Instagram

24 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ความสุขไม่ใช่แอพพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดบนมือถือ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนเด็กและเยาวชน "ความสุข" ไม่ใช่แอพพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดบนมือถือ และไม่สามารถอัพเดทเวอร์ชั่นล่าสุดที่จะนำอิสรภาพและความรักมาให้เรา ความสุขหาซื้อไม่ได้ แต่เราพบความสุขได้จากการดำเนินชีวิตด้วยความรักต่อผู้อื่น ทรงเตือน จงระวังความต้องการที่ฝังอยู่ในนิสัยแบบ "ต้องได้ ต้องมี" เพื่อสนองความพอใจของเรา ทรงสงสัยในตัวคนที่บอกเด็กและเยาวชนว่าชีวิตจะมีความสุขแน่ ถ้าทำตัวตามดารานักแสดงและแต่งตัวด้วยแฟชั่นล่าสุด ทรงชี้ ความรักคือบัตรประชาชนของคริสตชน นี่คือเอกสารเดียวเท่านั้นที่ยืนยันว่าเราเป็นศิษย์พระเยซู ทรงแนะ เด็กและเยาวชนต้องกล้ามีความฝัน ถ้าคนวัยนี้ไม่มีความฝัน ก็เป็นเหมือนคนวัยเกษียณอายุ ทรงย้ำ การเป็นคนเมตตาหมายความว่าเราต้องสามารถให้อภัยทุกคน อย่าทำตัวติดกับดักความโกรธและแก้แค้น เพราะนิสัยแบบนี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และมันยังเป็น "หนอนไม้" ที่กัดกินจิตวิญญาณของเรา 










ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ให้กับเด็กและเยาวชนกว่า 300,000 คน ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงมอบบัญญัติใหม่แก่บรรดาศิษย์ นั่นคือ บัญญัติแห่งความรัก "เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านจงรักกันอย่างนั้นเถิด ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนและแบ่งปันข้อคิดให้เด็กและเยาวชน ใจความว่า

- ความรักคือบัตรประชาชนของการเป็นคริสตชน นี่คือเอกสารที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวในการระบุตัวตนว่าเราเป็นคริสตชน ถ้าบัตรนี้หมดอายุและไม่ได้รับการต่ออายุออกไป พวกเราก็จะหยุดเป็นประจักษ์พยานถึงพระอาจารย์ของเราทันที

- อย่างไรก็ตาม แม้ความรักจะงดงามและเป็นหนทางนำไปสู่ความสุข แต่มันมีสิ่งที่เรียกร้องความพยายามมากกว่านั้น พระเจ้าทรงเป็นผู้เมตตาโอบอ้อมอารี พระองค์ทรงมอบมิตรภาพที่ศรัทธามั่นคงให้กับเรา สิ่งนี้ไม่มีใครพรากไปจากเราได้ แม้ในเวลาที่เราผิดหวังจากพระองค์และเดินหนีจากพระองค์ พระเยซูยังหวังให้สิ่งดีเกิดกับเราเสมอ พระองค์ยังต้องการอยู่ใกล้เรา พระองค์ทรงเชื่อมั่นในตัวเรามากกว่าที่เราเชื่อมั่นในตัวเอง นี่คือสิ่งสำคัญ เพราะภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ความคิดที่ว่าไม่มีใครห่วงใยเรา และมันจะทำให้เราโดดเดี่ยวอ้างว้าง

- พ่ออยากเตือนสติพวกลูกทุกคนว่า จงระวังความต้องการที่อยู่ในนิสัยของเรา มันคือความต้องการแบบ 'ต้องได้ ต้องมี' สิ่งที่จะทำให้เราพึงพอใจ วัฒนธรรมบริโภคนิยมกระตุ้นให้เกิดความโน้มเอียงแบบนี้ อย่าพึงพอใจกับสิ่งที่ออกสีเทาๆ ไม่ดีไม่เลว แต่ชวนให้เราไหลไปตามกระแสด้วยความสุขสบาย

- ตอนนี้ พ่อมีความสงสัยในคนที่ต้องการทำให้ลูกเกิดความเชื่อว่า ลูกจะเป็นคนสำคัญทันทีถ้าหากลูกทำตัวเหมือนนักแสดงในภาพยนตร์หรือแต่งกายด้วยแฟชั่นแบบล่าสุด พ่อย้ำเลยนะว่า ความสุขหาซื้อไม่ได้ ความสุขไม่ใช่แอพพลิเคชั่นที่ลูกสามารถดาวน์โหลดบนโทรศัพท์มือถือ และลูกก็ไม่สามารถอัพเดทเวอร์ชั่นล่าสุดที่จะนำอิสรภาพและความงดงามในความรักมาให้กับลูก

- ลูกที่รัก จงกล้าและหนักแน่นในการตัดสินใจ เพราะการทำแบบนี้เป็นสิ่งเดียวที่ลูกจะตระหนักถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ถ้าคนอายุรุ่นเดียวกับพวกลูก ไม่กล้าฝัน พวกเขาก็เข้าสู่วัยเกษียณอายุแล้วล่ะ

- พวกลูกสามารถทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ ถ้าลูกเตรียมตัวอย่างดี ขอให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ด้วยการดำเนินชีวิตเยาวชนโดยปราศจากความกลัวว่าต้องทำงานหนัก จงทำตัวให้เหมือนนักกีฬาที่เป็นแชมป์ ซึ่งตั้งเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ จากนั้นก็พยายามซ้อมให้หนักในทุกวันเพื่อไปถึงเป้าหมาย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดราชินีแห่งสวรรค์ โอกาสนี้ พระองค์ทรงกล่าวเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวสงฆ์คาทอลิกที่ถูกลักพาตัวไปด้วย

อนึ่ง วันเสาร์ที่ผ่านมา (23 เมษายน 2016) พระสันตะปาปาทรงส่งสารผ่านวิดีโอลิ้งค์ ไปถึงเยาวชนทุกคนที่ไปร่วมกิจกรรมที่ "โอลิมปิโก สตาดิโอ" สนามฟุตบอลชื่อดังที่ โรม่า และ ลาซิโอ สองยอดทีมในกัลโช่ เซเรีย อา ใช้เป็นสังเวียนแข้ง

