Instagram

29 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "หนทางของพระเจ้าคือความต่ำต้อยสุภาพถ่อมตน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน หนทางของพระเจ้าคือความต่ำต้อยสุภาพถ่อมตน นี่เป็นหนทางเดียวที่เราจะติตตามพระเยซูได้ ทรงชี้ หนทางที่จิตตารมณ์ทางโลกมอบให้เรานั้น มีแต่ความหยิ่งผยอง ทะนงตน และหมกมุ่นกับความสำเร็จทางโลก พระเยซูทรงปฏิเสธหนทางนี้ให้เราเห็นแล้วตอนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารนาน 40 วัน ดังนั้น เราต้องกล้าปฏิเสธมันด้วย พร้อมกันนี้ ทรงเชิญภาวนาอุทิศแด่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินเยอรมันวิงส์ตกที่ฝรั่งเศสด้วย










ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการเสกและแห่ใบลาน รวมทั้งถวายมิสซาวันอาทิตย์พระมหาทรมาน ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พิธีนี้มีสัตบุรุษมาร่วมกว่า 100,000 คน

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนว่า "หัวใจของพิธีฉลองในวันนี้ ก็คือถ้อยคำที่เราได้ยินกันจากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวฟิลิปปี นั่นคือ 'ทรงถ่อมพระองค์ลง' (ฟิลิปปี 2:8) นี่คือการถูกสบประมาทของพระเยซู พระวาจาตอนนี้แสดงให้เราเห็นว่า หนทางของพระเจ้าและหนทางของคริสตชนคือความสุภาพถ่อมตน ความต่ำต้อย หนทางที่ยังคงสร้างความประหลาดใจให้เราอย่างต่อเนื่องและในเวลาเดียวกัน มันก็รบกวนเราเช่นกัน กล่าวคือ เราไม่เคยเลยที่จะคุ้นชินกับพระเจ้าผู้ทรงถ่อมพระองค์ลงมา

"เหนือสิ่งอื่นใด ความต่ำต้อยคือหนทางของพระเจ้า พระเจ้าทรงถ่อมพระองค์เองลงมาเพื่อเดินร่วมทางกับประชากรของพระองค์และร่วมทางไปกับความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขา สิ่งนี้ชัดเจนมากเมื่อเราได้ยินบทอ่านจากหนังสืออพยพ เราได้เห็นการสบประมาทพระเจ้าจากการที่ประชากรต่อว่าพระองค์ รวมถึงบ่นว่าโมเสส ประชากรของพระเจ้าต่อว่าพระเจ้าที่ทรงนำพวกเขาออกจากการเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ นำพวกเขาออกจากถิ่นทุรกันดารเพื่อไปสู่ดินแดนแห่งความเป็นไท

"สัปดาห์นี้ สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำเราไปสู่ปาสกา พวกเราจะใช้หนทางของความอัปยศอดสูของพระเยซู มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น ที่สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเราเช่นกัน ... นี่คือหนทางของพระเจ้า หนทางแห่งความต่ำต้อย นี่คือหนทางของพระเยซู ไม่มีหนทางอื่นใด ดังนั้น มันไม่มีความต่ำต้อยหากปราศจากความอัปยศอดสู

"ขอให้เราเดินตามหนทางนี้อย่างครบครัน เดินตามพระบุตรของพระเจ้าบนรูปแบบของการเป็นทาส (ฟิลิปปี 2:7) ที่สุดแล้ว ความต่ำต้อยหมายถึงการรับใช้ มันหมายถึงการให้ที่ว่างกับพระเจ้าด้วยการออกจากตัวเอง ทำให้ตัวเองว่างเปล่า นี่คือความอัปยศที่เลวร้ายที่สุดก็ว่าได้

"อย่างไรก็ตาม ยังไม่อีกหนทางหนึ่งที่ต่อต้านหนทางของพระคริสตเจ้า มันคือหนทางของโลก จิตตารมณ์ทางโลกพยายามนำเสนอหนทางของความหยิ่งผยอง ความทะนงตน และความสำเร็จส่วนตัว ปีศาจพยายามนำเสนอหนทางนี้ให้กับพระเยซูเช่นกัน เราเห็นได้จากระยะเวลา 40 วันที่พระองค์ทรงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร แต่พระเยซูทรงปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ทันที พร้อมกับพระองค์ พวกเราก็สามารถที่จะเอาชนะการประจญล่อลวงนี้ได้เช่นกัน

"ในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ขอให้พวกเราคิดถึงผู้ที่คอยช่วยเหลือคนอื่นแบบเงียบๆ เสียสละชีวิตประจำวันของตนเองเพื่อรับใช้ผู้อื่น อาทิ คนที่ดูแลและเฝ้าไข้ผู้ป่วย รวมถึงคนชรา และผู้พิการ ... นอกจากนี้ ขอให้เราคิดถึงบรรดาพี่น้องคริสตชนที่กำลังถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะว่าพวกเขาเป็นคริสตชน พวกเขาไม่ยอมปฏิเสธพระเยซูและยืนหยัดต่อการถูกสบประมาทและยอมรับทรมานในนามของพระองค์ พวกเขาติดตามพระเยซูบนหนทางนี้" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โดยพระองค์เชิญทุกคนภาวนาอุทิศแด่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินเยอรมันวิงส์ตกที่ฝรั่งเศสด้วย นอกจากนี้ ทรงทักทายเยาวชนทุกคน โอกาสวันเยาวชนโลกอีกด้วย

ประมวลภาพ: มิสซาอาทิตย์ใบลาน

Read More: Vatican Radio

26 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "อย่ายึดติดหลักคำสอน แต่หัวใจไร้ความเชื่อในพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน อย่าเป็นพวกยึดติดหลักคำสอน แต่หัวใจไร้ความเชื่อ เพราะถ้าเป็นแบบนี้ เราจะใช้ศีลธรรมในทางที่ผิดเหมือนพวกธรรมาจารย์เหล่านั้น ทรงชี้ ศูนย์กลางของบทบัญญัติของพระเจ้าคือความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่กฏเกณฑ์ที่เป็นแค่หลักคำสอนที่เย็นชา ทรงย้ำ ถ้าหัวใจเราไม่มีความชื่นชมยินดีในพระเจ้า เราก็ไม่ใช่ผู้มีความเชื่อแท้จริงในพระองค์



ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านวันนี้จากหนังสือปฐมกาล พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อของ "อับราม" เป็น "อับราฮัม" พร้อมทำให้เขาเป็นบิดาของชนชาติจำนวนมากและมีลูกหลานทวียิ่งขึ้น และพันธสัญญานี้จะดำรงอยู่ตลอดไป ส่วนพระวรสารวันนี้ ชาวยิวถามพระเยซูว่า "ท่านอายุยังไม่ถึง 50 ปี ได้เห็นอับราฮัมแล้วหรือ" พระเยซูตรัสตอบว่า "ก่อนอับราฮัมจะเกิด เราเป็น" (หมายถึงเรามีอยู่แล้ว) ชาวยิวจึงโกรธและพยายามเอาหินเขวี้ยงพระองค์

พระสันตะปาปา ทรงแบ่งปันให้ข้อคิดว่า "เรื่องของอับราฮัม เราเห็นได้ว่า ท่านและนางแซร่าห์ ภรรยา แม้จะชราภาพมากแล้ว แต่ท่านทั้งสองก็มีความเชื่อ เปิดใจให้กับความหวัง และเปี่ยมไปด้วยการปลอบโยนจากพระเจ้า

"ส่วนพระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงเตือนสติพวกธรรมาจารย์ว่า อับราฮัมเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีที่ได้เห็นพันธสัญญาจากพระเจ้า แต่พวกธรรมาจารย์ไม่เข้าใจ พวกเขาไม่เข้าใจความชื่นชมยินดีแห่งพันธสัญญา พวกเขาไม่เข้าใจความชื่นชมยินดีแห่งความหวัง พวกเขาไม่เข้าใจอะไรเลย!

"พวกเขาไม่รู้ว่าความชื่นชมยินดีนั้นทำอย่างไร เพราะพวกเขาสูญเสียความรู้สึกแห่งความชื่นชมยินดีที่มาจากความเชื่อ แต่อับราฮัมบิดาของพวกเรา เข้าใจความชื่นชมยินดีนี้เพราะท่านมีความเชื่อ ท่านถูกทำให้ชอบธรรมในความเชื่อ ส่วนคนอื่นมีแต่ความเชื่อที่ว่างเปล่า คนพวกนี้คือธรรมาจารย์ แต่ไม่มีความเชื่อ! พวกเขาสูญเสียธรรมบัญญัติ เพราะศูนย์กลางของบทบัญญัติคือความรัก ความรักเพื่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์

"คนที่ปราศจากความเชื่อ ปราศจากธรรมบัญญัติ แต่ยึดติดกับหลักคำสอน ของแบบนี้จะกลายเป็นทัศนคติของการใช้ศีลธรรมในทางที่ผิด ... การใช้ศีลธรรมในทางที่ผิดจะทำให้โลกเป็นโลกที่ไร้แก่นสาร โลกที่ปราศจากความรัก ความเชื่อ ความหวัง ความวางใจ และปราศจากพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถชื่นชมยินดีใดๆ ได้เลย

"บางที พวกธรรมาจารย์เหล่านี้อาจมีความรู้สึกสนุก แต่ไม่มีความชื่นชมยินดีอยู่ในใจ เพราะจริงๆ แล้ว ในใจเขามีแต่ความกลัว นี่คือชีวิตที่ปราศจากความเชื่อในพระเจ้า ไม่มีความวางใจในพระองค์ ไม่มีความหวังในพระองค์ หัวใจของพวกเขากลายเป็นหินไปแล้ว! นี่เป็นเรื่องเศร้าที่เป็นผู้มีความเชื่อแบบไร้ความชื่นชมยินดี เมื่อเราไม่มีความเชื่อ เราก็ไม่มีความชื่นชมยินดี เมื่อไม่มีความหวัง มันก็ไม่มีธรรมบัญญัติ มันจะมีแค่กฏเกณฑ์ที่เป็นแค่หลักคำสอนที่เย็นชา

"ความชื่นชมยินดีแห่งความเชื่อ ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารคือมาตรฐานความเชื่อของตัวบุคคล เมื่อปราศจากความชื่นชมยินดี คนๆ นั้นก็ไม่ใช่ผู้มีความเชื่อที่แท้จริง" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย


25 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เลิกนินทาและหันมาสวดให้การประชุมสมัชชาพระสังฆราชจะดีกว่า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้องคริสตชน เลิกซุบซิบนินทา และหันมาสวดภาวนาเพื่อการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก (ซีน็อต) หัวข้อครอบครัว ซึ่งจะจัดในเดือนตุลาคมนี้จะดีกว่า เพราะทุกคนไล่ตั้งแต่พระสันตะปาปาจนถึงฆราวาส ทุกคนถูกเรียกร้องให้สวดภาวนา ทรงสอน พระศาสนจักรอุทิศตนเพื่ออภิบาลครอบครัว สายใยระหว่างพระศาสนจักรและครอบครัวคือความศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถแยกจากกันได้







ช่วงสายวันพุธที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมาพบปะและเทศน์สอนสัตบุรุษกว่า 40,000 คน ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยก่อนที่พระสันตะปาปาจะออกมาพบปะสัตบุรุษ พระองค์ได้ไปพบกับผู้ป่วยและผู้พิการในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกันด้วย

