Instagram

01 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ความรักสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ ขอแค่เราเชื่อในพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ความรักสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ ขอแค่เราเชื่อในพระเจ้า ทรงเผย วันศุกร์ที่แล้ว พระองค์ทรงถวายมิสซาเพื่อชาวคริสต์ในซีเรียและอิรักที่กำลังถูกกลุ่มไอซิสเบียดเบียนอย่างหนัก เช่นเดียวกับ เชิญภาวนาเพื่อเวเนซูเอล่าที่กำลังมีการประท้วงภายในประเทศอย่างรุนแรงด้วย


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงประจักษ์พระวรสารแก่ศิษย์ 3 คน พร้อมมีเสียงจากสวรรค์ว่า "ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด"

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "การติดตามพระเยซู การเชื่อฟังพระเยซูทำได้ด้วยการให้การมีชีวิตของเราเป็นของขวัญแห่งความรักให้กับผู้อื่น พวกเราทุกคนยังขึ้นไปบนภูเขาที่พระเยซูทรงประจักษ์พระวรกายและหยุดรำพึงถึงพระพักตร์ของพระองค์ ทั้งนี้ เพื่อน้อมรับคำสอนของพระเจ้าและตีความเข้าสู่การดำเนินชีวิตของเรา เพราะพวกเราทุกคนก็สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ด้วยความรักเช่นกัน"

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงกล่าวถามทุกคนแบบสดๆ โดยไม่ได้เตรียมไว้ในบทสอนว่า "ในความจริงแล้ว ความรักมีพละกำลังความสามารถที่จะแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง ความรักแปรเปลี่ยนทุกอย่างได้ ว่าแต่ พวกเราเชื่อในความรักว่าเปลี่ยนทุกอย่างได้หรือเปล่า (สัตบุรุษเงียบ และพระสันตะปาปาทรงถามดังๆ อีกครั้งว่า) พวกท่านเชื่อหรือเปล่าว่าความรักจะแปรเปลี่ยนทุกสิ่งได้

"ท่านเชื่อหรือไม่ (พระสันตะปาปาทรงถาม 3 ครั้ง ก่อนที่ทุกคนจะตอบกลับดังๆ ว่า 'เชื่อครับ/ ค่ะ'

"พี่น้องที่รัก จงฟังพระเยซู พระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอด จงติดตามพระองค์ไป ในความเป็นจริง การฟังเสียงของพระเยซูมีส่วนเกี่ยวข้องกับตรรกะแห่งธรรมล้ำลึกของปาสกา กล่าวคือ การให้ตัวเองเดินไปบนหนทางเดียวกับพระเยซู ทั้งนี้ เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นของขวัญแห่งความรักให้กับผู้อื่น และนบนอบเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า หนทางของพระเยซูนั้น นำความสุขแท้มาให้พวกเราเสมอ" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวจบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงสถานการณ์ที่กลุ่มไอซิสเข่นฆ่าคริสตชนในอิรักและซีเรีย

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "ข่าวเศร้าจากซีเรียและอิรัก การจับกุมตัวคริสตชนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง วันศุกร์ที่แล้ว พ่อได้ถวายมิสซาให้กับคริสตชนในซีเรียและอิรัก ในระหว่างที่พ่อเข้าเงียบกับสมาชิกโรมันคูเรีย พวกเราทุกคนต้องการย้ำกับพวกเขาว่า ในสถานการณ์แบบนี้ พวกเราไม่ลืมพวกเขา แต่พวกเราใกล้ชิดกับพวกเขาในคำภาวนาอย่างไม่หยุดหย่อน"

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อประเทศเวเนซูเอล่า ที่กำลังการประท้วงประธานาธิบดีอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นเด็กชายอายุ 14 ปีด้วย

หมายเหตุ - จากที่มีการแชร์ภาพว่า พระสันตะปาปาเชิญภาวนาเพื่อคริสตชนในซีเรียและอิรักในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2015 เวลาบ่าย 2 โมงของแต่ละประเทศ

Pope Report ขออธิบายว่า แคมเปญนี้ ไม่ได้มาจากพระสันตะปาปานะครับ แต่มาจาก www.catholic.org (http://bit.ly/1GCMrdT) ส่วนเรื่องภาวนาเวลาบ่าย 2 โมง มาจากเว็บนี้นะครับ (http://bit.ly/1GCMzKk) ไม่ได้มาจากพระสันตะปาปาและวาติกันแต่อย่างใด 


จึงอธิบายเพื่อทราบ เผื่อหลายคนสงสัยว่า ทำไมพระสันตะปาปาไม่ตรัสถึงเรื่องนี้เลย (ผมเช็คกับเพื่อนนักข่าวสายวาติกันหลายคน พวกเขาก็บอกว่า ไม่เคยได้ยินข่าวภาวนาตอนบ่าย 2 โมง วันที่ 1 มีนาคม 2015 เช่นกัน)




28 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ความรับผิดชอบต่อสังคมต้องมาจากใจ ไม่ใช่ตามแผนการตลาด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ต้องเกิดออกมาจากใจของเราจริงๆ ไม่ใช่มาจากแผนการตลาดเหมือนบริษัทบางแห่ง เจียดเงินน้อยๆ จากกำไรมหาศาลมาช่วยสังคม ทรงย้ำ เรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life balance) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราตระหนักอย่างเต็มที่ถึงกระแสเรียกการสร้างครอบครัวและการให้กำเนิดบุตร 


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับสมาชิกสหพันธ์สหกรณ์อิตาเลี่ยน กว่า 8,000 คนที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงให้ข้อคิดพวกเขาเกี่ยวกับมุมมองด้านการทำงาน การหาเงินเลี้ยงครอบครัว และการหลีกหนีจากวัฒนธรรมทิ้งขว้างในสังคมสมัยใหม่

พระสันตะปาปา ทรงกล่าวสอนว่า "มีแนวคิด 5 ประการที่พ่ออยากแบ่งปันพวกท่านทุกคน เรื่องแรก สหกรณ์ต้องดำเนินงานเป็นเครื่องยนต์ที่ยกระดับและพัฒนาส่วนที่อ่อนแอที่สุดของชุมชนและสังคมของเรา นี่คือหน้าที่ที่สำคัญสุดในการจัดตั้งสหกรณ์ใหม่ๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกัน การพัฒนาสหกรณ์ที่ดำเนินงานอยู่แล้วนั้น ก็ยังต้องสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ เฉพาะอย่างยิ่ง สร้างงานให้กับเยาวชนด้วย

"เรื่องที่สอง สหกรณ์จะต้องเป็นผู้นำในการนำเสนอผลลัพธ์ของสวัสดิการแบบใหม่ โดยเฉพาะในขอบเขตของการดูแลสุขภาพ

"เรื่องที่สาม ระบบเศรษฐกิจจะต้องมีความสัมพันธ์กับความยุติธรรมทางสังคมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราจำเป็นต้องมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั่วโลก พ่ออยากขอร้องสมาชิกสหพันธ์ทุกคน นำสหกรณ์ไปจัดตั้งให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่ที่ชายขอบของสังคม

