29 June 2016

โป๊ปฟรังซิส: "คำภาวนาคือทางออกที่ดีที่สุดเวลาเราเจอเรื่องร้ายๆ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน คำภาวนาคือทางออกที่ดีที่สุดเวลาเราเจอเรื่องร้ายๆ นี่คือการช่วยเราให้กล้าเผชิญสิ่งต่างๆ ด้วยความวางใจในพระเจ้า ไม่ใช่ปิดตัวเองและหวาดกลัวอย่างเดียว นอกจากนี้ คำภาวนาจะเปลี่ยนความแตกแยกไปเป็นความเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคน สงบนิ่งและภาวนาให้ผู้สูญเสียจากเหตุโจมตีสนามบินอตาเติร์ก นครอิสตันบลู ประเทศตุรกี อีกด้วย






ช่วงสายวันพุธที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พร้อมทั้งมอบ "ปัลลิอุม" หรือผ้าขนแกะที่สวมคอให้กับบรรดาพระอัครสังฆราชผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลต่างๆ จำนวน 25 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในรอบปีที่ผ่านมา

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า

- แบบอย่างในชีวิตของนักบุญเปโตร พวกเราได้เรียนรู้ว่า เมื่อท่านถูกจองจำ สิ่งที่ท่านทำคือสวดภาวนา เพราะนี่คือทางออกหลักสำหรับกลุ่มคริสตชน ซึ่งภัยอันตรายจากการถูกเบียดเบียนข่มเหงกำลังใกล้เข้ามาและทุกคนกำลังกลัวมาก คำภาวนาด้วยความสุภาพและวางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า ยังเป็นทางออกให้กับการปิดตัวเองไม่ต้อนรับใครด้วย

- ส่วนชีวิตของนักบุญเปาโล ถูกมอบหมายให้ก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปด้วยการนำพระคริสตเจ้าไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้จักพระองค์ และรีบนำเขาไปสู่อ้อมแขนของพระคริสตเจ้า เพื่อจะได้รับการรอดสำหรับพระอาณาจักรสวรรค์

- สำหรับพระศาสนจักร พวกเรามักจะเผชิญหน้ากับการประจญล่อลวงที่ให้เราปิดตัวเองจากการเผชิญอันตรายต่างๆ คำภาวนาจะช่วยเราให้หาทางออกจากการปิดตัวเองเป็นเปิดตัวเองรับสิ่งต่างๆ คำภาวนาจะเปลี่ยนเราจากความกลัวเป็นความกล้า จากความเศร้าเป็นความชื่นชมยินดี นอกจากนี้ คำภาวนาจะเปลี่ยนความแตกแยกไปเป็นความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โอกาสนี้ พระองค์ทรงเชิญทุกคน สงบนิ่งและภาวนาให้ผู้สูญเสียจากเหตุโจมตีสนามบินอตาเติร์ก นครอิสตันบลู ประเทศตุรกี อีกด้วย


28 June 2016

"โป๊ปกิตติคุณเบเนดิกต์" ร่วมงานฉลอง 65 ปีชีวิตสงฆ์ พร้อมขอบคุณ "โป๊ปฟรังซิส" สำหรับความเมตตาที่มอบให้

สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกล่าวในที่สาธารณะครั้งแรกหลังจากสละตำแหน่งพระสันตะปาปา ด้วยการขอบคุณและซาบซึ้งกับความเมตตาที่สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส มอบให้พระองค์ นับตั้งแต่วันที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา ทรงย้ำ ความเมตตาที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส มอบให้นั้น เป็นที่พักที่ทำให้ตัวพระองค์เองรู้สึกปกป้องจากอันตรายต่างๆ โดยตรัสเรื่องนี้ในงานฉลอง 65 ปีชีวิตสงฆ์ของพระองค์









ช่วงสายวันอังคารที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเป็นประธานในการฉลอง 65 ปีชีวิตสงฆ์ให้กับสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ผู้ซึ่งวันพรุ่งนี้จะเป็นวันครบ 65 ปีที่พระองค์ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ (บวช 29 มิถุนายน ค.ศ.1951) ทั้งนี้ "โยเซฟ รัตซิงเกอร์" (พระสันตะปาปากิตติคุณ) ได้รับศีลบวชวันเดียวกับ "เกยอร์ก รัตซิงเกอร์" พี่ชายแท้ๆ ของพระองค์ แต่ว่า มองซินญอร์เกยอร์ก ยังพำนักอยู่ที่เยอรมนี ไม่ได้บินมาร่วมงานที่วาติกัน

