Instagram

20 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “ได้โปรดช่วยกันเอาใจใส่ผู้อดอยากหิวโหยด้วย”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้องนานาชาติใส่ใจต่อผู้อดอยากหิวโหยอย่างจริงจัง เพราะขณะที่โลกกำลังเรียกร้องสิทธิต่างๆ มากมาย แต่ผู้อดอยากหิวโหยก็มีสิทธิที่เราควรเอาใจใส่พวกเขาเช่นเดียวกัน 


ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปยังสำนักงานองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงโรม เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ โดยงานนี้ สมเด็จพระราชินี เลติเซีย แห่งสเปน ทรงเข้าร่วมการประชุมด้วย ในส่วนพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับที่ประชุม พระองค์ทรงย้ำว่า ขณะที่มนุษย์กำลังแสวงหาสิทธิใหม่ๆ มันยังมีคนที่อดอยากที่เรียกร้องสิทธิในการตระหนักว่า พวกเขาก็เป็นพลเมืองที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ข้าพเจ้าอยากกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า ‘กำไรต้องมาก่อน’ สิ่งนี้เป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับความหิวโหยและภาวะขาดสารอาหาร

“ข้าพเจ้ายังขอกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิต่างๆ ขณะที่เราพูดถึงสิทธิใหม่ๆ คนอดอยากยังคงอยู่ตามท้องถนน และวอนขอว่า ได้โปรดตระหนักว่าพวกเขาเป็นพลเมืองคนหนึ่งที่ควรได้รับอาหารเพื่อสุขภาพ

“ข้าพเจ้ายังขอกล่าวย้ำเกี่ยวกับแผนพัฒนาและพันธกิจของหน่วยงานสากลว่า ต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงความเคารต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ในกรณีนี้ หมายถึง สิทธิของผู้อดอยากทุกคน

“ข้าพเจ้าขอเรียกร้องหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานสากล ได้ใช้ภาษาแห่งหัวใจมนุษย์และบำรุงเลี้ยงคุณค่าของความยุติธรรม สันติ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และความรัก ด้วยจิตแห่งการเสวนาและรับฟังกันและกันด้วย” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาเสด็จไปกล่าวสุนทรพจน์ที่สำนักงานองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ

Read More: Vatican Radio



โป๊ปฟรังซิส: “พระเยซูร้องไห้ เพราะพวกเราทุกปิดประตูหัวใจไม่ต้อนรับพระองค์”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ พระเยซูทรงร้องไห้ เพราะพวกเราทุกปิดประตูหัวใจไม่ต้อนรับพระองค์ ทรงย้ำ คริสตชนทุกคนที่พึงพอใจกับความสุขฝ่ายโลกและไม่ต้องการให้พระเจ้าเสด็จมาเยี่ยม ก็เหมือนกับชาวเยรูซาเล็มที่พอใจว่าตนควบคุมทุกสิ่งได้ ไม่ต้องการให้พระเจ้ามาช่วยเหลือ และไม่ต้อนรับพระองค์ จนทำให้พระเยซูต้องร้องไห้กับการกระทำเหล่านี้


ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำพิธีนี้ เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงร้องไห้ให้กับกรุงเยรูซาเล็ม เพราะประชาชนไม่ตระหนักถึงหนทางที่จะนำไปสู่สันติ (ลูกา 19: 41-44)

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า “พระเยซูทรงกันแสง (ร้องไห้) เพราะหัวใจที่ปิดตายของเมืองที่พระเจ้าทรงเลือกและประชากรที่พระองค์ทรงเลือก พวกเขาไม่มีเวลาที่จะมาเปิดประตู พวกเขายุ่งมากและยึดแต่ความพอใจของตัวเองมากเกินไป พระเจ้ายังคงเคาะประตูเรียกต่อไป เหมือนที่พระองค์ทรงเคาะประตูหัวใจของกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงเคาะประตูของพี่น้องชายหญิง เคาะประตูเรียกเรา เคาะเรียกที่หัวใจของเรา และเคาะเรียกที่ประตูพระศาสนจักร

“ผู้คนของกรุงเยรูซาเล็มพึงพอใจกับวิถีชีวิตของตนและไม่ต้องการพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขาล้มเหลวที่จะตระหนักว่าพวกเขาจำเป็นต้องได้รับความรอด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม พวกเขาถึงปิดประตูหัวใจตัวเองต่อหน้าพระเจ้า พระเยซูทรงร้องไห้ให้กับกรุงเยรูซาเล็ม เช่นเดียวกับที่ทรงร้องไห้ให้กับพระศาสนจักรของพระองค์และร้องไห้เพราะเราในทุกวันนี้

“ทำไมกรุงเยรูซาเล็มถึงไม่เปิดต้อนรับพระเจ้า เพราะผู้คนยังพึงพอใจกับสิ่งที่เขามีและไม่ต้องการมีภาระใดๆนั่นไง แต่พระเจ้าทรงกล่าวไว้ในพระวรสารวันนี้ว่า ‘ถ้าในวันนี้ เจ้ารู้จักทางที่จะนำไปสู่สันติ ก็จะเป็นการดี แต่ทางนั้นถูกซ่อนไว้จากดวงตาของเจ้าเสียแล้ว’ กรุงเยรูซาเล็มกลัวการเสด็จมาหาของพระเจ้า พวกเขากลัวการตอบแทนจากการเสด็จมาของพระองค์ กรุงเยรูซาเล็มรู้สึกปลอดภัยในความรู้ที่พวกเขาบริหารจัดการ พวกเรารู้สึกก็เช่นกัน เรารู้สึกปลอดภัยในสิ่งต่างๆที่เราสามารถควบคุม แต่การเสด็จมาของพระเจ้า จะเป็นเรื่องชวนให้เกิดเรื่องประหลาดใจเสมอ และมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้

“กรุงเยรูซาเล็มกลัวเรื่องเหล่านี้ กลัวจะได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าโดยผ่านทางเรื่องเซอร์ไพรส์จากพระเจ้า ประชาชนที่นั่นกลัวพระเจ้า กลัวเจ้าบ่าวของตนเอง พวกเขากลัวคนรักของตน ฉะนั้น พระเยซูจึงร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อพระเจ้ามาเยี่ยมประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงนำความชื่นชมยินดีมาให้ พระองค์มานำให้เรากลับใจ พวกเราทุกคนต่างกลัวความสุขและความชื่นชมยินดีที่พระเจ้านำมาให้ เพราะพวกเราไม่สามารถควบคุมมันได้ พวกเรากลัวการกลับใจเพราะการกลับใจหมายถึงการให้พระเจ้านำทางเรา