"พ่ออยากกล่าวถึงแนวคิดเสรีนิยมที่เน้นเสรีภาพในการค้าขาย แนวคิดเสรีนิยมนี้เชื่อมั่นในพื้นฐานสำคัญอย่างแรกก็คือการสร้างความร่ำรวย โดยไม่สนว่าจะมาด้วยวิธีใดก็ตาม บางคนอาจคิดว่า บริษัทเหล่านี้ได้มอบความมั่งคั่งเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว (Social Responsibility) แต่ถ้าเราคิดแบบนั้น เราก็ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลอกตัวเองว่าเรากำลังทำความดี แต่โชคร้าย เราทำเพียงแค่หลักการตลาดเท่านั้น เรายังทำโดยให้พระเจ้าแห่งเงินตราเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอยู่ดี

"เรื่องที่สี่ สหกรณํจะต้องดำเนินบทบาทสำคัญในการดำรงรักษา ส่งเสริม และสนับสนุนชีวิตครอบครัว โดยผ่านทางการยืนยันถึงเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life balance) สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้หญิงตระหนักอย่างเต็มที่ถึงกระแสเรียก(ความเป็นแม่ของตน)และนำไปสู่การปฏิบัติพระพรที่ตนเองได้รับ

"เรื่องที่ห้า ทรัพยากรเงินทุนอาจมีน้อยในการจัดตั้งโครงการต่างๆ ดังนั้น พ่ออยากขอร้องสมาชิกทุกคนรู้จักลงทุนอย่างชาญฉลาด เงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่าให้เงินเป็นพระเจ้าเหมือนที่นักบุญฟรานซิส อัสซีซี เรียกเงินว่าเป็นมูลของปีศาจ เพราะเมื่อเงินกลายเป็นสิ่งที่เราเลื่อมใส มันก็ควบคุมชีวิตของเรา มันทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน

"สุดท้าย พ่อขอให้สหกรณ์ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งความซื่อสัตย์และเศรษฐกิจแห่งการเยียวยากัน จงมีความกล้าที่จะสร้างหนทางที่ยุติธรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน ความยุติธรรม และสันติภาพให้กับโลก" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาต้อนรับสมาชิกสหพันธ์สหกรณ์อิตาเลี่ยน


 

22 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ขอให้อ่านพระวรสารทุกวัน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แค่ 10 นาทีก็ยังดี"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงหวังเห็นคาทอลิกอ่านพระวรสารทุกวัน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แค่ 10 นาทีก็ยังดี ทรงขอร้องให้ทุกคนนำพระวรสารเล่มเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้ด้วย เพื่อจะได้หยิบมารำพึงไตร่ตรองเวลาว่างๆ พร้อมกันนี้ ทรงขอคำภาวนาเป็นพิเศษที่วันนี้ พระองค์จะนำพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชในโรมันคูเรีย ไปเข้าเงียบมหาพรตเป็นเวลา 1 สัปดาห์ด้วย



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงนำสัตบุรุษกว่า 50,000 คน สวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปาทรงแจกหนังสือภาวนาเล่มเล็กๆ ให้กับสัตบุรุษทุกคนที่มาร่วมภาวนาด้วย โดยคนที่ทำหน้าที่แจกหนังสือที่กลางลานมหาวิหารนักบุญเปโตร บางส่วนเป็นผู้เร่ร่อนและไร้ที่อยู่อาศัยที่มานอนรอบๆ มหาวิหาร

พระวรสารประจำอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเข้าไปในถิ่นทุรกันดารและจำศีลอดอาหารเป็นเวลา 40 วัน พระองค์ทรงถูกซาตานผจญล่อลวง แต่ก็ทรงเอาชนะมันได้ (มก 1:12-15)

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "ในถิ่นทุรกันดาร พวกเราสามารถฟังเสียงของพระเจ้าและเสียงของซาตานได้อย่างชัดเจน พวกเราฟังเสียงของพระเจ้าผ่านทางพระวาจาของพระองค์และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมการอ่านพระคัมภีร์ถึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่อ่านพระวาจาของพระเจ้า เราจะไม่สามารถที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการล่อลวงของปีศาจได้เลย

"ด้วยเหตุนี้ พ่อต้องการเน้นย้ำอีกครั้งว่า เราต้องอ่านพระวรสารทุกวันและต้องไตร่ตรองความหมายด้วย แม้จะอ่านแค่ 10 นาทีก็ยังดี และขอให้พวกเราถือพระวรสารเล่มเล็กๆ ติดกระเป๋าไปด้วยทุกวัน หวังว่า ความว่างเปล่าของเทศกาลมหาพรตจะช่วยเราให้ปฏิเสธจิตตารมย์ทางโลก ขอให้มหาพรตช่วยเราให้กล้าที่จะเลือกทางเดินไปกับพระวรสารและเสริมสร้างพละกำลังของความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องชายหญิงทุกคน" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปาทรงแจ้งให้ทุกคนทราบว่า วันนี้ จะมีการแจกหนังสือภาวนาเล่มเล็กๆ ให้กับสัตบุรุษทุกคนที่มาร่วมภาวนา โดยพระสันตะปาปาตรัสว่า "หนังสือเล่มนี้ ข้างในเป็นเรื่องบัญญัติ 10 ประการ, เรื่องศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ด และเป็นบทภาวนาอื่นๆ โดยคนที่จะทำหน้าที่แจกที่กลางลานมหาวิหารนักบุญเปโตร บางคนเป็นผู้เร่ร่อนและไร้ที่อยู่อาศัยที่มานอนรอบๆ มหาวิหารนั่นเอง"

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงแจ้งทุกคนว่า วันนี้ตอนบ่ายๆ พระองค์จะนำสมาชิกในโรมันคูเรีย ไปเข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจช่วงเทศกาลมหาพรต โดยจะไปเข้าเงียบที่หมู่บ้านเล็กๆ ในอาร์ริชา นอกกรุงโรม พระสันตะปาปาทรงขอคำภาวนาเป็นพิเศษจากทุกคน เพื่อให้การเข้าเงียบครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และช่วยให้ทุกคนสามารถแก้ไขความผิดพลาดและเอาชนะการผจญล่อลวงในจิตใจ

ประมวลภาพ: การสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว

Read More: Vatican Radio


21 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ถ้าโจรกลับใจด้วยใจจริง พระเจ้าและพระศาสนจักรก็พร้อมต้อนรับ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ ถ้าอาชญากรที่เคยทำความชั่ว แต่สำนึกผิดกลับใจและตั้งใจจะทำแต่ความดี พระเจ้าและพระศาสนจักรก็พร้อมต้อนรับท่าน แต่มีข้อแม้ว่า ต้องกลับใจอย่างแท้จริง ทรงย้ำ คนที่ภายนอกทำเป็นเคร่งเรื่องศาสนา แต่ภายในไม่กลับใจ สิ่งนี้ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า 



ช่วงสายวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับพระสังฆราช พระสงฆ์ และสัตบุรุษจากสังฆมณฑลคาสซาโน่ อัลโยนิโอ แคว้นคาลาเบรีย ประเทศอิตาลี ที่มาเข้าเฝ้าในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน การมาเข้าเฝ้าในครั้งนี้ สังฆมณฑลคาสซาโน่ อัลโยนิโอ เรียกว่า เป็นการ "มาเข้าเฝ้าแบบเยี่ยมตอบแทนพระสันตะปาปา" หลังจากที่พระองค์เสด็จอภิบาลถึงสังฆมณฑลพวกเขาเมื่อเดือนมิถุนายน 2014

แคว้นคาลาเบรียค่อนข้างจะขึ้นชื่อเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ คนไร้งานทำเยอะมาก และมีปัญหาอาชญากรรม เฉพาะอย่างยิ่งมีกลุ่มมาเฟียชื่อว่า "เอ็นดราเก็ตต้า" คอยก่อกวนชาวเมือง พระสันตะปาปาจึงตรัสให้ข้อคิดกับสัตบุรุษทุกคนว่า "ใครก็ตามที่รักพระเยซู ได้ยินเสียงพระเยซู และรับพระวาจาของพระองค์ พร้อมดำเนินชีวิตตอบสนองต่อเสียงเรียกของพระเจ้าอย่างจริงใจ เขาก็ไม่สามารถยอมให้ตนเองเข้าไปข้องเกี่ยวกับงานของปีศาจเป็นอันขาด

"คนที่รุกรานศักดิ์ศรีของมนุษย์ คนที่กระทำการรุกรานและสร้างความรุนแรงต่อผู้อื่นและต่อสิ่งแวดล้อม เขาคนนั้นไม่สามารถเรียกตัวเองว่าคริสตชน!

