29 August 2016

2 อัศจรรย์ที่พระศาสนจักรรับรองในกรณีของ "ซิสเตอร์เทเรซาแห่งกัลกัตต้า"

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2016 พระศาสนจักรคาทอลิกจะทำการสถาปนา "นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตต้า" แต่ผมเชื่อว่า หลายคนยังไม่รู้เลยว่า อัศจรรย์ 2 ครั้งที่พระศาสนจักรรับรอง โดยผ่านทางคำเสนอวิงวอนของท่านนักบุญใหม่นั้นมีอะไรบ้าง ว่าแล้ว Pope Report ขอแบ่งปันให้ทราบกันเลยนะครับ





อัศจรรย์แรก (สู่การเป็นบุญราศี) อันนี้ได้รับการรับรองตอนที่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 แต่งตั้งซิสเตอร์เทเรซาแห่งกัลกัตต้า เป็นบุญราศี อัศจรรย์นี้เกิดกับ "โมนิก้า เบสรา" หญิงชาวอินเดีย (ปัจจุบันอายุ 50 ปี) ตอนนั้น เธอป่วยเป็นเนื้องอกในท้องน้อย เธอยากจนมากและไม่มีเงินรักษาพยาบาล อาการของเธอแย่ลงเรื่อยๆ

แต่คืนที่เธอหายจากโรคคือคืนวันที่ 5 กันยายน ค.ศ.1998 (วันนี้คือวันครบ 1 ปีที่ซิสเตอร์เทเรซาแห่งกัลกัตต้า สิ้นใจ) คืนนั้น เธอปวดท้องและไม่มีแรง แต่ซิสเตอร์คณะธรรมทูตแห่งเมตตาธรรม ได้นำรูปของซิสเตอร์เทเรซามาวางไว้ที่ท้องของโมนิก้า เธอสวดขอพระเจ้าผ่านคำเสนอวิงวอนของซิสเตอร์เทเรซา แล้วเธอก็หลับไปประมาณ 22.00 จากนั้น ตี 1 เธอรู้สึกตัวขึ้นมาและจะไปเข้าห้องน้ำ โมนิก้ารู้สึกไม่เจ็บอะไรเลย ปกติ เธอต้องมีคนพยุงไปห้องน้ำ แต่คืนนี้ เธอเดินและช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องช่วย เมื่อเป็นเช่นนี้ โมนิก้าจึงรีบปลุกคนที่เฝ้าไข้เธอและบอกสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่เช้าวันถัดไป เธอจะไปแจ้งซิสเตอร์คณะธรรมทูตแห่งเมตตาธรรม จากนั้นทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสรุปว่า เธอหายจากโรคร้ายโดยที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ

ปัจจุบัน โมนิก้า เบสรา ไม่มีอาการเจ็บป่วยจากเนื้องอกในท้องน้อยแล้ว และเธอก็สุขภาพแข็งแรงดี

อัศจรรย์ที่สอง (สู่การเป็นนักบุญ) เรื่องนี้ หากคุณติดตาม Pope Report มานาน น่าจะผ่านตากันไปบ้าง เพราะผมนำเสนออย่างต่อเนื่องหลายครั้ง อัศจรรย์นี้เกิดกับชายชาวบราซิล นามว่า "มาร์ชิลิโอ ฮัดดาด อาดรีโน่" วิศวกรเครื่องกลผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่สมอง เขาป่วยหนักจนทุกคนถอดใจว่าไม่รอดแน่ แต่คนที่ไม่ถอดใจคือ "เฟร์นานด้า โรช่า" ภรรยาของเขา เธอไม่สิ้นหวังแต่สวดขอพระเจ้าผ่านคำเสนอวิงวอนของซิสเตอร์เทเรซาทุกวัน ที่สุดแล้ว มะเร็งหายไปจากสมองของมาร์ชิลิโอ ซึ่งแพทย์ที่ทำการรักษาก็งงและหาสาเหตุที่มะเร็งหายไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะหายจากมะเร็ง แต่แพทย์เตือนว่า สามีภรรยาคู่นี้ ไม่น่าจะมีบุตรได้อีกแล้ว แต่ทั้งคู่ก็สวดขอพระเจ้าผ่านซิสเตอร์เทเรซาอีกครั้ง ที่สุดแล้ว หลังจากวันที่หายจากโรค ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน และทุกคนก็แข็งแรงดี

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากแบ่งปันให้ทราบเป็นความรู้ ก่อนถึงวันสถาปนานักบุญใหม่ของพวกเราครับ

25 August 2016

โป๊ปฟรังซิส: "สงฆ์ต้องแยกแยะดีและชั่วให้ออกจากกัน ชีวิตสีเทาต้องไม่มีในชีวิตสงฆ์"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงให้ข้อคิดกับสมาชิกเยสุอิต พระสงฆ์ต้องแยกแยะดีและชั่วให้ออกจากกัน ชีวิตสีเทาต้องไม่มีในชีวิตพระสงฆ์ ทรงหวังเห็นหลักสูตรการอบรมผู้เตรียมเป็นพระสงฆ์ สอนให้รู้จักปรีชาญาณของการแยกแยะ เพราะพระสงฆ์ต้องแยกแยะผิดหรือถูกให้เป็น





"ลา ชิวิลตา คัคโตลิก้า" นิตยสารคาทอลิกของคณะเยสุอิต ตีพิมพ์บทสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ที่กล่าวกับบรรดาสมาชิกเยสุอิตในเมืองคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างไปร่วมงานเยาวชนโลก 2016 โดยพระสันตะปาปาทรงใช้เวลาประมาณ 40 นาที ตรัสสอนพวกเขา ซึ่งใจความสำคัญมีดังนี้

- เวลาสอนผู้รับการอบรมเตรียมเป็นพระสงฆ์ (เณร) จงสอนพวกเขาให้รู้จักปรีชาญาณของการแยกแยะ พระศาสนจักรยุคนี้ต้องเติบโตด้านความสามารถในการแยกแยะฝ่ายจิต หลักสูตรการอบรมเตรียมเป็นพระสงฆ์บางหลักสูตรดำเนินอยู่บนความเสี่ยงที่ตั้งอยู่บนข้อจำกัดของการแยกแยะ เรามักจะสอนว่า 'คุณทำแบบนี้ได้ คุณทำแบบนั้นไม่ได้' ปัญหาจะเกิดเมื่อเณรคนนั้นได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ เขาจะพบตัวเองอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากก็ตอนเขาต้องชี้แนะแนวทางให้เยาวชนหรือผู้ใหญ่ สัตบุรษจะถามเขาว่า 'ทำแบบนี้ได้ไหม ทำแบบนั้นได้หรือไม่' ผลที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะออกจากห้องแก้บาปไปด้วยความผิดหวัง มันไม่ใช่เพราะพระสงฆ์ไม่ดีนะ แต่มันเป็นเพราะพระสงฆ์ไม่มีความสามารถมากพอที่จะแยกแยะสถานการณ์และร่วมเผชิญปัญหาไปกับสัตบุรุษ พระสงฆ์ยุคนี้ต้องรู้จักแยกแยะให้เป็น สิ่งนี้จำเป็นมากๆ ในการทำงานอภิบาล

