมงาน ส่วนมารีอาเลือกจะมานั่งฟังพระเยซู เหตุการณ์นี้ พระเยซูทรงสอนเราว่า การจะเตรียมต้อนรับพระองค์ หลายสิ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย มีเพียงสิ่งเดียวที่สำคัญและเราต้องพุ่งความสนใจไปก็คือการฟังเสียงของพระเยซู เราต้องแสดงให้พระองค์เห็นว่าเราใส่ใจพระองค์เหมือนคนในครอบครัว มากกว่าจะใส่ใจแค่เรื่องการต้อนรับภายนอกอย่างเดียว

- พูดถึงเรื่องนี้ พ่ออยากจะกล่าวถึงโรงพยาบาล สถาบันดูแลผู้ป่วย และบ้านพักผู้ป่วยผู้สูงอายุทั้งหลาย สถานที่แบบนี้มีหลายแห่ง แต่ไม่ใช่ทุกแห่งที่ปฎิบัติกับคนเหล่านี้ด้วยการต้อนรับที่แท้จริง ยังมีบางแห่งที่ผู้ป่วยและผู้สูงอายุไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควร เฉพาะอย่างยิ่งผู้ลี้ภัยและคนต่างชาติ พ่อจึงอยากให้พวกเราใส่ใจกับคนเหล่านี้ด้วย

- นอกจากนี้ พ่ออยากแบ่งปันว่า เราดำเนินชีวิตด้วยความเร่งรีบ ในชีวิตประจำวันเรามีปัญหาทั้งเล็กและใหญ่ เมื่อเราใช้ชีวิตแบบรีบๆ เราจึงไม่มีเวลามาฟังปัญหาของกันและกัน พ่อจึงอยากขอร้องพวกเราให้สละเวลาสักนิด รับฟังกันและกัน เพราะการฟังคือบ่อเกิดที่แท้จริงของสันติภาพ

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้สูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 80 คนด้วย

10 July 2016

โป๊ปฟรังซิส: "พระเจ้าประทับในตัวผู้ถูกทอดทิ้ง เมื่อวันพิพากษามาถึง พระองค์จะถามเราว่า จำพระองค์ได้หรือไม่"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปัน พระเจ้าจะถามเราแน่นอนว่า "จำเราได้หรือไม่ เราคือชายที่ถูกปล้น และมีแต่ชาวสะมาเรียที่มาช่วยเหลือ" นอกจากนี้ พระเจ้ายังประทับอยู่ในเด็กที่อดอยาก ผู้ลี้ภัย และคนแก่ที่ถูกทอดทิ้ง เมื่อถึงวันพิพากษา พระองค์จะถามเราแต่ละคนว่า พระองค์ประทับอยู่ในตัวคนเหล่านั้น เราจำพระองค์ได้หรือไม่ และเราช่วยเหลือพระองค์หรือเปล่า 



ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงแบ่งปันเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่เข้าช่วยชาวยิวที่ถูกโจรปล้นระหว่างทาง โดยที่พระสงฆ์และนักกฎหมาย เดินผ่านไปแบบไม่ช่วยเหลืออะไรเลย

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดว่า

- พระวรสารวันนี้สอนเราถึงรูปแบบชีวิตที่ให้จุดศูนย์กลางไม่ได้อยู่กับตัวเอง แต่มีชีวิตเพื่อคนอื่น มันก็เหมือนกับที่นักกฎหมายถามพระเยซูว่า 'ใครเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า' พวกเราก็เช่นกัน เราต้องถามตัวเองแบบนี้ว่า 'ใครเป็นเพื่อนมนุษย์ของเรา ใช่เพื่อนของเราหรือเปล่า ใช่พ่อแม่ ใช่เพื่อนร่วมชาติ หรือเพื่อนที่นับถือศาสนาเดียวกันหรือไม่

- พระเยซูไม่ตอบคำถามของนักกฎหมายแบบตรงๆ พระองค์เลือกจะเล่าอุปมาเปรียบเทียบ อุปมาเรื่องนี้กลับมุมมองของเราอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ตัวเราที่พยายามจะแยกแยะว่าใครเป็นเพื่อนของเรา แต่มันขึ้นกับการตัดสินใจของเราต่างหากว่าจะเลือกอย่างไร เราจะช่วยคนอื่นหรือไม่ ช่วยโดยไม่เว้นแม้กระทั่งคนแปลกหน้าหรือศัตรู