สำหรับบทสอนในวันนี้ซึ่งตรงกับวันสมโภชแม่พระรับจากเทวดากาเบรียล (ชื่อใหม่คือ "สมโภชการแจ้งสารเรื่องพระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์") พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนหยุดสงบนิ่งสักครู่ เพื่อรำพึงถึงธรรมล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่นี้ จากนั้น พระองค์ตรัสว่า "การแจ้งสารของอัครเทวดากาเบรียลเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมล้ำลึกแห่งการรับสภาพมนุษย์ นี่คือการเริ่มต้นของครอบครัวที่แท้จริง ตอนที่เราสวดบทวันทามารีอาเมื่อครู่นี้ เป็นวิธีการที่เรารำพึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษยชาติ

"วันที่ 25 มีนาคมในหลายๆ ประเทศ ยังเป็นวันเพื่อชีวิต (Day for Life) และนี่ยังเป็นวันครบรอบ 20 ปีที่นักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 ออกสมณสาสน์ "ข่าวดีเรื่องชีวิตมนุษย์" (Evangelium Vitae - ออกวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.1995) พ่อจึงอยากให้ครอบครัวต่างๆ นำคำสอนจากสมณสาสน์นี้เป็นศูนย์กลางของครอบครัว เพราะถ้อยคำต่างๆ ที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ระบุในสมณสาสน์นี้ เตือนใจเราว่า คู่สมรสได้รับพระพรจากพระเจ้านับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เขาทั้งสองได้สร้างครอบครัวแห่งความรักและชีวิต และคู่สมรสคริสตชนก็เปิดตัวเองเพื่อรับบุตรที่เป็นพระพรจากพระเจ้า

"พระศาสนจักรก็เช่นกัน วันสมโภชแม่พระรับจากเทวดากาเบรียลยังเป็นวันที่เราอุทิศตนให้กับการดูแลอภิบาลครอบครัวซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้า สายใยระหว่างพระศาสนจักรและครอบครัวคือความศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถทำให้แยกจากกันได้ พระศาสนจักรไม่เคยทอดทิ้งครอบครัวต่างๆ แม้พวกเขาจะอ่อนแอและบาดเจ็บจากแผลต่างๆ แต่พระศาสนจักรยังคงแสวงหาการเยียวยาพวกเขาเสมอ

"เพื่อให้พันธกิจนี้สำเร็จลุล่วงไป คำภาวนาจึงสำคัญมากๆ คำภาวนาที่เต็มไปด้วยความรักเพื่อครอบครัวและเพื่อชีวิต ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงอยากเชิญชวนทุกคนภาวนาเพื่อการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก ในหัวข้อครอบครัว ซึ่งจะจัดในเดือนตุลาคมนี้ ... ทุกคน ไล่ตั้งแต่พระสันตะปาปาไปจนถึงบรรดาฆราวาส เราทุกคนถูกเรียกร้องให้สวดภาวนาเพื่อการประชุมสมัชชาพระสังฆราช คำภาวนาจำเป็นอย่างยิ่ง  พ่อย้ำนะ! คำภาวนาสำคัญมากๆ และขอร้องเถอะว่า เลิกซุบซิบนินทา แต่จงสวดภาวนาเพื่อการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไป

24 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าเป็นคริสตชนครึ่งๆ กลางๆ ที่มีเงื่อนไขต่อรองมากมายกับพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงชี้ อย่าเป็นคริสตชนครึ่งๆ กลางๆ ที่บอกคนอื่นว่าตนเองเป็นคริสตชน แต่กลับมีเงื่อนไขต่อท้ายมากมาย ทรงสอน เราต้องรู้จักน้อมรับหนทางที่พระเจ้าเตรียมให้ การไม่ยอมรับสิ่งที่พระเจ้าจัดให้ถือเป็นบาป เหมือนเช่นชาวอิสราเอลที่บ่นต่อว่าพระเจ้าในทะเลทราย คนพวกนี้เริ่มต้นด้วยการเป็นคริสตชนที่กระตือรือร้น แต่ไปได้แค่ครึ่งทางก็หมดไฟจากความผิดหวังต่างๆ และมาบ่นต่อว่าพระเจ้า



ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา บทอ่านวันนี้จากหนังสือกันดารวิถี เป็นเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอลเริ่มหมดความอดทนและเริ่มด่าว่าพระเจ้ากับโมเสส พระเจ้าจึงส่งงูพิษมากัดพวกเขา แต่พระเจ้าก็บอกกับโมเสสให้ทำรูปงูโลหะติดไว้บนเสา ใครที่ถูกงูกัด แต่มองงูโลหะ จะรอดจากความตาย

พระสันตะปาปา ทรงแบ่งปันบทอ่านนี้ว่า "บทอ่านตอนนี้สอนเราว่า พระเจ้าทรงมอบความรอดพ้นให้เราหลายร้อยวิธีที่ต่างกันไป แต่บ่อยครั้ง เราไม่มีความสามารถที่จะน้อมรับวิธีการที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

"ตามที่เราได้เห็นกันในบทอ่านวันนี้ พระเจ้าทรงส่งงูมากัดเพื่อเป็นการลงโทษและทำให้ประชาชนล้มตายจำนวนมาก โมเสสจึงภาวนาต่อพระเจ้าเพื่อประชาชนเหล่านั้น พระเจ้าตรัสว่าให้สร้างงูโลหะบนเสา เพื่อมอบความรอด(จากความตาย) แก่ทุกคนที่มองงูโลหะหลังจากถูกงูพิษกัด มีเพียงการทูลวอนขอของโมเสสและเครื่องหมายแห่งไม้กางเขนซึ่งพระคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์บนนั้น ที่มอบความรอดจากพิษของงู (หมายถึงบาปและความชั่ว) ให้กับเรา

"พ่ออยากแบ่งปันเกี่ยวกับทัศนคติของคริสตชนหลายคนในยุคนี้ว่า ดูมีชีวิตฝ่ายจิตที่แปลกประหลาดมาก บ่อยครั้ง พวกเราทำผิดเรื่องเดิมๆ เป็นประจำจนทำให้กลายเป็นคนบึ้งตึงและเป็นคนขี้บ่น