“กรุงเยรูซาเล็มพอใจกับความสุขที่มี พวกเขามีความสุขที่พระวิหารมีคนเข้ามา, บรรดาสมณะประกอบพิธีถวายบูชา, ผู้คนมาจาริก, ธรรมาจารย์บริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง! ทุกสิ่งชัดเจนอยู่แล้ว บทบัญญัติทุกข้อชัดเจน! และด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้ กรุงเยรูซาเล็มจึงปิดตัวเอง ไม้กางเขนซึ่งเป็นราคาค่างวดของการถูกปฏิเสธ ได้แสดงให้เราเห็นถึงความรักของพระเยซูและสิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องร้องไห้ในวันนี้ และร้องไห้บ่อยๆให้กับพระศาสนจักรของพระองค์

“พ่อถามตัวเองนะว่า ทุกวันนี้ พวกเราคริสตชนที่รู้จักความเชื่อในพระเจ้า รู้จักคำสอน พวกเราที่ไปร่วมมิสซาทุกวันอาทิตย์ พวกเราคริสตชนและพวกเราพระสงฆ์ผู้อภิบาล พวกเราต่างพึงพอใจกับตัวเอง(แบบชาวเยรูซาเล็ม)บ้างไหม? เพราะพวกเราควบคุมทุกสิ่งและไม่ต้องการการเสด็จมาอีกครั้งของพระเจ้าใช่ไหม แต่พระเจ้ายังคงเคาะประตูหัวใจเราแต่ละคนและเคาะประตูพระศาสนจักร รวมถึงบรรดาผู้อภิบาลในพระศาสนจักร แต่ ... ใช่! ประตูหัวใจของเรายังปิดอยู่ ประตูหัวใจของพระศาสนจักรยังปิดเช่นกัน และประตูหัวใจของผู้อภิบาลก็ยังไม่เปิดต้อนรับพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงร้องไห้ ร้องไห้แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ตาม

“ดังนั้น พ่ออยากให้เราทดสอบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา ขอให้เราไตร่ตรองดู ประหนึ่งว่าเรากำลังอยู่ต่อหน้าพระเจ้า” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

19 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “เราทุกคนได้รับกระแสเรียกให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ เราทุกคนได้รับกระแสเรียกให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านทางการรับใช้เพื่อนมนุษย์และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทรงชี้ เราไม่ได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากคุณสมบัติส่วนตัว แต่นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบเป็นของขวัญให้เราแต่ละคน 




ช่วงสายวันพุธที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 60,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเน้นว่า ความศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว แต่ความศักดิ์สิทธิ์คือของขวัญที่ต้องได้รับการนำไปปฏิบัติผ่านทางการเป็นประจักษ์พยานในชีวิตประจำวันและต้องเอาใจใส่ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยากทุกคน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “การเจริญเติบโตในความศักดิ์สิทธิ์ หมายความว่า เราต้องกลายเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น เป็นอิสระจากความเห็นแก่ตัวและการสนใจแต่ตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องพร้อมที่จะมอบตนเองเพื่อรับใช้พี่น้องในพระศาสนจักร

“สมาชิกแต่ละคนของพระศาสนจักร ได้แบ่งปันกระแสเรียก(แห่งการรับใช้) ทั้งนี้ เราต้องขอบคุณต่อศีลล้างบาปที่เราได้รับ อาศัยศีลล้างบาปที่เรียกเราสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ก็คือการเรียกเราให้เป็นนักบุญนั่นเอง

“แต่ในกระแสเรียกแห่งการรับใช้ประกอบด้วยอะไรบ้างล่ะ และเราจะได้รับกระแสเรียกแห่งการรับใช้อย่างไร

“ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับผ่านทางความสามารถหรือคุณสมบัติส่วนตัวของเรา แต่มันคือของขวัญจากพระเจ้าและพระบุตรของพระองค์ ซึ่งคือ พระเยซูคริสต์

“ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เราบรรลุถึงมัน แต่นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระคริสตเจ้า นักบุญเปาโลกล่าวย้ำกับเราว่า พระคริสตเจ้าทรงรักพระศาสนจักรและทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อพระศาสนจักร ทั้งนี้ เพื่อทำให้พระศาสนจักรนี้ศักดิ์สิทธิ์

“ดังนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ถูกค้นพบอยู่ในการร่วมเป็นหนึ่งเดียวทั้งครบกับพระเยซู กับชีวิตของพระองค์ และกับความรักของพระองค์ ว่าแต่ ความศักดิ์สิทธิ์จะต้องถูกนำมาดำเนินชีวิตในชีวิตเราแต่ละคนในกิจการและความรับผิดชอบในชีวิตประจำวันได้อย่างไรกันล่ะ

“ในจดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 1 ท่านได้ขอให้เราแต่ละคนเป็นผู้จัดการที่ดีของพระหรรษทานที่เราได้รับ โดยผ่านทางการรับใช้ผู้อื่น ดังนั้น พ่อขอถามพวกเราที่อยู่ที่นี้ว่า พวกเราได้ตอบสนองต่อกระแสเรียกของการรับใช้เพื่อนพี่น้องอย่างดีแล้วหรือยัง

“การที่พระคริสตเจ้าทรงข้อร้องเราให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตประจำวัน พระคริสตเจ้ากำลังเชื้อเชิญเราให้สัมผัสกับความชื่นชมยินดีที่อยู่ในส่วนลึกของพระองค์ เพื่อที่ความชื่นชมยินดีนี้จะได้กลายเป็นของขวัญแห่งความรักเพื่อทุกคนที่อยู่รอบๆตัวเรา กระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ภาระหนักอึ้งที่พระเจ้าให้เรา แต่นี่คือคำเชิญให้เราดำเนินชีวิตในแต่ละจังหวะของชีวิตด้วยความชื่นชมยินดีและความรัก

