25 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ครูคำสอนอย่าเหนื่อยกับการปกปักรักษาสารสำคัญของความเชื่อ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงให้กำลังใจครูคำสอน อย่าเหนื่อยกับการปกปักรักษาสารสำคัญของความเชื่อ นั่นคือ พระเจ้าทรงกลับคืนชีพ นี่เป็นสิ่งสำคัญสุดและครูคำสอนต้องประกาศสิ่งนี้ให้โลกได้รู้ พร้อมกันนี้ ทรงหวังเห็นครูคำสอนใส่ใจคนที่ถูกทอดทิ้งและถูกเมินเฉยจากโลก อย่าทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขาเป็นอันขาด




ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาให้กับบรรดาครูคำสอนจากทั่วโลก ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม พระวรสารวันนี้เป็นเหตุการณ์เรื่องเศรษฐีกับลาซารัส

พระสันตะปาปทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า

- พระวรสารตอนนี้ สอนเราว่าพระเจ้าทรงมองมาที่ผู้อ่อนแอและดูแลเขาอย่างไร คนอ่อนแอในที่นี้คือคนที่ถูกทอดทิ้งและถูกเมินเฉยจากโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพระเจ้าถึงมอบโอกาสนี้ให้กับพวกเราครูคำสอน พระองค์ทรงมอบพันธกิจและหน้าที่ในการนำข่าวดีไปมอบให้กับผู้ที่รอคอยสิ่งนี้

- โอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมสำหรับครูคำสอนในวันนี้ พระเจ้ากำลังขอร้องเราว่า อย่าเหนื่อยกับการปกปักรักษาสารสำคัญของความเชื่อ นั่นคือ พระเจ้าทรงกลับคืนชีพ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเรื่องนี้ ไม่มีสิ่งใดชัดแจ้งไปกว่านี้หรือเกี่ยวข้องที่สุดกับสิ่งนี้ ทุกสิ่งในความเชื่อจะงดงามเมื่อเราเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้ากับสารสำคัญนี้

- ครูคำสอนที่รัก ขอพระเจ้าประทานพละกำลังให้เราดำเนินชีวิตและประกาศบัญญัติแห่งความรัก เพื่อจะได้เอาชนะตาที่ทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งต่างๆ และความเศร้าทางโลก ขอให้พระเยซูทำให้เรารู้สึกสงสารผู้ยากไร้ด้วยเถิด

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โอกาสนี้ พระองค์ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อสงฆ์คาทอลิก 2 คน ซึ่งถูกฆ่าตายในเม็กซิโกด้วย

22 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ความหยิ่งยโสคือโรคกระดูกพรุนของจิตวิญญาณ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือน ความหยิ่งยโสคือโรคกระดูกพรุนของจิตวิญญาณ โรคกระดูกพรุนคือภายนอกกระดูกดูดี แต่ข้างในเละเทะ จิตใจก็เช่นกัน ความหยิ่งยโสคือฟองสบู่ ทำให้เราพองตัวในช่วงแรก แต่ว่างเปล่าตอนตาย ทรงชี้ มีหลายคนที่ชอบทำตัวให้ดูศักดิ์สิทธิ์ดูเป็นคนดี แต่ข้างในจิตใจเละเทะ เพราะจิตใจเต็มไปด้วยการโกง ทรงย้ำ ความกระวนกระวายของจิต มี 2 แบบ กระวนกระวายแบบดีคือเราจะตื่นตัวทำความดีแบบไม่อ่อนล้า กระวนกระวายแบบไม่ดี เกิดจากความรู้สึกไม่สุจริตในจิตใจ ซึ่งมีบ่อเกิดจากความโลภ ความยโสโอหัง และความทะนงตน





ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ กษัตริย์เฮร็อด (อันติปาส) รู้สึกสับสนกระวนกระวาย เพราะบางคนพูดว่า จอห์น แบ๊พติสต์ ได้กลับคืนชีพแล้ว แต่ในความเป็นจริง เรื่องที่ประชาชนพูดถึงเป็นเรื่องของพระเยซู ซึ่งเฮร็อดรู้สึกกลัวมากๆ

พระสันตะปาปาทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า

- เฮร็อด (ผู้ลูก) กระวนกระวายเหมือนกับพ่อของเขาเลย พ่อของเขากระวนกระวายตอนที่ปัญญาจารย์ทั้งสามมาเข้าเฝ้า ส่วนเฮร็อดผู้ลูก กระวนกระวายว่าความมั่นคงของเขาจะสั่นคลอน

- พูดถึงความกระวนกระวาย มันแบ่งความกระวนกระวายในจิต ได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือ กระวนกระวายแบบดี นี่คือความกระวนกระวายที่พระจิตมอบให้เราและทำให้จิตวิญญาณของเราไม่อ่อนล้าในการทำความดี สองคือความกระวนกระวายแบบไม่ดี สิ่งนี้เกิดจากความรู้สึกที่ไม่สุจริต

- สำหรับเฮร็อด เขาเลือกกำจัดความกระวนกระวายด้วยการฆ่าคน คนแบบนี้เลือกทำความชั่ว เขารู้สึกไม่สุจริตในจิตใจ เขาไม่สามารถดำเนินชีวิตในสันติ เพราะความชั่วฝังรากลงในจิตใจของเขา ความโลภ ความยะโสโอหัง และความทะนงตน สามสิ่งนี้ไม่มีวันทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราดำรงในสันติได้เลย สามสิ่งนี้ไม่ยอมให้พระจิตเข้ามาในตัวเราด้วย สามสิ่งนี้จะทำให้เรากระวนกระวายด้วยความกลัว ทำให้เราโลภ ยโสโอหัง และทะนงตน

- พูดถึงความหยิ่งยโส สิ่งนี้จะทำให้เราตัวพอง แต่มันไม่ยั่งยืนนาน เพราะมันเป็นเหมือนฟองสบู่ พูดง่ายๆ ความหยิ่งยโสคือสิ่งปกปิดชีวิตจริงของเรา มันทำให้จิตวิญญาณของเราป่วย เราจะทำทุกอย่างด้วยการเสแสร้ง ความหยิ่งยโสคือโรคกระดูกพรุนของจิตวิญญาณ โรคกระดูกพรุนเป็นอย่างไร ภายนอกกระดูกอาจดูดี แต่ข้างในกระดูกนั้น เละเทะไปหมดแล้ว ความหยิ่งยโสก็จะทำให้จิตวิญญาณของเราเป็นแบบนั้นเช่นกัน

- มีคนมากเท่าไหร่ที่เรารู้จักซึ่งดำเนินชีวิตด้วยความหยิ่งยโส คนพวกนี้ชอบทำให้คนอื่นมองว่า 'โอ ... เขาเป็นคนดีจริงๆ เขาไปมิสซาทุกวันอาทิตย์ เขาบริจาคเงินเยอะๆ ให้พระศาสนจักร' นี่คือภาพภายนอกที่ปรากฏ แต่ภายในเหมือนโรคกระดูกพรุน ข้างในจิตใจของคนนี้เต็มไปด้วยการโกง มีคนเป็นแบบนี้นะ และก็เป็นพวกคนศักดิ์สิทธิ์ด้วย! นี่คือความหยิ่งยโส คนพวกนี้พยายามแสดงตัวด้วยใบหน้าดูดีเหมือนในรูป แต่ความจริงแล้ว มันตรงกันข้ามสิ้นเชิง

- ดังนั้น ขอพระเจ้าช่วยให้เราเป็นอิสระจากรากของความชั่วเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความหยิ่งยโส และความทะนงตน โดยเฉพาะความหยิ่งยโส เพราะสิ่งนี้ทำให้เราแย่จริงๆ

20 September 2016

บทสรุปงานภาวนาเพื่อสันติภาพที่เมืองอัสซีซี

วันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จร่วมงานภาวนาสากลเพื่อสันติภาพ ร่วมกับผู้แทนศาสนาต่างๆ ณ เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี
















ทั้งนี้ บทสรุปของงานดังกล่าวมีดังนี้

- ช่วงเที่ยง พระสันตะปาปาทรงร่วมโต๊ะอาหารกับผู้แทนศาสนาต่างๆ พร้อมกับผู้ลี้ภัย 25 คนที่ได้รับเชิญมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตที่ต้องหนีสงคราม

