Instagram

20 July 2014

โป๊ปฟรังซิส: "ความรุนแรงไม่มีวันเอาชนะด้วยการใช้ความรุนแรงฟาดฟันกัน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ สันติภาพเท่านั้นที่จะเอาชนะความรุนแรงและสงคราม ความรุนแรงไม่มีวันเอาชนะได้ด้วยการใช้ความรุนแรงฟาดฟันกัน ทรงเศร้าที่ต้องเห็นเมืองโมซุล ประเทศอิรัก ไม่มีคริสตชนอาศัยอยู่อีกต่อไป เพราะทุกคนถูกบังคับให้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนา ทรงสอน พระเจ้าจะตัดสินพิพากษาเราแบบที่เราชอบตัดสินคนอื่นนั่นแหละ 



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนากว่า 50,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแสดงความกังวลต่อสถานการณ์คาทอลิกในเมืองโมซุล ประเทศอิรัก หลังเมื่อวานนี้ คาทอลิกครอบครัวสุดท้ายได้อพยพออกจากเมืองไปแล้ว เนื่องจากถูกข่มขู่ถึงชีวิต

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "พ่อรู้สึกเป็นทุกข์และกังวลมากๆกับสิ่งที่เกิดในเมืองโมซุล ซึ่งมีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างหนักจนทำให้ตอนนี้ เมืองโมซุลไม่มีคริสตชนอาศัยอยู่อีกต่อไป มันน่าเศร้าเพราะเมืองนี้มีคริสตชนอยู่อาศัยตั้งแต่มีศาสนาคริสต์เกิดขึ้น วันนี้ พี่น้องของพวกเราถูกเบียดเบียนข่มเหง พวกเขาต้องละทิ้งบ้านเกิดของจนและถูกบังคับให้ออกไปโดยที่ไม่ได้นำสิ่งของติดตัวไปด้วยเลย!

"พ่อจึงขอกล่าวย้ำถึงความทุกข์นี้ และขอยืนยันว่า พ่อขอร่วมเป็นทุกข์ไปกับพวกท่านบรรดาพี่น้องคริสตชนที่ถูกเบียดเบียน พ่อรู้ดีว่าพวกท่านทุกข์ยากขนาดไหน พ่อขอย้ำว่า พ่อขอร่วมเป็นหนึ่งเดียวในความเชื่อกับพวกท่าน พ่อมั่นใจว่า ที่สุดแล้ว พระเจ้าจะช่วยเราเอาชนะความชั่วร้ายได้

"นอกจากนี้ พ่ออยากเชิญชวนทุกคนสวดภาวนาเพื่อสันติภาพในตะวันออกกลางและยูเครน ขอพระเจ้าแห่งสันติภาพโปรดประทานให้เกิดการพูดจาปรับความเข้าใจและคืนดีกัน ความรุนแรงไม่สามารถเอาชนะด้วยความรุนแรง เพราะความรุนแรงจะถูกชนะด้วยสันติภาพ!" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะตรัสเรียกร้องสันติภาพ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารวันอาทิตย์ที่พระเยซูตรัสเล่าเรื่องชายคนหนึ่งหว่านข้าวพันธุ์ดีในนาของตน แต่ศัตรูแอบมาหว่านข้าวละมานทับลงไป

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "อุปมาตอนนี้สอนเราเกี่ยวกับปัญหาของปีศาจในโลก เช่นเดียวกับสอนเรื่องความอดทนของพระเจ้า

"ปีศาจวางแผนชั่วในทุกที่ที่มีความดี มันพยายามที่จะทำให้คนแตกแยกกัน มันต้องการทำให้คนในครอบครัวและประเทศชาติแตกแยก แต่พระเจ้าทรงรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี พระองค์ทรงรู้วิธีการเฝ้ารอ พระองค์มองไปที่พื้นดินของเราแต่ละคนด้วยความอดทนและเมตตา พระเจ้าทรงมองพื้นดินและเห็นว่าความชั่วทำอะไรบ้าง แต่พระเจ้าก็มองดูเมล็ดพันธุ์แห่งความดีและเฝ้ารออย่างอดทนเพื่อให้เมล็ดเหล่านี้บังเกิดผล

"พระเจ้าทรงเป็นบิดาผู้อดทนรอคอยด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง พระองค์พร้อมจะต้อนรับและให้อภัยเรา แต่ความอดทนของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงเฉยเมยต่อปีศาจ เราต้องอย่าสับสนระหว่างความดีกับความชั่ว เพราะที่สุดแล้วเมื่อถึงวันเก็บเกี่ยว พระเยซูจะทรงตัดสินเราทุกคนโดยแบ่งตามเมล็ดพันธุ์ว่าเราเป็นเมล็ดพันธุ์ดีหรือไม่ เราจะถูกตัดสินพิพากษาแบบที่เราชอบตัดสินคนอื่นนั่นแหละ ถ้าเราแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น เราก็จะได้รับความเมตตาจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