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา ตรัสกับพวกเขาว่า "การเป็นคนมีเมตตาหมายถึงเราต้องสามารถให้อภัย มันไม่ง่ายเลยใช่ไหม ขอให้เราอย่าติดอยู่กับอารมณ์ของความโกรธหรือความต้องการจะแก้แค้น เพราะมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มันเหมือนกับหนอนไม้มากกว่าที่กัดกินจิตวิญญาณและไม่ทำให้เรามีความสุข ขอให้เราให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในสารที่พระเยซูทรงสอนเราทุกคน"

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาถวายมิสซาปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมให้เด็กและเยาวชน


22 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนต้องประกาศข่าวดี ภาวนา และมีความหวัง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ คริสตชนต้องประกาศข่าวดีของพระเยซู ต้องภาวนา และมีความหวังอยู่เสมอ มันเป็นสิ่งดีที่เราจะลองถามตัวเองกันว่า เราประกาศพระนามของพระเยซูในชีวิตประจำวันบ้างหรือเปล่า เราภาวนาบ้างไหม และเรามีความเชื่อจริงจังหรือเปล่าว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง 




ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้ เป็นเหตุการณ์ที่เปาโลมาถึงเมืองอันทีโอ๊ค แล้วเริ่มประกาศข่าวดีทันที

พระสันตะปาปาทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า

- สำหรับคริสตชนทุกคน มันมีเสาหลัก 3 อย่างที่เราต้องยึดไว้ หนึ่งคือการประกาศข่าวดี สองคือการเสนอวิงวอน และสามคือความหวัง หัวใจของการประกาศข่าวดีคือพระเยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนชีพจากความตาย พระองค์คือพระผู้ไถ่ของเรา บรรดาอัครสาวกได้ทำสิ่งนี้ต่อหน้าชาวยิวและคนต่างศาสนา พวกเขาเป็นประจักษ์พยานด้วยการยอมสละชีวิตและเลือดของตน

- เมื่อเปโตรและจอห์นถูกนำไปตัวที่สภาซันเฮดริน เนื่องจากขัดขืนคำสั่งพวกสมณะที่สั่งห้ามพวกเขารักษาคนป่วยในนามของพระเยซู เปโตรและจอห์นไม่กลัว แต่พวกเขามีความกล้าที่จะพูดว่า 'พวกเราไม่สามารถหยุดประกาศข่าวดีในสิ่งที่เราเห็นและได้ยิน' การประกาศนี้ พวกเราคริสตชนได้รับผ่านทางพระจิตผู้ทำให้เราเห็นและฟังความจริงเกี่ยวกับพระเยซู นี่คือการประกาศข่าวดีของชีวิตคริสตชน เราต้องประกาศการกลับคืนชีพของพระองค์

- เรื่องที่สองคือการเสนอวิงวอน เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงกล่าวกับบรรดาศิษย์ในการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระองค์ทรงภาวนาเพื่อพวกเขาและเตรียมที่ในบ้านของพระบิดาให้พวกเขา สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร พระเยซูทรงภาวนาเพื่อเรา นี่คือคำเสนอวิงวอนของพระองค์ ในเวลาเดียวกัน พระเยซูทรงทำงานของพระองค์ผ่านทางคำภาวนาเพื่อเรา เหมือนอย่างตอนก่อนพระมหาทรมาน พระองค์ตรัสกับเปโตรว่า 'เปโตร เราภาวนาให้ท่าน'

- สุดท้าย การมีความหวัง คริสตชนคือคนแห่งความหวังซึ่งความหวังนี้พระเจ้ามอบให้เรา คริสตชนเฝ้ารอการเสด็จกลับมาของพระเยซู นี่แหละคือความหวังของคริสตชน เราแต่ละคนต้องถามตัวเองว่า เราประกาศเรื่องราวของพระเยซูในชีวิตเราบ้างไหม เรามีความสัมพันธ์กับพระเยซูผู้ทรงเสนอวิงวอนเพื่อเราบ้างหรือเปล่า และเรามีความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมไหมว่า พระองค์จะเสด็จกลับมา ลองถามตัวเองกันดูบ้างนะ



19 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนที่หัวใจแข็งกระด้างก็เป็นเหมือนลูกกำพร้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ คริสตชนที่หัวใจแข็งกระด้างปฏิเสธการนำทางไปหาพระคริสตเจ้า ก็เป็นเหมือนลูกกำพร้า เพราะเขาไม่ฟังเสียงของพระบิดา ตัวอย่างชัดเจนคือพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ที่ถามพระเยซูซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้พระองค์แสดงอัศจรรย์ให้ดู หรือจะเป็นเหตุการณ์ที่ทหารเฝ้าคูหาฝังศพพระเยซูเผลอหลับไป ก็ดันไปปั้นเรื่องว่าพวกอัครสาวกขโมยศพไปอีก 



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ ชาวยิวถามพระเยซูว่า "จะให้พวกเราสงสัยอีกนานแค่ไหน ถ้าท่านเป็นพระคริสตเจ้า จงบอกพวกเราให้ชัดเจนเถิด" พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า "เราบอกท่านแล้ว แต่ท่านไม่เชื่อ เพราะท่านไม่ใช่แกะของเรา แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักมัน และมันก็ตามเรา"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- คำถามของพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ที่ถามซ้ำๆ แบบนี้ มันคือความคิดที่ออกมาจากจิตใจปิดตายและมืดบอดทางความเชื่อ พระเยซูอธิบายเรื่องนี้ชัดเจนมาก 'ท่านไม่เชื่อ เพราะท่านไม่ใช่แกะของเรา' ดังนั้น การเป็นแกะของพระคริสตเจ้าคือพระหรรษทาน สิ่งนี้เรียกร้องการเปิดใจจากเรา