- ช่วงบ่าย พระสันตะปาปาทรงร่วมรำพึงไตร่ตรองกับผู้แทนศาสนาต่างๆ ในมหาวิหารนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี โดยช่วงนี้ พระสันตะปาปาได้แบ่งปันว่า "เราควรเลิกนิสัยแกล้งทำเป็นหูหนวก ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เดือดร้อนได้แล้ว เราควรเลิกนิสัยเห็นแก่ตัวและนิสัยเฉยชาได้แล้ว เพราะพระเยซูตรัสเสมอว่า เราได้ยินเสียงคนที่กำลังทนทุกข์กรีดร้องขอความช่วยเหลือ ดังนั้น เราที่เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ก็ควรจะได้ยินเสียงเหล่านี้และลงมือช่วยเหลือเหมือนพระเยซู"

- ช่วงเย็น พระสันตะปาปาทรงร่วมภาวนาเพื่อสันติภาพ ณ ลานมหาวิหารนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี พระสันตะปาปาตรัสในการภาวนาว่า "สันติภาพคือของขวัญจากพระเจ้าที่เรามนุษย์ต้องช่วยกันสร้างในทุกๆ วัน นี่คือความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ นักวางกลยุทธ์ด้านสันติ และนักเจรจาสันติภาพ"

โป๊ปฟรังซิส: "ศาสนิกชนต้องก้าวข้ามความขัดแย้งทางศาสนา เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ ศาสนิกชนต้องก้าวข้ามความขัดแย้งทางศาสนาให้ได้ เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน ทรงย้ำ พระเจ้าคือพระเจ้าแห่งสันติภาพ ไม่มีพระเจ้าแห่งสงคราม ใครก็ตามที่สร้างสงคราม มันคือปีศาจ เพราะปีศาจต้องการฆ่าทุกคน ทรงขอร้อง อย่าแกล้งทำเป็นหูหนวก เวลาเห็นคนกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากการหนีตายจากสงคราม





ช่วงเช้าวันอังคารที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา ความพิเศษของมิสซานี้คือจัดในวันภาวนาเพื่อสันติภาพที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี ซึ่งหลังจากมิสซานี้จบลง พระสันตะปาปาจะเดินทางไปร่วมงานกับผู้แทนของศาสนาต่างๆ ที่รออยู่ ณ ที่นั่น

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงสอนว่า

- วันนี้อย่างที่ทราบกันว่า จะมีงานภาวนาเพื่อสันติภาพที่เมืองอัสซีซี ผู้แทนของศาสนาต่างๆ จะไปที่นั่น ไม่ใช่ไปเพื่อหวังจะโชว์ตัว แต่ทุกคนไปเพื่อร่วมกันภาวนาเพื่อสันติภาพ พ่ออยากแบ่งปันกับทุกท่านว่า พ่อได้ส่งจดหมายไปยังสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก เพื่อขอให้พวกเขาจัดงานภาวนานี้ขึ้นในวันนี้ พ่ออยากเชิญชวนคาทอลิกหรือคริสตชนต่างนิกาย รวมถึงศาสนิกชนทุกศาสนาที่มีจิตใจดี มาร่วมกันภาวนาเพื่อสันติกันอย่างพร้อมหน้า เพราะโลกทุกวันนี้อยู่ในภาวะสงคราม โลกกำลังทุกข์ระทมอย่างหนัก

- โลกทุกวันนี้ มีเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากสงคราม แต่ถ้าเราทำเป็นปิดหูและไม่ได้ยินคนที่กำลังทนทุกข์จากระเบิดและสงคราม ลองคิดดูนะ ถ้ามันเกิดกับเราบ้างและเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของเรานั้น ไม่มีใครได้ยินขึ้นมาล่ะก็ เราจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้น อย่าแกล้งทำเป็นหูหนวกไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้จากคนที่อยู่ในภาวะสงครามเด็ดขาด