13 July 2014

โป๊ปฟรังซิส: "'งานภาวนาเพื่อสันติภาพของอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะต้องไม่สูญเปล่า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงยืนยัน งานภาวนาเพื่อสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน ไม่สูญเปล่าแน่นอน แม้ตอนนี้ อิสราเอลจะเปิดฉากถล่มแหลกก็ตาม ทรงชี้ แม้สงครามจะเกิด แต่เราอย่าสิ้นหวัง จงสวดภาวนาวอนขอพระเจ้าต่อไป พร้อมกันนี้ ทรงแบ่งปัน พวกเราก็เป็นผู้หว่านด้วย แต่ต้องถามตัวเองว่า เมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านไปนั้น สร้างความดีหรือก่อให้เกิดความชั่วกับคนอื่น


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่ร่วมกว่า 40,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงกล่าวเรียกร้องสันติภาพในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อย่างหนักแน่น หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีปาเลสไตน์อย่างหนักจนทำให้มีผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "ความทรงจำของเหตุการณ์วันภาวนาเพื่อสันติภาพ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ระหว่างพระอัยกาบาร์โธโลมิว, ประธานาธิบดีเปเรส และประธานาธิบดีอับบาส ยังคงติดตรึงในความทรงจำของพ่อตลอดเวลา

"บางคนอาจคิดว่า งานภาวนาดังกล่าวจัดขึ้นแบบสูญเปล่าชัดๆ แต่ไม่เลย! คำภาวนาจะช่วยเราไม่ให้พ่ายแพ้ต่อความชั่ว หรือยอมแพ้ต่อความรุนแรงและความเกลียดชังซึ่งมีอำนาจอยู่บนการเสวนาพูดจากันและการคืนดีกัน พ่ออยากขอร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายท้องถิ่นและนานาชาติ ช่วยสวดภาวนาและอย่าละทิ้งความพยายามที่จะบรรลุถึงการเอาชนะการเป็นศัตรูกัน จงช่วยกันภาวนาและลงมือทำงานเพื่อให้เกิดสันติภาพสำหรับทุกคน"

หลังการตรัสเรียกร้องสันติภาพแล้ว พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนหยุดนิ่งสักครู่ เพื่อภาวนาขอพระเจ้าโปรดประทานสันติภาพให้เกิดกับแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ด้วย

สำหรับการแบ่งปันพระวรสารก่อนการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูตรัสสอนศิษย์เกี่ยวกับผู้หว่านที่หว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนพื้นดินในสภาพที่แตกต่างกัน ก่อนพระเยซูจะตรัสว่า "ใครมีหูก็จงฟังเถิด"

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันว่า "อุปมาตอนนี้เป็นเรื่องที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้พระเยซูตรัสเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว แต่ทุกอย่างยังคงสดใหม่เสมอ นี่คือการเตือนใจเราว่า เราคืนดินที่พระเจ้าทรงหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในตัวเรา ดูซิว่า เมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าเจริญเติบโตในจิตใจของเราหรือไม่

"พวกเราก็เช่นกัน เราก็ยังเป็นผู้หว่านอีกด้วย แต่เราต้องถามตัวเองว่า เมล็ดพันธุ์ที่ออกจากปากและจิตใจของเรานั้น สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆได้หรือไม่ หรือว่ามันสร้างแต่ความชั่วร้ายที่จะไปทำร้ายคนอื่น" พระสันตะปาปา ตรัสถามและแบ่งปัน

ประมวลภาพ: การสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว

Read More: Vatican Radio



07 July 2014

โป๊ปฟรังซิส: "พ่อขอโทษต่อเหยื่อที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงวิงวอนขอโทษต่อเหยื่อที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมขอโทษต่อการเฉยชาของพวกพระสังฆราชที่ไม่ยอมแก้ปัญหาที่เกิดอย่างจริงจัง ทรงย้ำชัด พระศาสนจักรไม่มีที่ว่างให้กับผู้อภิบาลที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมทรงสัญญา จะไม่อดทนกับความชั่วร้ายที่เกิดกับผู้เยาว์ พระสังฆราชทุกองค์ต้องทำงานอภิบาลให้สมบูรณ์ด้วยการดูแลผู้เยาว์อย่างถึงที่สุด เพื่อช่วยปกป้องผู้เยาว์ทุกคน



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 7 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา มิสซานี้จัดเป็นกรณีพิเศษให้กับเหยื่อที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ จำนวน 6 คน (ชาย 3 หญิง 3) โดยหลังจากมิสซาจบลง พระสันตะปาปาใช้เวลาคุยกับเขาแบบทีละคน คนละ 30 นาที เท่ากับว่า รวม 6 คน พระสันตะปาปาใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆอยู่กับพวกเขาเลยทีเดียว

ในส่วนบทเทศน์ประจำมิสซานี้ จัดว่าแรงมากๆ พระสันตะปาปาทรงเทศน์เป็นภาษาสแปนิช พร้อมย้ำว่า พระศาสนจักรไม่มีที่ว่างให้กับผู้อภิบาลที่ล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนพระสังฆราชและพระสงฆ์ที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศเป็นพวกทำพิธีกรรมแบบลัทธิเพื่อบำบัดความใคร่ของตนเอง พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปายังทรงกล่าวขอโทษเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ อันเป็นผลจากผู้อภิบาลในพระศาสนจักรด้วย