- หัวใจที่แข็งกระด้างของพวกฟาริสีและธรรมาจารย์คือเรื่องดราม่าตลอดทางที่เดินไปยังกัลวารีโอ พวกเขาเห็นงานที่พระเยซูทรงทำ แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะเชื่อว่าพระองค์คือพระผู้ไถ่ แม้แต่ตอนที่พระองค์เสด็จกลับคืนชีพ เรื่องดราม่าเหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ พวกฟารีสีและธรรมาจารย์ได้รับแจ้งจากทหารว่าพวกเขาเผลอหลับไป พวกฟาริสีจึงใส่ความว่าพวกศิษย์พระเยซูขโมยศพพระองค์ไป ต่อให้พยานที่ได้เห็นว่าพระเยซูกลับคืนชีพแล้ว พยายามไปบอกพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ ที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็เพราะพวกฟาริสีและธรรมาจารย์เป็นพวกลูกกำพร้าที่ปฏิเสธบิดาของเขา

- พวกฟาริสีและธรรมาจารย์ มีหัวใจที่ปิดตาย พวกเขาคิดว่าตัวเองคือเจ้านายของทุกคน แต่ในความจริงแล้ว พวกเขาคือลูกกำพร้าเพราะพวกเขาไม่มีสัมพันธภาพกับพระบิดา พวกเขาพูดถึงพระบิดาและอับราฮัม แต่พวกเขาดูห่างไกลจากพระบิดาและไม่ยอมให้ตนเองได้รับการสวมกอดจากพระบิดาเลย

- พระเยซูทรงเชิญเราให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ดังนั้น เราต้องให้ตนเองได้รับการสวมกอดจากพระบิดา บทภาวนาที่เรียบง่ายสุดที่เราจะสวดก็คือ 'พระบิดา โปรดช่วยเราให้รู้จักพระเยซู โปรดนำเราไปหาพระเยซู โปรดส่งพระจิตมาเปิดจิตใจพวกเราและนำเราไปหาพระองค์ด้วย' คริสตชนที่ไม่ยอมให้ตนเองถูกนำทางไปหาพระบิดา ก็เป็นลูกกำพร้า แต่พวกเราต้องไม่เป็นแบบนั้น พวกเรามีพระบิดาที่จะนำพาเราไปหาพระเยซู

18 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนต้องติดตามพระเยซู ไม่ใช่เดินตามหมอดูดวงชะตาหรือหมอดูไพ่"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ คริสตชนต้องติดตามพระเยซู ไม่ใช่เชื่อและเดินตามคำแนะนำของหมอดูดวงชะตาหรือหมอดูไพ่ เพราะถ้าทำแบบนั้น เราไม่ได้ติดตามพระเยซู แต่ไปติดตามคนอื่นแล้ว ทรงสอน วิธีการฟังและจำเสียงของพระเยซู ก็คือ จงไปอ่านพระวรสารเรื่องมหาบุญลาภ (ผู้เป็นสุข) หากใครสอนเราให้ดำเนินชีวิตตรงกันข้ามกับมหาบุญลาภ คนนั้นก็เข้ามาทางหน้าต่าง ไม่ได้มาทางประตู และแน่นอน เขาไม่ใช่พระเยซู ทรงถาม เวลาเราตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต เราทำในนามพระเยซูหรือเปล่า 



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นประตูคอกแกะ ทุกคนที่มาก่อนหน้าเรา เป็นขโมยและโจร เราเป็นประตู ผู้ที่เข้ามาทางเราก็จะรอดพ้น"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- พระเยซูทรงพูดกับประชาชนด้วยคำการยกตัวอย่างแบบง่ายๆ เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน พระองค์ทรงยกตัวอย่างเรื่องคนเลี้ยงแกะ เพราะคนที่ฟังพระองค์ ต่างเข้าใจชีวิตของคนเลี้ยงแกะเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขาพบเห็นทุกวัน ดังนั้น พวกเขาจึงเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัส

- พระเจ้าทรงกล่าวกับเราทุกคนว่า ท่านไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตนิรันดรถ้าหากไม่เข้ามาทางประตูพระเยซู พระองค์ทรงเป็นประตูแห่งชีวิตของเรา ไม่ใช่แค่ชีวิตนิรันดรอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงชีวิตประจำวันของเราด้วย ลองถามตัวเองซิว่า ทุกการตัดสินใจใดๆ ที่เราทำลงไป เราทำในนามของพระเยซูหรือเปล่า เราทำด้วยการผ่านทางประตูของพระเยซูหรือไม่

- พระเยซูสอนชัดเจนอยู่แล้วว่า "ใครที่มาก่อนหน้าเรา เป็นขโมยและโจร" บนหนทางนี้ เราต้องเดินตามพระเยซู ใครที่เดินตามพระองค์จะไม่หลงทาง จริงอยู่ที่บางครั้งอาจพบอุปสรรค หลายครั้งเราอาจมองไม่ออกว่าต้องทำอะไรต่อไป บางคนบอกเราให้ไปพบหมอดู เราก็ไปตามที่เขาแนะนำ เราไปหาหมอดูพยากรณ์ไพ่ยิปซีที่เปิดไพ่ให้เรา ถ้าเราทำแบบนี้ เราไม่ได้ติดตามพระเยซู เราไปติดตามคนอื่นแล้ว คนเหล่านี้ชี้ให้เราเดินไปทางอื่น ขณะที่พระเยซูชี้ให้เราเดินไปข้างหน้า

- พระเยซูเตือนเราว่า "จะมีคนที่มาบอกเราว่าทางของพระผู้ไถ่ต้องเดินทางนี้ บางคนก็ชี้ไปอีกทางหนึ่ง เราอย่าไปฟังคนเหล่านี้ อย่าไปฟังเด็ดขาด! เพราะพระเยซูสอนว่า เราเป็นหนทาง เราคือประตูและใครที่ติดตามเรา จะไม่มีวันหลงทาง"