"คนที่ภายนอกดูเคร่งศาสนา แต่ภายในปราศจากการกลับใจอย่างแท้จริง ถือว่าไม่เพียงพอที่จะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์

"สำหรับคนที่เลือกหนทางของปีศาจและพัวพันกับกลุ่มอาชญากรรม ถ้าท่านกลับใจมารับใช้ความดีแบบชัดแจ้งและเป็นที่ประจักษ์ชัดกับทุกคนเหมือนที่ท่านเคยรับใช้ความชั่ว พ่ออยากบอกว่า พระเจ้าทรงรอพวกท่านเสมอและพระศาสนจักรก็รอต้อนรับพวกท่านเสมอ" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบสัตบุรุษจากสังฆมณฑลคาสซาโน่ อัลโยนิโอ

Read More: Vatican Radio

20 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ทำบุญให้พระศาสนจักรด้วยเงินที่เอาเปรียบคนอื่น ถือเป็นบาปร้ายแรง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือน การทำบุญให้พระศาสนจักรด้วยเงินที่เอาเปรียบลูกจ้างของตน ทำบุญด้วยเงินที่ไม่โปร่งใส ถือเป็นบาปร้ายแรงมากๆ เพราะนี่คือการใช้พระเจ้ามาปกปิดความอยุติธรรมของตน ทรงสอน การจำศีลอดอาหารและเป็นทุกข์ถึงบาปต้องทำจากใจ ทำต่อหน้าพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ทำเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองดูดี ทรงหวังเห็นคริสตชนไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ไม่ใช่แบ่งแยกพวกเขาและพูดว่า "เราไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนที่ติดคุก"



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประมิสซานี้จากหนังสือประกาศกอิสยาห์ พระเจ้าตรัสว่า "จงร้องให้เต็มกำลัง จงประกาศให้ประชากรของเราได้รู้ว่า เขาล่วงละเมิด ในวันจำศีลอดอาหาร บางคนยังแสวงหาผลประโยชน์ ยังทะเลาะวิวาท ยังโต้เถียง ชกต่อยกันอย่างอยุติธรรม การจำศีลอดอาหารแบบนี้ จะไม่มีเสียงดังไปถึงเบื้องบนเลย"

พระสันตะปาปา ทรงเทศน์แบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "สิ่งที่พระเยซูทรงต้องการจากเราในเรื่องจำศีลอดอาหาร ก็คือ การแก้โซ่ตรวนจากอธรรมและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการถูกกดขี่ข่มเหง นี่คือการจำศีลอดอาหารที่แท้จริง การจำศีลอดอาหารไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ภายนอก หรือปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ทางศาสนา แต่การจำศีลอดอาหารต้องมาจากหัวใจของเราด้วย

"ในบทบัญญัติของพระเจ้า มันมีทั้งบัญญัติที่มุ่งไปสู่พระเจ้า มุ่งไปสู่เพื่อนพี่น้อง และมุ่งไปหาทั้งพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง พ่อไม่สามารถพูดได้ว่า 'ไม่นะ ผมจะทำตามพระบัญญัติ 3 ประการแรกเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะทำมากหรือน้อยก็ว่ากันไป' ไม่เลย! ถ้าท่านไม่ทำตามพระบัญญัติใดพระบัญญัติหนึ่ง ท่านจะไม่สามารถติดตามพระบัญญัติประการอื่นๆ ได้เลย ทั้งหมดถือเป็นหนึ่งเดียวกัน กล่าวคือ ความรักของพระเจ้าและความรักของเพื่อนมนุษย์คือหนึ่งเดียวกันและเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าท่านต้องการจะแสดงออกถึงการเป็นทุกข์ถึงบาปอย่างแท้จริง(ต่อหน้าพระเจ้า) ไม่ใช่แค่ทำให้ดูเป็นทางการ(ต่อหน้าเพื่อนพี่น้อง) ท่านต้องเป็นทุกข์ถึงบาปทั้งต่อหน้าพระเจ้าและต่อหน้าเพื่อนพี่น้องของท่าน"

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงยกตัวอย่างพวกที่ไปร่วมมิสซาทุกอาทิตย์และรับศีลมหาสนิท แต่ชีวิตประจำวันชอบโกง ทุจริต และจ่ายเงินที่ไม่โปร่งใสให้ลูกน้อง (Pay cash under the table)

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "มีสัตบุรุษชายและหญิงจำนวนมากที่มีความเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาไม่ปฏิบัติตนสอดคล้องกับพระบัญญัติ หลายคนพูดว่า 'ใช่ ผมมาร่วมมิสซา' แต่พ่ออยากถามว่า 'แล้วคุณปฏิบัติความรักความเมตตาหรือเปล่า' เขาอาจตอบกลับมาว่า 'แน่นอน! ผมส่งเช็คเงินสดให้พระศาสนจักรเสมอนะ' โอเค ท่านทำบุญเป็นเรื่องดี แต่ที่้บ้านของท่านหรือภายในพระศาสนจักร ท่านมีความเมตตาและเป็นธรรมกับพวกลูกน้องลูกจ้างของท่านหรือเปล่า ท่านมีความเมตตากับลูกๆ ของตนหรือไม่ เมตตาและเป็นธรรมกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และบรรดาลูกจ้างของท่านหรือเปล่า พวกท่านไม่สามารถทำบุญให้พระศาสนจักรในขณะที่ท่านปล่อยให้ลูกน้องของตนต้องแบกรับความไม่เป็นธรรมจากการกระทำของท่านนะ นี่คือบาปร้ายแรงมากๆ มันคือการใช้พระเจ้าเพื่อปกปิดความไม่ยุติธรรม"

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงอธิบายและย้ำว่า ตลอดเทศกาลมหาพรต คริสตชนควรจะก้าวออกไปหาคนที่ต่ำต้อยกว่าเรา คนที่ฐานะยากจนกว่าเรา ก้าวออกไปหาเด็กและคนชราที่ไม่มีประกันสุขภาพ และต้องเข้าคิวรับการรักษานานเกิน 8 ชั่วโมง กว่าจะได้พบกับคุณหมอ รวมไปถึงก้าวออกไปพบกับคนที่ถูกจองจำอยู่ในคุกด้วย