- ดังนั้น เราต้องมีทัศนคติแบบชาวสะมาเรียผู้ใจดีในการแสดงออกถึงความเชื่อของเรา อย่าลืมว่า ความเชื่อที่ไม่มีการปฎิบัติจริง ก็ไร้ความหมาย

- จำไว้ว่า พระเจ้าจะถามเราแน่นอนในการพิพากษาครั้งสุดท้ายว่า 'เจ้าจำเรื่องราวจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโคได้หรือไม่ เส้นทางสายนี้ เจ้าจำได้ไหมว่า เรา (พระเจ้า) คือชายที่กำลังจะตายเพราะถูกโจรปล้น นอกจากนี้ เจ้าจำได้ไหมว่าเด็กที่อดอยากหิวโหยคือเราเอง ผู้อพยพลี้ภัยก็คือเรา นอกจากนี้ ปู่ย่าตายายที่ถูกทอดทิ้งก็เป็นเราเอง เจ้าเคยคิดจะช่วยเราหรือไม่' พ่อจึงขอฝากข้อคิดในวันนี้ให้เรากลับไปคิดและไตร่ตรองกันอย่างดีด้วยนะ

03 July 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คนประกาศข่าวดีต้องรู้เสมอว่า สิ่งที่เป็นเท็จรอเราอยู่ด้วยความเป็นศัตรู"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ ศิษย์พระเยซูที่ทำหน้าที่ประกาศข่าวดี ต้องรู้เสมอว่า สิ่งที่อยู่ตรงข้ามความจริงรอคอยเราอยู่ด้วยความเป็นศัตรู ความเป็นอริคือจุดเริ่มต้นของการเบียดเบียนคริสตชน เหมือนที่พระเยซูย้ำเสมอว่า "เราส่งท่านไปเหมือนแกะท่ามกลางหมาป่า" ทรงสอน ศิษย์พระเยซูต้องกล้าปฎิเสธการเย้ายวนจากการมีหน้าที่ตำแหน่งการงานสูงๆ และการกระหายอำนาจ พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาให้กับผู้สูญเสียจากการก่อการร้ายที่กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ อีกด้วย





ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนาจำนวนมาก

สำหรับบทเทศน์เทศน์สอนในวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสสอนเกี่ยวกับการตอบสนองกระแสเรียกของพระเจ้า ใจความสำคัญมีว่า

- จิตวิญญาณแบบไหนที่ศิษย์พระเยซูต้องมีเวลาทำพันธกิจของพระองค์ สิ่งแรกเลย คริสตชนทุกคนต้องรู้ถึงความยากลำบาก และบางครั้งสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความจริงก็รอคอยเราอยู่ พระเยซูตรัสกับเราทุกคนว่า 'เราส่งท่านไปเหมือนแกะท่ามกลางหมาป่า'

- ความเป็นอริอยู่ในจุดเริ่มต้นของการเบียดเบียนคริสตชนเสมอ เพราะพระเยซูทรงทราบดีว่า พันธกิจของพระองค์จะถูกขัดขวางโดยงานของปีศาจ ดังนั้น คนงานของพระวรสารต้องดิ้นรนที่จะเป็นอิสระจากการชี้นำทุกรูปแบบจากมนุษย์

- สิ่งนี้หมายถึงการสละเหตุผลส่วนตัวทุกอย่าง จงละทิ้งการประจญล่อลวงจากการมีหน้าที่การงานสูงๆ และละทิ้งการกระหายอำนาจ เราละทิ้งสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเป็นเครื่องมือที่สุภาพถ่อมตนของงานแห่งความรอดที่พระเยซูทรงทำไว้ เมื่อเราทำได้ตามนี้ จิตวิญญาณของเราจะเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี

หลังการแบ่งปันจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาให้กับผู้สูญเสียจากการก่อการร้ายที่กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ อีกด้วย

29 June 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คำภาวนาคือทางออกที่ดีที่สุดเวลาเราเจอเรื่องร้ายๆ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน คำภาวนาคือทางออกที่ดีที่สุดเวลาเราเจอเรื่องร้ายๆ นี่คือการช่วยเราให้กล้าเผชิญสิ่งต่างๆ ด้วยความวางใจในพระเจ้า ไม่ใช่ปิดตัวเองและหวาดกลัวอย่างเดียว นอกจากนี้ คำภาวนาจะเปลี่ยนความแตกแยกไปเป็นความเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคน สงบนิ่งและภาวนาให้ผู้สูญเสียจากเหตุโจมตีสนามบินอตาเติร์ก นครอิสตันบลู ประเทศตุรกี อีกด้วย