พระสันตะปาปาเริ่มต้นบทเทศน์ด้วยการเล่าถึงเหตุการณ์ที่นักบุญเปโตรร้องไห้ เมื่อได้เห็นพระเยซูถูกคุมตัวไปหลังจากถูกสอบสวนที่นำไปสู่การตัดสินประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขน เหตุการณ์นี้ พระศาสนจักรได้ร้องไห้และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับลูกๆของคนที่ได้ทรยศต่อพันธกิจ ด้วยการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์

"คดีล่วงละเมิดทางเพศได้ทำให้พ่อเศร้าใจและเจ็บปวด ยิ่งเมื่อได้รู้ความจริงว่า ผู้กระทำการคือพระสังฆราชและพระสงฆ์บางคนที่ได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์ พระสังฆราชและพระสงฆ์เหล่านี้ได้ทำลายความบริสุทธิ์และกระแสเรียกการเป็นสงฆ์ของตัวเอง การล่วงละเมิดทางเพศเป็นอะไรที่แย่ยิ่งกว่าการกระทำอันเลวทรามด้วยซ้ำไป มันเป็นเหมือนลัทธิที่ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเด็กชายและเด็กหญิงที่ถูกกระทำ ได้มอบความวางใจในพระพรของการเป็นสงฆ์ที่จะนำพวกเขาไปหาพระเจ้า (แต่)พวกพระสังฆราชและพระสงฆ์เหล่านี้ได้สังเวยตัวเองให้กับความใคร่ราคะตัณหาของตนเอง

"การกระทำของผู้ที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศได้ทิ้งให้เกิดแผลเป็นติดตัวไปตลอดชีวิต พ่อรู้ว่าบาดแผลเหล่านี้มันฝังลึกมาก และบ่อยครั้ง มันเป็นอารมณ์ที่เจ็บปวดแบบไม่มีวันสิ้นสุดและยังก่อให้เกิดความสิ้นหวังด้วย เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศหลายคนต้องทนทุกข์ทรมาน พวกเขายังคงแสวงหาการบรรเทาใจ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องประสบความยากลำบากในสัมพันธภาพกับพ่อแม่ผู้ปกครอง กับคู่ชีวิต และกับลูกๆของตน การต้องทนทุกข์ในครอบครัวจัดว่าอันตรายมาก บางคนเลือกที่จะจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายเป็นโศกนาฏกรรม บางคนเลือกที่จะจำศีลอดอาหารเพื่อความเชื่อในพระเจ้า ขณะที่บางคนนั้น ประสบการณ์ที่ถูกทรยศและถูกทอดทิ้งได้ทำให้พวกเขาเกิดความเชื่อที่สั่นคลอนในพระเจ้า การที่พวกท่านมาร่วมมิสซาในวันนี้ ได้แสดงออกถึงอัศจรรย์แห่งความหวัง ซึ่งเอาชนะความมืดมิด

"ต่อหน้าพระเจ้าและประชากรของพระองค์ พ่อรู้สึกเป็นทุกข์เสียใจต่อบาปและอาชญากรรมอันเลวร้ายจากพวกสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดกับพวกท่าน พ่อขอวิงวอนพวกท่านโปรดให้อภัย พ่อวอนขอการยกโทษจากพวกท่านต่อบาปที่ถูกเมินเฉยจากผู้นำพระศาสนจักร ซึ่งไม่ได้ตอบสนองต่อปัญหาอย่างเพียงพอด้วยการรายงานการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิด

"มันจะไม่มีที่ว่างในพระศาสนจักรให้กับผู้อภิบาลที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศ และพ่อได้สัญญากับตัวเองว่า จะไม่อดทนกับความชั่วร้ายที่เกิดกับผู้เยาว์ พระสังฆราชทุกองค์ต้องทำงานอภิบาลให้สมบูรณ์ด้วยการดูแลผู้เยาว์อย่างถึงที่สุด เพื่อช่วยปกป้องผู้เยาว์ทุกคน

"พ่อซาบซึ้งใจมากๆที่ได้พบกับพวกท่าน ได้โปรดภาวนาเพื่อพ่อด้วย เพื่อที่ดวงตาแห่งหัวใจของพ่อจะได้มองเห็นหนทางแห่งความรักอันเมตตาได้ชัดแจ้ง และเพื่อที่พระเจ้าจะประทานความกล้าหาญให้พ่อได้ปกปักรักษาหนทางแห่งความดีงามเพื่อเด็กและเยาวชนทุกคน" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย


06 July 2014

โป๊ปฟรังซิส: "เมื่อเราได้รับความบรรเทาใจจากพระเยซู เราต้องแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงย้ำ เมื่อเราได้รับความบรรเทาใจจากพระเยซู เราต้องรู้จักแบ่งปันต่อให้ผู้อื่นด้วย ทรงชี้ การที่พระเยซูเชิญเราว่า "ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาพบเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน" นี่ไม่ใช่คำเชิญอย่างเดียว แต่ยังเป็นคำสั่งแก่เราคริสตชนด้วย