- นอกจากนี้ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอบรมว่าที่พระสงฆ์ในอนาคต ไม่เพียงแค่แนวคิดทั่วไปหรือเป็นนามธรรม แต่เราต้องสอนพวกเขาให้ชัดเจนถึงสิ่งที่จับต้องได้และสอนให้พวกเขาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ชีวิตพระสงฆ์ต้องไม่มีจุดดำบนขาว หรือขาวบนจุดดำ เพราะนี่คือสีเทา โทนสีเทาต้องไม่มีในชีวิตพระสงฆ์ เราต้องสอนพวกเขาให้แยกแยะพื้นที่สีเทานี้ให้ได้

โป๊ปกิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 ยืนยันสละตำแหน่งพระสันตะปาปาเพราะร่างกายล้าจากการเดินทางไกลๆ

สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงยืนยัน สละตำแหน่งพระสันตะปาปาเพราะเหตุผลเดียว ก็คือ ร่างกายอ่อนล้ามากกับการเดินทางไกลเยือนประเทศต่างๆ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่พระสันตะปาปาได้ไม่เต็มที่ โดยทริปที่ทำให้ตัดสินใจแบบนี้คือ "เม็กซิโกและคิวบา" ประกอบกับ ทริปต่อไปคือ "งานเยาวชนโลก 2013 ที่บราซิล" ซึ่งเดินทางไกลไม่แพ้กัน จึงตัดสินใจสละตำแหน่ง เพื่อให้คนที่พร้อมกว่ามาทำหน้าที่แทน ทรงเผย ก่อนที่ พระสันตะปาปา ฟรังซิส จะไปปรากฏพระองค์ครั้งแรก ณ ระเบียงมหาวิหารหลังจากได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา พระองค์ทรงโทรมาหาพระสันตะปาปากิตติคุณ แต่ว่าไม่ได้รับสาย ก่อนจะโทรกลับไป เพื่อยืนยันว่า ตัวพระสันตะปาปากิตติคุณจะนบนอบต่อพระสันตะปาปา ฟรังซิส อย่างแน่นอน





สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงให้สัมภาษณ์กับ เอลิโอ เกร์เรโร่ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของพระองค์ท่านเล่มล่าสุด ชื่อว่า "ผู้รับใช้ของพระเจ้าและมนุษยชาติ" (Servant of God and Humanity) หนังสือเล่มนี้ จะวางขายเป็นภาษาอิตาเลี่ยน วันที่ 30 สิงหาคม 2016

ใจความสำคัญของบทสัมภาษณ์ มีดังต่อไปนี้

- พระสันตะปาปากิตติคุณ ย้ำว่า สาเหตุหลักของการสละตำแหน่งพระสันตะปาปา มาจากสาเหตุเดียวนั่นคือ ตอนที่สละตำแหน่ง พระองค์มีพระชนมายุ 86 ชันษา และรู้สึกว่า ร่างกายรับไม่ไหวแล้วกับการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นพันธกิจการอภิบาลของพระสันตะปาปาที่มีต่อประชากรของพระเจ้า

- ทริปที่ทำให้พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 รู้สึกว่า ร่างกายรับไม่ไหวแล้วคือการเดินทางเยือนเม็กซิโกและคิวบา ตอนนั้น แพทย์ส่วนพระองค์ (นายแพทย์ปาตริซิโอ โปลิสก้า) ได้ถวายคำแนะนำว่า พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ควรลดการเดินทางไกลๆ ซึ่งตัวพระองค์เองก็ทรงเห็นด้วย

- เมื่อทรงพิจารณาแล้ว ทริปต่อจากเม็กซิโกและคิวบา ก็คือ การไปร่วมงานเยาวชนโลก 2013 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเดินทางไกลอีกครั้ง พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงคิดว่า เมื่อร่างกายเป็นแบบนี้ มันจะทำให้พระองค์ปฏิบัติหน้าที่พระสันตะปาปาได้ไม่เต็มที่ จึงทรงตัดสินใจสละตำแหน่งในที่สุด เพื่อให้คนที่พร้อมกว่าเข้ามาทำหน้าที่พระสันตะปาปาแทน

- พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ยืนยันว่า ตอนประกาศสละตำแหน่ง พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่มีใครบังคับแต่อย่างใด ทุกอย่างเกิดจากการรับรู้ข้อจำกัดของตัวพระองค์เองและภาวนาไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว พระองค์เชื่อในพระญาณสอดส่องของพระเจ้า และมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

- พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ยังเปิดเผยด้วยว่า วันที่สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้รับเลือก ก่อนที่จะไปปรากฏพระองค์ครั้งแรก ณ ระเบียงมหาวิหารนักบุญเปโตร พระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงโทรศัพท์มาหาพระองค์ แต่ตัวพระสันตะปาปากิตติคุณไม่ได้รับสาย แต่หลังจากกลับจากการไปพบประชาชนเป็นครั้งแรก พระสันตะปาปากิตติคุณทรงโทรศัพท์กลับไปหาพระสันตะปาปา ฟรังซิส เพื่อแสดงความยินดีและกล่าวถวายความเคารพ พร้อมยืนยันว่าจะนบนอบต่อพระสันตะปาปา ฟรังซิส


21 August 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ชีวิตคริสตชนไม่ใช่วิดีโอเกมส์หรือละครที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ชีวิตคริสตชนไม่ใช่วิดีโอเกมส์หรือละครที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก แต่ชีวิตคริสตชนต้องจริงจังและมีเป้าหมาย เพื่อที่เราจะได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ นั่นก็คือ การได้รับความรอดนิรันดรในสวรรค์ และนี่คือสาเหตุสำคัญที่พระเยซูย้ำว่า เราต้องเข้าทางประตูแคบ นี่คือประตูที่พระเจ้าหยิบยื่นมาให้ และเราต้องไม่พลาดโอกาสที่จะเข้าประตูนี้ให้ได้





ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงสอนว่า "จงพยายามเข้าทางประตูแคบ เพราะหลายคนพยายามจะเข้าไป แต่จะเข้าไปไม่ได้"

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ แบบสั้นๆ ว่า

- พระเจ้าทรงมอบโอกาสให้เรามากมายเพื่อจะได้ช่วยเราให้ได้รับความรอด ประตูแห่งความรอดคือโอกาสที่เราต้องไม่ทำให้เสียเปล่า เราต้องไม่สร้างวาทกรรมเชิงวิชาการเกี่ยวกับการช่วยให้รอดจากบาปและต้องอย่าเป็นคนที่สงสัยในพระเยซู แต่เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ นี่คือโอกาสที่จะได้รับความรอดพ้นจากบาปซึ่งพระเจ้าทรงหยิบยื่นมาให้เรา ทำไมพ่อถึงพูดแบบนี้ ก็เพราะพระเจ้าตรัสไว้ว่า 'เราไม่รู้ว่า เจ้ามาจากที่ใด'

- พี่น้องที่รัก หลายคนสงสัยว่า ถ้าพระเจ้าทรงความดีและรักเรา ทำไมพระองค์ต้องปิดประตูใส่เรา คำตอบก็คือ เพราะชีวิตไม่ใช่วิดีโอเกมส์หรือละคร(ที่สนุกไปวันๆ) แต่ชีวิตเราต้องจริงจังและมีเป้าหมาย เพื่อที่เราจะได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ นั่นก็คือ การได้รับความรอดนิรันดร