“แต่ละก้าวที่เราเดินไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ทำให้เราเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น ทำให้เราเป็นอิสระจากความเห็นแก่ตัว และทำให้เราเปิดใจให้กับความต้องการต่างของพี่น้องของเรา

“พ่อจึงอยากเชิญทุกคนภาวนาขอพระเจ้า เพื่อที่ว่า เราทุกคนจะตอบรับคำเชิญสู่ความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความชื่นชมยินดี และส่งเสริมกันและกันบนหนทางนี้ซึ่งเราไม่ได้เดินอยู่คนเดียว แต่เราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระกายเดียวซึ่งก็คือพระศาสนจักร มารดาศักดิ์สิทธิ์ของเรา” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงร่วมอาลัยกับเหตุการณ์โจมตีโบสถ์ของชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนด้วย พร้อมกันนี้ พระองค์ทรงภาวนาให้สันติเกิดกับทุกฝ่ายด้วย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

Read More: Vatican Radio



18 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “คริสตชนขี้โกง เฉยชา และห่วงแต่ภาพลักษณ์ จงกลับใจได้แล้ว”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือน คริสตชนขี้โกง คริสตชนเฉยชา และคริสตชนที่สนใจแต่ภาพลักษณ์ภายนอก ต้องรู้จักกลับใจได้แล้ว จงดู “ศักเคียส” เป็นตัวอย่าง หัวหน้าคนเก็บภาษีที่ขี้โกงคนนี้ยังรู้จักการกลับใจเมื่อได้สัมผัสพระวาจาของพระเจ้า ทรงสอน สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของปีพิธีกรรม พระศาสนจักรต้องการให้เราไตร่ตรองอย่างจริงจังมากๆ เกี่ยวกับการกลับใจ



ช่วงเช้าวันอังคารที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำพิธีนี้ เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเรียกศักเคียสให้ลงมาจากต้นมะเดื่อ (ลูกา 19:1-10) ส่วนบทอ่านประจำมิสซานี้ จากหนังสือวิวรณ์ พระเจ้าทรงเตือนว่า อย่าเป็นคนไม่ร้อนหรือไม่เย็น แต่มันเป็นการดีเสียกว่า ถ้าเราจะเลือกไปเลยว่า จะร้อนหรือเย็น เพราะการเป็นคนเฉยชา เป็นสิ่งไม่ดี

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันว่า “ในบทอ่านแรก พระเจ้าทรงเรียกร้องคริสตชนที่เมืองเลาดิเซียให้กลับใจ เพราะพวกเขาเป็นคนเฉยชา พวกเขาดำเนินชีวิตฝ่ายจิตอย่างสุขอุรา พวกเขาคิดว่า ‘ฉันทำสิ่งที่ฉันทำได้ แต่ฉันอยู่ในจุดที่สงบและไม่ต้องการที่จะถูกรบกวนด้วยสิ่งที่ไม่คุ้นเคย’

“คนเหล่านี้ที่ดำเนินชีวิตอย่างสุขสบายและคิดว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง กล่าวคือ เขาคิดว่า ‘ฉันไปมิสซาวันอาทิตย์ ฉันสวดภาวนาบ้างเป็นบางครั้ง ฉันรู้สึกดี ฉันอยู่ในพระหรรษทานของพระเจ้า ฉันรวย และฉันไม่ต้องการสิ่งอื่นใด ฉันสบายดี’ ความรู้สึกนึกคิดแบบนี้คือสภาวะของบาป พระเจ้าทรงใช้คำพูดแรงๆ กับคนพวกนี้ พระองค์ตรัสว่า ‘เพราะเจ้าไม่เย็นไม่ร้อน (เฉยชา) เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา’ ทั้งที่พระเจ้าตรัสแบบนี้ พระองค์ยังคงมีคำแนะนำให้คนเหล่านี้ พระองค์ตรัสว่า ‘จงสวมเสื้อ(ขาว)เพื่อปกปิดร่างกายอันเปลือยเปล่าของท่าน’

“ดังนั้น นี่คือการเรียกครั้งที่สองไปยังคริสตชนที่ดำเนินชีวิตด้วยภาพลักษณ์ภายนอก พวกนี้คิดว่าพวกเขามีชีวิต แต่ที่จริงเขาตายแล้ว และพระเจ้าทรงขอร้องพวกเขาให้ระมัดระวัง ภาพลักษณ์ภายนอกคือผ้าห่อศพคริสตชนเหล่านี้ เพราะพวกเขาตายแล้ว พระเจ้าจึงตรัสเรียกให้พวกเขากลับใจ

“เราเป็นหนึ่งในคริสตชนที่ดำเนินชีวิตแบบภาพลักษณ์ภายนอกหรือเปล่า? ข้างในตัวเรายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม? เรามีชีวิตจิตอยู่หรือเปล่า? เราได้ยินเสียงพระจิตหรือไม่ เราฟังเสียงหรือไม่ เราก้าวไปข้างหน้าไหม? ถ้าทุกสิ่งดูดี เราไม่มีสิ่งใดที่เสื่อมเสีย กล่าวคือ เราคิดว่า เรามีครอบครัวที่ดี ผู้คนไม่นินทาเรา เรามีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เราแต่งงานในวัด เราอยู่ในพระหรรษทานของพระเจ้า เราดีอยู่แล้ว ความคิดแบบนี้คือภาพลักษณ์ภายนอกชัดๆ! คริสตชนที่ปรากฏด้วยภาพลักษณ์ภายนอก พวกเขาตายไปแล้ว!