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนากว่า 50,000 คน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารที่พระเยซูตรัสว่า "ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาพบเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน"

พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "พระวรสารวันนี้คือคำเชิญจากพระเยซู พระองค์ต้องการส่งคำเชิญนี้มายังพวกเราทุกคนที่ต้องแบกภาระหนักๆจากสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่และจากความยากลำบากจากสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาเหล่านี้ เราพบได้ในประเทศที่ยากจน นอกจากนี้ ในประเทศร่ำรวย เราก็พบคนเหล่านี้ได้เช่นกัน เราพบได้ที่พื้นที่ชายขอบและพื้นที่ที่ห่างไกลจากตัวเมือง

"เรื่องการเป็นส่วนเกินของสังคม มีคนจำนวนมากที่ต้องกลายเป็นส่วนเกินเพราะความยากจน เช่นเดียวกัน ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องกลายเป็นส่วนเกินเพราะพบกับความผิดหวังกับชีวิต อาทิ พวกเยาวชนที่ต้องอพยพลี้ภัยจากบ้านเกิด พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ต้องตายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องแบกรับแอกอันหนักอึ้งอันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ ถ้าท่านเป็นแบบนี้ จงฟัง! พวกท่านเป็นลูกของพระบิดาผู้อยู่ในสวรรค์ พระเยซูตรัสเชิญท่านแล้วไม่ใช่เหรอว่า มาหาเราเถิด

"คำเชิญของพระเยซูคือการให้ความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าแก่เรา อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่คำเชิญธรรมดา แต่ยังเหมือนเป็นคำสั่งด้วย ... เมื่อท่านได้รับความกระปรี้กระเปร่าและได้รับความบรรเทาใจจากพระคริสตเจ้าแล้ว พวกเราก็ถูกเรียกมาเพื่อให้ความสดชื่นแก่ผู้อื่นด้วย จงช่วยกันให้ความบรรเทาใจกับเพื่อนพี่น้อง จงทำด้วยความรัก ความสุภาพถ่อมตน ทำให้เหมือนกับพระเยซูผู้เป็นอาจารย์ของเรา" พระสันตะปาปาตรัสสอน

ประมวลภาพ: การสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว

Read More: Vatican Radio

05 July 2014

โป๊ปฟรังซิส:"เราต้องกลับใจและวางใจในพระเมตตาของพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงสอน เราต้องอย่าหลงไปกับการประจญในชีวิตประจำวัน แต่จงกลับใจและมั่นใจในพระเมตตาของพระเจ้า ทรงย้ำ เราเป็นคนบาป แต่เราต้องอย่าหลงไปกับบาปเป็นอันขาด 


ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปพบกับสัตบุรุษประจำสังฆมณฑลอาบรุซโซ่และโมลิเซ่ ณ ลานหน้าอาสนวิหารแห่งอิแซร์เนีย เพื่อให้โอวาทและประกาศเปิดปีนักบุญเซเลสติน ที่ 5 (พระสันตะปาปาผู้สละตำแหน่งคนสุดท้ายก่อนจะเป็นสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16)

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคนว่า "ใน ค.ศ.1215 ปิเอโตร ดา มอร์โรเน่ ได้ลืมตาดูโลกที่เมืองอิแซร์เนีย ต่อมาเมื่อโตขึ้น ท่านได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปา และเลือกนามว่า เซเลสติน ที่ 5 นักบุญฟรานซิส อัสซีซี และพระสันตะปาปา เซเลสติน ที่ 5 มีสิ่งคล้ายกันคือมีความรู้สึกอย่างฉับไวเกี่ยวกับพระเมตตาของพระเจ้า

"ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงมาที่นี่เพื่อร่วมเฉลิมฉลองปีจูบิลี่ ปีแห่งนักบุญเซเลสติน พ่อขอเปิดประตูอาสนวิหารนี้ ประตูจะถูกเปิดออกเพื่อให้ทุกคนได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า การเปิดประตูนี้ไม่ได้หมายความว่าเราหนีปัญหา แต่นี่คือคำตอบจากพระวรสาร กล่าวคือ ความรักคือพลังอันบริสุทธิ์ ความรักจะช่วยฟื้นฟูสังคม ความรักจะช่วยวางแผนให้กับเศรษฐกิจที่มีแต่ความแตกต่าง ความรักจะโฟกัสแต่ตัวบุคคล ครอบครัว และการงาน มากกว่าจะไปให้ความสำคัญกับผลกำไร

"พวกเราไม่ใช่คนช่างฝัน พวกเรารู้ว่าเราเป็นคนบาป เราถูกประจญล่อลวงในทุกวัน แต่เราต้องอย่าหลงไปกับมัน เราต้องติดตามพระเมตตาของพระเจ้า เราต้องอุทิศตนให้กับพระเมตตาและเราต้องกลับใจ!