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อตุรกี ภายหลังเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในพิธีมงคลสมรสที่เมืองกาเซียนเต็ป ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศซีเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คน และส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ ด้วย

15 August 2016

โป๊ปฟรังซิสเชิญทุกคนภาวนาเพื่อสตรีที่ถูกใช้แรงงานทาสและเจอภาระหนักอึ้งในชีวิต

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อสตรีที่ถูกใช้แรงงานทาส เผชิญภาวะสงคราม และเผชิญภาระหนักในชีวิต โดยตรัสเรื่องนี้ ระหว่างการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โอกาสวันอัสสัมชัญ





ช่วงเที่ยงวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โอกาสวันสมโภชแม่พระรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ

โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดว่า

- วันอัสสัมชัญ หรือวันสมโภชแม่พระรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ คือธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน ความชื่นชมยินดีของสตรีผู้สุภาพถ่อมตนจากกาลิลีได้ถูกถ่ายทอดผ่านทางบทมักญีฟีกัต และมันได้กลายเป็นบทเพลงของมวลมนุษยชาติ ซึ่งดีใจที่จะได้พบกับพระเจ้าผู้ทรงถ่อมพระองค์ลงมาหาเรา และยังนำเราทุกคนเข้าไปสู่สวรรค์พร้อมพระองค์ด้วย

- บทเพลงมักญีฟีกัตของแม่พระยังนำเราทุกคนให้คิดเกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่แสนเศร้าในตอนนี้ เฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสตรีที่เผชิญภาระหนักอึ้งของชีวิต เผชิญหน้ากับความรุนแรง ถูกใช้แรงงานในงานที่ทำลายศักดิ์ศรีสตรี และต้องถูกใช้แรงงานทาส

- ขอให้เราภาวนาเพื่อสตรีเหล่านี้ จะได้เริ่มต้นชีวิตแห่งสันติ ความยุติธรรม และความรัก พวกเธอเฝ้ารอวันที่จะได้พบกับความรู้สึกว่าไม่ต้องถูกย่ำยีศักดิ์ศรีอีกต่อไป

- ขอแม่พระผู้ต้องทนทุกข์อย่างมากในชีวิต ช่วยทำให้เราคิดถึงสตรีเหล่านี้ให้มากๆ ขอให้เราวอนขอพระเจ้าเพื่อที่พระองค์จะปกป้องพวกเธอและนำพวกเธอให้รอดพ้นจากการเป็นทาสต่างๆ ด้วย

14 August 2016

โป๊ปฟรังซิส: "พระศาสนจักรต้องระวังนิสัยคิดก่อนว่าทำแล้วจะคุ้มหรือไม่ และการติดกับความสุขสบาย"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือน พระศาสนจักรต้องระวังทัศนคติที่ต้องคำนวณก่อนว่าคุ้มหรือไม่ถ้าจะลงมือทำอะไรบางอย่าง รวมไปถึงทัศนคติชอบอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่อยากเสี่ยงเจอความลำบาก ถ้าหากพระศาสนจักรติดกับดักทัศนคติแบบนี้ เราจะกลายเป็นพระศาสนจักรระบบเจ้าขุนมูลนายทันที ทรงย้ำ พระศาสนจักรไม่ต้องการระบบเจ้าขุนมูลนายและพนักงานที่เคร่งเครียด แต่พระศาสนจักรต้องการธรรมทูตผู้ร้อนรน ซึ่งจะนำการบรรเทาใจด้วยความเมตตาจากพระคริสต์ไปมอบให้ทุกคน ทรงชี้ ถ้าพระศาสนจักรไม่เปิดตัวเองให้พระจิต เราจะเป็นพระศาสนจักรที่เฉยชา ภายในพระศาสนจักรนี้ จะมีแต่คริสตชนผู้เย็นชาเต็มไปหมด




ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงกล่าวว่า "เรามาเพื่อจุดไฟในโลก เราปรารถนาอย่างยิ่งเพื่อให้โลกนี้ลุกเป็นไฟ"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า

- พระเยซูคริสต์ทรงต้องการนำพระจิตมาจุดไฟในจิตใจของเราและทำให้เราสามารถที่จะรักคนอื่นได้ ไฟนี้มีพละกำลังที่สร้างสรรค์ซึ่งชำระทุกสิ่งให้บริสุทธิ์และฟื้นฟูทุกอย่าง มันเผาไหม้ความทุกข์ระทมของมนุษยชาติ เผาอีโก้และบาป มันแปรเปลี่ยนเราจากภายในจิตใจให้กลับเป็นคนใหม่

- ถ้าเราเปิดตัวเองให้กับผลงานของพระจิต พระองค์จะประทานความกล้าและความร้อนรนในการประกาศพระนามพระเยซู และยังมอบการสารบรรเทาใจแห่งความเมตตาและความรอดมามอบให้เราทุกคน เราจะกล้าแล่นเรือออกไปกลางทะเลโดยปราศจากความกลัว แต่ทั้งนี้ ไฟของพระจิตจะเริ่มต้นในจิตใจของเราเสมอ

- ในการทำพันธกิจของพระเยซู พ่อขอย้ำว่า พระศาสนจักรต้องการความช่วยเหลือจากพระจิต เพื่อที่เราจะไม่ถอยหลังกลับด้วยความกลัวและคิดคำนวณว่าคุ้มหรือไม่ที่จะลงมือทำ พระศาสนจักรต้องไม่เคยชินอยู่กับการเดินอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง นอกจากนี้ พ่ออยากเตือนว่า ทัศนคติที่ต้องมาคำนวณว่าคุ้มหรือไม่กับการลงมือทำและการเคยชินกับพื้นที่ปลอดภัย จะนำพระศาสนจักรให้กลายเป็นพระศาสนจักรเชิงบริหารปกครองหรือระบบเจ้าขุนมูลนาย เพราะพระศาสนจักรที่เป็นแบบนี้คือพระศาสนจักรที่ไม่เคยลงมือเสี่ยงทำอะไรเลย

- ตรงกันข้าม พระจิตจะประทานความกล้าตามแบบอัครสาวกให้กับเรา ความกล้านี้จะเป็นเหมือนไฟที่ช่วยเราให้ฝ่าฟันกำแพงและสิ่งกีดขวางต่างๆ ความกล้าจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ออกเดินไปในหนทางที่เราไม่เคยไป และให้ความช่วยเหลือกับทุกคนที่เราพบ

- มันจึงสำคัญมากที่พระสงฆ์ นักบวช และฆราวาสจะต้องรู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจและก้าวออกไปหาพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยาก มีตัวอย่างมากมายของพระสงฆ์ นักบวช และฆราวาสที่ประกาศพระวรสารด้วยความรักอันยิ่งใหญ่และศรัทธา บางครั้ง ต้องยอมสละชีวิต แต่พวกเขาก็ยอม นี่คือตัวอย่างการเป็นประจักษ์พยานซึ่งย้ำเตือนว่า พระศาสนจักรไม่ต้องการระบบเจ้าขุนมูลนายและพนักงานที่เคร่งเครียด แต่พระศาสนจักรต้องการธรรมทูตผู้ร้อนรนที่จะนำถ้อยคำแห่งการปลอยโยนของพระคริสต์ไปมอบให้ประชากรทุกคน