โอกาสนี้ พระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสกับพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ว่า "พระคุณเจ้าเบเนดิกต์ยังคงเดินหน้ารับใช้พระศาสนจักรอยู่เสมอ ท่านไม่เคยที่จะสร้างการเติบโตให้พระศาสนจักร ท่านทำสิ่งต่างๆ จากสถานที่เล็กๆ อย่างอารามมารดาพระศาสนจักรในวาติกัน พระคุณเจ้าที่เคารพ ขอให้ท่านรู้สึกเสมอว่า มืออันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระเจ้าทรงสนับสนุนทุกกิจการที่ท่านทำเสมอ ขอให้พระคุณเจ้าสัมผัสถึงและยังคงเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระเจ้าต่อไป ขอให้พระคุณเจ้าชื่นชมยินดีพร้อมกับนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล ดังเช่นตอนที่ท่านทั้งสองเดินไปสู่ความเชื่อซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของชีวิต"

จากนั้น พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงลุกขึ้นตรัสตอบด้วยพระองค์เองแบบไม่ต้องมีคนช่วยพยุง ความสำคัญของการตรัสครั้งนี้คือ นี่เป็นการตรัสในที่สาธารณะครั้งแรก นับตั้งแต่พระองค์ทรงสละตำแหน่งพระสันตะปาปาด้วย

พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 กล่าวว่า "พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ และพี่น้องที่รักทุกคน พ่อขอบคุณทุกท่านที่อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะพระสันตะปาปา ฟรังซิส พ่อขอขอบคุณความเมตตาที่ท่านมอบให้กับพ่อนับตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปา มันทำให้ตัวพ่อเองซาบซึ้งมาก ความเมตตาของท่านงดงามยิ่งกว่าสวนวาติกันที่สวยงาม ความเมตตาของท่านคือบ้านของพ่อและมันเป็นสถานที่ที่ทำให้พ่อรู้สึกว่าตนเองได้รับการปกป้องดูแล พ่อหวังว่า ท่าน (พระสันตะปาปา ฟรังซิส) จะเดินหน้าต่อไปบนหนทางแห่งความเมตตาศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ขอบคุณ"

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า พระสันตะปาปากิตติคุณ จะถอดหมวกซุคเค็ตโต้ ออกทุกครั้งเวลาที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส เข้ามาทักทาย นี่คือการแสดงออกถึง "การแสดงความเคารพและนบนอบ" นอกจากนี้ เวลาคณะพระคาร์ดินัลเข้ามาคำนับพระสันตะปาปา พวกเขาจะถอดหมวกแสดงความเคารพต่อพระสันตะปาปา ฟรังซิส แต่พอถึงพระสันตะปาปากิตติคุณ บรรดาพระคาร์ดินัลจะใส่หมวกสีแดงกลับไปเหมือนเดิม เพื่อเป็นการเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า พระสันตะปาปา คือใคร

26 June 2016

สัมภาษณ์พระสันตะปาปาบนเครื่องบิน: "มีคนไปบ่นกับโป๊ปกิตติคุณเบเนดิกต์ เรื่องโป๊ปองค์ใหม่ แต่ท่านเชิญพวกนั้นกลับทันที"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประทานสัมภาษณ์บนเครื่องบินขากลับจากอาร์เมเนียไปยังอิตาลี ทรงเผย มีข่าวลือว่า มีบางคนไปฟ้องและบ่นกับสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 เกี่ยวกับพระสันตะปาปาองค์ใหม่ แต่สิ่งที่เกิดคือพระสันตะปาปากิตติคุณเชิญพวกนั้นกลับไปทันที เพราะพระองค์ย้ำจุดยืนแล้วว่า ตนเป็นแค่พระสันตะปาปาที่เกษียณอายุ ไม่ใช่พระสันตะปาปาผู้มีอำนาจ ทรงชี้ คนที่เป็นเกย์ที่มีความตั้งใจจะแสวงหาพระเจ้า เราต้องไม่กีดกันเขา แต่ต้องเดินไปกับเขา เราควรขอโทษคนที่เป็นเกย์ด้วย หากเราเคยทำไม่ดีกับเขาไป ทรงตำหนิ พระสงฆ์บางคนทำตัวเป็นเจ้านาย ไล่ทุบตีชาวบ้าน ไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อที่เมตตาซึ่งโอบกอดสัตบุรุษ ทรงแบ่งปัน ไม่คิดว่า การที่ มาร์ติน ลูเธอร์ แยกตัวออกจากคาทอลิกเป็นเรื่องผิด เพราะพระศาสนจักรยุคนั้นทำตัวไม่ดี ทั้งโกง ฝักใฝ่จิตตารมณ์ทางโลก ยึดติดกับเงินและอำนาจ การคัดค้านของลูเธอร์คือการสร้างยารักษาโรคให้พระศาสนจักรมากกว่า 