- แกะย่อมฟังเสียงของคนเลี้ยง เพราะมันจำเสียงเขาได้ เราก็เช่นกัน เราต้องฟังเสียงพระเยซู เราจะป้องกันตัวเองจากกันฟังเสียงของคนที่ไม่ใช่พระเยซูได้อย่างไร เราจะป้องกันตัวเองจากการฟังเสียงของขโมยได้อย่างไร วิธีป้องกันนี้ง่ายมาก พ่อขอแนะนำว่า ท่านจะพบเสียงของพระเยซูได้ในพระวรสารเรื่องผู้เป็นสุข (มหาบุญลาภ)

- ลองคิดดูนะ ถ้ามีใครมาสอนเราให้ดำเนินชีวิตตรงกันข้ามกับบทสอนเรื่องผู้เป็นสุข เขาคนนั้นก็เข้ามาทางหน้าต่าง ไม่ได้มาทางประตู และแน่นอน เขาไม่ใช่พระเยซู! อีกประการหนึ่ง เราจะได้ยินเสียงของพระเยซูผ่านทางกิจเมตตา และประการสุดท้าย เราจะรู้ว่านี่เป็นเสียงพระเยซู ก็ต่อเมื่อเสียงนั้นสอนให้เราเรียกหาพระบิดา สวดบทข้าแต่พระบิดา

- บทสรุปของวันนี้ พ่ออยากแบ่งปันว่า จริงๆ แล้ว ชีวิตคริสตชนง่ายมาก พระเยซูคือประตู พระองค์ทรงนำทางเราบนหนทางนี้ เรารู้จักเสียงของพระองค์ผ่านทางเรื่องผู้เป็นสุข กิจเมตตา และการเรียกหาพระบิดา ดังนั้น ขอพระเจ้าช่วยเราให้เข้าใจและจำเสียงของพระเยซูด้วย


17 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "สงฆ์ใหม่อย่าลืมประวัติความเป็นมาของตนเด็ดขาด เป็นสงฆ์ต้องเมตตาให้มากๆ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงบวชสงฆ์ใหม่ 11 คน พร้อมเตือนสติ อย่าลืมประวัติความเป็นมาของตนเองเด็ดขาด ทรงย้ำ พระสงฆ์ต้องเป็นคนเปี่ยมด้วยเมตตาให้มากๆ ต้องรู้จักแบกกางเขน ที่สำคัญ การได้บวชหมายความว่า พระเยซูเลือกคนเหล่านี้ ไม่ใช่สงฆ์ใหม่เลือกพระเยซู ส่วนการสวดราชินีแห่งสวรรค์ ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้สูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและเอกวาดอร์ พร้อมแบ่งปันความรู้สึกที่ไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยบนเกาะเลสบอส





ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาวันภาวนาเพื่อกระแสเรียก ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พร้อมบวชพระสงฆ์ใหม่ 11 คน สงฆ์ใหม่ที่อายุน้อยสุดคือ 26 ปี อายุมากสุดคือ 44 ปี และมีสงฆ์ใหม่ชาวฟิลิปปินส์ด้วย สำหรับรายละเอียดสงฆ์ใหม่ 11 คน ประกอบด้วย 4 คนมาจากสามเณราลัยมารดาพระผู้ไถ่, 3 คนมาจากสามเณราลัยโรมาโน่ มาจจอเร่, 1 คนจากสามเณราลัยอัลโม่ คอลเลโจ้ คาปรานีก้า และสามเณราลัยแม่พระแห่งความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอีก 2 คนนั้น เป็นสงฆ์ชาวอิรัก 1 คน และสงฆ์ใหม่จากคณะโอราโตริโอ ซึ่งก่อตั้งโดยนักบุญฟิลิปโป้ เนรี่

ในส่วนบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า

- พ่อขอให้บรรดาสงฆ์ใหม่จดจำประวัติที่มาของตนเอง จดจำของขวัญแห่งพระวาจาของพระเจ้าที่มอบให้ท่ายผ่านทางคุณแม่ บรรพบุรุษ ครูคำสอน และพระศาสนจักร เหมือนอย่างที่นักบุญเปาโลเคยกล่าวไว้นั่นแหละ

- พ่อขอเรียกร้องพวกท่านให้เป็นประจักษ์พยานภายในตนเองถึงการสิ้นพระชนม์ของพระคริสตเจ้า จงก้าวเดินไปกับพระองค์เพื่อเข้าสู่ชีวิตใหม่ นอกจากนี้ พ่ออยากเตือนสติพวกท่านว่า หากปราศจากกางเขนที่ท่านแบก ท่านจะไม่มีทางพบกับพระเยซู

- ที่สำคัญ การเป็นพระสงฆ์ เราต้องเป็นในนามของพระเยซูคริสต์พระเจ้าของเรา ดังนั้น จงเป็นพระสงฆ์ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา จงเมตตาให้มากๆ

- สุดท้ายนี้ พ่อขอย้ำว่า พวกท่านคือคนที่ได้รับการเลือก จำไว้นะว่าท่านได้รับการเลือกสรร ไม่ใช่ท่านที่เลือกพระคริสตเจ้า แต่เป็นพระองค์ต่างหากที่เลือกท่าน

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดราชินีแห่งสวรรค์ ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร โอกาสนี้ ทรงเชิญทุกคนสวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์ใหม่ที่ได้รับการบวชในวันนี้ด้วย

นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังแบ่งปันความรู้สึกที่ได้ไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยที่เกาะเลสบอส ประเทศกรีซ พระองค์ทรงเล่าว่า เศร้าใจมากๆ เพราะผู้ลี้ภัยส่วนมากเป็นเด็กซึ่งเห็นพ่อแม่ตายต่อหน้าต่อตาตนเอง ทั้งจากภาวะสงครามและเรืออับปาง

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้สูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและเอกวาดอร์ด้วย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาบวชสงฆ์ใหม่ 11 คน