- นี่คือไฟของพระจิต ถ้าพระศาสนจักรไม่ได้รับไฟนี้และไม่ยอมให้ไฟนี้เข้าไปสู่จิตใจของเรา พระศาสนจักรจะกลายเป็นพระศาสนจักรที่เฉยชา ไร้ความสามารถในการมอบชีวิตให้คนอื่น เพราะภายในพระศาสนจักรนี้ มีแต่คริสตชนผู้เย็นชาเต็มไปหมด

- วันนี้ พระศาสนจักรระลึกถึง นักบุญมักซีมีเลี่ยน โกลเบ มรณสักขีแห่งความรักความเมตตา ซึ่งยอมตายแทนนักโทษอีกคนในค่ายเอ้าส์ชวิตช์ พ่อจึงขอให้ทุกคนดูแบบอย่างความรักจากท่านนักบุญ เพราะนี่คือผู้ที่ยอมให้ไฟของพระจิตเข้าไปในตัว เพื่อจะได้รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน

01 August 2016

โป๊ปฟรังซิส: "พ่อไม่ชอบเวลาคนพูดว่าเยาวชนพูดแต่เรื่องโง่ๆ เพราะบางครั้งผู้ใหญ่ก็พูดอะไรโง่ๆ เช่นกัน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปัน ไม่ชอบเวลามีคนพูดว่า "เยาวชนพวกนี้พูดแต่เรื่องโง่ๆ เพราะหลายครั้งผู้ใหญ่ก็พูดอะไรโง่ๆ เช่นกัน (We say many stupid things too!) ทรงเผยเคล็ดลับการเทศน์ได้สัมผัสใจเยาวชนเกิดจากการพูดคุยบ่อยๆ กับเยาวชน และเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ ที่เยาวชนชอบใช้กัน ทรงย้ำ ไม่ถูกต้องที่กล่าวหาอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง เพราะในอิตาลี ข่าวฆ่าแม่ยายและฆ่าแฟนสาวของตนเอง คนลงมือก็เป็นคาทอลิกที่ได้รับศีลล้างบาป แบบนี้ คาทอลิกก็ต้องรุนแรงด้วยหรือเปล่า ทรงชี้ พวกรักศาสนาแบบหัวรุนแรงสุดขั้วมีอยู่จริง แต่เป็นคนกลุ่มน้อย มันเหมือน "สลัดผลไม้" ที่ต้องมี "พวกเปรี้ยว" แบบนี้ผสมอยู่ ทรงชี้ การให้เงินเป็นพระเจ้าและเป็นศูนย์กลางชีวิต เป็นการก่อการร้ายขั้นพื้นฐาน เพราะนี่คือการให้เงินแทนที่สิ่งสร้างของพระเจ้า ทรงเผย จังหวะล้มในมิสซา เกิดจากการเพ่งสมาธิไปที่รูปแม่พระเพื่อถวายกำยาน จึงทำให้พระองค์ลืมมองบันไดตรงนั้นไป




สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานการสัมภาษณ์แก่บรรดานักข่าวสายวาติกันที่ตามเสด็จไปทำข่าวงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 31 ณ เมืองคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ การสัมภาษณ์นี้เกิดบนเที่ยวกลับจากสนามบินนานาชาตินักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 เมืองคราครูฟ ไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี รายละเอียดต่างๆ มีดังนี้

นักข่าว: "คาทอลิกกำลังช็อกจากข่าวที่กลุ่มก่อการร้ายไอซิสก่อเหตุฆาตกรรมอย่างป่าเถื่อนต่อ คุณพ่อฌักส์ อาเมล พระสันตะปาปาที่รัก พระองค์เคยบอกพวกเราว่า ทุกศาสนาแสวงหาสันติภาพ แต่คุณพ่ออาเมลถูกฆ่าตายในนามของศาสนาอิสลาม เวลาพระองค์พูดถึงพวกก่อการร้าย ทำไมพระองค์ไม่พูดอะไรถึงอิสลามบ้างล่ะ"

พระสันตะปาปา: "พ่อไม่อยากพูดถึงความรุนแรงจากอิสลาม เพราะพ่อเห็นความรุนแรงเกิดทุกวันเมื่อพ่อพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ในอิตาลี พวกคุณก็เห็นข่าวที่มีการฆ่าแฟนสาวของตัวเองหรือฆ่าแม่ยาย คนที่ลงมือฆ่าก็ได้รับศีลล้างบาปตามแบบคาทอลิกไม่ใช่เหรอ ถ้าพ่อพูดเกี่ยวกับความรุนแรงจากอิสลาม พ่อก็ควรพูดถึงความรุนแรงจากคาทอลิกด้วยใช่ไหม บอกไว้เลยนะว่า ไม่ใช่มุสลิมทุกคนที่เป็นพวกหัวรุนแรง มันก็เหมือนสลัดผลไม้นั่นเอง คุณต้องพบพวกคนเปรี้ยวๆ ในศาสนาเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือมันเป็นคนกลุ่มน้อยในทุกศาสนาที่เป็นพวกหัวรุนแรงสุดขั้ว

"มันไม่ถูกต้องเลยที่จะระบุว่าอิสลามเป็นพวกรุนแรง พ่อได้พูดคุยอย่างยาวนานกับท่านอิหม่ามแห่งอัล อาซาร์ พวกเขาแสวงหาสันติและความเข้าใจระหว่างศาสนา นอกจากนี้ พ่อได้คุยกับสมณทูตในแอฟริกา และได้รับข้อมูลว่า ในบางประเทศ จะมีคนจำนวนมากเข้าแถวรอจาริกผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่เดินตรงไปยังพระแท่นเพื่อสวดภาวนาหน้ารูปแม่พระ รู้ไหมว่า คนที่เดินไปภาวนาหน้ารูปแม่พระคือชาวมุสลิมที่อยากจะร่วมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ ตอนที่พ่อไปเยือนสาธารณรัฐแอฟริกากลาง พ่อได้พบกับอิหม่ามและเชิญท่านขึ้นนั่งบนรถโป๊ปโมบิล การดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างสันติเป็นไปได้เสมอ ใช่ เราอาจพูดได้ว่า กลุ่มไอซิสหรือรัฐอิสลามเป็นตัวแทนของความรุนแรง แต่คุณไม่สามารถพูดและไม่ถูกต้องที่จะเรียกอิสลามว่าเป็นศาสนาก่อการร้าย"

นักข่าว: "นอกจากการภาวนาและเสวนากัน มันมีอะไรอีกบ้างไหมที่เราสามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในการรับมือความรุนแรงจากอิสลาม"