พระสันตะปาปา ตรัสกับนักข่าวช่วงเริ่มต้นว่า "พ่อขอบคุณพวกท่านมากๆ สำหรับการตามทำข่าวครั้งนี้ งานของท่านได้สร้างคุณความดีให้กับผู้คน พวกท่านสื่อสารสิ่งดีๆ ออกไป นี่คือข่าวดี ข่าวดียังไงก็เป็นเรื่องดี พ่อขอบคุณพวกท่านจริงๆ เอาล่ะ เรามาเข้าสู่ช่วงเวลาถามตอบกันเลย"

นักข่าว: "ทำไมพระองค์ตัดสินใจใส่คำว่า 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ลงไปในพระดำรัสที่ตรัสในทำเนียบประธานาธิบดีล่ะครับ" (ตุรกีโกรธพระสันตะปาปามาก ที่ใช้คำนี้บอกว่า กองทัพอ็อตโตมัน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน)

พระสันตะปาปา: "ในอาร์เจนตินา เวลาพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน คำว่า 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' จะถูกใช้กับเรื่องนี้เสมอ พ่อก็ไม่รู้จะใช้คำไหนมาแทนเหตุการณ์นี้ดี เมื่อตอนพ่อมาอยู่ที่กรุงโรม มีคนบอกให้ใช้คำว่า 'ความชั่วสุดเลวร้าย' จะดีกว่า เพราะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นคำที่ดูแรงมากๆ โดยส่วนตัว พ่อจะพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในศตวรรษที่แล้วอยู่ 3 เรื่อง หนึ่งคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน สองคือฮิตเลอร์ และสามคือสตาลิน จริงๆ ยังมีอีกที่คือในทวีปแอฟริกา ... ปีที่แล้ว พ่อเตรียมบทเทศน์ และได้เห็นบทเทศน์ที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยตรัสเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียน พ่อจึงนำพระดำรัสนั้นมาเทศน์ และย้ำว่า 'มาจากพระดำรัสของพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2' แต่มันจบลงไม่สวยเท่าไหร่ รัฐบาลตุรกีเรียกทูตประจำสันตะสำนักกลับทันที เพื่อประท้วง แน่นอน ทุกคนมีสิทธิ์จะประท้วง กระนั้น พ่อไม่ได้มีเจตนาจะให้ร้ายใครด้วยคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พ่อใช้คำนี้เพื่อเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น"

นักข่าว: "พระอัครสังฆราช เกยอร์ก เกนชไวน์ หัวหน้าวังพระสันตะปาปาและยังเป็นเลขาฯ ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้ให้สัมภาษณ์เชิงว่า 'พระสันตะปาปา และพระสันตะปาปากิตติคุณ' คำพูดนี้ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างมากว่า มันมีการ 'แชร์' หน้าที่พระสันตะปาปาแบบนั้นหรือ แล้วตอนนี้ เรามีพระสันตะปาปาในตำแหน่ง 2 องค์ใช่หรือไม่"