"สองสิ่งที่พ่ออยากย้ำกับพวกท่านคือ จงกลับใจและจงวางใจในพระเมตตา!" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบสัตบุรุษและเปิดปีนักบุญเซเลสติน ที่ 5

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "พระบิดาไม่เคยเหนื่อยที่จะให้อภัยมนุษย์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงยืนยัน พระบิดาไม่เคยเหนื่อยในการให้อภัยมนุษย์ ดังนั้น เราก็อย่าเหนื่อยที่จะขอการให้อภัยจากพระองค์ ทรงย้ำ ชีวิตต้องอย่าหยุดนิ่ง แต่จงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ เพราะพระเจ้าจะช่วยเราเสมอ


ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปเยี่ยมกับผู้ต้องขังในเรือนจำเมืองอิแซร์เนีย แคว้นโมลิเซ่ โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงให้กำลังใจพวกเขาว่า พระบิดาทรงมีพระเมตตา และพร้อมจะให้อภัยพวกเขาเสมอ

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "ก่อนอื่น พ่อขอบคุณพวกท่านทุกคนที่ต้อนรับพ่ออย่างดี ขอบคุณที่พวกท่านเป็นประจักษ์พยานแห่งความหวัง ... สิ่งสำคัญคือพวกท่านต้องอย่าหยุดนิ่ง ดูซิ เมื่อน้ำนิ่งไม่ไหลและกระเพื่อม ทุกอย่างมันดูซึมเซา แต่เมื่อน้ำไหล ทุกอย่างก็ดูมีชีวิตชีวา การก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว พระเจ้าจะช่วยเราเสมอ

"พระบิดามีความเมตตา พระองค์รักและพร้อมให้อภัยเรา ถ้าเราแสวงหาพระองค์ พระบิดาจะต้อนรับเราและจะให้อภัยเรา จำไว้ว่า พระบิดาไม่เคยเหนื่อยในการให้อภัยเราทุกคน

"สุดท้ายนี้ เรามาสวดพร้อมกันนะ พ่อจะสวดให้พวกท่าน และพวกท่านก็สวดให้พ่อด้วยนะ ... วันทามารีอา เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน ..." พระสันตะปาปานำสวดปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนจงหลีกหนีจากวัฒนธรรมที่ไม่ยั่งยืน อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงหวังเห็นเยาวชนจะหลีกหนีจากวัฒนธรรมจอมปลอมที่ไม่ยั่งยืน เพราะมันจะทำให้ชีวิตใช้แต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง ทรงย้ำ เยาวชนต้องสร้างชีวิตอยู่บนความรักและความรับผิดชอบ พร้อมแสดงความเป็นห่วงที่เยาวชนจำนวนมากต้องประสบปัญหาว่างงาน



ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปพบกับเยาวชนของสังฆมณฑลอาบรุซโซ่และโมลิเซ่กว่า 20,000 คน ณ ลานหน้าสักการะสถานแห่งคาสเตลเปโตรโซ่ โอกาสนี้ พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงเทศน์สอนพวกเขาเกี่ยวกับการต่อต้านวัฒนธรรมที่ไม่ยั่งยืน

พระสันตะปาปาตรัสว่า "ลูกๆเยาวชนที่รัก พ่ออยากจะเตือนสติพวกลูกให้หลีกหนีจากวัฒนธรรมจอมปลอมที่ไม่ยั่งยืน วัฒนธรรมพวกนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเรายั่งยืนและมีสถานะมั่นคงแม้แต่น้อย พวกเราต้องสร้างชีวิตบนศิลาแห่งความรักและความรับผิดชอบ มากกว่าจะสร้างชีวิตบนทรายแห่งการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

"อย่างไรก็ตาม จิตใจมนุษย์ปรารถนาความรักและอยากจะถูกรัก พ่อจึงอยากท้าทายลูกๆให้กล้าออกจากตัวเอง และก้าวไปสู่กับอนาคตกับพระเยซู จงติดตามพระเยซู จงอย่าหาผลประโยชน์ใส่ตัว จงอย่าทำให้ตัวเองตกเป็นทาสของบาปเด็ดขาด

"ตอนนี้ พ่อเป็นห่วงสถานการณ์ของพวกเยาวชนเป็นอย่างมาก พวกลูกต้องประสบปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรง แต่เราต้องอย่ายอมแพ้ เราต้องใช้ความสร้างสรรค์ เพื่อที่ว่า เราจะได้พบกับความชื่นชมยินดีแห่งศักดิ์ศรีมนุษย์ซึ่งเกิดจากการทำงาน" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำกับเยาวชน

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบเยาวชนที่สักการะสถานแห่งคาสเตลเปโตรโซ่

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "การเป็นประจักษ์พยานถึงความเมตตาคือถนนของการประกาศพระวรสาร"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงชี้ ถนนสายหลักของการประกาศพระวรสารคือการเป็นประจักษ์พยานถึงความรักความเมตตา ทรงย้ำ เมื่อเรารับใช้ผู้อื่น เราต้องเลิกนิสัยอิจฉา แบ่งพรรคแบ่งพวก และเลิกนินทาให้ร้ายกัน ทรงสอน การรับใช้พระเจ้าทำได้หลายทาง ง่ายสุดคือการการสวดภาวนาและการเฝ้าศีลมหาสนิท