พระสันตะปาปา: "การก่อการร้ายมีอยู่ทุกแห่ง ลองคิดถึงการก่อการร้ายจากชนพื้นเมืองบางประเทศในทวีปแอฟริกา การก่อการร้ายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นให้เขาทำ ตอนนี้ พ่อกำลังจะพูดบางอย่างที่ดูสุ่มเสี่ยงสักหน่อย นั่นคือ เมื่อใดที่คุณให้เงินเป็นพระเจ้า ให้เงินเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจแทนที่จะเป็นมนุษย์ นี่คือรูปแบบแรกของการก่อการร้ายเลยล่ะ เพราะคุณได้หักล้างความสำคัญสิ่งสร้างของพระเจ้าและให้เงินมาแทนที่ศูนย์กลาง นี่คือรูปแบบพื้นฐานของการก่อการร้าย ลองไปคิดดูนะ"

นักข่าว: "เยาวชนจำนวนมากประทับใจและได้รับแรงกระตุ้นจากคำสอนของพระองค์ เพราะพระองค์พูดภาษาเดียวกับพวกเขา พระองค์เตรียมตัวอย่างไร ถึงใช้ภาษาที่เข้าถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของเยาวชนได้ขนาดนี้" (พระสันตะปาปาพูดถึงสมาร์ทโฟน ฮาร์ดดิสก์ และโซเชี่ยลมีเดีย ได้อย่างถึงแก่น)

พระสันตะปาปา: "พ่อชอบคุยกับเยาวชน พ่อชอบฟังพวกเขา เด็กและเยาวชนเติมความหวานให้เราเสมอ เพราะพวกเขาบอกพ่อในสิ่งที่พ่อไม่เคยคิดมาก่อน เยาวชนไม่เคยหยุดนิ่งและมีความคิดใหม่ๆ นี่แหละคือเคล็ดลับในการใช้ภาษาเยาวชนพูดคุยกับเขา หลายครั้งพ่อต้องถามความหมายของศัพท์ใหม่ๆ ที่เยาวชนพูดกัน พวกเขาคืออนาคต ดังนั้น มันจำเป็นมากที่เราต้องเสวนาระหว่างอดีตกับอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพ่อถึงเน้นให้เยาวชนรู้จักพูดคุยกับปู่ย่าตายาย เพราะปู่ย่าตายายมีประสบการณ์ชีวิตถ่ายทอดให้ เยาวชนจะได้ภูมิใจในรากเหง้าของตน พ่อไม่ชอบเวลาได้ยินคนพูดว่า 'เยาวชนพวกนี้พูดแต่เรื่องโง่ๆ' พวกเราหลายคนพูดอะไรโง่ๆ เช่นกัน เยาวชนอาจพูดเรื่องโง่ๆ และพูดเรื่องดีๆ มันก็เหมือนพวกเรานั่นแหละ พวกเราจึงต้องเรียนรู้จากพวกเขา ในทางกลับกัน เราต้องหลีกเลี่ยงทัศนคติปิดตายด้วย"

นักข่าว: "พระสันตะปาปาที่เคารพ ความตึงเครียดในตุรกีจากรัฐประหารที่ล้มเหลว อาจจะเลวร้ายกว่ารัฐประหารเสียอีก บรรดาทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ และนักข่าวถูกจับกุมตัวและถูกปลด เมื่อวานซืน ประธานาธิบดีเอร์โดกัน ออกมาเตือนพวกที่วิจารณ์ว่าระวังตัวให้ดี พวกเราอยากทราบว่า ทำไมพระองค์ไม่กล่าวถึงเรื่องนี้บ้าง พระองค์กลัวว่ามันจะกระทบต่อคาทอลิกซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในตุรกีหรือเปล่า"

พระสันตะปาปา: "เมื่อพ่อพูดบางเรื่อง ตุรกีไม่ชอบสิ่งที่พ่อพูดด้วยความมั่นใจ พวกท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร มันชัดเจนมากเมื่อพ่อมั่นใจและพูดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน ส่วนตอนนี้ พ่อไม่มั่นใจสถานการณ์ในตุรกี เพราะไม่ได้รับข้อมูลมากเพียงพอว่ามันเกิดอะไรขึ้น พ่อฟังข้อมูลจากเลขาธิการนครรัฐวาติกันและนักการทูต พ่อกำลังศึกษาสถานการณ์อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น"

นักข่าว: "มีอีกคำถามที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากพวกเรา ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียกำลังสอบสวนการกล่าวหา พระคาร์ดินัล จอร์จ เพลล์ (ประธานฝ่ายเศรษฐกิจสันตะสำนัก และอดีตพระอัครสังฆราชแห่งซิดนีย์) ครั้งนี้ ท่านถูกกล่าวหาว่าก่อคดีล่วงละเมิดเด็ก พระองค์คิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ มันถูกต้องหรือที่คนที่เป็นพระคาร์ดินัลทำแบบนี้"

พระสันตะปาปา: "พ่อจะไม่ตัดสินใครจนกว่าความยุติธรรมจะเริ่มส่งเสียงออกมา ถ้าพ่อพูดเข้าข้างหรือต่อต้านพระคาร์ดินัลเพลล์ มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะพ่อกำลังตัดสินเขาก่อน ใช่ มันยังเป็นเรื่องน่าสงสัย แต่กฎหมายจะทำหน้าที่ของมัน พวกเราควรจะเฝ้ารอก่อนจะไปตัดสิน เพราะการตัดสินไปก่อนแบบนี้มันตัดสินบนพื้นฐานการนินทา เอาเป็นว่า ถ้าความยุติธรรมเริ่มปริปากพูด พ่อก็จะเริ่มพูดเช่นกัน"

นักข่าว: "พระองค์รู้สึกอย่างไรบ้าง หลังจากล้มลงไประหว่างถวายกำยานช่วงเริ่มมิสซาที่เชสโตโฮวา"

พระสันตะปาปา: "เอาจริงๆ นะ ตอนนั้น พ่อกำลังเพ่งสมาธิมองไปที่รูปแม่พระ (เพราะกำลังจะไปถวายกำยานตรงนั้น) พ่อจึงลืมมองขั้นบันไดตรงนั้น พ่อกำลังถือเต้าไฟกำยานอยู่ แต่ทุกอย่างโอเคนะ ไม่มีปัญหาใดๆ"

หลังการสัมภาษณ์จบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวขอบคุณ "คุณพ่อเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้" ผู้อำนวยการศูนย์ข่าววาติกัน เพราะนี่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ครั้งสุดท้าย ก่อนจะเกษียณอายุในวันเดียวกันนี้เลย

31 July 2016

โป๊ปฟรังซิส: "พระเจ้าไม่สนใจเราใช้โทรศัพท์อะไร พระเจ้าไม่มีฮาร์ดดิสก์บันทึกความผิดของเรา พระองค์มีแต่หัวใจที่เมตตาเรา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน พระเจ้าไม่สนใจเราแต่งตัวแบบไหน ใช้โทรศัพท์อะไร พระองค์สนแต่ตัวตนของเราเท่านั้น การไม่ยอมรับตัวเองและทำตัวแย่ๆ จึงเป็นการไม่ตระหนักถึงการที่พระเจ้าสร้างเรามาให้เหมือนพระองค์ ทรงชี้ อย่าละอายที่จะสารภาพความผิดทุกอย่างกับพระเจ้า อย่าปล่อยให้จิตวิญญาณเราตายด้านเด็ดขาด ทรงย้ำ ความทรงจำของพระเจ้าไม่มี "ฮาร์ดดิสก์" ไว้บันทึกและเก็บข้อมูลของเรา หัวใจของพระองค์มีแต่ความเมตตากรุณาที่มอบให้เรา ทรงแนะ หลายคนอาจกีดกันเราไม่ให้รับพระเมตตาจากพระเจ้า หลายคนนินทาและหัวเราะเยาะเรา เพียงเพราะเราเป็นคนถ่อมตนและเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราต้องอย่าท้อ แต่จงยิ้มรับสิ่งเหล่านี้ เพราะเรากำลังเป็นตัวแทนของสิ่งดีที่เขาหัวเราะเยาะอยู่ ตอนท้าย ทรงประกาศให้ "ปานามา" เป็นเจ้าภาพงานเยาวชนโลก 2019 ด้วย








ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาปิดงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 31 ซึ่งจัดที่แคมปัส มิเซริคอร์ดิเอ เมืองคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ ท่ามกลางเยาวชนที่มาร่วมพิธีกว่า 2 ล้านคน โดยเยาวชนทั้งหมดได้นอนพักค้างแรมอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนที่มาร่วมพิธีคืนตื่นเฝ้ากับพระสันตะปาปาด้วย

พระวรสารประจำมิสซาปิดงานเยาวชนโลก เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูเสด็จไปพักที่บ้านของซักเคียส หัวหน้าคนเก็บภาษี ทำให้หลายคนนินทาว่าพระองค์กำลังไปพักบ้านคนบาป ซักเคียสทูลพระเยซูว่า ตนยินดียกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้คนจน และถ้าไปโกงใครมา จะชดใช้ให้ 4 เท่า พระเยซูจึงตรัสกับซักเคียสว่า "วันนี้ ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว" (ลูกา 19:1-10)

พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนเยาวชนว่า

- มันมีอุปสรรค 3 อย่างที่ซักเคียสต้องประสบในเหตุการณ์นี้ อุปสรรคแรก เขาตัวเตี้ยตัวเล็กเกินไป แม้ในทุกวันนี้ พวกเราก็เสี่ยงที่จะไม่ได้เข้าใกล้พระเยซู เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ยิ่งใหญ่พ่อ เพราะเราคิดว่าตัวเราไม่มีค่าพอ นี่คือการประจญอย่างหนึ่งเลยนะ พวกเราถูกสร้างมาตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้า

- การไม่ยอมรับตัวเอง การทำตัวหม่นหมอง และการทำตัวแย่ๆ หมายถึงการไม่ตระหนักถึงอัตลักษณ์แท้จริงของเรา มันยังคล้ายกับการเดินหนีจากพระเจ้าผู้ทรงมองเราอยู่ อย่าลืมว่า พระเยซูทรงห่วงใยเราทุกคน ไม่มีใครไม่คู่ควรหรือห่างไกลจากความคิดของพระองค์ ไม่มีใครไม่สำคัญ เราทุกคนสำคัญเท่ากันในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าวางใจในสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่ในสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าลูกจะแต่งตัวอย่างไร หรือใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นไหน พระเจ้าไม่เคยสนใจ พระองค์ไม่แคร์ว่าลูกจะแฟชั่นหรือเปล่า ไม่เลย พระองค์แคร์แต่ตัวลูกเท่านั้น

- เราต้องอย่าดำเนินชีวิตด้วยความเศร้าโศก แต่มันจะดีกว่านี้ ถ้าเราสวดภาวนาทุกเช้าว่า 'พระเจ้า ลูกขอบคุณพระองค์สำหรับความรักที่มอบให้ โปรดช่วยลูกให้รักชีวิตของลูกด้วย'

- อุปสรรคที่สอง ซักเคียสเผชิญหน้ากับความตายด้านจากความน่าละอายใจ เขาเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความอัปยศของตนเอง เพราะแรงดึงดูดในพระเยซูนั้นทรงพลังยิ่งนัก พวกลูกพอจะนึกออกใช่ไหมว่า เมื่อมีใครสักที่ดูน่าหลงใหลมากและเราตกหลุมรักคนนั้นเข้ามาในชีวิต เราจะพร้อมทำทุกสิ่งที่เราไม่เคยทำเพื่อคนนั้น ซักเคียสก็เช่นกัน นี่คือความลับในความชื่นชมยินดี

- ดังนั้น อย่าละอายที่จะสารภาพทุกสิ่งกับพระเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งบาปผิดจากความอ่อนแอของเรา พระเจ้าจะทำให้เราประหลาดใจด้วยการให้อภัยของพระองค์ อย่ากลัวที่จะตอบรับ (YES) กับพระเจ้าด้วยหัวใจของเรา อย่าปล่อยให้จิตวิญญาณของเราตายด้าน แต่จงตั้งเป้าเพื่อความรักอันงดงามและเสียสละ

- อุปสรรคที่สามที่ซักเคียสต้องเจอก็คือการนินทาจากฝูงชน คนเหล่านี้พยายามกีดกันซักเคียสและตำหนิเขา คนเหล่านี้พยายามกีดกันเขาไม่ให้รับพระเมตตาจากพระเจ้า แต่พระบิดาทรงเรียกร้องเราให้มีความกล้า กล้าที่จะเอาชนะความชั่วด้วยการรักเพื่อนมนุษย์ แม้กระทั่งศัตรูของตนเอง

- ผู้คนอาจหัวเราะเยาะเรา เพราะเราเชื่อในความสุภาพและถ่อมตน ผู้คนอาจตัดสินเราที่เราเป็นนักฝัน เพราะเราเชื่อในมนุษยชาติและปฏิเสธความเกลียดชัง พ่ออยากบอกว่า จงอย่าท้อ! จงยิ้มและกางแขนรับสิ่งเหล่านี้ ลูกประกาศความหวังและลูกเป็นผู้มีบุญซึ่งกำลังเป็นตัวแทนของความงดงามเหล่านี้

- จงอย่ายอมแพ้ในการเผชิญหน้ากับความคิดที่ปิดตาย แต่จงแสวงหาจุดหมายที่ดำรงไว้ซึ่งหัวใจอันบริสุทธิ์ สู้อย่างสันติเพื่อความซื่อสัตย์และยุติธรรม จงอย่าทำอะไรแค่ผิวเผิน อย่าวางใจจิตตารมณ์ทางโลกซึ่งเน้นแค่รูปร่างหน้าตา มันคือเครื่องสำอางที่ทำให้เราดูดีแค่ภายนอก แต่จงดาวน์โหลดลิ้งค์ที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือ หัวใจที่มองเห็นและถ่ายทอดคุณความดีโดยไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ ในการเสวนาและแช็ทในแต่ละวัน จงให้พระวรสารเป็นเข็มทิศนำทางการพูดคุย

- ความทรงจำของพระเจ้าไม่มี 'ฮาร์ดดิสก์' ไว้บันทึกและเก็บข้อมูลของเรา แต่หัวใจของพระเจ้าเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาที่แสนจะอ่อนโยน ดังนั้น ขอให้เราพยายามดำเนินชีวิตเลียนแบบความทรงจำที่ศรัทธาของพระเจ้าและรักษาสิ่งดีๆ ที่เราได้รับตลอดหลายวันที่ผ่านมาในงานเยาวชนโลกไว้ด้วย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พร้อมกับประกาศให้ กรุงปานามา ซิตี้ ประเทศปานามา เป็นเจ้าภาพงานเยาวชนโลก 2019 อีกด้วย