พระสันตะปาปา: "อย่าลืมว่า มีอยู่ยุคหนึ่ง เรามีพระสันตะปาปา 3 องค์เลยนะ! พ่อไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นั้น แต่ ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 คือพระสันตะปาปากิตติคุณ (เกษียณอายุ) พระองค์ประกาศอย่างชัดเจนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ว่า จะทำหน้าที่ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 ตอนนี้ ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 ดำเนินชีวิตแบบนักพรตบำเพ็ญภาวนา พ่อได้พบท่านหลายครั้ง และเราก็คุยโทรศัพท์กันบ่อยๆ นอกจากนี้ พระองค์ยังเขียนบันทึกมาหาพ่อเพื่ออวยพรทริปนี้ด้วย สำหรับพ่อ ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 คือพระสันตะปาปากิตติคุณ ท่านคือคุณปู่ผู้เปี่ยมด้วยปรีชาญาณ พ่อไม่เคยลืมคำพูดของท่านในวันสละตำแหน่งที่กล่าวว่า 'คนที่จะมาทำหน้าที่พระสันตะปาปาแทนพ่อ อยู่ในกลุ่มพวกท่านแล้ว พ่อสัญญาว่า จะนบนอบเชื่อฟังท่านผู้นั้น' และพระองค์ก็ทำตามที่ตรัสไว้ทุกประการ พ่อยังได้ยินข่าวลือ แต่พ่อไม่รู้มันจริงหรือเปล่านะ มีบางคนไปหาท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 เพื่อบ่นเรื่องพระสันตะปาปาคนใหม่ แต่สิ่งที่ท่านเบเนดิกต์ ที่ 16 ตอบพวกนั้นกลับไปก็คือส่งพวกเขากลับไปทันที ตอนนี้ มีพระสันตะปาปาแค่องค์เดียว ส่วนอีกองค์คือพระสันตะปาปากิตติคุณ บางทีในอนาคต เราอาจมีพระสันตะปาปากิตติคุณ 2-3 องค์ก็ได้นะ แต่ย้ำนะ พระสันตะปาปากิตติคุณ ส่วนพระสันตะปาปามีได้คนเดียว"

นักข่าว: "พระองค์ดูเป็นผู้สนับสนุนสหภาพยุโรป เหมือนกับสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์กังวลไหมเรื่องที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากสหภาพยุโรป มันจะนำไปสู่ความไม่กลมเกลียวของยุโรป และนำไปสู่สงครามหรือไม่"

พระสันตะปาปา: "สงครามกำลังเกิดในยุโรปแล้วล่ะ มันมีความรู้สึกเกี่ยวกับการแบ่งแยก ไม่ใช่แค่ยุโรปเท่านั้น เรายังพบได้ในแคว้นกาตาลันและสก็อตแลนด์ พ่อไม่ได้จะบอกว่า การแบ่งแยกนี้อันตราย แต่พลเมืองเหล่านี้จำเป็นต้องรอบคอบให้มากก่อนที่จะก้าวต่อไปสู่การแยกตัว ส่วนสหราชอาณาจักร พ่อจะไม่หาเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจแบบนี้ เพราะการตัดสินใจบางอย่าง มีเหตุผลของมันเอง อย่างในสก็อตแลนด์ที่อยากแยกตัวจากสหราชอาณาจักร มันมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนพวกประเทศในคาบสมุทรบอลข่านที่แยกตัวจากกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวพ่อแล้ว ความเป็นหนึ่งเดียวกันยิ่งใหญ่กว่าความขัดแย้ง แต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันต้องมาจากความแตกต่างที่หลากหลาย ความเป็นพี่น้องดีกว่าความห่างไกล และการสร้างสะพานดีกว่าการสร้างกำแพง"

นักข่าว: "ไม่กี่วันก่อน พระคาร์ดินัล ไรน์ฮาร์ด มาร์ก (อัครสังฆมณฑลมิวนิคและไฟร์ซิ่ง ประเทศเยอรมนี) กล่าวว่า พระศาสนจักรคาทอลิกต้องขอโทษต่อคนที่เป็นเกย์ จากการที่เราทำให้เขาเป็นส่วนเกิน นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์กราดยิงในไนท์คลับของคนรักร่วมเพศที่เมืองออร์แลนโด้ สหรัฐอเมริกา หลายคนพูดว่า คริสตชนต้องทำอะไรบ้างแล้วต่อความเกลียดชังที่คนบางกลุ่มมีต่อชาวรักร่วมเพศ พระองค์คิดอย่างไรบ้าง"