"หลายคนจะพูดทันทีว่า 'ไม่ล่ะ คนประเภทนี้ ผมไม่อยากสุงสิงด้วย เขาอยู่ในคุกนะ' ... เอาล่ะ ถ้าท่านไม่ติดคุก มันก็เป็นเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่านไม่ให้ทำบาป พวกท่านมีที่ว่างในหัวใจให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำบ้างไหม พวกท่านสวดภาวนาเพื่อพวกเขา เพื่อพระเจ้าจะช่วยพวกเขาให้เปลี่ยนชีวิตตัวเองบ้างหรือเปล่า

"ขอพระเจ้าทรงเดินเคียงข้างเราตลอดเทศกาลมหาพรตนี้ เพื่อที่ว่า การปฏิบัติตนตามข้อกำหนดมหาพรตจะกลายเป็นการฟื้นฟูจิตใจของเราอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่พวกเราสวดวอนขอ เพื่อพระเจ้าจะได้ประทานพระหรรษทานให้กับเรา" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

19 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ไตร่ตรองสักนิด ชีวิตเราเลือกพระเจ้าหรือเลือกบูชาสิ่งอื่น"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ชีวิตเราหมุนเร็วมาก ดังนั้น เราต้องหยุดสักนิดเพื่อคิดไตร่ตรองชีวิตของเรา เราต้องไตร่ตรองว่าเราเลือกพระเจ้า เลือกความดีอยู่หรือเปล่า หรือว่าเราเลือกบูชาสิ่งอื่นๆ แทนพระองค์ ทรงชี้ คนที่ไขว่คว้าความสำเร็จส่วนตัว คนที่พอใจที่มีคนสร้างอนุสวารีย์เทิดทูน แต่ชีวิตไม่เลือกเดินตามพระเจ้า เขาจะพบความล้มเหลว เพราะเขาจะได้กำไรทางโลก แต่ไม่สามารถรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้





ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านประมิสซานี้จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ เป็นเหตุการณ์ที่โมเสสถามประชาชนว่า จะเลือกชีวิตหรือความตาย เลือกความดีหรือความชั่ว ส่วนพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงสอนบรรดาศิษย์ว่า "ผู้ใดอยากติดตามเรา จงแบกกางเขนและตามเรามา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต เขาจะสูญเสียชีวิต แต่ผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนแบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "ทางเลือกที่โมเสสเสนอให้ประชาชนเลือกนั้น คือสิ่งที่คริสตชนต้องเผชิญในทุกวัน มันเป็นทางเลือกที่ยากมากนะ มันดูง่ายกว่านี้ที่จะปล่อยให้คนๆ หนึ่ง เคลิ้มไปกับความเอื่อยเฉื่อย เคลิ้มไปกับสถานการณ์ และเคลิ้มไปกับสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำ มันเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะเป็นผู้รับใช้เทพเจ้าอื่นๆ มันเป็นทางเลือกระหว่างพระเจ้ากับเทพเจ้าอื่นๆ ที่ไม่มีอำนาจที่จะให้ทุกสิ่งแก่เรานอกจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันไม่ง่ายที่จะเลือก พวกเรามีนิสัยชอบตามคนหมู่มากอยู่แล้ว มันก็เหมือนที่ทุกคนเป็นนั่นแหละ ทุกคนเลย ไม่มีเว้นสักคน

"วันนี้ พระศาสนจักรบอกเราว่า 'หยุดนะ หยุดและเลือกซะ' นี่คือคำแนะนำที่ดี มันเป็นการดีสำหรับเราที่จะหยุดและคิดสักนิดระหว่างวัน ลองคิดว่า ชีวิตเราเหมือนอะไรกัน เส้นทางไหนที่เรากำลังดำเนิน พวกเราควรจะพิจารณาคำแนะนำนี้ให้ลึกซึ้ง พิจารณาให้มากๆ ไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า กับพระเยซู ไตร่ตรองความสัมพันธ์ของเรากับพ่อแม่ กับเพื่อนพี่น้อง กับสามีหรือภรรยา ไตร่ตรองความสัมพันธ์ของเรากับลูกๆ

"พระวรสารวันนี้ พระเยซูก็สอนว่า 'จะมีประโยชน์อันใดหากมนุษย์ได้ทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป' การแสวงหาแต่ความสำเร็จส่วนตัว แสวงหาแต่การครอบครองสิ่งต่างๆ โดยไม่สนใจพระเจ้า แสวงหาแต่สิ่งเพื่อครอบครัวของตัวเอง ถือเป็นการเลือกหนทางที่ผิด

"มี 2 คำถามที่เราต้องไตร่ตรอง นั่นคือ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าคือความสัมพันธ์ของเรากับครอบครัวหรือไม่ มนุษย์เราสามารถทำกำไรจากทุกสิ่ง แต่สุดท้ายมันจะกลายเป็นความล้มเหลว เขาจะพลาดพลั้ง บางคนอาจแย้งว่า ผู้คนก็สร้างอนุสาวรีย์ให้เขานะ ผู้คนวาดภาพเขาเพื่อสดุดี แต่คำถามคือท่านก็ล้มเหลว เพราะท่านไม่ได้เลือกให้ดีระหว่างชีวิตกับความตาย

"คำถามต่อมาคือ ความรวดเร็วของชีวิตเราในตอนนี้เป็นอย่างไร เราไตร่ตรองสิ่งที่เราทำบ้างหรือเปล่า เราควรจะวอนขอพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานที่จะมีความกล้าสักนิดก็ยังดี กล้าที่จะเลือกพระเจ้า พวกเราจำเป็นต้องเลือกพระองค์เสมอนะ

"เมื่อพระเจ้าทรงให้คำแนะนำเราว่า 'หยุดนะ หยุดและเลือกซะ' พระองค์ไม่ได้ทอดทิ้งเรา พระองค์อยู่กับเราและต้องการช่วยเหลือเรา แต่พวกเราต้องมีความวางใจในพระองค์ พวกเราต้องมีความเชื่อในพระองค์ วันนี้ เมื่อเราหยุดคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ตัดสินใจและเลือกมันขึ้นมา พวกเรารู้ว่า พระเจ้าอยู่กับเรา เคียงข้างเรา พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา ไม่เคยเลย!" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio

18 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พระเจ้าไม่เคยลดความเมตตาที่มีต่อเรา พระองค์ดีใจเสมอถ้าเราขอคืนดีกับพระองค์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ เวลาให้ทาน ภาวนา และถือศีลอดอาหาร อย่าทำแบบโอ้อวด แต่จงทำเงียบๆ เพราะพระบิดาจะประทานรางวัลให้เราเอง ทรงชี้ พวกเสแสร้งหน้าซื้อใจคด ไม่รู้จักการร่ำไห้ไปกับคำภาวนาและความทุกข์ของคนอื่น ทรงสอน พระเจ้าไม่เคยลดความเมตตาที่มีต่อเรา พระองค์จะดีใจมากถ้าเรากลับไปขอโทษและคืนดีกับพระองค์





ช่วงเย็นวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาวันพุธรับเถ้า ณ มหาวิหารซานตา ซาบิน่า กรุงโรม ประเทศอิตาลี พิธีนี้ เริ่มต้นด้วยการขบวนแห่ออกจากมหาวิหารซาน อันเซลโม่ มายังมหาวิหาร ซานตา ซาบิน่า สถานที่ถวายมิสซาวันพุธรับเถ้า