30 July 2016

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าเอาชนะความเกลียดชังด้วยความเกลียดชังที่รุนแรงกว่า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนเยาวชน อย่าเอาชนะความเกลียดชังด้วยความเกลียดชังที่รุนแรงกว่า อย่าเอาชนะความรุนแรงด้วยความรุนแรงขั้นกว่า สิ่งเดียวที่เราจะสนองตอบสงครามคือการสร้างสะพานและความเป็นพี่น้องกันให้เกิดในสังคม ทรงชี้ บางคนคิดว่าสถานการณ์ในซีเรียห่างไกลจากชีวิตเรามาก เพราะเราเห็นผลของสงครามนี้จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ มันไม่ได้เกิดกับชีวิตเราจริงๆ เราจึงตายด้านไม่รู้สึกอะไร ทรงเตือน สิ่งร้ายแรงกว่าความเฉยชาคือการนั่งอยู่ในมุมสบายและไม่สนใจเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น สิ่งนี้เหมือนเราเล่นวิดีโอเกมส์และไม่สนใจคนมาเรียกให้ไปทำสิ่งต่างๆ เลย 









ช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานการภาวนาคืนตื่นเฝ้าในงานเยาวชนโลก ณ แคมปัส มิเซริคอร์ดิเอ เมืองคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ ท่ามกลางเยาวชนที่มาร่วมภาวนากว่า 2 ล้านคน

พิธีนี้ เริ่มต้นด้วยพระสันตะปาปาทรงเดินจาริกผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับเยาวชนผู้แทนจาก 5 ทวีป จากนั้น เป็นการเริ่มพิธีด้วยการรับฟังการแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อจากผู้แทนเยาวชน 3 คน หนึ่งในนั้นมีเยาวชนวัย 26 ปีจากซีเรียด้วย เมื่อฟังทั้ง 3 คนจบแล้ว พระสันตะปาปาจึงเริ่มตรัสสอนเยาวชน ใจความว่า

- การแบ่งปันจาก แรนด์ เยาวชนชาวซีเรีย เมื่อครู่นี้ถือว่าทรงพลังมากๆ พวกเรามาจากสถานที่แตกต่างกันไปบนโลก ต่างภาษาและวัฒนธรรม บางคนในพวกเรามาจากประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งและสงคราม ส่วนที่เหลืออาจมาจากประเทศที่มีสันติและปราศจากสงคราม ทุกวันนี้ สงครามในซีเรียทำให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ระทมให้กับคนจำนวนมาก อาทิ แรนด์ เพื่อนที่แสนดีของเราคนนี้ เธอมาที่นี่เพื่อขอให้เราทุกคนช่วยกันสวดภาวนาเพื่อประเทศของเธอ

- สถานการณ์ในซีเรียที่เราได้เห็นกัน ก็คือ มีคนเป็นล้านๆ ต้องหนีตายออกมา ทำนองเดียวกัน มันก็เป็นสิ่งที่ห่างไกลมากจากโลกความเป็นจริงของเราบางคน มันห่างไกลมากจนกว่าเราจะได้สัมผัสกับเรื่องนี้ พวกเราไม่ตระหนักถึงสิ่งนี้เพราะเราแค่เห็นสงครามซีเรียจากจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อมันเกิดกับชีวิตเราจริงๆ ล่ะ เกิดกับชีวิตจริง ไม่ได้อยู่บนหน้าจอ เราจะรู้สึกทันที ดังนั้น พ่ออยากเชิญชวนเราทุกคนภาวนาให้กับเหยื่อของสงครามทุกคน

- ตอนนี้ มันไม่มีเวลาแล้วที่จะมาประณามใครสักคนหรือประณามการต่อสู้กัน พวกเราไม่ต้องการจะเสียน้ำตาอีกต่อไป พวกเราไม่ต้องการเอาชนะความเกลียดชังด้วยความเกลียดชังที่รุนแรงกว่านั้น  พวกเราไม่ต้องการเอาชนะความรุนแรงด้วยความรุนแรง พวกเราไม่ต้องการเอาชนะการก่อการร้ายด้วยการก่อการร้าย สิ่งเดียวที่เราจะตอบสนองสงครามก็คือความเป็นพี่น้องกัน ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และการเป็นครอบครัวเดียวกัน ขอให้คำพูดที่ดีที่สุดของเราอยู่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในคำภาวนา ขอให้เราทุกคนเงียบสักครู่และภาวนาเพื่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยนะ

- พ่ออยากให้ทุกคนภาวนาเพื่อคนที่รู้ว่า การต้องลี้ภัยจากบ้านในครั้งนี้อาจหมายถึงการไม่ได้กลับมาเจอสิ่งที่เรารักอีกเลย และยังอยากให้เราภาวนาให้กับคนที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าและไม่มีคนรัก ความกลัวจะนำเราไปสู่ทัศนคติปิดตายและมันจะทำให้เราตายด้าน ความรู้สึกด้านชาหรืออัมพาต เรารู้จักกันใช่ไหม ลองจินตนาการดูนะ ถ้าสังคมของเราเป็นแบบนี้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร

- ยังมีอีกรูปแบบของความเฉยชาและพ่ออยากบอกว่ามันอันตรายกว่าด้วย นั่นคือ ความเฉยชาเมื่อเราสับสนกับความสุขที่อยู่บนเก้าอี้โซฟา สิ่งนี้จะทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองปลอดภัยและสุขสบาย เก้าอี้โซฟาที่ทำให้เราสบายซึ่งจะช่วยเราให้หนีเข้าไปสู่โลกของวิดีโอเกมส์ เก้าอี้แห่งความสุขสบายนี้บางทีเป็นรูปแบบที่ให้โทษมากสุดของโรคเฉยชาเลยก็ได้ เพราะมันทำให้เราเซื่องซึมหรือหลับไป ขณะที่คนอื่นๆ กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากเรา แต่เราคิดว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขตรงนี้

- แน่นอนว่า สำหรับหลายคน มันดีและง่ายกว่าที่จะเซื่องซึมและสับสนกับความสุขอยู่บนเก้าอี้โซฟา แต่เยาวชนที่รัก พวกเราไม่ได้มางานเยาวชนโลกเพื่อทำตัวเฉยชาแบบนี้นะ มันน่าเศร้ามากที่เห็นหลายคนทำตัวแบบนี้

- พระเยซูทรงเป็นอาจารย์แห่งความเสี่ยง พระองค์ไม่ใช่อาจารย์แห่งความสบาย การติดตามพระเยซูเรียกร้องความกล้าหาญและความพร้อมที่จะลุกจากโซฟาตัวนี้ แล้วใส่รองเท้าเพื่อก้าวไปบนหนทางที่ไม่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ พระเจ้ายังสอนเราให้ติดตามพระองค์ไปพบกับผู้อดอยาก ผู้ป่วย ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ลี้ภัย ผู้ถูกจองจำ และผู้ถูกทอดทิ้ง พระเจ้ายังสนับสนุนให้เราเป็นนักการเมือง นักคิด และนักเคลื่อนไหวทางสังคม พระองค์ขอร้องเราให้สร้างระบบเศรษฐกิจด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