"มีคริสตชนกี่คนในหมู่พวกเราที่พบว่าตัวเองได้รับพิษจากความขุ่นเคืองจากชีวิต (เหมือนกับชาวอิสราเอลที่โกรธเคืองพระเจ้า) หลายคนเลยนะ พูดว่า 'ใช่ พระเจ้าคือความดี แต่ ...' หรือ 'เราเป็นคริสตชน แต่ ...' คริสตชนประเภทนี้จบลงด้วยการไม่เปิดใจให้กับความรอดของพระเจ้า คนพวกนี้มักจะหาข้ออ้างมาอยู่เรื่อย อาทิ 'ใช่ ฉันต้องการได้รับความรอด แต่ต้องด้วยวิธีแบบนี้เท่านั้น' ทัศนคติแบบนี้แหละที่ก่อให้เกิดพิษร้ายต่อหัวใจของตัวเอง การไม่ยอมรับพระพรจากพระเจ้าในหนทางที่ถูกนำเสนอนั้นถือเป็นบาป มันทำให้เกิดพิษร้ายต่อจิตวิญญาณของเรา มันทำลายความชื่นชมยินดี

"ความเฉื่อยชาของคริสตชนครึ่งทางแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในตอนเริ่มต้นทางเดินของพระเยซู แต่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสุดท้าย(ความกระตือรือร้น)กลายเป็นความขุ่นเคืองบนหนทางนี้ วิธีเดียวที่จะเยียวยารักษาก็คือจงมองไปที่ไม้กางเขน มองไปที่พระเจ้าผู้ทรงรับเอาบาปของเราไปด้วยตัวพระองค์เอง

"ทุกวันนี้ มีคริสตชนมากมายเท่าไหร่ที่ตายในถิ่นทุรกันดารของความเศร้าโศก การขี้บ่น และการไม่ยอมรับหนทางของพระเจ้า ดังนั้น ขอให้เราวอนขอพระหรรษทานของพระเจ้าเพื่อให้เรายอมรับช่วงเวลายากลำบากในชีวิต ยอมรับวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความรอด ยอมรับอาหารจืดชืดที่ชาวอิสราเอลบ่นต่อว่าพระเจ้าในทะเลทราย ขอให้เรายอมรับหนทางที่พระเจ้าจะนำเราไป

"ขอให้สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะเริ่มในวันอาทิตย์นี้ ช่วยเราให้ถอยห่างจากการประจญล่อลวงของการเป็นคริสตชนที่เต็มไปด้วยข้อแม้ คริสตชนที่ตอบว่า 'ใช่ เราเป็นคริสตชน แต่ ..... เต็มไปด้วยข้ออ้างมากมาย'" พระสันตะปาปาตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio


23 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ที่ใดไม่มีความเมตตา ที่นั่นก็ไม่มีความยุติธรรม"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ที่ใดไม่มีความเมตตา ที่นั่นก็ไม่มีความยุติธรรม ทรงแบ่งปัน ชอบพระวรสารตอนที่พระเยซูถามฝูงชนที่จะเอาหินทุ่มหญิงคนนั้นว่า "ใครไม่เคยทำบาป ก็เอาหินทุ่มหญิงคนนี้เถิด" เพราะนี่คือการสะท้อนให้เห็นว่า หัวใจของฟาริสีและธรรมาจารย์ทำเป็นเคร่งครัด แต่ไม่เคยมีเมตตาและไม่ยืดหยุ่นเลย ทรงย้ำ ถ้าเราไม่ยืดหยุ่นและไม่มีเมตตา เราจะเป็นคริสตชนที่ดำเนินชีวิต 2 มาตรฐาน


ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้ ฟาริสีและธรรมาจารย์นำหญิงที่ถูกจับขณะล่วงประเวณีมาให้พระเยซูตัดสิน แต่พระเยซูถามกลับไปว่า "ถ้าผู้ใดในท่านไม่เคยทำบาป จงนำหินทุ่มหญิงคนนี้เถิด" ที่สุดแล้ว ทุกคนเดินกลับไปกันหมด ไม่มีใครนำหินทุ่มหญิงคนนี้เพื่อลงโทษ พระเยซูจึงตรัสกับหญิงคนนี้ว่า "ไปเถิด เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "หัวใจของฟาริสีและธรรมาจารย์ขี้โกงด้วยความไม่ยืดหยุ่น พวกเขาคิดว่าตัวเองใสสะอาดเพราะปฏิบัติตนตามธรรมบัญญัติ แต่พวกเขาไม่รู้จักความเมตตา

"ฟาริสีและธรรมาจารย์ไม่ใช่นักบุญ พวกเขาคือคนขี้โกง เพราะความไม่ยืดหยุ่นแบบนี้นี่แหละที่ทำให้คนๆ หนึ่งดำเนินชีวิตอยู่บน 2 มาตรฐาน นั่นคือ ด้านหนึ่งพวกเขาประณามสตรีเหล่านี้ อีกด้านหนึ่ง พวกเขามองหาพวกหญิงเหล่านี้เพื่อความสนุกเล็กๆ ของตัวเอง พระเยซูทรงเรียกคนแบบนี้ว่าพวกเสแสร้ง คนพวกนี้ดำเนินชีวิต 2 มาตรฐาน ในพระศาสนจักร คนที่คอยจ้องตัดสินและประณามคนอื่น คนพวกนี้ก็มี 2 มาตรฐาน คนพวกนี้ไม่ยืดหยุ่น ทำให้ผู้คนไม่สามารถหายใจได้

"การโกงการเอาเปรียบทำให้คนเหล่านี้ไม่เข้าใจว่าความเมตตาคืออะไร มนุษย์เราต้องเปี่ยมด้วยความเมตตา พระคัมภีร์ก็บอกเราว่า ความยุติธรรมตั้งอยู่บนความเมตตา ... และวันนี้ ประชากรของพระเจ้าก็พบว่าตนเองอยู่ต่อหน้าการตัดสินพิพากษาจากคนที่ไร้ซึ่งความเมตตา ทั้งจากเจ้าหน้าที่้บ้านเมืองและพวกสมณะ ที่ใดไม่มีความเมตตา ที่นั่นก็ไม่มีความยุติธรรม เมื่อประชากรของพระเจ้าเข้ามาใกล้เพื่อวอนขอการอภัยโทษ บ่อยครั้ง เราพบว่าเขาจะถูกตัดสินพิพากษาจากคนบางกลุ่มไปแล้ว