ช่วงสายวันพุธที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พร้อมทั้งมอบ "ปัลลิอุม" หรือผ้าขนแกะที่สวมคอให้กับบรรดาพระอัครสังฆราชผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลต่างๆ จำนวน 25 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในรอบปีที่ผ่านมา

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า

- แบบอย่างในชีวิตของนักบุญเปโตร พวกเราได้เรียนรู้ว่า เมื่อท่านถูกจองจำ สิ่งที่ท่านทำคือสวดภาวนา เพราะนี่คือทางออกหลักสำหรับกลุ่มคริสตชน ซึ่งภัยอันตรายจากการถูกเบียดเบียนข่มเหงกำลังใกล้เข้ามาและทุกคนกำลังกลัวมาก คำภาวนาด้วยความสุภาพและวางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า ยังเป็นทางออกให้กับการปิดตัวเองไม่ต้อนรับใครด้วย

- ส่วนชีวิตของนักบุญเปาโล ถูกมอบหมายให้ก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปด้วยการนำพระคริสตเจ้าไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้จักพระองค์ และรีบนำเขาไปสู่อ้อมแขนของพระคริสตเจ้า เพื่อจะได้รับการรอดสำหรับพระอาณาจักรสวรรค์

- สำหรับพระศาสนจักร พวกเรามักจะเผชิญหน้ากับการประจญล่อลวงที่ให้เราปิดตัวเองจากการเผชิญอันตรายต่างๆ คำภาวนาจะช่วยเราให้หาทางออกจากการปิดตัวเองเป็นเปิดตัวเองรับสิ่งต่างๆ คำภาวนาจะเปลี่ยนเราจากความกลัวเป็นความกล้า จากความเศร้าเป็นความชื่นชมยินดี นอกจากนี้ คำภาวนาจะเปลี่ยนความแตกแยกไปเป็นความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โอกาสนี้ พระองค์ทรงเชิญทุกคน สงบนิ่งและภาวนาให้ผู้สูญเสียจากเหตุโจมตีสนามบินอตาเติร์ก นครอิสตันบลู ประเทศตุรกี อีกด้วย


28 June 2016

"โป๊ปกิตติคุณเบเนดิกต์" ร่วมงานฉลอง 65 ปีชีวิตสงฆ์ พร้อมขอบคุณ "โป๊ปฟรังซิส" สำหรับความเมตตาที่มอบให้

สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกล่าวในที่สาธารณะครั้งแรกหลังจากสละตำแหน่งพระสันตะปาปา ด้วยการขอบคุณและซาบซึ้งกับความเมตตาที่สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส มอบให้พระองค์ นับตั้งแต่วันที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา ทรงย้ำ ความเมตตาที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส มอบให้นั้น เป็นที่พักที่ทำให้ตัวพระองค์เองรู้สึกปกป้องจากอันตรายต่างๆ โดยตรัสเรื่องนี้ในงานฉลอง 65 ปีชีวิตสงฆ์ของพระองค์









ช่วงสายวันอังคารที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการฉลอง 65 ปีชีวิตสงฆ์ให้กับสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ผู้ซึ่งวันพรุ่งนี้จะเป็นวันครบ 65 ปีที่พระองค์ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ (บวช 29 มิถุนายน ค.ศ.1951) ทั้งนี้ "โยเซฟ รัตซิงเกอร์" (พระสันตะปาปากิตติคุณ) ได้รับศีลบวชวันเดียวกับ "เกยอร์ก รัตซิงเกอร์" พี่ชายแท้ๆ ของพระองค์ แต่ว่า มองซินญอร์เกยอร์ก ยังพำนักอยู่ที่เยอรมนี ไม่ได้บินมาร่วมงานที่วาติกัน