ในส่วนของบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า "ในบทอ่านแรกจากหนังสือประกาศกโจเอล พระเจ้าตรัสว่า 'ท่านจงร่ำไห้คร่ำครวญ' ประกาศกโจเอลได้ครุ่นคิดอย่างหนักถึงคำภาวนาที่ต้องเปี่ยมด้วยการร่ำไห้  พวกเราทุกคนโดยเฉพาะพระสงฆ์ ควรจะวอนขอพระพรแห่งการร่ำไห้ ทั้งนี้ เพื่อทำให้คำภาวนาของเราและการจาริกเดินทางนี้ เป็นเรื่องแท้จริงและปราศจากการเสแสร้งแกล้งทำใดๆ ทั้งสิ้น

"พวกเสแสร้งจะไม่รู้ถึงวิธีการที่จะร่ำไห้ พวกเขาหลงลืมการร่ำไห้ ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่วอนขอพระพรของการร่ำไห้คร่ำครวญ พวกเราควรจะถามตัวเองว่า 'เราร้องไห้บางไหม พระสันตะปาปาร้องไห้หรือเปล่า พระคาร์ดินัลล่ะ ร้องไห้บ้างไหม พระสังฆราชร้องไห้บ้างไหม พระสงฆ์ร้องไห้บ้างไหม นักบวชร้องไห้บ้างไหม พวกเราร่ำไห้ในคำภาวนาของเราหรือเปล่า

"ส่วนพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงงานของความเมตตา 3 อย่างตามธรรมบัญญัติของโมเสส ได้แก่ การให้ทาน, การภาวนา และการจำศีลอดอาหาร พระเยซูทรงเน้นมากๆ ว่า มันมีการประจญล่อลวงเสมอที่จะทำให้เราเป็นพวกเสแสร้ง พระเยซูทรงพูดเรื่องนี้ถึง 3 ครั้ง นั่นคือ 'เวลาให้ทาน อย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนพวกหน้าซื้อใจคดชอบทำในศาลาธรรม ... เมื่อท่านสวดภาวนา อย่าทำแบบพวกหน้าซื่อใจคดที่ชอบยืนตามมุม เพื่อให้คนเห็น ... เวลาอดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนพวกหน้าเสแสร้ง'

"พวกท่านก็รู้แล้วว่า พวกเสแสร้ง พวกหน้าซื้อใจคดไม่รู้วิธีการร่ำไห้ พวกเขาหลงลืมวิธีการร่ำไห้ ... พระเยซูทรงเชิญชวนเราให้ทาน ภาวนา และจำศีลอดอาหาร โดยปราศจากการโอ้อวด แต่จงวางใจในรางวัลของพระบิดาผู้ทรงจะประทานบำเหน็จให้ท่าน

"การกลับไปหาพระเจ้าด้วยหัวใจของเรานั้น หมายถึงการเดินบนหนทางของการกลับใจ เดินแบบไม่เป็นแบบขอไปทีหรือเดินแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่นี่คือการจาริกของจิตวิญญาณที่ไปยังจุดที่ลึกที่สุดของเรา พระเจ้าไม่เคยลดความเมตตาที่มีต่อเรา พระองค์ทรงปรารถนาจะให้อภัยเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระองค์ทรงเชิญชวนเราให้กลับไปหาพระองค์ด้วยหัวใจใหม่ หัวใจที่ชำระความชั่วออกไป และเดินบนหนทางของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

"ในพระองค์ โดยอาศัยการเสียสละของพระเยซูคริสต์ พวกเราจะกลายเป็นผู้ชอบธรรม ในพระองค์ เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าหากเรายอมรับพระหรรษทานของพระเจ้า ดังนั้น ขอให้เราใช้ช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาของเทศกาลมหาพรต คืนดีกับพระเจ้า ขอแม่พระดำรงอยู่ในจิตใจของเราเพื่อต่อสู้กับบาป ทั้งนี้ เพื่อเราจะได้ขับร้องบทเพลงแห่งความชื่นชมยินดีในวันปาสกา" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังพระสันตะปาปาทรงเทศน์จบ พระองค์ทรงรับการโปรยเถ้าจากพระคาร์ดินัล โยเซฟ ตอมโก้ จากนั้น พระองค์ทรงโปรยเถ้าให้กับสัตบุรุษต่อไป

ประมวลภาพ: มิสซาวันพุธรับเถ้า

Read More: Vatican Radio


15 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พระคาร์ดินัลต้องเห็นอกเห็นใจคนทุกข์ยาก จงถลกแขนเสื้อและออกไปช่วยพวกเขา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ พระคาร์ดินัลต้องเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจและต้องฟื้นฟูสิทธิของคนที่ถูกมองข้ามความสำคัญให้กลับมาอีกครั้ง ทรงสอน จงกล้าถลกแขนเสื้อขึ้น ออกลุยช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก อย่ามัวแต่ยืนดูเฉยๆ ทรงชี้ ความเมตตาไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้ เราต้องไม่นิ่งเฉยเมื่อเห็นคนทุกข์ร้อน แต่ความเมตตาคือการกล้าออกไปเสี่ยงกับคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ช่วยเหลือเขา ช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน



ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซา พร้อมกับบรรดาพระคาร์ดินัลใหม่ที่ได้รับแต่งตั้งเมื่อวานนี้ พิธีนี้ จัดในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมจำนวนมาก ในส่วนพระวรสารประจำวันนี้ เป้นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงรักษาคนป่วยโรคเรื้อน โดยไม่ลังเลใจเลย

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนจากพระวรสารว่า "พระเยซูทรงรู้สึกสงสารและยื่นพระหัตถ์ออกไปสัมผัสผู้ป่วยโรคเรื้อน พระองค์ตรัสว่า 'เราพอใจ จงหายเถิด' (มธ 1:40-41) นี่คือความเห็นอกเห็นใจและความสงสารของพระเยซู ความสงสารเห็นอกเห็นใจนี้ทำให้พระเยซูทรงใกล้ชิดกับทุกคนที่เจ็บปวด! พระเยซูไม่ถอยห่างจากพวกเขา แต่พระองค์ทรงเข้าไปสัมผัสกับทุกคนที่เจ็บป่วยและต้องการความช่วยเหลือ ด้วยเหตุผลเรียบง่ายนี้ พระองค์ทรงรู้และต้องการที่จะแสดงออกถึงความสงสารเห็นใจ เพราะพระองค์ทรงมีหัวใจไม่อายเลยที่จะมีความสงสารต่อคนอื่น

"ความรู้สึกสงสารเห็นใจนำพระเยซูให้ทรงแสดงออกอย่างจับต้องได้ พระองค์รักษาคนที่ถูกมองข้ามความสำคัญให้กลับมาสำคัญอีกครั้ง! นี่คือ 3 แนวทางหลักที่พระศาสนจักรได้นำเสนอในพิธีวันนี้ นั่นคือ ความรู้สึกสงสารเห็นใจของพระเยซู ในการเผชิญหน้ากับคนที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ และความปรารถนาของพระองค์ที่จะฟื้นฟูสิทธิของคนกลับมาอีกครั้ง

"คนที่ไม่มีใครให้ความสำคัญนั้น ในธรรมบัญญัติของโมเสส กล่าวไว้ว่า พวกนี้คือคนที่ต้องถูกแยกออกไปต่างหาก ... สังคมปฏิเสธพวกเขาและบังคับให้พวกเขาต้องอยู่ไกลๆ จากคนที่สุขภาพแข็งแรง มันเป็นการกีดกันพวกเขา ถ้าคนปกติคนไหนเข้าสัมผัสคนโรคเรื้อน เขาจะถูกลงโทษอย่างหนัก จะถูกปฏิบัติเหมือนคนโรคเรื้อนด้วย วัตถุประสงค์ของการทำแบบนี้เพื่อปกป้องสุขภาพและความชอบธรรม และยังเป็นการกำจัดภัยอันตรายด้วยการดูแลคนป่วยอย่างหยาบคายด้วย