"พ่ออยากบอกว่า หนึ่งในเนื้อเรื่องที่สวยงามที่สุดของพระวรสารก็คือเหตุการณ์นี้นี่แหละ มันไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังจริงๆ 'ไม่มีใครตัดสินลงโทษท่านเลยหรือ' 'ไม่มี พระเจ้าข้า' 'ไปเถิด เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย' นี่คือหนึ่งในพระวรสารที่งดงามที่สุด เพราะนี่คือการเปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างแท้จริง" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย

Read More: Vatican Radio

22 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "เราพบพระเยซูได้โดยผ่านทางการรำพึง อ่านพระวาจา และการกระทำ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปัน เราสามารถพบพระเยซูและฟังพระวาจาของพระองค์ โดยผ่านทางการรำพึงไม้กางเขน เครื่องหมายที่เด่นชัดถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ พร้อมกันนี้ เราต้องเป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้าด้วยการแสดงออกผ่านทางกิริยาแห่งความสุภาพเรียบง่าย




ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมภาวนากว่า 50,000 คน พระวรสารประจำวันอาทิตย์ที่ 5 ในเทศกาลมหาพรต กลุ่มชาวกรีกไปที่กรุงเยรูซาเล็มและบอกกับ ฟิลิปว่า "ต้องการจะเห็นพระเยซู" (จอห์น 12:20-33)

พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารตอนนี้ว่า "มีคนจำนวนมากในกรุงเยรูซาเล็ม รวมถึงพวกมหาสมณะ ผู้นำทางการเมือง เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่เป็นเหมือนชาวกรีก นั่นคือ พวกเขาอยากรู้จักพระเยซูและเรียนรู้ชีวิตของพระองค์

"คำว่า 'เราต้องการเห็นพระเยซู' มีหลายคนในกลุ่มพวกเราที่อยากจะเห็นพระองค์เหมือนกัน คนเหล่านี้คือการที่กำลังแสวงหาสาระการให้ของชีวิต สำหรับพวกเขาแล้ว มันมี 3 สิ่งที่เราสามารถมอบให้กับพวกเขาเหล่านี้ ได้แก่ พระวรสาร ไม้กางเขน และการเป็นประจักษ์พยานของพวกเรา

"พระวรสารวันนี้ พวกเราสามารถพบพระเยซูและฟังพระวาจาของพระองค์ โดยผ่านทางไม้กางเขนเครื่องหมายที่สัมผัสได้อย่างชัดแจ้งถึงความรักของพระองค์เพื่อเรา พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อช่วยเรา ส่วนการเป็นประจักษ์พยานถึงคริสตศาสนา พวกเราสามารถแสดงออกถึงกิริยาท่าทางแบบเรียบง่ายถึงความเมตตาแบบพี่น้องกัน" พระสันตะปาปาทรงแบ่งปัน

หลังการภาวนาจบลง พระสันตะปาปาทรงกล่าวขอบคุณชาวเมืองนาโปลีที่ให้การต้อนรับพระองค์อย่างอบอุ่น ระหว่างการเสด็จไปอภิบาลเมื่อวานนี้ พร้อมกันนี้ ทรงกล่าวถึง "วันน้ำสากล" (World Water Day) พร้อมขอร้องทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของน้ำในการหล่อเลี้ยงมนุษยชาติ

ตอนท้าย พระสันตะปาปายังแจ้งให้สัตบุรุษทราบว่า จะมีการแจกพระวรสารเล่มเล็ก จำนวน 50,000 เล่มให้กับทุกคนที่มาร่วมภาวนาด้วย โดยคนแจกจะเป็น "ผู้ไร้ที่อยู่" ที่อาศัยรอบๆ มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน

Read More: Vatican Radio

21 March 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ยาพิษร้ายแรงที่ทำร้ายคนชราคือการอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้องลูกหลาน อย่าปล่อยพ่อแม่ที่ชราภาพให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่จงไปอยู่กับพวกเขา ทรงชี้ ยาพิษร้ายแรงที่ทำร้ายคนชราคือการอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง ทรงชี้ พระเจ้าจะพูดกับเราไม่ได้ ถ้าหัวใจของเราไม่สงบเงียบ ทรงย้ำ ชีวิตแต่งงานและชีวิตครอบครัวไม่เหมือนการเรียนภาษาที่เรียนแป๊ปเดียวก็พูดได้แล้ว ของแบบนี้ใช้เวลาและต้องมีการเตรียมตัวอย่างดีด้วย









ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปที่ฟอนตาน่า เดล เซเบโต้ เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี เพื่อทรงพบปะและให้โอวาทแก่เยาวชนกว่า 140,000 คนในอัครสังฆมณฑลนาโปลี โดยการพบปะเยาวชนเป็นพันธกิจสุดท้ายของการเยือนนาโปลีของพระสันตะปาปาด้วย

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับเยาวชนเมืองนาโปลี พระองค์ทรงเริ่มต้นด้วยการบอกให้ทุกคน "หยุด" กล่าวเชียร์พระองค์ด้วยการเรียกชื่อ แต่ขอให้ทุกคนเปลี่ยนไปตะโกนเชียร์ชื่อของพระเยซูจะเหมาะสมกว่า ทำเอาทุกคนที่ได้ยินปรบมือชอบใจเป็นการใหญ่

จากนั้น เป็นการถามคำถามพระสันตะปาปา และพระองค์จะตอบพวกเขาแบบสดๆ คำถามแรก ถามว่า "เราจะตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าในโลกนี้ได้อย่างไร"