- พระเจ้าต้องการบางสิ่งจากตัวลูก พระเจ้าทรงหวังในตัวลูก พระเจ้าทรงทำลายกำแพงขวางระหว่างเรา พระองค์มาเพื่อเปิดประตูชีวิตของเรา พระเจ้าต้องการให้มือของเราเป็นเครื่องมือของการคืนดีกันและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน พระองค์ต้องการให้มือของเราสร้างโลกให้ดียิ่งขึ้น

- ปัญหาและบาปไม่ใช่ปัญหา เพราะพระเจ้าทรงเรียกเรา พระองค์ไม่กังวลกับสิ่งที่เราเป็น ชีวิตทุกวันนี้ บอกเราว่า มันง่ายเหลือเกินที่จะสนใจกับสิ่งที่แยกเราออกจากกัน ดังนั้น เรามีความกล้าหรือเปล่าที่จะสร้างสะพานมากกว่าสร้างกำแพง ว่าแต่ลูกรู้ไหมว่าจะสร้างสะพานได้อย่างไร สะพานแรกเลยที่ลูกจะสร้างก็คือจับมือกันและกัน เอาล่ะ ลองจับมือคนข้างๆ ดูนะ นี่แหละสะพานแรกที่เราแต่ละคนสร้างได้ นี่คือสะพานแห่งความเป็นพี่น้องกัน ขอให้สะพานมนุษย์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ ด้วย

โป๊ปฟรังซิส: "สังฆราช สงฆ์ และนักบวช อย่าติดกับดักความสุขสบายและปิดตัวเองจากการรับใช้"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชของโปแลนด์ เราอย่าติดกับดักความสุขสบายและปิดตัวเอง พระเยซูสอนเราให้เปิดตัวรับใช้คนอื่น นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 ก็สอนเราให้เปิดประตูให้กว้างเพื่อต้อนรับพระคริสตเจ้า ทรงย้ำ การเปิดตัวเองรับใช้ผู้อื่นคือการดำเนินชีวิตแบบไม่ถือครองสมบัติส่วนตัว ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ไม่สร้างฐานอำนาจทางโลก และไม่เสียเวลาไปกับวางแผนความสุขของตน ทรงถามบรรดาศาสนบริกร ถ้าหนังสือเรื่องพระเมตตาของพระเจ้า มีหน้าหนึ่งที่เป็นเรื่องความเมตตาที่เราทำต่อเพื่อนมนุษย์ หน้านี้จะเป็น "หน้าว่างเปล่า" หรือเปล่าไม่ 









ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปยังสักการะสถานพระเมตตา เพื่อจาริกแสวงบุญผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ จากนั้น ทรงภาวนาหน้ารูปพระเมตตาและหลุมศพของนักบุญโฟสติน่า, โปรดศีลอภัยบาปให้เยาวชน และถวายมิสซาร่วมกับบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์และนักบวชคาทอลิกของโปแลนด์

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงสอนบรรดาพระสงฆ์และนักบวช ใจความว่า

- วันนี้ มี 3 สิ่งที่พ่ออยากแบ่งปันและเตือนใจพวกเราทุกคน สิ่งแรก ค่ำวันอาทิตย์ปาสกา ท่านจำได้ไหมว่าบรรดาศิษย์ทำอะไรกัน พวกเขารวมตัวกันในสถานที่ปิด สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับที่พระเยซูสอน พระองค์ต้องการให้พระศาสนจักรก้าวไปข้างหน้า พระองค์ต้องการให้พระศาสนจักรเปิดตัวเองสู่โลก ความต้องการนี้พระเยซูทรงบอกกับเราทุกคนด้วย ว่าแต่ เราทุกคนหลงลืมคำขอจากนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 ไปได้อย่างไร คำขอที่ว่า 'จงเปิดประตูให้กว้างเพื่อต้อนรับพระคริสต์'

- ในชีวิตสงฆ์และนักบวช บ่อยครั้ง เราถูกประจญล่อลวงให้ปิดตัวเอง เพื่อหนีจากความกลัวหรือความสุขสบาย แต่พระเยซูตรัสกับเราโดยตรงว่า 'การติดตามเราเป็นแบบไปอย่างเดียว เส้นทางนี้ไม่มีตั๋วให้ย้อนกลับ' พระเยซูไม่ชอบการเดินทางที่เป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ ประตูที่เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด เราดูได้จากชีวิตของพระเยซู พระองค์ทรงใกล้ชิดบรรดาศิษย์ และเราก็ถูกเรียกมาทำแบบนั้นเช่นกัน เราต้องใกล้ชิดสัตบุรุษด้วยความรักที่จับต้องได้ ในทำนองเดียวกัน เราต้องรับใช้และทำตัวให้ว่างเสมอเพื่อรับใช้ประชากรของพระเจ้า นี่คือชีวิตที่ไม่ปิดตายและไม่ใช่ชีวิตที่ครอบครองสมบัติส่วนตัว คนที่เลือกทางเดินนี้คือคนที่สละความพึงพอใจจากการทำตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เขาไม่ได้สร้างฐานอำนาจทางโลก หรือลงหลักปักฐานกับมุมสบายของตัวเอง พวกเขาไม่ได้เสียเวลาไปกับการวางแผนสร้างอนาคตที่มั่นคงแต่อย่างใด

- สิ่งที่สอง สิ่งที่นักบุญโทมัสทำในวันที่พระเยซูเสด็จกลับคืนชีพ ท่านลังเล สงสัย และพยายามจะทำความเข้าใจกับการกลับคืนชีพของพระเยซู แต่บางครั้งมันดูเหมือนเป็นคนดื้อรั้นมากกว่า สิ่งนี้เหมือนกับพวกเราเลย เราสงสัย แต่พระเยซูก็นำตัวเองมาอยู่ใกล้เรา แต่เราก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี จำได้ใช่ไหมว่า พระเยซูตรัสกับนักบุญโฟสติน่าว่า พระองค์ดีใจเสมอเวลาที่เราบอกสิ่งต่างๆ กับพระองค์ พระองค์ไม่เคยเบื่อเวลาเราพูดกับพระองค์เลย (บันทึกของนักบุญโฟสติน่า วันที่ 6 ก.ย. ค.ศ.1937) ดังนั้น เราต้องแสวงหาพระเจ้าผ่านการภาวนา อย่ากลัวที่จะบอกสิ่งต่างๆ รวมถึงปัญหาชีวิตกับพระองค์

- สิ่งสุดท้าย หนังสือทรงชีวิตเรื่องพระเมตตาของพระเจ้าต้องได้รับการอ่านและอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือหนังสือที่เปิดออกและเรียกเราทุกคนให้ช่วยกันเขียนงานของความเมตตาลงไป พ่อขอถามสิ่งหนึ่งให้พวกท่านไปคิดดู 'ถ้าหนังสือเล่มนี้ มีหน้าหนึ่งที่เป็นเรื่องของเรา มันจะเป็นหน้าว่างๆ หรือเปล่า' อยากให้ทุกคนได้ลองไปคิดกันดูนะ


 
Contact: editor@popereport.com