ช่วงสายวันเสาร์ที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาระหว่างการเสด็จอภิบาลคริสตชนเมืองคัมโปบาสโซ่ แคว้นโมลิเซ่ ประเทศอิตาลี โดยพระแท่นถวายมิสซา ผู้ลี้ภัยชาวเซเนกัลร่วมกันสร้างขึ้นโดยมีภาพสื่อว่า พระสันตะปาปา ฟรังซิส กำลังออกไปช่วยเหลือเยาวชนและบรรดาผู้ลี้ภัยทุกคน

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเน้นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในแง่ของการทำงานและการเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร เนื่องจากในแคว้นนี้ จำนวนคนตกงานมีสูงมาก และพระสันตะปาปาต้องการจะให้กำลังใจพวกเขาทุกคน

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "พระศาสนจักรคือประชากรที่รับใช้พระเจ้า กล่าวคือ พระศาสนจักรคือประชากรที่ดำเนินชีวิตในอิสรภาพที่พระเจ้าประทานมาให้ การรับใช้พระเจ้าสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ เฉพาะอย่างยิ่ง การสวดภาวนา การเฝ้าศีลมหาสนิท การประกาศพระวรสาร และการเป็นประจักษ์พยานถึงความรักความเมตตา

"การเป็นประจักษ์พยานถึงความรักความเมตตาคือเส้นทางหลักของการประกาศพระวรสาร บนหนทางนี้ พระศาสนจักรจะเป็นแนวหน้าที่แสดงออกถึงความรักแบบแม่ที่ดูแลลูกและความเป็นพี่น้องกันในกลุ่มคริสตชน อาศัยหนทางแห่งความรักความเมตตา เราจะร่วมแบ่งปันความทุกข์ยากและความอ่อนแอของทุกคนไปพร้อมๆกัน นี่คือหนทางที่คริสตชนแสวงหา ทั้งนี้เพื่อเป็นอาหารเสริมให้กับจิตวิญญาณของเรา

"บรรดาพี่น้องพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง และบรรดาฆราวาสที่รักทุกคน พ่อขอสนับสนุนพวกท่านให้ปกปักรักษาเส้นทางสายนี้ เส้นทางของการเป็นประจักษ์พยานถึงความรักความเมตตา เพราะนี่คือถนนสายหลักของการประกาศพระวรสาร จงรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ พร้อมทั้งประกาศให้ทุกหนทุกแห่งได้รู้ถึงวัฒนธรรมของการเป็นพี่น้องกัน

"สิ่งนี้เรียกร้องเรามากๆในการอุทิศตนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาคนว่างงานจำนวนมากในแคว้นของเรา ปัญหานี้กำลังต้องการความรับผิดชอบจากทุกสถาบัน มันสำคัญมากๆที่เราจะต้องให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกอย่างที่เราทำ ส่วนเรื่องอื่นๆ ถ้ามันถูกต้องตามกฏหมาย เราจะให้มันเป็นความสำคัญที่รองลงไป ทำไมเราต้องให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทำไม? ง่ายมากๆ เพราะนี่คือพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างเรามาตามแบบฉบับของพระองค์!

"อาศัยพระหรรษทานจากพระเจ้า เราได้มาอยู่ร่วมกันในพระศาสนจักร เมื่อเราอุทิศตนรับใช้ผู้อื่น เราต้องอย่าอิจฉาริษยากัน เราต้องอย่าแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน และเราต้องอย่านินทาให้ร้ายกัน การรับใช้เพื่อนมนุษย์ พระเจ้าจะทำให้เราเป็นอิสระจากความทะเยอทะยานและความเป็นอริกัน เพราะสิ่งเหล่านี้มันทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของเรา" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาถวายมิสซาที่เมืองคัมโปบาสโซ่

Read More: Vatican Radio

โป๊ปฟรังซิส: "คาทอลิกควรหยุดงานวันอาทิตย์ ให้เป็นวันพระเจ้าและอยู่กับครอบครัว"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงหวังเห็นคาทอลิกไม่ทำงานในวันอาทิตย์ เพื่อให้วันนี้เป็นวันของพระเจ้าและอยู่กับครอบครัวของตน ทรงย้ำ การทำงานวันอาทิตย์ ควรจะเป็นงานบริการที่จัดว่าสำคัญจริงๆเท่านั้น เพราะความสำคัญของการมีชีวิต ไม่ใช่มีชีวิตเพื่อเงิน แต่เรามีชีวิตเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าและครอบครัว


ช่วงสายวันเสาร์ที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้เสด็จไปยังแคว้นโมลิเซ่ เพื่ออภิบาลกลุ่มคริสตชนที่นั่น โดยพันธกิจแรกที่ทรงกระทำคือการเสด็จไปยังมหาวิทยาลัยแห่งโมลิเซ่ เพื่อพบกับผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์เฟียต นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวนา มาร่วมเข้าเฝ้าด้วย

ในส่วนพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา พระองค์ทรงขอร้องให้หยุดทำงานในวันอาทิตย์ เพื่อให้เวลากับครอบครัวของตนเอง พร้อมย้ำ พ่อแม่ทุกวันนี้ ไม่มีเวลาให้กับลูกจนลืมไปแล้วว่า การจะพูดคุยและเล่นกับลูกต้องทำอย่างไร