- พวกเรารู้สึกว่าสงครามมันไกลตัวเรามาก เพราะมันไม่เกิดให้เราเห็นกับตา เราอาจจะกลัวบ้างเพราะภัยก่อการร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สงครามมันอยู่ใกล้ตัวเรามากเลยนะ เพราะสงครามที่เราสัมผัสได้มันคือสงครามที่เกิดในจิตใจ มันคือความโลภ ความอยากครอบครอง และการต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครอง นี่แหละคือสงครามที่เกิดในจิตใจของเรา

- ศาสนิกชนผู้มีความเชื่อในพระเจ้าต้องเป็นอิสระจากสิ่งนี้ เราต้องก้าวข้ามความแตกแยกทางศาสนาให้ได้ เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าคือพระเจ้าแห่งสันติภาพ ไม่มีพระเจ้าแห่งสงคราม ใครก็ตามที่สร้างสงคราม มันคือปีศาจ เพราะปีศาจต้องการฆ่าทุกคน

19 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าอิจฉาคนมีอำนาจหรือคนรวย เพราะตอนตาย หนอนกินศพทุกคนเหมือนกันหมด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน อย่าอิจฉาคนมีอำนาจหรือคนรวย เพราะตอนตาย หนอนที่กัดกินศพเรา ก็กินศพของคนรวยด้วยเช่นกัน ทรงเตือน คนที่ชอบสร้างเรื่องชั่วให้ร้ายคนอื่น คอยวางแผนและจ้องหาผลประโยชน์จากแผนร้าย พวกนี้คือมาเฟีย ทรงขอร้อง คริสตชนต้องเป็นบุตรความสว่าง อย่าซ่อนความสว่างที่เรามี เพราะถ้าเราซ่อนความสว่าง เราจะกลายเป็นคริสตชนที่เฉยชา 





ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงสอนว่า "ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอาถังครอบไว้หรือวางไว้ใต้เตียง แต่เขาย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง เพื่อคนที่เข้ามาจะได้เห็นแสงสว่าง ไม่มีความลับใดจะไม่มีใครรู้และเปิดเผย ดังนั้น จงระวังว่าท่านฟังพระวาจาอย่างไร เพราะผู้ที่มีมาก เขาจะมีมากขึ้น ส่วนผู้ที่มีน้อย สิ่งเล็กน้อยที่เขามี จะถูกริบไปด้วย"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- มันมีหลายวิธีที่จะซ่อนความสว่าง ไม่ว่าจะเป็นความอิจฉาหรือการสร้างเรื่องชั่วๆ ขึ้นมาต่อต้านเพื่อนพี่น้อง แสงสว่างแห่งความเชื่อคือของขวัญที่เราแต่ละคนได้รับจากพระเจ้าตั้งแต่วันที่เราได้รับศีลล้างบาป

- อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงเตือนเราว่า อย่าซ่อนความสว่าง ถ้าเราซ่อนความสว่าง เราจะกลายเป็นคริสตชนที่เฉยชา นิสัยแบบนี้เป็นรูปแบบของความอยุติธรรม พ่ออยากเตือนคนที่ชอบสร้างเรื่องชั่วๆ ขึ้นมาให้ร้ายคนอื่น ใครก็ตามที่วางแผนและคอยหาผลประโยชน์แบบนี้ก็เป็นพวกมาเฟีย ความมืดของมาเฟียได้บดบังแสงสว่างจนมืดมิด

- พ่อขอพูดถึงนิสัยทะเลาะเบาะแว้งด้วย นี่ก็เป็นนิสัยที่ไม่ดี มันจะเป็นเรื่องดีเสียกว่า ถ้าเรารู้จักให้อภัยกัน

- สุดท้ายที่อยากพูดถึงคือการอิจฉา พวกเราไม่ควรอิจฉาคนมีอำนาจหรือคนรวย พระเจ้าทรงความชอบธรรมกับทุกคน การอิจฉาเรื่องอำนาจและความรวยคืออีกหนึ่งรูปแบบของการซ่อนความสว่าง เราอย่าอิจฉาเลย เพราะสุดท้ายแล้ว หนอนที่กัดกินศพของเรา ก็จะกัดกินศพของคนรวยและคนมีอำนาจด้วยเช่นกัน

- ดังนั้น ขอให้ทุกคนเป็นบุตรของความสว่าง จงรักษาความสว่างในตัวเราไว้ อย่าซ่อนมันไว้ใต้เตียงเป็นอันขาด