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสกับพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ว่า "พระคุณเจ้าเบเนดิกต์ยังคงเดินหน้ารับใช้พระศาสนจักรอยู่เสมอ ท่านไม่เคยที่จะสร้างการเติบโตให้พระศาสนจักร ท่านทำสิ่งต่างๆ จากสถานที่เล็กๆ อย่างอารามมารดาพระศาสนจักรในวาติกัน พระคุณเจ้าที่เคารพ ขอให้ท่านรู้สึกเสมอว่า มืออันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระเจ้าทรงสนับสนุนทุกกิจการที่ท่านทำเสมอ ขอให้พระคุณเจ้าสัมผัสถึงและยังคงเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระเจ้าต่อไป ขอให้พระคุณเจ้าชื่นชมยินดีพร้อมกับนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล ดังเช่นตอนที่ท่านทั้งสองเดินไปสู่ความเชื่อซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของชีวิต"

จากนั้น พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงลุกขึ้นตรัสตอบด้วยพระองค์เองแบบไม่ต้องมีคนช่วยพยุง ความสำคัญของการตรัสครั้งนี้คือ นี่เป็นการตรัสในที่สาธารณะครั้งแรก นับตั้งแต่พระองค์ทรงสละตำแหน่งพระสันตะปาปาด้วย

พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 กล่าวว่า "พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ และพี่น้องที่รักทุกคน พ่อขอบคุณทุกท่านที่อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะพระสันตะปาปา ฟรังซิส พ่อขอขอบคุณความเมตตาที่ท่านมอบให้กับพ่อนับตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปา มันทำให้ตัวพ่อเองซาบซึ้งมาก ความเมตตาของท่านงดงามยิ่งกว่าสวนวาติกันที่สวยงาม ความเมตตาของท่านคือบ้านของพ่อและมันเป็นสถานที่ที่ทำให้พ่อรู้สึกว่าตนเองได้รับการปกป้องดูแล พ่อหวังว่า ท่าน (พระสันตะปาปา ฟรังซิส) จะเดินหน้าต่อไปบนหนทางแห่งความเมตตาศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ขอบคุณ"

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า พระสันตะปาปากิตติคุณ จะถอดหมวกซุคเค็ตโต้ ออกทุกครั้งเวลาที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส เข้ามาทักทาย นี่คือการแสดงออกถึง "การแสดงความเคารพและนบนอบ" นอกจากนี้ เวลาคณะพระคาร์ดินัลเข้ามาคำนับพระสันตะปาปา พวกเขาจะถอดหมวกแสดงความเคารพต่อพระสันตะปาปา ฟรังซิส แต่พอถึงพระสันตะปาปากิตติคุณ บรรดาพระคาร์ดินัลจะใส่หมวกสีแดงกลับไปเหมือนเดิม เพื่อเป็นการเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า พระสันตะปาปา คือใคร

26 June 2016

สัมภาษณ์พระสันตะปาปาบนเครื่องบิน: "มีคนไปบ่นกับโป๊ปกิตติคุณเบเนดิกต์ เรื่องโป๊ปองค์ใหม่ แต่ท่านเชิญพวกนั้นกลับทันที"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานสัมภาษณ์บนเครื่องบินขากลับจากอาร์เมเนียไปยังอิตาลี ทรงเผย มีข่าวลือว่า มีบางคนไปฟ้องและบ่นกับสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 เกี่ยวกับพระสันตะปาปาองค์ใหม่ แต่สิ่งที่เกิดคือพระสันตะปาปากิตติคุณเชิญพวกนั้นกลับไปทันที เพราะพระองค์ย้ำจุดยืนแล้วว่า ตนเป็นแค่พระสันตะปาปาที่เกษียณอายุ ไม่ใช่พระสันตะปาปาผู้มีอำนาจ ทรงชี้ คนที่เป็นเกย์ที่มีความตั้งใจจะแสวงหาพระเจ้า เราต้องไม่กีดกันเขา แต่ต้องเดินไปกับเขา เราควรขอโทษคนที่เป็นเกย์ด้วย หากเราเคยทำไม่ดีกับเขาไป ทรงตำหนิ พระสงฆ์บางคนทำตัวเป็นเจ้านาย ไล่ทุบตีชาวบ้าน ไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อที่เมตตาซึ่งโอบกอดสัตบุรุษ ทรงแบ่งปัน ไม่คิดว่า การที่ มาร์ติน ลูเธอร์ แยกตัวออกจากคาทอลิกเป็นเรื่องผิด เพราะพระศาสนจักรยุคนั้นทำตัวไม่ดี ทั้งโกง ฝักใฝ่จิตตารมณ์ทางโลก ยึดติดกับเงินและอำนาจ การคัดค้านของลูเธอร์คือการสร้างยารักษาโรคให้พระศาสนจักรมากกว่า 