พระสันตะปาปาตรัสว่า "พ่อจะเล่าเรื่องจริงเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น มีพวกคุณพ่อคุณแม่ที่ยังเป็นหนุ่มสาวมาแก้บาปกับพ่อ พ่อถามพวกเขาว่า 'พวกคุณมีลูกกี่คน' จากนั้น พ่อก็อีกว่า 'แล้วพวกคุณเล่นกับลูกๆบ้างหรือเปล่า พวกคุณยอมสละเวลาส่วนตัวให้กับลูกๆบ้างไหม' แน่นอนว่า เกือบทุกคนไม่เป็นแบบนั้น พวกเรากำลังสูญเสียความรู้และสติปัญญาเกี่ยวกับการเล่นกับลูกๆของเราแล้วนะ เพราะอะไร เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้เราเป็นแบบนั้นใช่ไหม วิกฤติเศรษฐกิจบีบบังคับเราให้ต้องทำงานวันหยุดเพื่อหารายได้เพิ่ม แต่พ่ออยากขอร้องว่า จงสละเวลาบ้างเถอะเพื่อลูกๆของตน เฉพาะอย่างยิ่งวันอาทิตย์ พระศาสนจักรกำหนดให้เป็นวันครอบครัว จงใช้เวลาวันอาทิตย์อยู่กับครอบครัวและเล่นกับลูกๆ ไม่ใช่ใช้วันหยุดนี้ไปกับการทำงาน

"การที่เราต้องทำงานในวันอาทิตย์ มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเราที่ต้องไปสรรเสริญพระเจ้า แต่มันกระทบต่อทุกคน! เพราะนี่คือทางเลือกเกี่ยวกับจริยธรรม การทำงานวันอาทิตย์ทำให้เราต้องสูญเสียพื้นที่ส่วนตัว การทำงานวันอาทิตย์ควรจะเกิดเฉพาะงานบริการที่ขาดไม่ได้จริงๆ จำไว้ว่า ความสำคัญของเราไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นคุณภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางการค้า แต่เป็นความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และวันอาทิตย์ยังเป็นความสัมพันธ์กับพระเจ้าอีกด้วย" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

Read More: Vatican Radio

01 July 2014

บทสัมภาษณ์โป๊ปฟรังซิส: "อนาคตพระศาสนจักรคาทอลิกเอเชียดูสดใสมากๆ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงให้สัมภาษณ์ อนาคตของพระศาสนจักรคาทอลิกในเอเชียจัดว่า "สดใสมากๆ" ทรงย้ำ พระวรสารไม่เคยประณามคนรวย แต่ประณามคนรวยที่บูชาเงินเป็นพระเจ้า ทรงชี้ นักการเมืองทั่วโลกกำลังลดคุณค่าตัวเองด้วยการโกงและติดสินบน ทรงเผยความลับ ทุกวันนี้ ยังไม่เคยเข้าไปในวาติกันมิวเซี่ยมเลย 


ย้อนกลับไปวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา "อิล เมสซาจเจโร" หนังสือพิมพ์ของกรุงโรม ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ที่ประทานสัมภาษณ์แก่ ฟรังก้า จานโซลดาติ ในโอกาสวันสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล สองนักบุญองค์อุปถัมภ์ของกรุงโรม โดยนับเป็นครั้งที่ 4 ในสมณสมัยที่พระสันตะปาปาประทานการสัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์

หัวข้อการสัมภาษณ์จัดว่าหลากหลายมาก มีทั้งประเด็นศีลธรรม, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, นักการเมืองฆ่าตัวเองด้วยการโกง, คำกล่าวหาพระสันตะปาปาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เน้นแต่ความยากจน, บทบาทสตรีในพระศาสนจักร, การเยือนเอเชีย และการเผยว่า ยังไม่รู้จักกรุงโรมมากเท่าที่ควร และยังไม่เคยเข้าไปในพิพิธภัณฑ์วาติกันเลย ...

ฟรังก้า จานโซลดาติ (FG): มีคนนินทากันเยอะมากว่า พระสันตะปาปาเป็นพวกหัวคอมมิวนิสต์ ทุกอย่างที่สอนเอาแต่พูดเรื่องความยากจนเป็นหลัก พระองค์ทรงคิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวหานี้

พระสันตะปาปา: พ่อพูดได้อย่างเดียวว่า คอมมิวนิสต์ขโมย "ธง" ของพวกเราไป ธงแห่งความยากไร้คือศาสนาคริสต์ ความยากจนคือหัวใจของพระวรสาร เราจะไม่มีวันเข้าใจพระวรสาร ถ้าหากยังไม่เข้าใจความยากจนที่แท้จริง ในเวลาเดียวกัน มันยังมีความงดงามของจิตวิญญาณแห่งความยากจน การเป็นคนยากจนคนยากไร้ในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์จะเติมเต็มเราให้ครบครัน ในความเป็นจริงแล้ว พระวรสารไม่ได้ถูกประกาศออกไปแบบแบ่งแยกว่าใครเป็นคนรวยหรือคนจน พ่อขอย้ำว่า พระวรสารไม่เคยประณามคนรวย แต่พระวรสารประณามคนรวยที่เป็นพวกบูชาเงินเป็นพระเจ้า