16 April 2016

โป๊ปฟรังซิสให้สัมภาษณ์สาเหตุที่พาผู้ลี้ภัยมุสลิมมาพำนักที่วาติกัน

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเผย สาเหตุที่พาผู้ลี้ภัยชาวมุสลิม 12 คน มาอาศัยที่วาติกัน เป็นเพราะพวกเขามีเอกสารพร้อมที่จะดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย จริงๆ แล้ว ตั้งใจจะพาผู้ลี้ภัยชาวคริสต์กลับมาด้วย แต่ติดที่เอกสารตามกฎหมายไม่ครบ จึงดำเนินการต่อไม่ได้ พร้อมย้ำ ไม่มีการเลือกปฏิบัติแน่นอน เพราะทุกคนเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน ทรงยอมรับ เข้าใจความกลัวของคนที่เรียกร้องให้ยุโรปควบคุมการเปิดปิดพรมแดน เพื่อรักษาความปลอดภัย แต่การทำแบบนี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด ทรงอยากเห็นพวกพ่อค้าอาวุธสงครามมาเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัย เผื่อจะคิดได้ว่าความลำบากของเหยื่อเหล่านี้รุนแรงขนาดไหน ทรงตอบกลับพวกชอบแต่งเรื่อง การที่พระองค์ทักทาย เบอร์นี่ แซนเดอร์ส ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ต้องเป็นเรื่องการเมืองเสมอไปอย่างนั้นเหรอ หากใครคิดแบบนี้ ควรไปพบ "จิตแพทย์" ได้แล้ว 





สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ประทานการสัมภาษณ์นักข่าวบนเครื่องบินกลับจากเกาะเลสบอส ประเทศกรีซ มายังกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยประเด็นสำคัญ มีดังนี้

พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการทักทายบรรดานักข่าวสายวาติกันที่ตามเสด็จว่า "ก่อนอื่น พ่อขอขอบคุณพวกท่านทุกคนสำหรับการรายงานในวันนี้ มันเป็นวันที่สะเทือนอารมณ์สำหรับตัวพ่อมากๆ สำหรับจุดประสงค์ที่พ่อมาเยือนเลสบอสในวันนี้ เป็นเรื่องมนุษยธรรมล้วนๆ มันไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแม้แต่น้อย เพราะพ่อไม่รู้เรื่องเชิงลึกของข้อตกลงระหว่างกรีซกับตุรกี พ่อแค่ตามข่าวจากหนังสือพิมพ์เท่านั้น"

นักข่าว: "ผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมมีปัญหาการปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมของโลกตะวันตก มันจะไม่ดีกว่าหรือที่พระองค์จะต้อนรับผู้ลี้ภัยที่เป็นคริสต์ ทำไมพระองค์ต้องพาผู้ลี้ภัยชาวมุสลิม 3 ครอบครัว (รวม 12 คน) กลับไปที่วาติกันกับพระองค์ด้วย

พระสันตะปาปา: "พ่อไม่เลือกปฏิบัติระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิม ทั้ง 3 ครอบครัวมุสลิมที่คุณพูดถึงนั้น ต่างมีเอกสารที่จะดำเนินการ(ทำเรื่องขอลี้ภัย)ได้ทันที จริงๆ แล้วยังมีครอบครัวคริสตชนอีก 2 ครอบครัว แต่ว่าพวกเขาไม่มีเอกสารยืนยันใดๆ ทุกอย่างเลยไม่เกิดขึ้น พ่อขอย้ำว่า พ่อไม่เลือกปฏิบัตินะ เพราะทุกคนเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน"

นักข่าว: "ตอนนี้ มันมีการพูดถึงการควบคุมการเปิดพรมแดนในยุโรป มันจะเป็นจุดจบของวีซ่าเชงเก้นและความฝันของยุโรปหรือเปล่า"

พระสันตะปาปา: "พ่อไม่รู้ แต่พ่อเข้าใจหัวอกของคนที่กลัวเรื่องนี้ พ่อพูดเสมอว่า เราอย่าสร้างกำแพงใส่กัน เพราะนี่ไม่ใช่ทางออกของปัญหา เราควรจะสร้างสะพานเข้าหากันมากกว่า การสร้างสะพานนั้นจำเป็นต้องสร้างด้วยวิถีแห่งปัญญา นั่นคือการเสวนาและหลอมรวมกัน พ่อเข้าใจคนที่กลัวและเรียกร้องให้มีการปิดพรมแดน แต่การทำแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว มันเป็นการทำร้ายทวีปยุโรปมากกว่า ยุโรปจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเร่งด่วนเกี่ยวกับการหลอมรวมเป็นหนึ่ง การจ้างงาน การต้อนรับผู้อื่น และการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้แหละคือการสร้างสะพานที่จะสกัดกั้นเราไม่ให้สร้างกำแพงหากัน"

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงหยิบจดหมายที่เด็กผู้ลี้ภัยมอบให้พระองค์ ขึ้นมาโชว์ให้บรรดานักข่าวดู จากนั้น พระสันตะปาปาตรัสว่า "หลังจากพ่อได้อ่านจดหมายนี้ในค่ายผู้ลี้ภัย พ่ออยากจะร้องไห้ พ่อจึงอยากให้พวกท่านได้เห็นจดหมายนี้ด้วยเช่นกัน ดูซิ เด็กๆ ต้องการอะไร พวกเขาต้องการสันติภาพ ดูซิ พวกเขาวาดรูปนี้ขึ้นมา เป็นภาพผู้ลี้ภัยต้องตายเพราะเรืออับปางกลางทะเล ส่วนดวงอาทิตย์ก็ยังร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย เพราะเด็กหลายคนต้องสูญเสียพ่อแม่ตนจากเหตุเรืออับปางเช่นนี้"

นักข่าว: "ทำไมพระองค์ไม่แยกเรื่องการลี้ภัยสงครามกับการลี้ภัยความอดอยากออกจากกันล่ะ