18 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "จิตตารมณ์ทางโลกเต็มไปด้วยทัศนคติขี้โกง หลอกลวง และใช้อำนาจในทางที่ผิด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ จิตตารมณ์ทางโลกเต็มไปด้วยทัศนคติขี้โกง หลอกลวง และใช้อำนาจที่มีในทางที่ผิด คริสตชนต้องอย่าหลงไปกับจิตตารมณ์ทางโลกเป็นอันขาด ทรงชี้ สำหรับบางคน การโกงเป็นเหมือนยาเสพติด การโกงมันเลิกยากมาก เพราะมันฝังเข้าสู่นิสัยและใจของเรา พร้อมกันนี้ ทรงขอคำภาวนาโอกาสวันอังคารที่ 20 กันยายนนี้ พระองค์จะเสด็จไปร่วมงานวันภาวนาเพื่อสันติภาพที่เมืองอัสซีซี 





ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารประจำวันอาทิตย์นี้ พระเยซูสอนเรื่องผู้จัดการจอมโกง และตรัสว่า "ผู้ที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย ก็จะซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วย ผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย ก็จะไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่เช่นกัน เราจะรับใช้พระเจ้าและเงินไปพร้อมกันไม่ได้"

พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันว่า

- จิตตารมณ์ทางโลกไม่เหมือนกับจิตตารมณ์ของพระเยซู เราได้เห็นกันแล้วว่า จิตตารมณ์ทางโลกเต็มไปด้วยทัศนคติขี้โกง หลอกลวง และใช้อำนาจที่มีในทางที่ผิด จุดจบของจิตตารมณ์ทางโลกคือบาป ส่วนจิตตารมณ์แท้จริงของคริสตชนนั้นเคร่งครัด แต่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี การอุทิศตนให้กับความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง เคารพศักดิ์ศรีผู้อื่น และสำนึกเสมอว่ามันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ

- สำหรับบางคน การโกงเป็นเหมือนยาเสพติด พวกเขาคิดว่าเข้าจะโกงเมื่อไหร่ก็ได้ จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในความเป็นจริง การโกงมันเลิกยากมาก เพราะมันฝังเข้าสู่นิสัยและใจของเราแล้ว คริสตชนจึงต้องตระหนักว่า นี่เป็นจิตตารมณ์ทางโลก และต้องหลีกเลี่ยงให้ได้

หลังการแบ่งปันพระวรสารจบลง พระสันตะปาปาทรงขอคำภาวนาเป็นพิเศษโอกาสวันอังคารที่ 20 กันยายนนี้ พระองค์จะเสด็จไปร่วมงานวันภาวนาเพื่อสันติภาพที่เมืองอัสซีซี


16 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "สังฆราชคาทอลิกต้องอภิบาลอย่างเมตตา ต้องให้สัตบุรุษเข้าถึงได้ ต้องพร้อมพบสัตบุรุษเสมอ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ พระสังฆราชคาทอลิกต้องอภิบาลด้วยความเมตตา ที่สำคัญ ต้องทำตัวให้สัตบุรุษเข้าถึงได้ และต้องพร้อมพบหน้าสัตบุรุษเสมอ ทรงชี้ โลกเหนื่อยพอแล้วกับพวกพระสังฆราชและพระสงฆ์ที่ทำตัวแฟชั่น ซึ่งชอบพูดโกหกเพื่อให้ทุกอย่างดูดี ทรงขอร้อง พระสังฆราชอย่าถูกล่อลวงด้วยจำนวนและปริมาณของกระแสเรียก แต่จงแสวงหาคุณภาพของสามเณราลัยจะดีกว่า





ช่วงสายวันศุกร์ที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดาพระสังฆราชใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งมาเข้าเฝ้าที่วาติกัน หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมจากสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาทุกคนว่า

- พ่อขอร้องพระสังฆราชทุกคนเติมเต็มหน้าที่อภิบาลด้วยการมีเมตตากับฝูงแกะ แต่ทั้งนี้ ความเมตตาไม่ได้หมายความว่า มันคือการลดระดับมาตรฐานการอภิบาลลงแต่อย่างใด