"การฟื้นฟูสิทธิของคน (การฟื้นฟูคนที่ถูกมองข้าม) พระเยซูไม่ได้ละทิ้งธรรมบัญญัติของโมเสส แต่พระองค์มาเพื่อเติมเต็ม พระเยซูปฏิเสธที่จะประณามหญิงคนบาป แต่ทรงช่วยเธอจากการถูกหินทุ่มตามธรรมบัญญัติของโมเสส พระเยซูทรงปฏิรูปความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในบทเทศน์บนภูเขา (มธ 5) พระองค์ทรงเปิดให้มนุษยชาติเห็นตรรกะของพระเจ้า ตรรกะแห่งความรักที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความกลัว แต่ตั้งอยู่บนเสรีภาพและความเมตตา ตั้งอยู่บนตราประทับที่แข็งแรงและรักษาพระประสงค์ของพระเจ้า

"พระเยซูคือโมเสสใหม่ พระองค์ต้องการจะรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อน พระองค์ต้องการสัมผัสพวกเขาและฟื้นฟูพวกเขาให้กลับสู่สังคมโดยไม่โดนขัดขวางด้วยอคติ พระเยซูทรงสนองตอบทันทีที่คนโรคเรื้อนขอร้องให้พระองค์รักษา พระองค์ไม่มารีรอดูสถานการณ์ใดๆ สำหรับพระเยซู การออกไปช่วยเหลือคนที่อยู่ห่างไกล ออกไปช่วยรักษาบาดแผลของคนป่วย ออกไปฟื้นฟูทุกคนให้กลับสู่ครอบครัวของพระเจ้า ทั้งหมดนี้อยู่เหนือทุกสิ่ง แต่มันก็ทำให้บางคนรู้สึกเสื่อมเสียด้วยเช่นกัน พระเยซูไม่กลัวความอัปยศพวกนี้ ... พระองค์ต้องการที่จะฟื้นฟูคนที่สังคมไม่ยอมรับ พระองค์ต้องการที่จะช่วยเหลือคนที่อยู่ชายขอบทุกคน

"นี่คือแนวคิด 2 อย่างของการคิดแบบมีความเชื่อและการมีความเชื่อ ได้แก่ พวกเรากลัวที่จะเสียความช่วยเหลือไปและพวกเราต้องการที่จะช่วยคนที่สูญเสีย ... การคิดแบบมีความเชื่อ คิดแบบธรรมาจารย์ตามธรรมบัญญัติ มันคือการภัยอันตรายออกไปด้วยการละทิ้งคนติดโรคร้าย ส่วนการมีความเชื่อคือการคิดถึงพระเจ้า ผู้ทรงสวมกอดด้วยความเมตตาและฟื้นฟูคนๆ หนึ่งจากความชั่วร้ายให้เป็นความดี

"แนวคิด 2 อย่างนี้ถูกนำเสนอมาตลอดในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร นั่นคือ การขับไสไล่ส่ง และ การฟื้นฟูให้กลับมาสำคัญอีกครั้ง นักบุญเปาโลติดตามพระบัญชาของพระเจ้าด้วยการนำพระวรสารไปประกาศจนสิ้นพิภพ แต่ยังเกิดเรื่องเสื่อมเสียและเจอการต่อต้านอย่างรุนแรง รวมถึงการเป็นศัตรูกันด้วย เฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่เรียกร้องให้เชื่อฟังธรรมบัญญัติโมเสสอย่างไม่แปรเปลี่ยน แม้แต่ในตอนที่ทำให้คนต่างศาสนากลับใจก็ตาม ส่วนนักบุญเปโตร ก็ถูกตำหนิอย่างหนักจากกลุ่มคริสตชน เมื่อตอนที่ท่านเข้าไปในบ้านของคนต่างศาสนาอย่างคอร์เนลิอุส

"วิถีของพระศาสนจักรเป็นวิถีของพระเยซู วิถีของความเมตตาและการฟื้นฟูสิทธิของคน นี่ไม่ได้หมายความว่า เราประเมินอันตรายต่ำเกินไปด้วยการให้หมาป่าเข้ามาในคอกแกะ แต่มันคือการต้อนรับลูกล้างผลาญที่กลับใจ รักษาบาดแผลจากบาปด้วยความกล้าหาญและความตั้งใจแรงกล้า จงถลกแขนเสื้อขึ้นและอย่ายืนดูความทุกข์ของโลกเฉยๆ วิถีของพระศาสนจักรไม่ใช่การประณามทุกคนไปตลอด แต่เป็นการชโลมน้ำหอมแห่งความเมตตาของพระเจ้าลงบนผู้ที่วอนขอด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

"พูดง่ายๆ ความเมตตาไม่สามารถทำตัวเป็นกลางได้ ไม่สามารถทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สามารถเฉยชา หรือไม่สามารถวางตัวนิ่งเฉย ความเมตตาคือการติดเชื้อโรค มันกระตุ้นเราให้รู้สึกไม่ดี มันทำให้เสี่ยง และมันพัวพันกับเรา สำหรับความเมตตาที่แท้จริงนั้น มันจะเกินขีดจำกัดเสมอ มันไม่มีข้อแม้และต้องไม่หวังผลตอบแทน

"พระคาร์ดินัลที่รัก นี่คือ 'ตรรกะ' ความคิดของพระเยซูและนี่คือวิถีของพระศาสนจักร จงอย่าทำเพียงแค่ต้อนรับและการฟื้นฟูสิทธิของคนด้วยความกล้าในการประกาศพระวรสารให้กับคนที่มาเคาะประตูเราเท่านั้น แต่จงก้าวออกไปและตามหา จงกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และอย่ามีอคติกับคนที่อยู่ห่างไกล จงแบ่งปันอย่างเต็มที่ในสิ่งที่เราได้รับมาแบบฟรีๆ" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

14 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "พระคาร์ดินัลต้องมีเมตตา อดทนอดกลั้น อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางทุกสิ่ง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ พระคาร์ดินัลต้องเปี่ยมด้วยความเมตตา ต้องมีความอดทนอดกลั้น ต้องไม่อวดดี ไม่ทะนงตน อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทรงชี้ ความเมตตาไม่ใช่ความฉุนเฉียว ถ้าโกรธและอารมณ์จะปะทุ ก็ต้องให้อภัย พร้อมกันนี้ วาติกันประกาศรายชื่อวัดที่พระคาร์ดินัลเกรียงศักดิ์จะได้ปกครองในกรุงโรมแล้ว ได้แก่ วัดซานตา มารีอา อัดโดโลราต้า (วัดแม่พระมหาทุกข์) นั่นเอง




ช่วงสายวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประกอบพิธีสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ 20 องค์ ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน หนึ่งในพระคาร์ดินัลใหม่นี้ ได้แก่ พระคาร์ดินัล ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ ประเทศไทย นอกจากนี้ พิธีนี้ สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ก็มาร่วมพิธีด้วย