พระสันตะปาปา: "ทั้งสองเป็นผลจากต้นเหตุเดียวกัน นั่นคือ การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง การลี้ภัยจากความอดอยากมาจากการแสวงหาผลประโยชน์เรื่องที่ดินทำกินและผืนป่า เมื่อที่ดินและป่าถูกทำลาย เฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกา ปัญหาความอดอยากก็เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการลี้ภัยสงคราม ดังนั้น พ่ออยากเชิญชวนให้พวกพ่อค้าอาวุธสงคราม เฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ค้าอาวุธให้กับการสู้รบในซีเรีย อยากให้พวกท่านไปลองเยี่ยมผู้ลี้ภัยดูซะบ้าง เพื่อจะได้รู้จักกับความโหดร้ายที่ผู้ลี้ภัยต้องพบเจอ เผื่อว่า สิ่งต่างๆ มันจะได้ดีขึ้น"

นักข่าว: "เช้าวันนี้ พระองค์ได้พบกับ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พระองค์ปรารถนาจะมีส่วนร่วมกับการเมืองของสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า"

พระสันตะปาปา: "พ่อจับมือทักทายกับเขา ก็แค่นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลย มันคือการแสดงออกถึงความสุภาพ ไม่มีเรื่องการเมืองแอบแฝง ถ้าใครคิดว่าการทักทายกันแล้วต้องมีการเมืองปนเข้ามาด้วย เขาคนนั้นควรต้องไปพบจิตแพทย์แล้วล่ะ"

นักข่าว: "ขอถามเกี่ยวกับสารเตือนใจ ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก (Amoris Laetitia) ที่พระองค์ทรงออกไว้หน่อยครับ ตอนนี้ มีการอภิปรายกันเยอะว่า จริงๆ แล้ว มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการอภิบาลศีลศักดิ์สิทธิ์ต่อคาทอลิกหย่าร้างและไปแต่งงานใหม่ใช่ไหม"

พระสันตะปาปา: "พ่อตอบได้เลยว่า มันเป็นแบบนั้นแหละ แต่มันอาจจะสั้นไปหน่อย ดังนั้น พ่ออยากให้ท่านไปอ่านเนื้อหาที่พระคาร์ดินัล คริสโตฟ โชนบอร์น นำเสนอในวันเปิดตัวสารดังกล่าวอีกครั้ง"

โป๊ปฟรังซิสเสด็จเยี่ยมผู้ลี้ภัยบนเกาะเลสบอส ประเทศกรีซ

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงให้กำลังใจผู้ลี้ภัย "พวกท่านไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว" พร้อมกันนี้ ทรงรับผู้ลี้ภัยชาวมุสลิม 12 คนไปอยู่ที่กรุงโรมด้วย นอกจากนี้ ยังมีบรรยากาศสะเทือนใจเมื่อผู้ลี้ภัยคุกเข่าลงแทบเท้าพระสันตะปาปา ก่อนจะร้องไห้และขอบคุณพระองค์ที่ไม่ลืมพวกเขา พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนร่วมภาวนาให้สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 โอกาสวันคล้ายวันสมภพครบ 89 ชันษา














วันเสาร์ที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จเยี่ยมผู้อพยพและลี้ภัยกว่า 2,500 คน ภายในแคมป์ที่เกาะเลสบอส ประเทศกรีซ หลังจากที่พระองค์ทรงมาถึงเกาะแห่งนี้ พระอัยกาบาร์โธโลมิว ผู้นำคริสตชนออโธด็อกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล ก็มารอรับเสด็จด้วย

ในส่วนของตารางเวลาการเยือนครั้งนี้ เป็นแบบไปเช้า-เย็นกลับ พระสันตะปาปาทรงอยู่บนเกาะเลสบอส ประมาณ 5 ชั่วโมง พิธีการส่วนมากจะเป็นพระสันตะปาปาพบกับผู้ลี้ภัยและทานอาหารกับพวกเขา นอกจากนี้ ยังมีช่วงเวลาสั้นๆ ให้พระสันตะปาปาพบกับประธานาธิบดีของกรีซ รวมถึงการลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างคาทอลิกกับออโธด็อกซ์ในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ส่วนมิสซานั้นไม่มี เพราะผู้ลี้ภัยเป็นชาวมุสลิม

บรรยากาศที่พระสันตะปาปาพบผู้ลี้ภัยเป็นไปแบบสะเทือนใจมาก เมื่อผู้ลี้ภัยได้พบพระสันตะปาปา พวกเขาจะเข้ามาคุกเข่าและจุมพิตมือพระองค์ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งพวกเขา แม้เราจะต่างศาสนาและความเชื่อก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ลี้ภัยบางคนถึงกับคุกเข่าลงแทบเท้าของพระสันตะปาปาเพื่อขอบคุณ และเล่าความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องเผชิญจากสงครามอันเกิดจากกลุ่มไอซิสด้วย

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับผู้ลี้ภัยทุกคนว่า "ข้าพเจ้ามาอยู่ที่นี่ในวันนี้ เพราะต้องการจะบอกว่า พวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในการดิ้นรนแสวงหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกท่านหลายคนถูกบีบให้ละทิ้งบ้านเกิดอันเนื่องจากภาวะสงครามและการเบียดเบียนเอาชีวิต พวกท่านต้องเสียสละอย่างมาก พวกท่านรู้ถึงความเจ็บปวดจากการที่ต้องทิ้งทุกสิ่ง เฉพาะอย่างยิ่งการพลัดพรากจากคนรัก นี่คือช่วงเวลายากลำบากสุดในชีวิตจริงๆ พวกท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

"อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอย้ำว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษยชาติให้เป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อพี่น้องชายหญิงของเราต้องทนทุกข์ทรมาน พวกเราทุกคนก็เจ็บปวดไปด้วย พวกเราต่างรู้ถึงความง่ายในการทิ้งคนที่ต้องทนทุกข์ไว้อย่างเดียวดาย แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็รู้และสัมผัสถึงเสียงกรีดร้องเพื่อขอความช่วยเหลือด้วย เราได้เห็นสิ่งดีๆ จากชาวกรีกที่ช่วยเหลือและต้อนรับพวกท่าน พวกเขามีน้ำใจดีในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจริงๆ

"สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวกับพวกท่าน นั่นคือ อย่าสูญเสียความหวัง นอกจากนี้ ของขวัญอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะมอบให้กันได้ก็คือความรัก ขอให้เรารักกันและช่วยเหลือกันตลอดเวลา เพราะที่สุดแล้ว พวกเราก็เป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ช่วงท้ายของการเสด็จเยือน พระสันตะปาปาทรงรับผู้ลี้ภัยจำนวน 12 คน ไปอยู่ที่กรุงโรมด้วย ทั้งหมดเป็นชาวมุสลิมจากประเทศซีเรีย ซึ่งบ้านของพวกเขาถูกกลุ่มไอซิสทำลายพังพินาศ ส่วนผู้ที่จะรับผิดชอบการดูแลผู้ลี้ภัยทั้ง 12 คน ได้แก่กลุ่มซานต์ เอจิดิโอ

อนึ่ง ระหว่างประทับเครื่องบินพระที่นั่งจากกรุงโรมมายังเกาะเลสบอส พระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเชิญชวนทุกคนภาวนาให้สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 โอกาสที่วันนี้ (16 เมษายน) เป็นวันคล้ายวันสมภพครบ 89 ชันษาของพระองค์

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาเยือนเลสบอส เยี่ยมผู้ลี้ภัย


12 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ระวังการเบียดเบียนรูปแบบใหม่ มาแบบสุภาพแต่ทำให้เราถอยห่างจากพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือนสติ คริสตชนต้องระวังการเบียดเบียนรูปแบบใหม่ มันคือการเบียดเบียนเราให้ถอยห่างจากพระเจ้า โดยใช้ความทันสมัย วัฒนธรรม และความสุขสบายต่างๆ มาล่อลวง นี่คือการเบียดเบียนอย่างสุภาพไม่โหดร้ายป่าเถื่อนถึงขั้นนองเลือด เหมือนการเบียดเบียนที่มุ่งหวังชีวิต



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้จากหนังสือกิจการอัครสาวก เป็นเหตุการณ์ที่สตีเฟ่นถูกธรรมาจารย์ ผู้อาวุโส และประชาชน ลากออกไปนอกเมืองแล้วนำหินหุ่มจนตาย ทำให้สตีเฟ่นเป็นมรณสักขีองค์แรกของพระศาสนจักร

พระสันตะปาปาทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า

- เรื่องราวของสตีเฟ่นในวันนี้ บอกเราได้เป็นอย่างดีถึงการเบียดเบียนคริสตชนที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ความเชื่อมากว่า 2,000 ปี การเบียดเบียนนี้คืออาหารประจำวันของพระศาสนจักร พระเยซูก็ตรัสแบบนี้ มันมีการเบียดเบียนแบบนองเลือดมากมาย ไล่ตั้งแต่การให้สัตว์ป่าฉีกร่างคริสตชนออกเป็นชิ้น หรือจะเป็นการปาระเบิดใส่ตอนจบมิสซา นอกจากนี้ มันยังมีการเบียดเบียนที่ดูนุ่มนวลและซุกซ่อนด้วยความสุภาพ นั่นคือ การทำให้เราถอยห่างจากพระเจ้า

- การเบียดเบียนแบบหลังนี่แหละ (ทำให้เราถอยห่างจากพระเจ้า) ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไหร่ มันเป็นการเบียดเบียนที่ซ่อนตัวมากับวัฒนธรรม ความทันสมัย และความก้าวหน้าต่างๆ นี่คือการเบียดเบียนที่พ่ออยากอธิบายแบบประหลาดว่า มันคือการเบียดเบียนแบบสุภาพ

- นี่คือการเบียดเบียนของโลกที่นำเสรีภาพออกจากตัวเรา มันคือการเบียดเบียนที่มาจากจิตตารมณ์ทางโลก มันทำให้เราตกเป็นทาสของความสบายฝ่ายโลก แต่พระเจ้าต่างหากที่ทำให้เราเป็นอิสระ พระองค์ทรงสร้างเราและพระคริสตเจ้าก็ทรงช่วยเราให้ได้รับความรอด

11 April 2016

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าทำตัวเป็นปราชญ์ตามตัวอักษรที่ชอบปั้นเรื่องโกหกและเป็นพยานเท็จปรักปรำคนอื่น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือนคริสตชน อย่าทำตัวเป็น "ปราชญ์ตามตัวอักษร" ที่ดีแต่ตีความทุกอย่างตามตัวอักษร ไม่คอยหาทางออกให้ปัญหา แต่เลือกจะปั้นเรื่องโกหกขึ้นมา พร้อมทำตัวเป็นพยานเท็จปรักปรำคนอื่น เพราะนิสัยแบบนี้เลวร้ายกว่าพวกหน้าซื่อใจคดด้วยซ้ำ ตัวอย่างของคนแบบนี้คือพวกที่ทำเป็นมือสะอาดแล้วเลือกตัดสินคนอื่นแบบหน้าตาย ทรงย้ำ พวกปราชญ์ตามตัวอักษรจะมีจิตใจแข็งกระด้าง จิตใจโง่เขลา และไม่สามารถอดทนต่อความจริงใดๆ ทั้งสิ้น 



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประจำมิสซานี้จากหนังสือกิจการอัครสาวก เป็นเหตุการณ์ที่สตีเฟ่นถูกพวกคนในศาลาธรรมปรักปรำว่าพูดจาดูหมิ่นโมเสสและพระเจ้า เพียงเพราะสตีเฟ่นโต้เถียงชนะพวกเขา อันเป็นผลงานจากพระจิต

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- หัวใจของพวกธรรมาจารย์เหล่าปิดตายต่อความจริงของพระเจ้า พวกเขายึดติดแต่ความจริงตามตัวบทกฏเกณฑ์ ตีความตามตัวอักษร และไม่แสวงหาทางออกใดๆ นอกจากปั้นเรื่องโกหกขึ้นมาและทำตัวเป็นพยานเท็จ พระเยซูทรงตำหนิทัศนคติของคนพวกนี้หลายครั้ง เพราะบรรพบุรุษของเขาได้ฆ่าประกาศกตายไปหลายคน และตอนนี้พวกเขาก็กำลังสร้างอนุสาวรีย์ให้กับประกาศกเหล่านั้น