- คำแนะนำที่พ่ออยากกล่าวกับพวกท่านก็คือ จงอภิบาลด้วยความเมตตา, จงทำตัวให้คนเข้าหาได้ง่าย สัมผัสได้ และต้องพร้อมพบหน้าสัตบุรุษเสมอ

- การทำตัวให้สัตบุรุษเข้าถึงได้ จัดเป็นสิ่งดี งดงาม และถือเป็นความรักที่เรามีให้พวกเขา อย่างไรก็ตาม พ่ออยากเตือนว่า โลกเหนื่อยพอแล้วกับการโกหกที่ทำให้ทุกอย่างดูดี ซึ่งก็คือ พวกพระสังฆราชและพระสงฆ์ที่ทำตัวแฟชั่นต่างๆ

- นอกจากนี้ พ่ออยากขอร้องพวกท่าน อย่าถูกล่อลวงด้วยจำนวนและปริมาณของกระแสเรียก แต่จงแสวงหาคุณภาพของสามเณราลัยจะดีกว่า

- สุดท้าย พ่ออยากแบ่งปันว่า พระสังฆราชที่ดีคือพระสังฆราชที่ต้องพร้อมเดินไปกับฝูงแกะ เราต้องเป็นเหมือนชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่พร้อมเดินไปตามถนนพร้อมกับคนเจ็บ เดินไปจนกว่าเขาคนนั้นจะปลอดภัย


15 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนไม่ใช่ลูกกำพร้า เรามีพระบิดา และมีแม่พระเป็นแม่"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน คริสตชนไม่ใช่ลูกกำพร้า เพราะเรามีพระบิดาและมีแม่พระเป็นแม่ พระเยซูมอบแม่พระให้เป็นแม่ของเรา ณ เชิงกางเขน ทรงแบ่งปัน แม่พระไม่อายและไม่หนีตอนที่ทนเห็นลูกชายของตนถูกตรึงกางเขน สิ่งนี้ ทำให้พระองค์คิดถึงตอนอยู่อาร์เจนตินา เวลาไปเยี่ยมนักโทษ พระองค์จะเห็นบรรดาคุณแม่เข้าแถวรอพบลูกของตน ความรู้สึกนี้ทำให้พระองค์เข้าใจความรู้สึกของแม่พระทันที





ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา มิสซาวันนี้ตรงกับวันระลึกถึงแม่พระระทมทุกข์ ส่วนพระวรสารวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่แม่พระยืนอยู่แทบเชิงกางเขน พระเยซูตรัสกับแม่พระว่า "แม่นี่คือลูกของแม่" และตรัสกับนักบุญจอห์นว่า "นี่คือแม่ของท่าน"

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า

- เหตุการณ์ที่เชิงกางเขนในวันนั้น บรรดาศิษย์ทุกคนหนีกระจัดกระจายกันหมด เหลือแต่นักบุญจอห์นและบรรดาสตรี ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น มองมาที่แม่พระและคงจะพูดว่า 'คนนี้คือแม่ของนักโทษประหารชีวิต' แม่พระได้ยินคำพูดเหล่านี้ ท่านรู้สึกทุกข์ระทมอย่างสุดๆ จากการถูกดูหมิ่นเช่นนี้ แม้แต่สมณะบางคนที่แม่พระเคารพ ก็ยังพูดเช่นนี้ แต่แม่พระไม่หนีไปไหน เพราะแม่พระไม่ปฏิเสธลูกชายของตน พระเยซูคือเลือดเนื้อเชื้อไขของแม่พระ

- พระวรสารวันนี้ ทำให้พ่อนึกถึงตอนพ่อยังอยู่ที่บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา พ่อมักจะไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำและจะเห็นแถวของสตรีที่เข้าคิวยาวเหยียด เกือบทุกคนคือแม่ที่มารอเยี่ยมลูกของตน พวกเธอเหล่านี้ไม่อายที่จะให้คนอื่นรู้ว่าเธอมาเยี่ยมลูกที่กำลังติดคุก พวกเธอต้องทนทุกข์จากการที่มีคนถามว่า 'ลูกของเธอก่อคดีอะไร' แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเธอก็คือแม่ และเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเธอก็รอการเยี่ยมอยู่ เหตุการณ์เหล่านี้เหมือนแม่พระผู้ต้องทนทุกข์อย่างสาหัส