สำหรับบทเทศน์ประจำพิธีนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า "ตำแหน่งพระคาร์ดินัล แน่นอนมันคือเกียรติ แต่มันไม่ใช่เกียรติยศสูงศักดิ์ สิ่งนี้ เราเรียนรู้ได้จากชื่อของมันอยู่แล้ว คาร์ดินัลมาจากคำว่า 'cardo' (คาร์โด) แปลว่า บานพับ นี่ไม่ใช่เครื่องประดับ ไม่ใช่ของตกแต่งเหมือนกับชื่อตำแหน่งที่มีชื่อเสียงทรงเกียรติ แต่ตำแหน่งพระคาร์ดินัลคือแกนหลัก คือตำแหน่งของการสนับสนุนและขับเคลื่อนเพื่อชีวิตของกลุ่มคริสตชน

"ในพระศาสนจักร ขั้นตอนการทำงานทุกอย่างเริ่มจากความรักความเมตตา ทุกอย่างต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความรักความเมตตา และต้องถูกนำพาไปสู่ความรักความเมตตา ที่นี่ก็เช่นกัน พระศาสนจักรแห่งกรุงโรมได้ปฏิบัติแบบอย่างอันดีงามนี้ พระศาสนจักรถูกเรียกมาเพื่อรับผิดชอบทุกสิ่งด้วยความรักความเมตตา

"ด้วยเหตุนี้ พ่อเชื่อว่าเรื่องความเมตตาในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 จะเป็นสิ่งนำทางสำหรับการเฉลิมฉลองนี้และสำหรับงานอภิบาลของท่านด้วย เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่วันนี้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล พวกเราทุกคน ตัวพ่อเองและพวกท่านทุกคนที่อยู่กับพ่อตรงนี้ จะต้องให้เราได้รับการนำทางจากและรับแรงบันดาลใจจากนักบุญเปาโล เฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อหาที่ท่านระบุเรื่องความเมตตา

"นักบุญเปาโลบอกเราถึงความเมตตาว่า เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว ความเมตตาคือความอดทนและความอ่อนโยนความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการรับใช้พระศาสนจักร หัวใจของเราต้องแผ่ออกไปตามขนาดหัวใจของพระคริสตเจ้า

"ความอดทน ความอดกลั้น คือความรู้สึกที่เหมือนกันกับความเป็นคาทอลิก มันหมายถึงการที่จะรักใครแบบไม่มีขอบเขต มันหมายถึงการรักโดยไม่เมินเฉยต่อสิ่งเล็กๆ

"การที่จะเรียนรู้ความรักโดยผ่านทางความกรุณา ความเมตตากรุณาหมายถึงการหนักแน่นและการยืนหยัดในความตั้งใจที่จะทำแต่สิ่งดีงามต่อผู้อื่น แม้กับผู้ที่ไม่เป็นมิตรกับเราด้วย

"นักบุญเปาโลยังกล่าวต่อไปอีกว่า ความเมตตาคือการไม่อิจฉาหรือการอวดดี มันไม่ใช่การยกตัวสูงขึ้นด้วยความทะนงตน ... พวกเราทุกคน ทุกช่วงอายุ ล้วนแต่แพ้ต่อความอิจฉาและความทะนงตน เพราะธรรมชาติของเราเกิดบาดแผลจากบาป ... นักบุญเปาโลยังกล่าวอีกว่า ความเมตตาไม่ใช่ความหยิ่งยะโสหรือหยาบคาย ไม่ใช่การยืนหยัดทำตามแนวทางของตัวเอง ทั้งสองลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงคนที่ตั้งมั่นอยู่ในความเมตตาและไม่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง

"การเอาตัวเป็นศูนย์กลางกลายเป็นการไม่เคารพกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ่อยครั้ง เราไม่ได้สังเกตเรื่องนี้ เพราะความเคารพคือความสามารถล้ำค่าที่จะยอมรับผู้อื่น ยอมรับศักดิ์ศรีของเขา สถานะของเขา และความต้องการของพวกเขา การเอาตัวเองเป็นที่ตั้งทำให้เรามองแต่ความต้องการของตัวเอง เราจะคิดว่าสิ่งนั้นเฉยๆ แม้มันจะเป็นเรื่องสำคัญก็ตาม

"อย่างไรก็ตาม ความเมตตานำให้เราถอยห่างจากการให้ตัวเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้เพื่อให้เรากลับไปยังศูนย์กลางแท้จริงคือพระคริสตเจ้า ผู้เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

"ความเมตตาไม่ใช่ความฉุนเฉียว ไม่ใช่การขุ่นเคืองใจ บรรดาผู้อภิบาลใกล้ชิดกับสัตบุรุษมีโอกาสสูงมากๆ ที่จะขี้โมโหง่าย โกรธง่าย บางที พวกเราเสี่ยงเหลือเกินที่จะทำลายความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของเรา มันทำให้เราขอโทษน้อยลง แต่ความเมตตาจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ มันปลดปล่อยเราจากการวู่วาม ... สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องรับไม่ได้สำหรับคนของพระศาสนจักร แม้ในช่วงเวลาที่อารมณ์ปะทุก็ยังต้องให้อภัย นี่ไม่ใช่เรื่องของความคับแค้นใจ พระเจ้าจะช่วยเราจากสิ่งเหล่านี้!

"สุดท้ายนี้ ความรักนำพาทุกสิ่ง เชื่อทุกสิ่ง หวังในทุกสิ่ง และอดทนในทุกสิ่ง สี่คำที่ว่านี้คือแผนงานชีวิตจิตและชีวิตอภิบาล ความรักของพระคริสตเจ้าไหลรินสู่จิตใจด้วยพระจิต ช่วยเราให้ดำเนินชีวิตให้เหมือนกับคนที่พร้อมจะให้อภัย พร้อมเสมอที่จะวางใจ เพราะพวกเรามีความเชื่อเต็มเปี่ยมในพระเจ้า พร้อมจะบันดาลความหวัง เพราะพวกเรามีความหวังทั้งครบในพระเจ้า เป็นคนที่พร้อมจะอดทนในทุกสถานการณ์และอดทนกับพี่น้องของเรา ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

หลังพิธีจบลง พระสันตะปาปาทรงประกาศอนุมัติแต่งตั้งนักบุญใหม่ 3 องค์ด้วย ได้แก่ บุญราศี จัน-เอมิลี เดอ วีลเนิฟ, บุญราศี มารีอัม บาอัวร์ดี้ และ บุญราศี  มารีอัม ซุลตานาห์ โดยมิสซาสถาปนานักบุญใหม่ จะจัดวันที่ 17 พฤษภาคม 2015

อนึ่ง พระคาร์ดินัลใหม่มีดังนี้

1) พระคาร์ดินัล โดมินิก มัมแบร์ติ สมณมนตรีแห่งสมณศาลปรมาภิไธย

2) พระคาร์ดินัล มานูเอล โชเซ่ มาการิโอ ดู นาสซิเมนโต้ พระอัยกาแห่งลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

3) พระคาร์ดินัล เบอร์ฮาเนเยซุส เดเมริว ซูเรฟิว พระอัครสังฆราชแห่งอัดดิส อาเบบา ประเทศเอธิโอเปีย

4) พระคาร์ดินัล จอห์น ดิว พระอัครสังฆราชแห่งเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์

5) พระคาร์ดินัล เอโดอาร์โด้ เมนิเชลลี่ พระอัครสังฆราชแห่งอันคอน่า-โอสิโม่ ประเทศอิตาลี