“เราต้องแสวงหาสิ่งที่มีชีวิตในตัวเราพร้อมความทรงจำและการระมัดระวัง เราต้องประคับประคองตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า จงกลับใจเถิด จงกลับใจจากภาพลักษณ์ภายนอกเพื่อก้าวไปสู่สภาพความจริง กลับใจจากการเป็นคนเฉยชามาเป็นมีความรู้สึกเถิด

“ส่วนการเรียกครั้งที่สามคือการเรียกศักเคียสให้กลับใจ ศักเคียสคือหัวหน้าคนเก็บภาษีและเขาร่ำรวยมาก เขาขี้โกง เขาทำงานเพื่อพวกโรมัน เขาทรยศบ้านเกิดของตน

“ศักเคียสก็เหมือนผู้นำหลายๆ คนที่เรารู้จัก นั่นคือ ขี้โกง แทนที่จะทำงานรับใช้ประชาชน คนพวกนี้กลับทำงานสนองความต้องการของตัวเอง มีบางคนในโลกนี้ที่เป็นแบบนี้ ผลที่ตามมาคือประชาชนไม่ชอบศักเคียส ใช่ เขาไม่ได้เป็นคนเฉยชา เขายังไม่ตาย แต่เขาอยู่ในสภาพเน่าเปื่อย เขาโกง แต่เขารู้สึกถึงบางสิ่งในจิตใจ นั่นคือ พระเยซู ผู้ที่รักษาเขาและยังเป็นประกาศกที่ผู้คนพูดถึงอย่างมาก ศักเคียสบอกว่าตนต้องการจะเห็นพระเยซู เขาอยากเห็นพระองค์แบบสุดๆ พระจิตทรงชาญฉลาดมากๆ พระจิตหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความอยากพบเห็น(ลงในตัวศักเคียส) เพื่อจะให้เขาทำบางสิ่งที่น่าตลกขบขันแบบเล็กๆ ลองคิดถึงพวกผู้นำคนสำคัญดูซิ พวกผู้นำสูงสุดที่คดโกง คนที่เป็นหัวหน้าใหญ่ แต่ต้องปีนต้นไม้ขึ้นไปเพื่อเห็นขบวนของพระเยซู ลองคิดดูนะว่ามันตลกมากขนาดไหน!

“ศักเคียสไม่อายแม้แต่น้อย เขาต้องการจะเห็นพระเยซูและพระจิตก็ทำงานในตัวเขา จากนั้น พระวาจาของพระเจ้าก็เข้ามาสู่จิตใจของเขาด้วยคำพูดของพระเยซูและความชื่นชมยินดี คนที่สุขอุราและอยู่กับภาพลักษณ์ภายนอกได้หลงลืมว่าความชื่นชมยินดีคืออะไร แต่ชายขี้โกงคนนี้สัมผัสได้ทันทีถึงความชื่นชมยินดีนี้ หัวใจของเขาเปลี่ยนไป และเขากลับใจ เขายอมรับพระวาจาของพระเจ้าที่เข้าไปในในจิตใจของเขา และสัญญาว่า จะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้คนยากจน และถ้าเขาไปโกงใครมา ก็จะคืนให้คนนั้นสี่เท่า

“เมื่อการกลับใจสัมผัสกับเงินทอง มันก็เป็นที่แน่ชัด เป็นคริสตชนอยู่ในใจเหรอ ใช่ ทุกคนเป็น เป็นคริสตชนโดยสายเลือดหรือ ใช่ ทุกคนเป็นแบบนั้น อย่างไรก็ตาม เป็นคริสตชนด้วยเงินทองล่ะ มีไม่เยอะนะ การกลับใจจะเกิดขึ้นทันทีด้วยวาจาที่เที่ยงธรรม ศักเคียสกลับใจเพราะได้พบกับวาจาเที่ยงธรรม แต่วาจาอื่นล่ะ คนที่ไม่ต้องการกลับใจ ก็จะบ่นคร่ำครวญว่า ‘ดูซิ เขาไปบ้านของคนบาป เขาทำให้ตนเองต้องเปรอะเปื้อน เขาต้องชำระตนให้บริสุทธิ์นะ เพราะเขาเข้าไปในบ้านของคนบาป’

“นี่คือการเรียก 3 แบบเพื่อให้กลับใจ พระเยซูทรงเรียกเรียกคริสตชนเฉยชา, คริสตชนที่อยู่อย่างสุขอุรา, คริสตชนที่สนใจแต่ภาพลักษณ์ภายนอก, คริสตชนที่คิดว่าตนเองร่ำรวย แต่จริงๆแล้วยากจน ไม่มีสิ่งใดเลย และก็ได้ตายแล้ว

“พระวาจาของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ แต่พวกเราไม่มีความกล้าที่จะเชื่อในพระวาจาของพระองค์ เราไม่มีความกล้าที่จะรับพระวาจาของพระเจ้าที่จะรักษาจิตใจของเรา

“ในสัปดาห์สุดท้ายของปีพิธีกรรม พระศาสนจักรต้องการให้เราทุกคนคิดอย่างจริงจังมากๆ เกี่ยวกับการกลับใจ เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าบนหนทางของชีวิตคริสตชน นี่คือการบอกเราให้จดจำพระวาจาของพระเจ้า ให้เรารู้จักระมัดระวัง และเชื่อฟังพระวาจาของพระองค์ เพื่อที่เราจะสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ด้วยการกลับใจ” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

17 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “อย่าเป็นคริสตชนที่แสวงหาสิทธิพิเศษในพระศาสนจักร”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือนสติ อย่าเป็นคริสตชนที่แสวงหาสิทธิพิเศษในพระศาสนจักร ส่วนคนที่มีสิทธิพิเศษบางอย่างอยู่กับตัว อย่าสนุกกับสิทธิพิเศษที่ได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า จนไม่ยอมแบ่งปันสิทธินี้ให้กับผู้ยากไร้ 



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารประจำพิธีนี้ พระเยซูทรงทำอัศจรรย์ด้วยการรักษาคนตาบอดให้กลับมามองเห็นอีกครั้ง

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า “พ่ออยากแบ่งปันพระวรสารวันนี้ ด้วยการอธิบายคริสตชนออกเป็น 3 กลุ่ม

“คนกลุ่มแรกคือชายตาบอดที่เป็นคนไร้ค่าในสายตาของโลก ชายคนนี้ปรารถนาเพียงความรอดเท่านั้น ชายคนนี้ปรารถนาที่จะได้รับการรักษาอย่างถึงที่สุด เขาจึงตะโกนและตะโกน กระทั่งกำแพงของความเมินเฉยได้พังทลายลง และเขาสามารถที่จะเคาะประตูหัวใจของพระเจ้าได้ คนรอบข้างบรรดาสาวกต้องการให้ชายคนนี้เงียบ เพื่อกันออกจากการรบกวนพระเจ้า ชายที่เป็นส่วนเกินของสังคมคนนี้ไม่สามารถเข้าใกล้พระเจ้า เพราะคนกลุ่มนี้ปิดประตูไม่ให้เขาเข้าไป

"สิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยมากท่ามกลางพวกเราผู้มีความเชื่อในพระเจ้า เมื่อเราได้พบพระเจ้าโดยไม่ทันสังเกต พวกเราก็สร้างบ่อเกิดของชั้นบรรยากาศเล็กๆแบบสมณศักดิ์ขึ้นแล้ว ไม่ใช่แต่พระสงฆ์และพระสังฆราชเท่านั้น แต่พวกฆราวาสก็เหมือนกัน กล่าวคือ พวกเราเป็นหนึ่งเดียวที่ร่วมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า แต่สำหรับพวกเราทุกคนที่มองไปที่พระเจ้า พวกเราล้มเหลวที่จะมองเห็นความต้องการของพระองค์ พวกเราไม่ได้มองไปที่พระเจ้าผู้ทรงหิว ผู้ทรงกระหาย ผู้ทรงถูกจองจำในคุก ผู้ทรงอยู่ในโรงพยาบาล พวกเราไม่ได้มองไปที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นส่วนเกินของสังคม

“คนกลุ่มที่สองที่พ่ออยากกล่าวถึง คนพวกนี้เป็นผู้ติดตามพระคริสตเจ้า พวกเขารู้สึกอย่างยิ่งว่าตนได้รับเลือก พวกเขาจะพูดและคิดเหมือนกับว่า ‘ตอนนี้ เราได้รับเลือกสรร พวกเราอยู่กับพระเจ้าแล้ว’ ฉะนั้น พวกเขาต้องการจะเก็บรักษาโลกใบเล็กๆเพื่อตัวเอง เก็บรักษาโลกใบเล็กๆนี้ให้ห่างไกลจากทุกคน แม้แต่เด็กเล็กๆที่อาจจะรบกวนพระเจ้าก็ตาม

“เมื่ออยู่ในพระศาสนจักร คริสตชนและผู้อภิบาลที่ทำตัวแบบนี้ได้กลายเป็นกลุ่มๆหนึ่งที่ไม่ใช่พระศาสนจักร แต่เป็น ‘สมณศักดิ์’ พวกเขาสนุกกับสิทธิพิเศษที่ได้ใกล้ชิดพระเจ้า พวกเขาถูกประจญล่อลวงให้หลงลืมรักแรกของตัวเอง ความรักที่สวยสดงดงามซึ่งพวกเราทุกคนมีในตอนที่พระเจ้าทรงเรียกเรา ช่วยเรา และตรัสกับเราว่า ‘แต่เรารักท่านมาก’ นี่คือการประจญล่อลวงที่บรรดาอัครสาวกมีกับตัว กล่าวคือ หลงลืมรักแรกของตัวเอง

“ส่วนคนกลุ่มที่สาม ก็คือ พวกชาวบ้านธรรมดาทั่วไป คนพวกนี้สรรเสริญพระเจ้าสำหรับการรักษาชายตาบอด กี่ครั้งกันที่เราพบคนธรรมดาเรียบง่ายเหล่านี้ มีหญิงชรากี่คนที่แทบจะเดินไม่ได้แล้ว แต่ยังออกเดินทางเพื่อไปภาวนา ณ สักการะสถานแม่พระ คนพวกนี้ไม่เคยเรียกร้องสิทธิพิเศษ มีสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือพระหรรษทาน นี่คือผู้มีความเชื่อที่รู้ถึงวิธีการที่จะเสียเวลาของตนไปกับพระเจ้าและติดตามพระองค์ โดยไม่เรียกร้องสิทธิพิเศษใดๆ

“ขอให้เราอย่าเดินเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเล็กๆของสิทธิพิเศษของการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซู อย่าเป็นคนที่หันหลังออกจากพระศาสนจักรของพระเจ้าซึ่งกำลังทนทุกข์ทรมาน แต่ขอให้เราวอนขอความรอดพ้นซึงสิ่งนี้ เรียกร้องความเชื่อและเรียกร้องการรับฟังพระวาจาของพระเจ้า ขอให้เราวอนขอพระหรรษทานให้เป็นผู้มีความศรัทธาต่อพระเจ้า โดยปราศจากการเรียกร้องสิทธิพิเศษ ซึ่งจะแยกเราออกจากประชากรของพระองค์” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

16 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “อย่าเก็บพระพรที่พระเจ้ามอบให้ไว้กับตัวเองคนเดียว”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ อย่าเก็บพระพรและสิ่งดีๆ ที่พระเจ้ามอบให้เราไว้กับเราเพียงคนเดียว แต่จงทำให้พระพรนี้เจริญเติบโตและก่อให้เกิดประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆด้วย ทรงสอน เราทุกคนได้รับพระพรที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ความวางใจที่พระเจ้ามอบให้เราว่า เราจะทำให้พระพรนี้เกิดประโยชน์



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 40,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารเรื่องเงินตาแลนท์ให้กับทุกคน

พระสันตะปาปาตรัสว่า “ในอุปมาเรื่องนี้ เจ้านายคือพระเยซู พวกเราคือผู้รับใช้ และเงินตาแลนท์คือมรดกที่เราได้รับจากพระเจ้า ว่าแต่ มรดกนี้คือสิ่งใดล่ะ คำตอบคือพระวาจาของพระเจ้า, ศีลมหาสนิท, ความเชื่อในพระบิดาเจ้าสวรรค์ และการให้อภัยของพระองค์ ... มรดกเหล่านี้พระเจ้าทรงมอบความใจไว้กับเรา แต่มันไม่ได้หมายความว่า เราต้องปกป้องของขวัญชิ้นนี้อย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังต้องทำให้เงินนี้เจริญเติบโต

“เราทำอะไรกับของขวัญนี้บ้างล่ะ มีใครบ้างที่เราได้เผยแพร่ความเชื่อนี้ให้ มีกี่คนที่เราได้ส่งเสริมให้กำลังใจด้วยความหวังของพวกเรา มีความรักมากแค่ไหนที่เราได้แบ่งปันกับเพื่อนพี่น้อง ทุกที่และทุกเวลา แม้ในสถานที่อันห่างไกลและอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ก็ยังสามารถเป็นสถานที่ซึ่งเราสามารถทำให้เงินตาแลนท์นี้เจริญงอกงามได้นะ