FG: พระองค์คิดว่า ความท้าทายของนักการเมืองในยุคนี้คืออะไร พระศาสนจักรจะตอบสนองความท้าทายนี้ด้วยการปกป้องความดีส่วนรวมอย่างไรบ้าง

พระสันตะปาปา: การปกป้องความดีส่วนรวม รวมไปถึงการปกป้องชีวิตมนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จัดเป็นกระแสเรียกของนักการเมืองทุกคน ปัญหาของการเมืองทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นปัญหาระดับโลกแล้ว นั่นคือ การเมืองถูกลดคุณค่าและถูกทำลายด้วยการคดโกง ทั้งเกิดการติดสินบนกันไปทั่ว การเสื่อมสลายทางศีลธรรมแบบนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในวงการการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวงการธุรกิจการเงินและแวดวงสังคมด้วย ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยซึ่งเรากำลังประสบในทุกวันนี้ นี่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอีกด้วย

FG: แล้วพระศาสนจักรของแบร์โกโญ่ (Church of Bergoglio) จะมุ่งหน้าไปในทิศใดล่ะ

พระสันตะปาปา: ขอบคุณพระเจ้า พ่อไม่มีพระศาสนจักรใดๆทั้งสิ้น เพราะพ่อติดตามพระคริสตเจ้า พ่อไม่ได้ก่อตั้งพระศาสนจักรใดๆทั้งนั้น การตัดสินใจใดๆของพ่อล้วนเป็นผลมาจากการประชุมของคณะพระคาร์ดินัลก่อนการเลือกตั้งพระสันตะปาปา พ่อไม่ได้ทำสิ่งใดตามใจตัวเองเลย

FG: พระสันตะปาปาคิดอย่างไรกับพระศาสนจักรคาทอลิกในเอเชียบ้างล่ะ

พระสันตะปาปา: สดใส! พระศาสนจักรคาทอลิกในเอเชียจัดเป็นความสดใสและความหวังมากๆ อย่างที่ทราบกัน พ่อจะไปเยือนเอเชีย 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกัน 6 เดือน เดือนสิงหาคม พ่อจะไปพบกับเยาวชนเอเชีย ส่วนเดือนมกราคม 2015 พ่อจะไปศรีลังกาและฟิลิปปินส์ พูดถึงพระศาสนจักรคาทอลิกในเกาหลีใต้ ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรที่นี่จัดว่ายิ่งใหญ่มากๆ พวกเขาเคยถูกเบียดเบียนจนไม่มีสงฆ์คาทอลิกกว่า 200 ปี แต่คาทอลิกก็ยังแผ่ขยายไปเรื่อยๆ เราต้องขอบคุณบรรดาฆราวาสคาทอลิกเกาหลี พวกเขาทำงานได้อย่างเข้มแข็งมากๆ

FG: แล้วพระศาสนจักรคาทอลิกในจีนล่ะ พระองค์คิดเห็นอย่างไร

พระสันตะปาปา: นี่คือความท้าทายทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม พ่ออยากบอกว่า คุณพ่อมัตเตโอ ริชชี่ สงฆ์เยสุอิตซึ่งเป็นมิชชันนารีที่จีน ทำงานแพร่ธรรมได้ดีมากๆในช่วงศตวรรษที่ 17

FG: อยากทราบมุมมองของพระองค์ที่มีต่อสตรีในพระศาสนจักร

พระสันตะปาปา: พ่อยังย้ำเหมือนเดิมนะเหมือนที่เคยพูดไปหลายครั้งว่า ถ้าเราไม่เข้าใจความเป็นผู้หญิง เราก็จะไม่เข้าใจพระศาสนจักร ผู้หญิงคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่พระเจ้าทรงสร้าง พระศาสนจักรคือผู้หญิง (เวลาเรียกพระศาสนจักร เราจะใช้ศัพท์เรียกเป็นเพศหญิง อาทิ She, Her, La)

FG: ตอนนี้ พระองค์รู้จักกรุงโรมดีหรือยัง

พระสันตะปาปา: ยัง! ลองคิดดูนะ พ่อเพิ่งเคยเห็นวัดน้อยซิสตินเป็นครั้งแรกก็ตอนมาร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ตอนปี 2005 นั่นแหละ พ่ออยากบอกว่า จนถึงทุกวันนี้ พ่อยังไม่เคยไปวาติกันมิวเซี่ยมเลย! สมัยที่เป็นพระคาร์ดินัล พ่อก็ไม่ได้มากรุงโรมบ่อยนัก พ่อรู้จักมหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร่ พ่อจึงไปที่นั่นบ่อยๆ และพ่อก็รู้จักวัดนักบุญลอว์เร็นซ์ นอกกำแพงกรุงโรม พ่อรู้จักปิอัซซ่า นาโวน่า เพราะพ่อชอบไปพักแถวนั้น ปัญหาเดียวที่พ่อยังไม่รู้จักโรมดีพอก็คือโรมเป็นเมืองที่ใหญ่มากๆ

Read More: Vatican Radio

 
Contact: editor@popereport.com