- พระเยซูทรงสัญญากับเราว่า จะไม่ปล่อยให้เราเป็นลูกกำพร้า ที่เชิงกางเขน พระองค์จึงมอบแม่พระให้เป็นแม่ของเราทุกคน พวกเราคริสตชนจึงมีแม่คือแม่พระ และมีพระบิดา พวกเราไม่ใช่ลูกกำพร้า แม่พระคือคนที่ดูแลเราและไม่อายที่จะปกป้องเราด้วย

- ดังนั้น ขอพระจิตพระซึ่งพระเจ้าทรงส่งมา ช่วยเราทุกคนให้เข้าใจธรรมล้ำลึกแห่งการเป็นมารดาของแม่พระด้วย

14 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "น่าเศร้าที่เห็นผู้อภิบาลบางคนทำตัวเป็นเจ้าชาย"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปัน พระเยซูไม่ทำตัวเป็นเจ้าชาย แต่น่าเศร้าที่เห็นผู้อภิบาลบางคนทำตัวเป็นเจ้าชายและไม่ออกไปสัมผัสสัตบุรุษ พระเยซูสอนเราว่า "จงทำตามที่ผู้อภิบาลเหล่านี้สอน แต่อย่าทำตัวตามที่เขาทำ" เพราะคนแบบนี้มีจิตตารมณ์ไม่เหมือนกับพระเยซู 




ช่วงสายวันพุธที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาพบปะและเทศน์สอนสัตบุรุษในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารช่วงเริ่มต้นวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงกล่าวว่า "คนที่เหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน"

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า

- เราได้ยินพระเจ้าทรงเรียกหาคนที่ท้อแท้ ยากไร้ และต่ำต้อย พระองค์บอกเขาให้มาหาและวางใจในพระองค์ พระเจ้าทรงเชิญเราทุกคนที่มีความเชื่อ เฉพาะอย่างยิ่งคนที่รู้สึกว่าตนไม่มีอำนาจใดๆ แต่เลือกจะวางใจในพระเจ้า พระองค์เรียกหาคนเหล่านี้ให้เปิดใจให้กับพระองค์ แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าตนไร้ค่า แต่พระเจ้าจะเติมความชื่นชมยินดีของการให้อภัยลงไปในตัวพวกเขา

- พระเยซูไม่ใช่อาจารย์ที่เข้มงวดซึ่งจ้องจะลงโทษคนที่ทำผิด แต่พระองค์ทรงสุภาพและถ่อมตน พระองค์เข้าใจคนยากไร้และคนตกทุกข์ได้ยาก เพราะพระองค์เองก็ยากไร้และถูกเฆี่ยนตี พระเยซูทรงใกล้ชิดกับทุกคน พระองค์ใกล้ชิดกับคนที่แร้นแค้น พระองค์คือผู้อภิบาลที่อยู่ท่ามกลางทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนยากไร้ คนทำงานหาเช้ากินค่ำ พระองค์อยู่กับเราทุกคน

- พระเยซูไม่ใช่เจ้าชาย น่าเศร้านะเมื่อได้เห็นผู้อภิบาลทำตัวเป็นเจ้าชาย ซึ่งไม่ยอมไปสัมผัสสัตบุรุษและคนยากไร้ นิสัยแบบนี้ไม่สอดคล้องกับจิตตารมณ์ของพระเยซู แต่คนแบบนี้เป็นคนที่พระเยซูตำหนิและสอนประชาชนว่า 'จงทำตามที่เขาสอน แต่อย่าทำตัวตามที่เขาทำ'

- พี่น้องที่รัก ในช่วงเวลาที่เราเหนื่อยล้าและผิดหวัง ขอให้เราจดจำคำพูดของพระเจ้าที่ทรงปลอบโยนเรา ขอให้เราอย่าสูญเสียความชื่นชมยินดีของการเป็นศิษย์ของพระเจ้า ขอให้เรารักษาความหวังไว้ อย่าให้ใครมาขโมยไป ความหวังที่จะมีชีวิตกับพระเจ้าและมีพลังเพิ่มพูนจากพละกำลังที่พระองค์มอบให้