“อุปมาเรื่องเงินตาแลนท์กระตุ้นเราว่า อย่าปกปิดความเชื่อและการที่เราเป็นของพระคริสตเจ้า อย่าปกปิดพระวาจาของพระเจ้า แต่จงทำให้สิ่งนี้แพร่ขยายในชีวิตของเรา ในความสัมพันธ์ของเรา และในสถานการณ์ที่จับต้องได้ การเป็นประจักษ์พยานแบบคริสตชนของเราต้องก้าวออกไปหาคนอื่น ต้องเติบโต และต้องบังเกิดผล

“ขอให้พวกเรากลับไปอ่านและรำพึงพระวรสารวันนี้จากนักบุญแม็ทธิวอีกครั้งนะ สำหรับเงินตาแลนท์, ความมั่งคั่ง, สิ่งดีๆฝ่ายจิต, สิ่งดีๆที่พระเจ้ามอบให้เรา เราได้ทำให้สิ่งเหล่านี้เติบโตงอกงามในตัวผู้อื่นอย่างไรบ้าง หรือว่า เราเก็บมันไว้ในที่มิดชิดเพียงอย่างเดียว

“พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคน และมอบสิ่งที่ดีที่ถูกต้องให้กับเราแต่ละคน แม้ว่า เราจะไม่ได้รับของขวัญชิ้นเดียวกันจากพระเจ้า แต่มันมีบางสิ่งที่เราได้เหมือนกัน นั่นคือ ความมั่นใจของพระเจ้าที่มีต่อเรา พระเจ้าทรงวางใจเรา พระเจ้าทรงมีความคาดหวังในตัวเรา พวกเราต้องอย่าให้ความกลัวเข้ามาหลอกลวงเรา แต่เราต้องวางใจในพระเจ้า ผู้ทรงมอบความวางใจในเรา” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวจบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวเรียกร้องทุกฝ่ายให้พูดคุยกับผู้อพยพ หลังไม่นานมานี้ เกิดความตึงเครียดระหว่างชาวเมืองโรมกับบรรดาผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอาศัยในตัวเมือง นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับหลายเมืองของยุโรปด้วย

Read More: Vatican Radio



15 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “หมอคาทอลิกอย่าสงสารคนไข้แบบผิดๆ”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้องบรรดาแพทย์คาทอลิก อย่าเกิดความรู้สึกสงสารแบบผิดๆ ต่อผู้ป่วย อาทิ การส่งเสริมการทำแท้ง การการุณยฆาต และการส่งเสริมให้มีการปฏิสนธินอกร่างกาย ทรงชี้ การมีลูกคือของขวัญจากพระเจ้า ดังนั้น มันไม่ใช่ “สิทธิ” ของเราที่จะไป “ผลิตเด็ก” ด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย ทรงย้ำ ความสงสารที่แพทย์มีให้ผู้ป่วย ต้องเป็นแบบเดินร่วมทางไปกับพวกเขาในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก



ช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดาแพทย์คาทอลิกที่มาเข้าเฝ้าพร้อมครอบครัว ภายในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงขอร้องพวกเขาให้ต่อต้าน “ความรู้สึกสงสารคนอื่นแบบผิดๆ” อาทิ การการุณยฆาต แต่จงเป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้าทั้งทางวาจาและการกระทำ เพื่อยืนยันว่า ชีวิตมนุษย์คือความศักดิ์สิทธิ์ มีคุณค่า และต้องไม่ถูกทำร้าย

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ความซื่อสัตย์ต่อพระวรสารแห่งชีวิตและเคารพต่อชีวิตซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้า  บางครั้ง เรียกร้องทางเลือกที่เปี่ยมด้วยความกล้าที่จะสวนกระแสโลก เฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ที่อาจจะต้องปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ขัดต่อมโนธรรม

“บางครั้ง ความคิดที่โดดเด่นจะชี้แนะความรู้สึกสงสารคนอื่นแบบผิดๆ อาทิ การช่วยสตรีในการส่งเสริมให้ทำแท้ง, การการุณยฆาต, การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ที่จะผลิตเด็ก (เด็กหลอดแก้ว ซึ่งหมายถึงการปฏิสนธินอกร่างกาย) และการพิจารณาว่าการมีลูกคือสิทธิ แทนที่จะคิดว่าลูกเป็นของขวัญจากพระเจ้า หรือการใช้ชีวิตมนุษย์มาเป็นหนูทดลองก็ตาม

“ความรู้สึกสงสารตามพระวรสารคือการร่วมทางไปกับเขาในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งก็คือ ความรู้สึกสงสารจากชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่เห็นและสงสาร จนนำไปสู่การช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม

“ชีวิตมนุษย์คือความศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยคุณภาพเสมอ ไม่มีชีวิตมนุษย์คนไหนที่ศักดิ์สิทธิ์ไปกว่าชีวิตเพื่อนมนุษย์คนอื่น ไม่มีชีวิตมนุษย์คนไหนที่เปี่ยมด้วยคุณภาพมากกว่าชีวิตเพื่อนมนุษย์คนอื่น

“สิ่งที่ผิดปกติในทุกวันนี้ ก็คือ มีการพัฒนาทางเลือกมากมายในการรักษา แต่ความสามารถในการดูแลผู้คนกลับลดลง เฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลคนที่อ่อนแอ คนป่วย คนชรา เด็ก และผู้พิการ ... ดังนั้น พึงระวังไว้ว่า การทดลองและการเล่นกับชีวิตถือเป็นบาปต่อพระเจ้าพระผู้สร้าง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คิดว่า มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของตนที่จะผลิตเด็ก มากกว่าจะมองว่านี่คือของขวัญจากพระเจ้า เรื่องนี้ยังรวมไปถึงเรื่องการุณยฆาตด้วยนะ

“จงใส่ใจกับชีวิตมนุษย์ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก กล่าวคือ จงดูแลเอาใจใส่คนป่วย คนชรา สิ่งนี้ล้วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับพันธกิจของพระศาสนจักร” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio


พระศาสนจักรเตรียมจัดมิสซาเปิด “ปีเพื่อนักบวช”

วาติกันเตรียมจัดมิสซาเปิด “ปีเพื่อนักบวช” ในวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า โดยปีเพื่อนักบวช จะมีขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2014 – 2 กุมภาพันธ์ 2016



สันตะสำนักประกาศอย่างเป็นทางการว่า วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2014 จะมีพิธีบูชาขอบพระคุณ โอกาส “เปิดปีเพื่อนักบวช” ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันดังกล่าว ยังเป็นวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าด้วย

พิธีดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงมอบหมายให้ “พระคาร์ดินัล ชูเอา บราซ เด อาวิส” (ในภาพ) ประธานสมณกระทรวงเพื่อนักบวช เป็นผู้แทนพระองค์ถวายพิธีบูชาขอบพระคุณ เนื่องจากวันดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงติดพันธกิจการเสด็จเยือนตุรกี ตั้งแต่วันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2014

ทั้งนี้ ปีเพื่อนักบวช จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2014 – 2 กุมภาพันธ์ 2016 ซึ่งวันปิดปีเพื่อนักบวช ยังตรงกับวันเพื่อนักบวชด้วย

อนึ่ง พระคาร์ดินัล ชูเอา บราซ เด อาวิส เป็นหนึ่งในพระคาร์ดินัลที่ได้รับการยกย่องเรื่องความสุภาพ เรียบง่าย และถือความยากจนเป็นอย่างมาก ท่านเป็นพระคาร์ดินัลที่สื่อมวลชนและสัตบุรุษให้ความรักและศรัทธาเป็นอย่างมาก

Read More: Vatican Radio


14 November 2014

โป๊ปฟรังซิส: “อย่าเน้นผลกำไรจนมองข้ามความเป็นมนุษย์”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเน้นย้ำบรรดานักบัญชี อย่ามุ่งเน้นผลกำไรจนมองข้ามความเป็นมนุษย์ เพราะเมื่อเราบูชาผลกำไรจนเกินเลย ผลที่ตามมาคือเราจะไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมันยังทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของเราด้วย อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังได้ยกย่องเศรษฐกิจและการเงินว่าเป็นมิติสำคัญของมนุษย์ ที่จะทำให้เราได้เกิดความร่วมมือและพบปะกัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้สังคม



ช่วงสายวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับบรรดานักบัญชีที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โดยพวกเขามาเข้าเฝ้าหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภานักบัญชีสากล ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโรม

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา ตรัสกับพวกเขาว่า “จากการเฝ้าติดตามสถานการณ์จากอาชีพการงานของพวกท่าน พวกท่านคงทราบดีถึงสภาพความเป็นจริงที่ว่า อาชีพของคนจำนวนมากกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงมาก บางคนต้องตกงาน หลายๆ ครอบครัวต้องรับภาระหนักจากผลที่ตามมา และเยาวชนหลายคนก็ยังคงเฝ้าหางานแรกในชีวิต

“มันมีการประจญในยุคนี้ที่ล่อลวงให้หลายคนสนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนก่อนจะสนใจเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม พวกเราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ทำงานในสายเศรษฐกิจและการเงิน จะต้องมีบทบาทสำคัญและเป็นบทบาทที่ช่วยพัฒนาสังคม คนในสายงานนี้จะต้องนำพละกำลังจากการสวดภาวนาและจากพระวาจาของพระเจ้ามาใช้ เพื่อที่ว่า จะได้ทำหน้าที่ของตนอย่างดี และสามารถออกไปช่วยเหลือคนอื่นๆที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก

“เศรษฐกิจและการเงินคือมิติสำคัญของกิจกรรมของมนุษย์ และสามารถเป็นโอกาสที่ทำให้ได้พบปะกัน ได้เสวนากัน ได้เกิดความร่วมมือกัน ได้ตระหนักถึงสิทธิและการรับใช้ และได้ยืนยันถึงศักดิ์ศรีในงานที่ตนทำ

“อย่างไรก็ตาม มนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องถูกจัดให้อยู่อันดับแรก สิ่งนี้จะสวนทางกับทัศนคติที่มุ่งเน้นแต่ผลกำไร เมื่อเงินกลายเป็นทางออกและกลายเป็นเหตุผลของกิจกรรมทุกอย่าง ตรรกะอันโหดร้ายของผลกำไรจะไม่เคารพตัวบุคคล แต่มันจะเผยให้เห็นถึงการล่มสลายของคุณค่าแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันและความเคารพต่อมนุษย์

“ดังนั้น พ่อจึงขอเรียกร้องบรรดานักบัญชีได้ปลูกฝังจริยธรรมของการเงินและเศรษฐกิจ เพื่อจะได้ส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกันประดุจการแสดงออกของความห่วงในเพื่อผู้อื่น” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "พ่อแม่ต้องสอนลูกด้วยการเป็นตัวอย่าง อย่าพูดแต่ปาก แต่ไม่ทำตามที่สอน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาให้เด็กๆ พร้อมสอนเด็กๆ ให้สวดภาวนาขอพระเจ้าโปรดช่วยพวกเขาเดินบนหนทางของความจริงและความรัก พร้อมกันนี้ ทรงย้ำพ่อแม่ผู้ปกครอง สิ่งดีที่สุดที่เรามอบให้ลูกหลานก็คือความเชื่อในพระเจ้า เราต้องมอบผ่านทางการเป็นแบบอย่าง อย่าพูดแต่ปาก แต่ไม่ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างตามที่สอน



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา โดยวันนี้ถือเป็นมิสซาพิเศษสุดๆ เมื่อผู้ร่วมพิธีคือเด็กๆ จำนวนมากที่อยู่ในสังฆมณฑลโรม ซึ่งมาพร้อมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง

สำหรับบทเทศน์ประจำพิธีนี้ ก็เป็นโอกาสพิเศษอีกเช่นกัน โดยพระสันตะปาปาทรงเลือกวิธีการพูดคุยกับเด็กๆ ด้วยการตั้งคำถามหลายอย่าง และให้พวกเขาตอบอย่างเป็นกันเอง

พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการตรัสว่า "เด็กๆที่รัก พ่อขอถามว่า พวกลูกมาร่วมมิสซาวันนี้ เพื่ออะไร"

หลังจากพระสันตะปาปาถามแล้ว ปรากฏว่า เด็กๆ ทุกคนนั่งเงียบกันหมด ไม่มีใครกล้าตอบ แต่สักพัก ก็มีเด็กคนหนึ่งรวบรวมความกล้าแล้วพูดเสียงดังท่ามกลางความเงียบว่า "มาเพื่อเจอพระสันตะปาปาครับ"

พระสันตะปาปาทรงกล่าวตอบว่า "ขอบคุณมาก พ่อก็อยากเจอลูกเช่นเดียวกัน"

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเริ่มถามคำถามต่อไป โดยถามไปยังเด็กๆ ที่ได้รับศีลมหาสนิทและศีลกำลังเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน พระองค์ทรงชี้ให้ทุกคนที่ร่วมพิธีได้เห็นว่า ศีลล้างบาปได้เปิดประตูสู่ชีวิตคริสตชน และหลังจากที่เราได้รับศีลล้างบาปแล้ว การเดินทางของช่วงชีวิตคริสตชนก็ได้เริ่มต้นขึ้นทันที

พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่า "ในบทอ่านที่เราได้ฟังจากจดหมายของนักบุญจอห์น เกี่ยวกับเรื่อง "การดำเนินชีวิตอยู่ในความจริงและความรัก" นี่คือการเดินทางเดียวกันกับเราคริสตชน และต่อมา บนหนทางนี้ ศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็จะบังเกิดขึ้น อาทิ การแต่งงาน แต่สิ่งสำคัญสุดคือการรู้ถึงวิธีที่จะดำเนินชีวิตบนหนทางนี้ให้ได้ และรู้ถึงวิธีการดำเนินชีวิตให้เหมือนกับพระเยซู

"ในศีลศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ พ่อจึงอยากขอถามคำถามหนึ่งกับพวกลูก นั่นคือ การสวดภาวนาคือศีลศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่? เอ้า! ตอบมาดังๆ! ... คำตอบคือไม่ใช่นะ! คำตอบที่ถูกคือการสวดภาวนาไม่ใช่ศีลศักดิ์สิทธิ์ แต่เราทุกคนต้องสวดภาวนา พวกลูกรู้วิธีการสวดภาวนาใช่ไหม? (ทุกคนพยักหน้า) ดีๆ ดีมาก จงสวดภาวนาต่อพระเจ้านะ จงสวดขอพระเยซู สวดขอแม่พระ เพื่อช่วยเราบนหนทางแห่งความจริงและความรัก พวกลูกเข้าใจใช่ไหม?

"พวกลูกมาที่นี่เพื่อเจอพระสันตะปาปา ไหน ใครตอบแบบนี้นะ? แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น พวกลูกมาที่นี่เพื่อพบกับพระเยซูด้วยนะ เรื่องนี้ถูกต้องใช่ไหม? หรือพวกเราจะทิ้งพระเยซู? (เด็กๆ พร้อมใจตอบว่า "ไม่ใช่ครับ/ ค่ะ") เอาล่ะลูกที่รัก พระเยซูทรงอยู่บนพระแท่นแล้ว แล้วเราจะได้พบกับพระองค์ พวกเราทุกคนเลยจะได้พบกับพระองค์ ฉะนั้น ในตอนนี้ พวกเราต้องวอนขอพระเยซูได้โปรดสอนเราให้ก้าวเดินบนหนทางแห่งความจริงและความรัก พวกลูกทุกคนจะพูดพร้อมกันได้ไหม(พูดว่า "โปรดสอนเราให้ก้าวเดินบนหนทางแห่งความจริงและความรัก") เอาล่ะ พูดพร้อมกัน 'โปรดสอนเราให้ก้าวเดินบนหนทางแห่งความจริงและความรัก'

"เวลาที่พ่อมองไปที่พวกลูกทุกคน มันเหมือนกับการจ้องมองไปยังอนาคต มันเหมือนการมองโลกที่กำลังจะมาถึง พ่อจึงอยากถามบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองว่า สิ่งใดล่ะที่เราจะมอบไว้ให้กับลูกหลาน พวกเราได้สอนเขาตามที่เราได้ยินจากบทอ่านที่หนึ่งหรือไม่ เราได้สอนพวกเขาให้ก้าวเดินบนหนทางแห่งความจริงและความรักหรือเปล่า? หรือว่า เราสอนพวกเขาด้วยคำพูด แต่หลังจากนั้น เราให้ชีวิตของเราเป็นตรงกันข้ามกับที่สอน? มันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเราที่จะมองไปยังเด็กๆ เหล่านี้ คริสตชนต้องดูแลเอาใจใส่ลูกหลาน ค่อยๆสอนค่อยๆถ่ายทอดความเชื่อให้พวกเขาทีละเล็กทีละน้อย ส่งมอบความเชื่อบนสิ่งที่พวกเขาดำเนินชีวิตและสิ่งที่อยู่ในใจของเขา พวกเราต้องไม่ละทิ้งต้นไม้เล็กๆเหล่านี้ที่กำลังเติบโตนะ

"เราต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อเด็กๆ ว่าแต่ ทัศนคติของเราเป็นอย่างไร มันเป็นทัศนคติของพี่น้องและพ่อแม่ที่จะช่วยพวกเขาให้เจริญเติบโต หรือว่า จะทำให้พวกเขาห่างไกลออกไปเรื่อยๆ พวกเราทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในการมอบสิ่งดีที่สุดให้กับพวกเขา และสิ่งที่ดีที่สุดก็คือความเชื่อในพระเจ้า จงให้ความเชื่อแก่พวกเขา จงให้ด้วยการประพฤติตนเป็นแบบอย่าง เพราะคำพูดมันดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย โลกทุกวันนี้ถูกยึดครองด้วยภาพความฝัน โลกที่ทุกคนมีคำพูดเลื่อนลอย แต่การเป็นแบบอย่างล่ะ!? เราต้องเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างให้พวกเด็กๆ แล้ววันนี้ เราเป็นแบบอย่างอะไรให้พวกเขาได้เห็นหรือยัง" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

 
Contact: editor@popereport.com