พระสันตะปาปา ตรัสกับนักข่าวช่วงเริ่มต้นว่า "พ่อขอบคุณพวกท่านมากๆ สำหรับการตามทำข่าวครั้งนี้ งานของท่านได้สร้างคุณความดีให้กับผู้คน พวกท่านสื่อสารสิ่งดีๆ ออกไป นี่คือข่าวดี ข่าวดียังไงก็เป็นเรื่องดี พ่อขอบคุณพวกท่านจริงๆ เอาล่ะ เรามาเข้าสู่ช่วงเวลาถามตอบกันเลย"

นักข่าว: "ทำไมพระองค์ตัดสินใจใส่คำว่า 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ลงไปในพระดำรัสที่ตรัสในทำเนียบประธานาธิบดีล่ะครับ" (ตุรกีโกรธพระสันตะปาปามาก ที่ใช้คำนี้บอกว่า กองทัพอ็อตโตมัน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน)

พระสันตะปาปา: "ในอาร์เจนตินา เวลาพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน คำว่า 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' จะถูกใช้กับเรื่องนี้เสมอ พ่อก็ไม่รู้จะใช้คำไหนมาแทนเหตุการณ์นี้ดี เมื่อตอนพ่อมาอยู่ที่กรุงโรม มีคนบอกให้ใช้คำว่า 'ความชั่วสุดเลวร้าย' จะดีกว่า เพราะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นคำที่ดูแรงมากๆ โดยส่วนตัว พ่อจะพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในศตวรรษที่แล้วอยู่ 3 เรื่อง หนึ่งคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน สองคือฮิตเลอร์ และสามคือสตาลิน จริงๆ ยังมีอีกที่คือในทวีปแอฟริกา ... ปีที่แล้ว พ่อเตรียมบทเทศน์ และได้เห็นบทเทศน์ที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยตรัสเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน พ่อจึงนำพระดำรัสนั้นมาเทศน์ และย้ำว่า 'มาจากพระดำรัสของพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2' แต่มันจบลงไม่สวยเท่าไหร่ รัฐบาลตุรกีเรียกทูตประจำสันตะสำนักกลับทันที เพื่อประท้วง แน่นอน ทุกคนมีสิทธิ์จะประท้วง กระนั้น พ่อไม่ได้มีเจตนาจะให้ร้ายใครด้วยคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พ่อใช้คำนี้เพื่อเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น"

นักข่าว: "พระอัครสังฆราช เกยอร์ก เกนชไวน์ หัวหน้าวังพระสันตะปาปาและยังเป็นเลขาฯ ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้ให้สัมภาษณ์เชิงว่า 'พระสันตะปาปา และพระสันตะปาปากิตติคุณ' คำพูดนี้ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างมากว่า มันมีการ 'แชร์' หน้าที่พระสันตะปาปาแบบนั้นหรือ แล้วตอนนี้ เรามีพระสันตะปาปาในตำแหน่ง 2 องค์ใช่หรือไม่"

พระสันตะปาปา: "อย่าลืมว่า มีอยู่ยุคหนึ่ง เรามีพระสันตะปาปา 3 องค์เลยนะ! พ่อไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นั้น แต่ ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 คือพระสันตะปาปากิตติคุณ (เกษียณอายุ) พระองค์ประกาศอย่างชัดเจนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ว่า จะทำหน้าที่ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 ตอนนี้ ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 ดำเนินชีวิตแบบนักพรตบำเพ็ญภาวนา พ่อได้พบท่านหลายครั้ง และเราก็คุยโทรศัพท์กันบ่อยๆ นอกจากนี้ พระองค์ยังเขียนบันทึกมาหาพ่อเพื่ออวยพรทริปนี้ด้วย สำหรับพ่อ ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 คือพระสันตะปาปากิตติคุณ ท่านคือคุณปู่ผู้เปี่ยมด้วยปรีชาญาณ พ่อไม่เคยลืมคำพูดของท่านในวันสละตำแหน่งที่กล่าวว่า 'คนที่จะมาทำหน้าที่พระสันตะปาปาแทนพ่อ อยู่ในกลุ่มพวกท่านแล้ว พ่อสัญญาว่า จะนบนอบเชื่อฟังท่านผู้นั้น' และพระองค์ก็ทำตามที่ตรัสไว้ทุกประการ พ่อยังได้ยินข่าวลือ แต่พ่อไม่รู้มันจริงหรือเปล่านะ มีบางคนไปหาท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 เพื่อบ่นเรื่องพระสันตะปาปาคนใหม่ แต่สิ่งที่ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 ตอบพวกนั้นกลับไปก็คือส่งพวกเขากลับไปทันที ตอนนี้ มีพระสันตะปาปาแค่องค์เดียว ส่วนอีกองค์คือพระสันตะปาปากิตติคุณ บางทีในอนาคต เราอาจมีพระสันตะปาปากิตติคุณ 2-3 องค์ก็ได้นะ แต่ย้ำนะ พระสันตะปาปากิตติคุณ ส่วนพระสันตะปาปามีได้คนเดียว"