6) พระคาร์ดินัล เปียร์ เหงียน ฟาน ยอน พระอัครสังฆราชแห่งฮานอย ประเทศเวียดนาม

7) พระคาร์ดินัล อัลเบร์โต้ ซัวเรส อินดา พระอัครสังฆราชแห่งโมเลเรีย ประเทศเม็กซิโก

8) พระคาร์ดินัล ชาร์ลส์ เมือง โบ พระอัครสังฆราชแห่งย่างกุ้ง ประเทศพม่า

9) พระคาร์ดินัล ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวานิช พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเทพฯ ประเทศไทย

10) พระคาร์ดินัล ฟรานเชสโก้ มอนเตเนโกร พระอัครสังฆราชแห่งอากริเจนโต้ ประเทศอิตาลี

11) พระคาร์ดินัล ดาเนียล เฟร์นานโด สตูร์ล่า พระอัครสังฆราชแห่งมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย

12) พระคาร์ดินัล ริการ์โด้ บลาสเกซ เปเรซ พระอัครสังฆราชแห่งบายาโดลิด ประเทศสเปน

13) พระคาร์ดินัล โฆเซ่ หลุยส์ ลากุนซ่า มาเอสโตรฆวน พระอัครสังฆราชแห่งดาวิด ประเทศปานามา

14) พระคาร์ดินัล อาร์ลินโด โกเมส ฟูร์ตาโด้ พระอัครสังฆราชแห่งซานติอาโก้ เด กาโป เวิร์ด ประเทศเคปเวิร์ด

15) พระคาร์ดินัล โซอาเน่ ปาติต้า มาฟี่ พระอัครสังฆราชแห่งตองก้า ประเทศตองก้า

16) พระคาร์ดินัล โฮเซ่ เด เฮซุส ปาดิเอ็นโต้ โรดริเกซ พระอัครสังฆราชกิตติคุณแห่งมานิซาเลส ประเทศโคลอมเบีย

17) พระคาร์ดินัล ลุยจิ เด มาจิสตริส ประเทศอิตาลี

18) พระคาร์ดินัล คาร์ล-โยเซฟ เราเบอร์ สมณทูตชาวเยอรมัน

19) พระคาร์ดินัล หลุยส์ เอ็กตอร์ บีลาบา พระอัครสังฆราชกิตติคุณแห่งตูกูมัน ประเทศอาร์เจนตินา

20) พระคาร์ดินัล ชูลิโอ ดูอาร์เต้ ลังกา พระสังฆราชกิตติคุณแห่งไซ-ไซ ประเทศโมซัมบิก


11 February 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ลูกต้องเคารพและให้เกียรติพ่อแม่ของตนเอง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ลูกต้องเคารพและให้เกียรติพ่อแม่ของตัวเอง ส่วนพ่อแม่ก็ต้องตระหนักถึงคุณค่าในตัวลูกของตน ทรงย้ำ การมีลูกมากไม่ใช่ข้ออ้างให้พ่อแม่มาพูดว่าไม่มีเวลาดูแลลูก ทรงแบ่งปัน คุณแม่ของพระองค์สอนเสมอว่า "ฉันมีลูก 5 คน ไม่มีใครเป็นคนโปรด แต่ทุกคนเป็นเหมือนนิ้วทั้ง 5 บนมือ นิ้วไหนถูกทำร้าย นิ้วอื่นๆ บนมือก็จะเจ็บไปด้วย" 



ช่วงสายวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาเทศน์สอนและพบปะสัตบุรุษในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ความพิเศษของวันนี้คือยังตรงกับวันฉลองแม่พระเมืองลูร์ดด้วย ในส่วนหัวข้อการเทศน์สอนนั้น พระสันตะปาปาทรงเน้นเรื่องบทบาทของลูกในครอบครัว หลังจากสัปดาห์ก่อนๆ ทรงเน้นเรื่องความเป็นพ่อและความเป็นแม่ในครอบครัว

พระสันตะปาปา ทรงเทศน์สอนว่า "เด็กเป็นคนที่ถูกรักเพราะความเป็นเด็ก ไม่ใช่เพราะพวกเขางดงาม ดูแข็งแรง หรือดูดี และก็ไม่ใช่เพราะว่าเด็กๆ คิดเหมือนเราหรือเด็กๆ มาเติมเต็มความฝันของเรา เด็กๆ คือความชื่นชมยินดีของครอบครัวและสังคม พวกเขาไม่ใช่ปัญหาจากชีววิทยาเรื่องการสืบพันธุ์ แต่เด็กๆ คือของขวัญ(จากพระเจ้า) พวกท่านเข้าใจใช่ไหม? พวกท่านเข้าใจใช่ไหมว่า เด็กๆ คือของขวัญจากพระเจ้า

"พ่อเชื่อว่า เราทุกคนมีประสบการณ์ของความเป็นเด็ก การเป็นเด็กนั้น ทำให้เราได้ค้นพบมิติแห่งเสรีภาพเกี่ยวกับความรัก และยังมีประสบการณ์ของการถูกรักก่อนที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วย เราได้รับความรักเหมือนเด็กๆ ก่อนจะเรียนรู้ที่จะพูดหรือคิด นี่คือประสบการณ์ขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะได้เรียนรู้ความรักของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นบ่อเกิดของความอัศจรรย์ต่างๆ ของชีวิต

"พระบัญญัติประการที่สี่คือจงนับถือบิดามารดา นี่คือการสอนลูกๆ ให้เคารพพ่อแม่ พระบัญญัติข้อนี้เชิญชวนเราให้มองความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นสู่รุ่น และในเวลาเดียวกันยังเป็นการบอกถึงพื้นฐานของความเคารพกันในทุกระดับด้วย สังคมที่ไม่สนใจผู้สูงอายุก็คือสังคมที่ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคน ส่วนสังคมที่ไม่สนใจเด็กๆ หรือมองเด็กเป็นภาระ สังคมนั้นก็ไร้อนาคต ดังนั้น เราต้องรู้วิธีที่จะตระหนักถึงคุณค่าของเด็กๆ และเด็กๆ ก็ต้องรู้จักให้ความเคารพให้เกียรติต่อพ่อแม่ของตัวเองด้วย

"เรื่องการมีลูกมาก พ่อจำคำพูดของคุณแม่ของพ่อได้ดีเลย คุณแม่มักจะพูดว่า 'ฉันมีลูก 5 คน ใครคือลูกคนโปรดเหรอ? ฉันมีลูก 5 คนก็เหมือนฉันมีนิ้ว 5 นิ้วแหละ ถ้าเราทำร้ายนิ้วใดนิ้วหนึ่ง นิ้วทั้ง 5 ก็จะเจ็บด้วยกันหมด ทุกคนเป็นลูกของฉัน แต่พวกเขาก็เป็นเหมือนนิ้วทั้ง 5 บนมือฉันนั่นแหละ

"ดังนั้น พ่อแม่ต้องรู้วิธีที่จะรับผิดชอบเมื่อคิดถึงเรื่องการขยายครอบครัวให้ใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อย่านำข้ออ้างว่า มีลูกมากจนไม่มีเวลามารับผิดชอบมาเป็นข้ออ้างเด็ดขาด นี่คือการตัดสินใจที่ไร้ความรับผิดชอบมากๆ" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

Read More: Vatican Radio


 
Contact: editor@popereport.com