- ปฏิกิริยาของพวกนักปราชญ์ตามตัวอักษรเหล่านี้ (ที่ทำต่อสตีเฟ่น) เป็นการเยาะเย้ยถากถางยิ่งกว่าอาการหน้าซื่อใจคด คนพวกนี้ทำเป็นมือสะอาดและตัดสินคนอื่นแบบหน้าตาย หัวใจของคนเหล่านี้ปิดตายต่อพระวาจาของพระเจ้า ปิดตายต่อความจริง และปิดตายต่อสารของประกาศกที่นำประชากรของพระเจ้าก้าวไปข้างหน้า

- มันน่าเจ็บปวดตอนที่พ่อได้อ่านพระวรสารของนักบุญแม็ทธิว เหตุการณ์ที่จูดาสสำนึกผิดและนำเงินไปคืนพวกสมณะ พร้อมยอมรับว่า 'ผมทำบาปไปแล้วและอยากคืนเงินเหรียญเหล่านี้' พวกสมณะตอบกลับว่า 'แล้วไง ใครสนกันล่ะ มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเราเลย' มันเจ็บปวดเพราะพวกสมณะมีหัวใจปิดตายต่อหน้าจูดาสผู้น่าสงสารและสำนึกผิด จูดาสไม่รู้ว่าตนทำอะไรลงไป เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงไปผูกคอตาย

- เมื่อสมณะรู้ว่าจูดาสตาย เขาก็พูดกันในหมู่พวกตนว่า 'ชายคนนี้น่าสงสารหรือ ไม่เลย! เงินเหรียญนี้แหละคือราคาชีวิตของเขา' สมณะเหล่านี้อ้างกฏโน่นนี่ไปทั่ว คนพวกนี้แหละคือปราชญ์ตามตัวอักษร ชีวิตของคนอื่นจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญต่อพวกเขา คนเหล่านี้จึงไม่สนใจการสำนึกผิดของจูดาส สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความกระด้างของจิตใจพวกเขา มันคือความโง่เขลาของจิตใจคนเหล่านี้ที่ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อความจริงที่สตีเฟ่นประกาศออกมา พวกเขาจึงจ้องจะจับผิด หาพยานเท็จ เพื่อตัดสินสตีเฟ่น

- บทสรุปของสตีเฟ่นก็เหมือนพระเยซูและประกาศกคนอื่นๆ สิ่งนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพระศาสนจักร นั่นคือ ประวัติศาสตร์บอกเราว่าคนมากมายถูกตัดสินและฆ่าตาย ทั้งที่พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาถูกตัดสินตามการตีความพระวาจาของพระเจ้าและขัดกับพระวาจาของพระเจ้า ขอให้เรานึกถึงการล่าแม่มดในยุคก่อน หรือการฆ่านักบุญโจนออฟอาร์ค รวมถึงหลายคนที่ถูกเผาทั้งเป็นด้วย


10 April 2016

โป๊ปฟรังซิสทรงเรียกร้องไอซิสให้ปล่อยตัวสงฆ์ซาเลเซียนที่ถูกลักพาตัวในเยเมน

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเรียกร้องกลุ่มไอซิส โปรดปล่อยตัวคริสตชนที่ถูกลักพาตัวไปในพื้นที่สงคราม เฉพาะอย่างยิ่ง "คุณพ่อทอม อัซฮันนาลิล" สงฆ์ซาเลเซียนที่ถูกจับลักพาตัวไปในเยเมน หลังจากทรงทราบแน่ชัดแล้วว่า คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ ทรงสอน การที่พระเยซูแสดงพระองค์แก่เราคือการมอบความหวังและเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในชีวิตเราให้ดีขึ้น 




ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดราชินีแห่งสวรรค์ ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงแสดงพระองค์ต่อบรรดาศิษย์หลังการเสด็จกลับคืนชีพ พร้อมสั่งให้พวกเขาเหวี่ยงแหตามที่ทรงสั่ง จากนั้น พวกเขาก็จับปลาได้อย่างมากมาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีวี่แววว่าจะจับปลาได้เลย

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "การแสดงพระองค์ของพระเยซูได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เปลี่ยนความมืดให้เป็นความสว่าง เปลี่ยนการทำงานที่สูญเปล่าให้เป็นการทำงานที่บังเกิดผลและเด่นชัด เปลี่ยนความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังให้เป็นความฮึมเหิม และแน่นอน พระองค์ประทับอยู่กับเรา นี่คือการฟื้นฟูความหวังและพันธกิจของพระศาสนจักร บรรดาอัครสาวกได้สัมผัสกับสิ่งนี้แล้ว และสิ่งนี้ก็ยังดำรงอยู่ในพระศาสนจักรจนถึงทุกวันนี้ เพราะแสงสว่างของปาสกาจะส่องแสงอย่างสุกใสไปยังทุกคนที่ติดตามพระเยซู"

หลังจากภาวนาราชินีแห่งสวรรค์จบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึง "คุณพ่อทอม อัซฮันนาลิล" สงฆ์ซาเลเซียนที่ถูกกลุ่มไอซิสจับตัวไปในประเทศเยเมนตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2016 โดยทรงขอให้กลุ่มไอซิสปล่อยตัวคุณพ่ออัซฮันนาลิลและคนอื่นๆ ที่ถูกจับตัวไปด้วย

"อาศัยความหวังที่เราได้รับจากพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ พ่อขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ที่ถูกลักพาตัวไปเนื่องจากอยู่ในพื้นที่สู้รบและมีความขัดแย้ง เฉพาะอย่างยิ่ง พ่อขอระลึกถึงคุณพ่อทอม อัซฮันนาลิล สงฆ์ซาเลเซียน ที่ถูกจับตัวไปในเยเมนด้วย"


 
Contact: editor@popereport.com