พระสันตะปาปา ตรัสตอบว่า "ก่อนจะตอบคำถาม พ่อขอโทษทุกคนก่อนที่พ่อต้องนั่งเก้าอี้แล้วล่ะ วันนี้ พ่อเริ่มเมื่อยแล้ว (ทุกคนปรบมือชอบใจ) สำหรับคำถามนี้ คำตอบของพ่อคือพระเจ้าของเราคือพระเจ้าแห่งคำพูด อากัปกิริยา และความเงียบ พระองค์คือพระเจ้าที่รู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเราเอง พระองค์ทรงพูดกับเราในความเงียบของหัวใจเรา แต่พระเจ้าไม่สามารถพูดกับเราได้ถ้าเรายังไม่เงียบ ถ้าเรายังไม่ชำเลืองมองแบบเงียบๆ ไปยังไม้กางเขนที่พระองค์ทรงถูกตรึงอยู่ พวกเราสามารถเข้าหาความเงียบของพระเจ้าได้ด้วยการรำพึงเพ่งพิศถึงพระคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนอย่างไม่มีใครสนใจ

"พระเจ้าทรงสร้างเราให้มีความสุข แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งในชีวิตของเราจะต้องสมบูรณ์แบบถ้าเราเชื่อในพระองค์ หนึ่งในความเงียบของพระเจ้าที่สำคัญมากๆ คือทำไมเด็กๆ ยังต้องทนทุกข์ทรมาน พวกเราจะไม่เข้าใจความเงียบของพระเจ้าเลย ถ้าหากเราไม่เข้าใกล้พระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน"

ส่วนคำถามที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจะรวมผู้สูงอายุเข้ากับสังคมทุกวันนี้ได้อย่างไร พวกเขาถึงจะไม่ถูกทอดทิ้งและปล่อยให้อ้างว้าง

พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า "วัฒนธรรมทิ้งๆ ขว้างๆ ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมา เราไม่ได้ทอดทิ้งแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เรายังทอดทิ้งเด็กและทารกที่ยังไม่ได้ลืมตามาดูโลกด้วย น่าเศร้าที่เรามองว่าเด็กๆ เป็นสิ่งไร้ค่า แต่กลับไปให้เอ็นดูกับหมาหรือแมวมากกว่า

"พ่อขอประณามสังคมที่มองการการุณยฆาตเป็นทางออกให้กับผู้ป่วยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่การการุณยฆาตทางปฏิบัติเท่านั้น แต่พ่อยังอยากกล่าวถึงการการุณยฆาตแบบเงียบๆ ด้วย นั่นคือเมื่อคนชราปฏิเสธยาเวชภัณฑ์ ปฏิเสธที่จะกินอาหาร และปฏิเสธความรักจากครอบครัว การอยู่อย่างโดดเดี่ยวคือยาพิษที่ร้ายแรงของคนชรา ดังนั้น พ่ออยากขอร้องทุกคนอยู่กับพ่อแม่ที่ชราภาพ ทั้งนี้ เพื่อทดสอบจิตรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราด้วย และลองคิดด้วยนะว่า ครั้งสุดท้ายที่เราโทรศัพท์ไปคุยกับพวกท่านนั้น เกิดขึ้นเมื่อไหร่"

คำถามสุดท้าย เป็นเรื่องครอบครัวถูกทำร้ายจากแนวคิดต่างๆ นาๆ พระสันตะปาปา ตรัสตอบว่า "ครอบครัวกำลังอยู่ในวิกฤติ นี่คือความจริง! แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เช่นกัน ชีวิตแต่งงานและชีวิตครอบครัวไม่เหมือนการเรียนภาษาที่เรียนแค่ 8 บท เราก็พูดคล่องแล้ว ไม่ใช่! มันไม่ใช่แบบนั้น ของแบบนี้ใช้เวลาและต้องมีการเตรียมตัวอย่างดีด้วย เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งหมดเรียกร้องการเป็นประจักษ์พยานของคู่สมรสที่จะสอนลูกหลานของตนให้เผชิญหน้ากับปัญหา และร่วมแก้ปัญหาไปพร้อมกัน" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบเยาวชนเมืองนาโปลี


โป๊ปฟรังซิส: "สงฆ์และนักบวช อย่านำปัญหากับสังฆราชและเพื่อนสงฆ์นักบวช มาเป็นศูนย์กลางชีวิต"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเตือนสติพระสงฆ์และนักบวช จงให้พระเยซูเป็นศูนย์กลางชีวิต ไม่ใช่เอาปัญหาส่วนตัวกับพระสังฆราช พระสงฆ์ หรือเพื่อนนักบวชเป็นศูนย์กลาง ส่วนพวกเณร ถ้าพระเยซูไม่ใช่ศูนย์กลางชีวิต จงเลื่อนการสมัครบวชออกไปก่อน ทรงย้ำ ถ้าชีวิตพระสงฆ์และนักบวชไม่มีความสุข สัตบุรุษสามารถรับรู้ได้ทันที ทรงชี้ ถ้าพระสงฆ์และนักบวชยึดติดเงินทอง เขาจะรักคนรวยมากกว่าคนจน ทรงขอร้องให้ระวังการก่อการร้ายในหมู่คณะด้วยการนินทา







ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปยังอาสนวิหารซานตา มารีอา อัสซุนตา (อัสสัมชัญ) เพื่อพบและให้โอวาทแก่บรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชของอัครสังฆมณฑลนาโปลี นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงจุมพิตพระธาตุที่เป็นเลือดของ "นักบุญเจนนาโร่" องค์อุปถัมภ์ของเมืองนาโปลี โดยขณะที่กำลังจุมพิต พระธาตุกำลังแปรสภาพจากของแข็งมาเป็นของเหลวอยู่พอดี

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวช พระองค์ทรงแจ้งพวกเขาก่อนว่า "จริงๆ แล้ว พ่อเตรียมสิ่งที่จะกล่าวกับท่านไว้ในกระดาษแล้วนะ แต่อ่านตามกระดาษมันน่าเบื่อ! ดังนั้น พ่อขอพูดสดๆ จากใจตรงนี้เลยละกัน" (ทุกคนปรบมือชอบใจกันใหญ่)