นักข่าว: "พระองค์ดูเป็นผู้สนับสนุนสหภาพยุโรป เหมือนกับสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์กังวลไหมเรื่องที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากสหภาพยุโรป มันจะนำไปสู่ความไม่กลมเกลียวของยุโรป และนำไปสู่สงครามหรือไม่"

พระสันตะปาปา: "สงครามกำลังเกิดในยุโรปแล้วล่ะ มันมีความรู้สึกเกี่ยวกับการแบ่งแยก ไม่ใช่แค่ยุโรปเท่านั้น เรายังพบได้ในแคว้นกาตาลันและสก็อตแลนด์ พ่อไม่ได้จะบอกว่า การแบ่งแยกนี้อันตราย แต่พลเมืองเหล่านี้จำเป็นต้องรอบคอบให้มากก่อนที่จะก้าวต่อไปสู่การแยกตัว ส่วนสหราชอาณาจักร พ่อจะไม่หาเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจแบบนี้ เพราะการตัดสินใจบางอย่าง มีเหตุผลของมันเอง อย่างในสก็อตแลนด์ที่อยากแยกตัวจากสหราชอาณาจักร มันมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนพวกประเทศในคาบสมุทรบอลข่านที่แยกตัวจากกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวพ่อแล้ว ความเป็นหนึ่งเดียวกันยิ่งใหญ่กว่าความขัดแย้ง แต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันต้องมาจากความแตกต่างที่หลากหลาย ความเป็นพี่น้องดีกว่าความห่างไกล และการสร้างสะพานดีกว่าการสร้างกำแพง"

นักข่าว: "ไม่กี่วันก่อน พระคาร์ดินัล ไรน์ฮาร์ด มาร์ก (อัครสังฆมณฑลมิวนิคและไฟร์ซิ่ง ประเทศเยอรมนี) กล่าวว่า พระศาสนจักรคาทอลิกต้องขอโทษต่อคนที่เป็นเกย์ จากการที่เราทำให้เขาเป็นส่วนเกิน นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์กราดยิงในไนท์คลับของคนรักร่วมเพศที่เมืองออร์แลนโด้ สหรัฐอเมริกา หลายคนพูดว่า คริสตชนต้องทำอะไรบ้างแล้วต่อความเกลียดชังที่คนบางกลุ่มมีต่อชาวรักร่วมเพศ พระองค์คิดอย่างไรบ้าง"

พระสันตะปาปา: "พ่อขอนำคำสอนหนึ่งมากล่าวซ้ำ นั่นคือ 'คนเหล่านี้ต้องไม่ถูกกีดกัน พวกเขาต้องได้รับการเคารพและได้รับแนวทางการอภิบาล พวกเขาอาจถูกประณามได้ แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเชิงอุดมคติ แต่เป็นเพราะพฤติกรรมเชิงการเมือง ผู้ประท้วงบางคนก็ก้าวร้าวต่อคนอื่นเกินไป ปัญหาคือเมื่อคนๆ นั้นมีความตั้งใจดีและแสวงหาพระเจ้า เราเป็นใครที่จะไปตัดสินเขา เราต้องให้คำชี้แนะที่ดีกับเขาต่างหาก เราต้องเดินร่วมทางไปกับเขา พ่อคิดว่า พระศาสนจักรต้องไม่ทำแค่ขอโทษชาวเกย์ที่เราเคยทำไม่ดีกับเขาอย่างเดียว แต่เรายังต้องขอโทษต่อคนยากไร้ ขอโทษสตรีที่ถูกกดขี่ข่มเหง ขอโทษเด็กๆ ที่ถูกบังคับใช้แรงงาน เรายังต้องวอนขอการอภัยโทษจากการที่เราไปอวยพรและเสกอาวุธ หลายครั้งพระสงฆ์ทำตัวเป็นเจ้านาย ไม่ได้ทำตัวเป็นบิดา คนพวกนี้ทำตัวเป็นพระสงฆ์ที่ทุบตีชาวบ้าน ไม่ใช่พระสงฆ์ที่สวมกอด ให้อภัย และปลอบโยนชาวบ้าน แต่ยังมีพระสงฆ์ดีๆ อีกเยอะ พระสงฆ์ตามโรงพยาบาล ตามเรือนจำ พวกนี้คือนักบุญที่ไม่มีใครมองเห็น