พระสันตะปาปา: "พ่อขอนำคำสอนหนึ่งมากล่าวซ้ำ นั่นคือ 'คนเหล่านี้ต้องไม่ถูกกีดกัน พวกเขาต้องได้รับการเคารพและได้รับแนวทางการอภิบาล พวกเขาอาจถูกประณามได้ แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเชิงอุดมคติ แต่เป็นเพราะพฤติกรรมเชิงการเมือง ผู้ประท้วงบางคนก็ก้าวร้าวต่อคนอื่นเกินไป ปัญหาคือเมื่อคนๆ นั้นมีความตั้งใจดีและแสวงหาพระเจ้า เราเป็นใครที่จะไปตัดสินเขา เราต้องให้คำชี้แนะที่ดีกับเขาต่างหาก เราต้องเดินร่วมทางไปกับเขา พ่อคิดว่า พระศาสนจักรต้องไม่ทำแค่ขอโทษชาวเกย์ที่เราเคยทำไม่ดีกับเขาอย่างเดียว แต่เรายังต้องขอโทษต่อคนยากไร้ ขอโทษสตรีที่ถูกกดขี่ข่มเหง ขอโทษเด็กๆ ที่ถูกบังคับใช้แรงงาน เรายังต้องวอนขอการอภัยโทษจากการที่เราไปอวยพรและเสกอาวุธ หลายครั้งพระสงฆ์ทำตัวเป็นเจ้านาย ไม่ได้ทำตัวเป็นบิดา คนพวกนี้ทำตัวเป็นพระสงฆ์ที่ทุบตีชาวบ้าน ไม่ใช่พระสงฆ์ที่สวมกอด ให้อภัย และปลอบโยนชาวบ้าน แต่ยังมีพระสงฆ์ดีๆ อีกเยอะ พระสงฆ์ตามโรงพยาบาล ตามเรือนจำ พวกนี้คือนักบุญที่ไม่มีใครมองเห็น

นักข่าว: "ตุลาคมนี้ พระองค์จะเสด็จไปสวีเดน เพื่อร่วมงาน 500 ปีของการปฏิรูปคริสตศาสนา (500 ปีที่ มาร์ติน ลูเธอร์ ทำการปฏิรูปศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์) พระองค์คิดว่า มันเป็นเวลาที่ถูกต้องแล้วใช่ไหมที่จะจดจำบาดแผลของการแยกตัว และยังเป็นบาดแผลของทั้งสองนิกาย ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนท์"

พระสันตะปาปา: "พ่อไม่คิดว่าความตั้งใจ (ปฏิรูป) ของ ลูเธอร์ เป็นเรื่องผิดนะ แม้วิธีการบางอย่างที่เขาใช้อาจดูไม่ถูกก็ตาม แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่า พระศาสนจักรก็ใช้รูปแบบที่ไม่ถูกต้องในยุคนั้น ทั้งการโกง การฝักใฝ่จิตตารมณ์ทางโลก และการยึดติดกับเงินและอำนาจ มาร์ติน ลูเธอร์ คัดค้านสิ่งเหล่านี้และเรียกร้องความชอบธรรม เขาไม่ผิดหรอก เขาได้สร้างยารักษาโรคให้พระศาสนจักรด้วยซ้ำ ... เราจำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น แม้มันจะยากต่อการเข้าใจก็ตาม

นักข่าว: "ก่อนหน้านี้ พระองค์เคยพูดว่า จะตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้เรื่องสังฆานุกรหญิง ตอนนี้ จัดตั้งหรือยัง และเจอปัญหาอะไรบ้างไหมที่ซุกอยู่ใต้พรม"

พระสันตะปาปา: "เคยมีประธานาธิบดีอาร์เจนตินาคนหนึ่ง กล่าวถึงประธานาธิบดีคนก่อนๆ ว่า 'เมื่อคุณไม่ต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิด คุณก็แค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ก็จบปัญหาได้แล้ว' เรื่องนี้ พ่อขอพูดเลยว่า พ่อเป็นคนแรกที่ช็อกกับข่าวสังฆานุกรหญิงมากๆ วันก่อนที่จะมีข่าวเกิดขึ้น บรรดาอธิการิณีที่มาพบพ่อ พูดว่า 'พวกเราได้ยินว่ามีสังฆานุกรหญิงในศตวรรษแรกๆ มันจะสามารถเป็นแบบนั้นได้ไหม' พ่อตอบพวกเขาไปว่า 'พ่อรู้ว่านักเทวศาสตร์ชาวซีเรียนเคยกล่าวว่า มีสังฆานุกรหญิงจริงนะ แต่ไม่รู้ว่า พวกเขาได้รับการบวชหรือเปล่า' เท่านั้นแหละ วันต่อมาเป็นข่าวใหญ่เลยว่า 'พระสันตะปาปาเปิดประตูให้กับสังฆานุกรหญิง' เรื่องคณะกรรมการ พ่อกำลังจะตั้งขึ้น แต่สำหรับพ่อ บทบาทของผู้หญิงไม่สำคัญเท่ากับวิธีคิดของผู้หญิง พ่อขอเน้นเลยว่า พระศาสนจักรคือผู้หญิงและเป็นมารดา พระศาสนจักรคือเจ้าสาวของพระคริสตเจ้า ผู้หญิงจะมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่อ่อนโยนและผลลัพธ์นั้นจะดูงดงามอยู่เสมอ"

โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนต้องแสวงหาอนาคตที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงขอร้องเยาวชน จงแสวงหาอนาคตที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ ทรงย้ำ ความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชน หมายถึง การยอมรับพระพรที่พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป 







26 มิถุนายน 2016 - สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักรออโธด็อกซ์ตะวันออก ซึ่งประธานในพิธีคือพระอัยกาคาเรคิน ที่ 2 ผู้นำคริสตชนออโธด็อกซ์อาร์เมเนียน พิธีนี้ พระสันตะปาปาเป็นผู้เข้าร่วม และได้ตรัสแบ่งปันกับผู้ร่วมพิธี ใจความว่า

-  ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พระอัยกา คาเรคิน สำหรับมิตรภาพอันอบอุ่น ท่านได้เปิดประตูบ้านต้อนรับข้าพเจ้า และพวกเราได้สัมผัสแล้วว่า มันเยี่ยมยอดและน่ายินดีเพียงใดเมื่อพี่น้องผู้มีความเชื่อเดียวกัน ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

- เราได้พบและได้สวมกอดกันแบบพี่น้อง เราได้ภาวนาด้วยกันและแบ่งปันของขวัญ ความหวัง และความห่วงใยของพระศาสนจักรแห่งพระคริสตเจ้าร่วมกัน พวกเรารู้สึกว่า หัวใจเราเต้นเป็นหนึ่งเดียว และเราก็เชื่อว่า พระศาสนจักรของพระคริสตเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เราทำทุกอย่างเหมือนนักบุญบาร์โธโลมิวและนักบุญยูดาห์ ผู้ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่มาประกาศพระวรสารในดินแดนนี้

- ข้าพเจ้าวอนขอพระจิต โปรดประทานให้ผู้มีความเชื่อทุกคนมีหัวใจและจิตวิญญาณที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ขอพระองค์โปรดฟื้นฟูความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่พวกเราอีกครั้ง และขอให้ความรักของพระเจ้าเอาชนะความอัปยศจากความแตกแยกของพวกเราด้วย ความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชน หมายถึง การยอมรับพระพรที่พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

- สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านโปรดฟังเสียงของผู้ต่ำต้อยและผู้ยากไร้ รวมทั้งฟังเสียงของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความเกลียดชังซึ่งกำลังทนทุกข์ทรมานจากการดำเนินชีวิตบนความเชื่อในพระเจ้า นอกจากนี้ ข้าพเจ้าขอให้เยาวชนทุกคน แสวงหาอนาคตที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทุกรูปแบบด้วย

หลังจากพิธีนี้จบลง พระสันตะปาปาได้เสวยอาหารเที่ยงร่วมกับผู้นำของพระศาสนจักรออโธด็อกซ์อาร์เมเนีย จากนั้น ทรงร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับสันติภาพ และยังทรงปล่อยนกพิราบซึ่งเป็นเครื่องหมายของสันติภาพอีกด้วย


25 June 2016

โป๊ปฟรังซิส: "เยาวชนต้องทำตัวเป็นผู้นำสันติและการคืนดีกันในสังคม"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงหวังเห็นเยาวชนทำตัวเป็นผู้นำสันติและการคืนดีกันในสังคม ทรงย้ำ เราอย่าไปใส่ใจกับความคิดแข็งกระด้างของคนบางกลุ่ม แต่เราต้องเลือกทำตัวสุภาพถ่อมตนและโอบอ้อมอารี เพราะนี่คือหนทางนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชน 




25 มิถุนายน 2016 - สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปร่วมงานคริสตศาสนสัมพันธ์ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันว่า

- พ่อขอเรียกร้องบรรดาคริสตชนที่มีความเชื่อทุกคน อย่าไปใส่ใจกับความคิดเห็นที่แข็งกระด้างและความต้องการส่วนตัว แต่จงแสดงออกถึงความสุภาพถ่อมตนและความโอบอ้อมอารีบนหนทางที่นำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชน

- ในฐานะผู้นำกลุ่มคริสตชน เราทุกคนมีหน้าที่ต้องรักษาความเชื่อนี้ให้ดำรงอยู่ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น ความเชื่อต้องได้รับการถ่ายทอดออกไปด้วยความรัก และด้วยพลังขับเคลื่อนแห่งความเชื่อที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติเพื่ออนาคต

- นอกจากนี้ พ่ออยากขอร้องเยาวชนทุกคน โปรดเป็นผู้นำสันติให้กับสังคม จงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างวัฒนธรรมของการพบหน้ากันและคืนดีกัน


โป๊ปฟรังซิส: "เราทุกคนต้องสร้างสะพานเข้าหากัน อย่าสร้างกำแพงกั้นขวางกัน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปันเสาหลัก 3 ต้นในชีวิตคริสตชนอาร์เมเนียน ได้แก่ ความทรงจำ ความเชื่อ และความรักที่เมตตา ทรงชี้ เราต้องจดจำสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา ส่วนความเชื่อ เราต้องระวังการประจญที่ล่อลวงเราไม่ให้ถ่ายทอดความเชื่อนี้ให้คนรุ่นหลัง ส่วนความรักที่เมตตา เราทุกคนต้องสร้างสะพานเข้าหากัน อย่าสร้างกำแพงกั้นกัน และจงทำงานอย่างหนัก เพื่อเอาชนะความแตกแยกในสังคม



25 มิถุนายน 2016 - สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซา ณ จัตุรัสวาร์ทานันส์ เมืองยุมรี่ ประเทศอาร์เมเนีย โดยนี่เป็นมิสซาแรกของพระสันตะปาปาในการเสด็จเยือนอาร์เมเนียด้วย

สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาตรัสว่า

- พ่ออยากแบ่งปันเสาหลัก 3 ต้นในชีวิตคริสตชนอาร์เมเนียน ซึ่งเสาทั้งสามนี้ตั้งมั่นด้วยความมั่นคง

- เสาต้นแรกคือความทรงจำ นี่คือการย้ำเตือนเราถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในตัวเราและทำเพื่อเรา พระองค์ทรงเลือกเรา รักเรา เรียกเรา และให้อภัยเรา ความทรงจำของชาวอาร์เมเนียนจำเป็นต้องได้รับการปกปักรักษาตลอดไป แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย พระเจ้าทรงจดจำความศรัทธาที่เรามีต่อพระวรสารอย่างแน่นอน คนที่เป็นประจักษ์พยานแม้ต้องแลกด้วยเลือด ความรักของพระเจ้าจะตอบแทนเราอย่างแน่นอน

- เสาต้นสองคือความเชื่อ สิ่งนี้สร้างอยู่บนชีวิตคริสตชน อย่างไรก็ตาม มันมีภัยอันตรายที่จะมาดับแสงแห่งความเชื่ออยู่เสมอ นั่นคือ การประจญล่อลวงที่ลดทอนความเชื่อที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ มันคือการล่อลวงเราให้เก็บความเชื่อนี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์ ไม่มีการถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อไป

- เสาต้นที่สามคือความรักที่เปี่ยมด้วยเมตตา พวกเราถูกเรียกมาเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน จงสร้างสะพานเข้าหากันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และจงทำงานอย่างหนัก เพื่อเอาชนะความแตกแยกในสังคม

24 June 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ผู้นำทางการเมืองต้องจริงจังกับการหยุดยั้งการเบียดเบียนศาสนาที่ถึงขั้นฆ่ากันตาย"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงร่วมเป็นทุกข์ไปกับชาวอาร์เมเนียนที่ต้องเผชิญการสังหารหมู่จากกองทัพอ็อตโตมันในศตวรรษที่แล้ว โดยตรัสเรื่องนี้ว่าเป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ซึ่งปีที่แล้ว พระองค์ก็ตรัสแบบนี้จนทำให้ตุรกีไม่พอใจ จนต้องเรียกทูตประจำสันตะสำนักกลับประเทศไปนานถึง 10 เดือน ทรงย้ำ ผู้นำทางการเมืองต้องจริงจังกับการหยุดยั้งการเบียดเบียนศาสนาที่ถึงขั้นฆ่ากันตาย 




24 มิถุนายน 2016 - สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จไปยังทำเนียบประธานาธิบดีของอาร์เมเนีย เพื่อพบปะคณะรัฐบาลและผู้บริหารประเทศ ในส่วนใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา มีว่า