13 September 2016

โป๊ปฟรังซิส: "น่าเศร้าที่สังคมยุคนี้ทำให้เราเคยชินไปกับวัฒนธรรมการไม่สนใจคนอื่น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน น่าเศร้าที่สังคมยุคนี้ทำให้เราเคยชินไปกับวัฒนธรรมการไม่สนใจคนอื่น ตัวอย่างชัดเจนคือเวลาอยู่บนโต๊ะอาหารกับครอบครัว เรานั่งอยู่ด้วยกันแต่ไม่พูดกัน ตรงกันข้าม เราเลือกสนใจโทรทัศน์หรือเล่นโทรศัพท์มือถือแทน ทรงเตือนสติ พระเยซูเจอหญิงม่ายที่ลูกชายเสียชีวิต พระองค์ทรงสงสารและเข้าไปช่วย แต่ถ้าเป็นคนสมัยนี้ เราคงคิดถึงแต่ตัวเอง เราเห็นคนมีความทุกข์และได้ยินร้องไห้ แต่เราไม่ช่วยเหลือและไม่ฟังเสียงกรีดร้องของเขา





ช่วงเช้าวันอังคารที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงสงสารหญิงม่ายที่กำลังร้องไห้ระหว่างที่คนกำลังหามศพบุตรของเธอ พระองค์ทรงเข้าไปปลอบโยนและช่วยปลุกลูกของเธอให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- เหตุการณ์ในพระวรสารวันนี้ เราได้เห็นการพบหน้ากันระหว่างพระเยซูกับหญิงม่ายที่กำลังเป็นทุกข์ มันช่างต่างจากโลกทุกวันนี้จริงๆ เมื่อเราแต่ละคนพบหน้ากัน เราก็คิดถึงแต่ตัวเอง เรามองเห็นนะว่าอีกคนเป็นอย่างไร แต่เราไม่มองเข้าไปในจิตใจของเขาว่ารู้สึกอย่างไร เราอาจได้ยินอีกคนร้องไห้ ใช่ เราได้ยิน แต่เราไม่ฟังเสียงร้องของเขา

- สิ่งที่พระเยซูทรงทำนั้น ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเราทำ พระองค์เห็นหญิงม่ายร้องไห้เพราะลูกชายเสียชีวิต พระองค์สงสารและเข้าไปช่วยเหลือ นี่คือความสงสารจากพระคริสตเจ้า มันต่างจากสิ่งที่เราทำเวลาออกไปตามท้องถนน เราเจอเรื่องเศร้า เราจะเดินผ่านไปพร้อมพูดลอยๆ ว่า 'น่าอดสูจริงๆ' แต่พระเยซูไม่ทำแบบนั้น พระองค์ทรงเดินเข้าไปช่วยเหลือและทำอัศจรรย์ให้เธอ

- สิ่งที่น่าเศร้าจริงๆ สำหรับเราก็คือเราถูกทำให้เคยชินไปกับวัฒนธรรมไม่สนใจคนอื่น เราจำเป็นต้องวอนขอพระหรรษทานสำหรับการสร้างวัฒนธรรมแห่งการพบหน้ากันขึ้นมาอีกครั้ง การพบหน้าและพูดคุยกันจะช่วยฟื้นฟูศักดิ์ศรีการเป็นลูกของพระเจ้าให้กลับมาอีกครั้ง

- ตัวอย่างที่พ่ออยากให้ทุกคนกลับไปคิด ก็คือ เวลาอยู่บนโต๊ะอาหารกับครอบครัว เรานั่งอยู่ด้วยกันแต่ไม่พูดกันหรือเปล่า เราไม่คุยกันและเลือกสนใจโทรทัศน์หรือเล่นโทรศัพท์มือถือหรือเปล่า ถ้าใช่ล่ะก็ เรากำลังเคยชินกับวัฒนธรรมของการไม่สนใจคนอื่น มันน่าเศร้านะที่ครอบครัวคือหัวใจของสังคม แต่ยังต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้

 
Contact: editor@popereport.com