นักข่าว: "ตุลาคมนี้ พระองค์จะเสด็จไปสวีเดน เพื่อร่วมงาน 500 ปีของการปฏิรูปคริสตศาสนา (500 ปีที่ มาร์ติน ลูเธอร์ ทำการปฏิรูปศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์) พระองค์คิดว่า มันเป็นเวลาที่ถูกต้องแล้วใช่ไหมที่จะจดจำบาดแผลของการแยกตัว และยังเป็นบาดแผลของทั้งสองนิกาย ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนท์"

พระสันตะปาปา: "พ่อไม่คิดว่าความตั้งใจ (ปฏิรูป) ของ ลูเธอร์ เป็นเรื่องผิดนะ แม้วิธีการบางอย่างที่เขาใช้อาจดูไม่ถูกก็ตาม แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่า พระศาสนจักรก็ใช้รูปแบบที่ไม่ถูกต้องในยุคนั้น ทั้งการโกง การฝักใฝ่จิตตารมณ์ทางโลก และการยึดติดกับเงินและอำนาจ มาร์ติน ลูเธอร์ คัดค้านสิ่งเหล่านี้และเรียกร้องความชอบธรรม เขาไม่ผิดหรอก เขาได้สร้างยารักษาโรคให้พระศาสนจักรด้วยซ้ำ ... เราจำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น แม้มันจะยากต่อการเข้าใจก็ตาม

นักข่าว: "ก่อนหน้านี้ พระองค์เคยพูดว่า จะตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้เรื่องสังฆานุกรหญิง ตอนนี้ จัดตั้งหรือยัง และเจอปัญหาอะไรบ้างไหมที่ซุกอยู่ใต้พรม"

พระสันตะปาปา: "เคยมีประธานาธิบดีอาร์เจนตินาคนหนึ่ง กล่าวถึงประธานาธิบดีคนก่อนๆ ว่า 'เมื่อคุณไม่ต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิด คุณก็แค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ก็จบปัญหาได้แล้ว' เรื่องนี้ พ่อขอพูดเลยว่า พ่อเป็นคนแรกที่ช็อกกับข่าวสังฆานุกรหญิงมากๆ วันก่อนที่จะมีข่าวเกิดขึ้น บรรดาอธิการิณีที่มาพบพ่อ พูดว่า 'พวกเราได้ยินว่ามีสังฆานุกรหญิงในศตวรรษแรกๆ มันจะสามารถเป็นแบบนั้นได้ไหม' พ่อตอบพวกเขาไปว่า 'พ่อรู้ว่านักเทวศาสตร์ชาวซีเรียนเคยกล่าวว่า มีสังฆานุกรหญิงจริงนะ แต่ไม่รู้ว่า พวกเขาได้รับการบวชหรือเปล่า' เท่านั้นแหละ วันต่อมาเป็นข่าวใหญ่เลยว่า 'พระสันตะปาปาเปิดประตูให้กับสังฆานุกรหญิง' เรื่องคณะกรรมการ พ่อกำลังจะตั้งขึ้น แต่สำหรับพ่อ บทบาทของผู้หญิงไม่สำคัญเท่ากับวิธีคิดของผู้หญิง พ่อขอเน้นเลยว่า พระศาสนจักรคือผู้หญิงและเป็นมารดา พระศาสนจักรคือเจ้าสาวของพระคริสตเจ้า ผู้หญิงจะมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่อ่อนโยนและผลลัพธ์นั้นจะดูงดงามอยู่เสมอ"

โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนต้องแสวงหาอนาคตที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้องเยาวชน จงแสวงหาอนาคตที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ ทรงย้ำ ความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชน หมายถึง การยอมรับพระพรที่พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป 