จากนั้น พระสันตะปาปา ตรัสแบบสดๆ ว่า "พ่อขอเตือนใจพวกท่านว่า ขอให้นำพระเยซูเป็นศูนย์กลางของชีวิต อย่าให้ปัญหาส่วนตัวกับพระสังฆราชหรือพระสงฆ์ หรือปัญหาส่วนตัวกับเพื่อนๆ ในหมู่คณะ มาเป็นศูนย์กลางของชีวิต เพราะถ้าศูนย์กลางของชีวิตคือคนที่ท่านมีปัญหาด้วย ท่านจะไม่มีความชื่นชมยินดีในการดำเนินชีวิต และเมื่อมันไม่มีความชื่อชมยินดีในชีวิตในหมู่พระสงฆ์หรือซิสเตอร์ พึงระลึกไว้ว่า สัตบุรุษสามารถดมกลิ่นพวกนี้ได้นะ สำหรับบรรดาเณร ถ้าพระเยซูไม่เป็นศูนย์กลางในชีวิตของพวกลูก จงเลื่อนการสมัครบวชออกไป! นอกจากนี้ ถ้าท่านไม่รู้จักแม่พระ พวกท่านก็จะไม่มีวันรู้จักพระบุตรของแม่พระด้วยเช่นกัน

"พ่ออยากแบ่งปันถึงภัยอันตรายของการยึดติดกับวัตถุทางโลก เมื่อพระสงฆ์หรือซิสเตอร์ยึดติดกับเงินทอง พวกเขาจะชอบคนที่มีเงินแบบไม่รู้ตัวไปเลย พ่อขอเล่าเรื่องซิสเตอร์คนหนึ่งที่ยึดติดกับเงินให้พวกท่านฟัง ซิสเตอร์คนนี้เป็นลมล้มลงไป และมีบางคนแนะนำว่า ลองวางเงิน 100 เปโซลงบนจมูกของเธอเพื่อปลุกเธอขึ้นซิ (แล้วเธอจะลุกทันที) ในทางกลับกัน พระสงฆ์และนักบวชต้องมีความชอบสำหรับคนยากไร้มากกว่านะ"

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงชีวิตหมู่คณะนักบวชว่าเป็นสิ่งสำคัญมากๆ แต่ตอนนี้เริ่มถูกมองข้ามความสำคัญไป

"มีอารามที่ตกแต่งปรับปรุงใหม่ และติดตั้งโทรทัศน์ในทุกห้อง สิ่งนี้เป็นอุปสรรคต่อชีวิตหมู่คณะมาก ชีวิตหมู่คณะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบ่อยครั้งปีศาจได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาลงไป ซึ่งต่อมามันถูกเผยแสดงในรูปของการก่อการร้ายด้วยการนินทา มันทำลายทุกอย่าง ดังนั้น การนินทาในหมู่คณะนักบวชคือสัญลักษณ์ที่ใหญ่มากๆ ของงานปีศาจ

"อย่างไรก็ตาม ภัยอันตรายทุกอย่างสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยสิ่งเรียบง่าย 3 ประการ ได้แก่ การเฝ้าศีลมหาสนิท รักพระศาสนจักร และจงเป็นธรรมทูตแพร่ธรรม นอกจากนี้ พ่อขอเตือนใจพวกท่านว่า พระศาสนจักรไม่ใช่กลุ่มเอ็นจีโอ!" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชอัครสังฆมณฑลนาโปลี

Read More: Vatican Radio


โป๊ปฟรังซิส: "สังคมต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยคนบาปกลับใจ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงยอมรับ ความโหดร้ายอย่างหนึ่งของสังคมคือการไม่ยอมรับผู้ต้องขังที่พ้นการถูกจองจำแล้ว กระนั้น สังคมต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยคนบาปกลับใจ ตัวอย่างชัดเจนคือพระเยซูยังให้อภัยโจรกลับใจที่ถูกตรึงกางเขนข้างๆ พระองค์ โดยทรงกล่าวเรื่องนี้ ระหว่างการเสด็จเข้าไปในเรือนจำ เพื่อทานอาหารเที่ยงร่วมกับผู้ต้องขัง 120 คน



ช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จเข้าไปยังเรือนจำปอจโจ้เรอาเล่ เมืองนาโปลี เพื่อทานอาหารเที่ยงร่วมกับบรรดาผู้ต้องขัง 120 คน หลังจากนั้น พระสันตะปาปาทรงสนทนากับพวกเขาแบบทีละคนด้วย

หนึ่งในคำถามที่ผู้ต้องขังถามพระสันตะปาปาก็คือ "ผมจะทำอย่างไรที่จะรักษาความเชื่อในพระเจ้าได้ ในเมื่อในเรือนจำที่ผมอยู่นั้น มันมีการประจญล่อลวงเยอะมากๆ"

พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า "ใช่ พ่อเห็นด้วยว่ามันไม่ง่าย! แต่ลูกต้องอย่ากลัว ถ้าลูกหลงไปกับการประจญเมื่อไหร่ ลูกต้องรีบกลับมายืนจุดเดิมและก้าวต่อไปข้างหน้าทันที อย่าเสียเวลาไปกับการประจญล่อลวงเด็ดขาด พวกเราทุกคนเคยทำผิดพลาด บางครั้ง มันมีบางอย่างในชีวิตที่ยากจะยอมรับและยากเกินจะอธิบายว่ามันเกิดได้อย่างไร แต่พระเจ้าไม่เคยลืมลูกๆ ของพระองค์"

คำถามที่สอง ผู้ต้องขังอีกคนถามพระสันตะปาปาว่า "ผมจะทำอย่างไรดี ในเมื่อผู้ต้องขังที่พ้นคุกไปแล้ว มักจะถูกปฏิเสธจากสังคม สังคมไม่ค่อยยอมรับพวกเรา"

พระสันตะปาปาตอบว่า "นี่คือความโหดร้ายสุดๆ ของสังคมทุกวันนี้ก็ว่าได้ มันจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องให้ความรู้กับคนที่ใช้การตัดสินทางศีลธรรมต่อผู้ต้องขังที่พ้นช่วงเวลาที่ถูกจองจำไปแล้ว พ่ออยากยกตัวอย่างหนึ่งนะ คนบาปที่กลับใจนั่นคือโจรกลับใจที่ถูกตรึงกางเขนข้างพระเยซู พระองค์ตรัสกับเขาว่า 'วันนี้ เจ้าจะอยู่กับเราในอาณาจักรสวรรค์' นี่คือสิ่งที่สังคมต้องเรียนรู้ไว้ เมื่อพระเจ้าให้อภัย พระองค์ทรงให้อภัยบาปที่เราทำ" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

โป๊ปฟรังซิส: "อย่าหลงไปกับพลังดึงดูดของเงินที่ได้มาแบบไม่สะอาด"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอนชาวนาโปลี อย่าหลงไปกับพลังดึงดูดของเงินที่มาแบบไม่ใสซื่อ จงหนักแน่นในการปฏิเสธและต่อต้านการคดโกง รวมถึงการกดขี่ผู้ยากไร้ คนป่วย และเยาวชน ทรงย้ำ การมีความหวังคือการมองโลกผ่านทางดวงตาและหัวใจของพระเจ้าพระบิดา ผู้ทรงให้อภัยทุกสิ่งและให้อภัยเราเสมอ




ช่วงสายวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซา ณ ปิอัซซ่า เดล เปลบิสชิโต้ เมืองนาโปลี ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมกว่า 120,000 คน โดยนี่เป็นพันธกิจที่สามระหว่างการเสด็จอภิบาลคริสตชนเมืองปอมเปอีและนาโปลีของพระสันตะปาปา สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงเรียกร้องชาวเมืองนาโปลีอย่าเห็นผิดเป็นชอบไปกับ "คาโมร์ร่า" กลุ่มมาเฟียและอาชญากรรมที่แผ่อำนาจปกคลุมเมืองอยู่ในขณะนี้

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "วันนี้ พ่อมาที่นาโปลีเพื่อประกาศไปพร้อมกับพวกท่านว่า 'พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า' พ่อไม่ต้องการพูดคำนี้เพียงคนเดียว พ่อต้องการพวกท่านพูดด้วยเช่นกัน  เอาล่ะ พูดให้พ่อฟังหน่อยว่า พระเยซูคือพระเจ้า (สัตบุรุษทุกคนเปล่งเสียงพูดพร้อมกัน) พระเยซูแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถรักษาบาดแผลในจิตใจของเราได้

"ดังนั้น ขอให้การคอร์รัปชั่นและการทำผิดกฏหมาย อย่ามาทำร้ายใบหน้าอันสวยงามของเมืองนี้เลย สำหรับพวกอาชญากรและพวกผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหลาย พระศาสนจักรเน้นย้ำกับพวกท่านว่า 'จงกลับใจมาหาความรักและความยุติธรรม' (พระสันตะปาปาทรงสื่อไปถึงกลุ่มคาโมร์ร่า มาเฟียประจำเมือง) ขอให้ทุกคนอย่ายอมเด็ดขาดถ้าพบเห็นการคดโกงและการกดขี่ข่มเหงบรรดาเยาวชน อนาคตของเมืองนาโปลีไม่ได้ถูกปิดตายอยู่ในตัวมันเอง แต่นาโปลีจะต้องถูกเปิดออกด้วยความวางใจให้โลกได้สัมผัส

"เมืองนี้ (นาโปลี) สามารถพบกับพละกำลังที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความหวัง พละกำลังสำหรับทุกคนที่ดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ สำหรับครอบครัวและชุมชนต่างๆ ด้วย พี่น้องที่รัก พ่ออยากเน้นว่า ความหวังนี้จะยืนหยัดในการต่อสู้กับความชั่วร้าย การมีความหวังคือการมองโลกผ่านทางดวงตาและหัวใจของพระเจ้า การมีความหวังคือการเดิมพันสิ่งต่างๆ อยู่บนพระเมตตาของพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงให้อภัยทุกสิ่งและให้อภัยเราเสมอ

"วันนี้ ฤดูใบไม้ผลิได้เริ่มขึ้นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิได้นำความหวังมาให้กับเรา นี่คือเวลาแห่งความหวัง เวลาสำหรับการไถ่กู้เพื่อชาวนาโปลี นี่คือความปรารถนาของพ่อและยังเป็นคำภาวนาของพ่อเพื่อเมืองแห่งนี้ เมืองที่มีจิตวิญญาณ วัฒนธรรม และศักยภาพของผู้คนที่สูงมากๆ และเหนือสิ่งอื่นใด ความสามารถในการรัก ขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีงามสำหรับเมืองนาโปลี

"ชาวนาโปลีที่รัก จงอย่าให้ใครมาขโมยความหวังไปจากตัวท่าน อย่าหลงไปกับแรงดึงดูดของเงินที่ได้มาแบบไม่ซื่อสัตย์ จงหนักแน่นในการปฏิเสธและต่อต้านการคดโกง การกดขี่คนยากไร้ ผู้ป่วย และเยาวชน ทั้งในรูปแบบของการค้ายาเสพติดและอาชญากรรม ... นี่เป็นงานของทุกคน แต่งานนี้ถูกมอบหมายเป็นพิเศษให้กับพวกท่าน พระสงฆ์ที่จะต้องนำความเมตตา การให้อภัย สันติ และความชื่นชมยินดีในศีลศักดิ์สิทธิ์ไปมอบให้กับทุกคน ทั้งนี้ เพื่อที่สัตบุรุษจะได้พบกับความเมตตาในตัวพวกท่าน เหมือนที่พวกเขาพบได้ในพระเยซู" พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาถวายมิสซาที่นาโปลี

 
Contact: editor@popereport.com