26 มิถุนายน 2016 - สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักรออโธด็อกซ์ตะวันออก ซึ่งประธานในพิธีคือพระอัยกาคาเรคิน ที่ 2 ผู้นำคริสตชนออโธด็อกซ์อาร์เมเนียน พิธีนี้ พระสันตะปาปาเป็นผู้เข้าร่วม และได้ตรัสแบ่งปันกับผู้ร่วมพิธี ใจความว่า

-  ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พระอัยกา คาเรคิน สำหรับมิตรภาพอันอบอุ่น ท่านได้เปิดประตูบ้านต้อนรับข้าพเจ้า และพวกเราได้สัมผัสแล้วว่า มันเยี่ยมยอดและน่ายินดีเพียงใดเมื่อพี่น้องผู้มีความเชื่อเดียวกัน ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

- เราได้พบและได้สวมกอดกันแบบพี่น้อง เราได้ภาวนาด้วยกันและแบ่งปันของขวัญ ความหวัง และความห่วงใยของพระศาสนจักรแห่งพระคริสตเจ้าร่วมกัน พวกเรารู้สึกว่า หัวใจเราเต้นเป็นหนึ่งเดียว และเราก็เชื่อว่า พระศาสนจักรของพระคริสตเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เราทำทุกอย่างเหมือนนักบุญบาร์โธโลมิวและนักบุญยูดาห์ ผู้ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่มาประกาศพระวรสารในดินแดนนี้

- ข้าพเจ้าวอนขอพระจิต โปรดประทานให้ผู้มีความเชื่อทุกคนมีหัวใจและจิตวิญญาณที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ขอพระองค์โปรดฟื้นฟูความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่พวกเราอีกครั้ง และขอให้ความรักของพระเจ้าเอาชนะความอัปยศจากความแตกแยกของพวกเราด้วย ความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชน หมายถึง การยอมรับพระพรที่พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

- สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านโปรดฟังเสียงของผู้ต่ำต้อยและผู้ยากไร้ รวมทั้งฟังเสียงของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความเกลียดชังซึ่งกำลังทนทุกข์ทรมานจากการดำเนินชีวิตบนความเชื่อในพระเจ้า นอกจากนี้ ข้าพเจ้าขอให้เยาวชนทุกคน แสวงหาอนาคตที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทุกรูปแบบด้วย

หลังจากพิธีนี้จบลง พระสันตะปาปาได้เสวยอาหารเที่ยงร่วมกับผู้นำของพระศาสนจักรออโธด็อกซ์อาร์เมเนีย จากนั้น ทรงร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับสันติภาพ และยังทรงปล่อยนกพิราบซึ่งเป็นเครื่องหมายของสันติภาพอีกด้วย


25 June 2016

โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนต้องทำตัวเป็นผู้นำสันติและการคืนดีกันในสังคม"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงหวังเห็นเยาวชนทำตัวเป็นผู้นำสันติและการคืนดีกันในสังคม ทรงย้ำ เราอย่าไปใส่ใจกับความคิดแข็งกระด้างของคนบางกลุ่ม แต่เราต้องเลือกทำตัวสุภาพถ่อมตนและโอบอ้อมอารี เพราะนี่คือหนทางนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชน 




25 มิถุนายน 2016 - สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปร่วมงานคริสตศาสนสัมพันธ์ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันว่า

- พ่อขอเรียกร้องบรรดาคริสตชนที่มีความเชื่อทุกคน อย่าไปใส่ใจกับความคิดเห็นที่แข็งกระด้างและความต้องการส่วนตัว แต่จงแสดงออกถึงความสุภาพถ่อมตนและความโอบอ้อมอารีบนหนทางที่นำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชน

- ในฐานะผู้นำกลุ่มคริสตชน เราทุกคนมีหน้าที่ต้องรักษาความเชื่อนี้ให้ดำรงอยู่ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น ความเชื่อต้องได้รับการถ่ายทอดออกไปด้วยความรัก และด้วยพลังขับเคลื่อนแห่งความเชื่อที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติเพื่ออนาคต

- นอกจากนี้ พ่ออยากขอร้องเยาวชนทุกคน โปรดเป็นผู้นำสันติให้กับสังคม จงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างวัฒนธรรมของการพบหน้ากันและคืนดีกัน


 
Contact: editor@popereport.com