- อาร์เมเนียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ นี่คือประเทศแรกที่ประกาศให้คริสตศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นอกจากนี้ เป็นที่เชื่อกันว่า พื้นที่บางส่วนของประเทศเป็นอาณาเขตของสวนเอเมนในพระคัมภีร์ด้วย

- อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ข้าพเจ้าต้องขอกล่าวถึงเหตุการณ์ในศตวรรษที่แล้วซึ่งเกิดการสังหารหมู่ หรือที่เราเรียกกันว่า "เม็ตซ์ เยเกิร์น" (ความชั่วสุดเลวร้าย) เมื่อชาวอาร์เมเนียนกว่า 1.5 ล้านคนต้องถูกกองทัพอ็อตโตมานฆ่าตาย นี่คือโศกนาฏกรรมที่เกิดจากการบิดเบือนอย่างสุดขั้วและยังใช้ศาสนามาเป็นข้ออ้าง นี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ว่าได้

- ส่วนยุคนี้ บางทีอาจเลวร้ายกว่ายุคแรกเริ่มของบรรดามรณสักขี เพราะยุคนี้มีการแบ่งแยกและเบียดเบียนการประกาศความเชื่อในศาสนาอย่างเลวร้าย ดังนั้น นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่บรรดาผู้นำทางการเมืองต้องทำงานอย่างจริงจังเพื่อยุติความทุกข์ระทมและความขัดแย้ง และต้องช่วยปกป้องเหยื่อที่ถูกทำร้าย ขณะเดียวกัน ขอให้ช่วยส่งเสริมความยุติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

โป๊ปฟรังซิส: "คริสตชนต้องร่วมมือกันเป็นประจักษ์พยาน"



วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2016 - พันธกิจแรกในอาร์เมเนียของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ก็คือ การเสด็จไปยังอาสนวิหารโฮลี่ เอ็ตช์มีแอดซิน (Holy Etchmiadzin เพื่อพบกับ พระอัยกา คาเรคิน ที่ 2 ผู้นำพระศาสนจักรอาร์เมเนียและบรรดานักบวชอาร์เมเนียน โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า

"น่าเศร้าที่โลกของเราถูกละเลงด้วยความขัดแย้งและความแตกแยก เช่นเดียวกับความทุกข์หลากหลายรูปแบบทั้งด้านวัตถุและจิตใจ ดังนั้น คริสตชนจึงต้องเป็นประจักษ์พยานแสดงออกถึงความเคารพและการร่วมมือกันอย่างพี่น้อง เพื่อจะได้แสดงออกถึงพลังแห่งการแยกแยะความผิดชอบชั่วดี รวมไปถึงสัจธรรมความจริงของพระคริสต์"

ทั้งนี้ อาสนวิหารโฮลี่ เอ็ตช์มีแอดซิน ที่พระสันตะปาปาเสด็จไปนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.301 หรือประมาณ 1,715 ปีมาแล้ว


โป๊ปฟรังซิสตรัสถึง BREXIT: "เป็นความต้องการที่แสดงออกโดยประชาชน"

ช่วงสายวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งออกจากสนามบินฟิวมิชิโน่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มุ่งหน้าไปยังสนามบินนานาชาติกรุงเยเรวัน ประเทศอาร์เมเนีย เพื่อเริ่มพันธกิจการเยือนเป็นเวลา 3 วัน 



ระหว่างที่อยู่บนเครื่องบิน พระสันตะปาปาทรงทักทายบรรดานักข่าวสายวาติกันที่ตามเสด็จอย่างเป็นกันเอง โดยพระองค์ทรงตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับการลงประชามติของชาวสหราชอาณาจักรที่ถอนตัวจากสหภาพยุโรปด้วย

"มันเป็นความต้องการที่แสดงออกโดยประชาชน สิ่งนี้เรียกร้องเราทุกคนให้มีความรับผิดชอบและยืนยันถึงความเป็นอยู่ที่ดีของชาวสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของทั้งทวีปยุโรป" พระสันตะปาปา ตรัสกับบรรดาผู้สื่อข่าว

พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปายังร่วมยินดีที่รัฐบาลโคลอมเบีย บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มกบฏอีกด้วย



20 June 2016

โป๊ปฟรังซิส: "ก่อนตัดสินคนอื่น เราควรส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อน"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ก่อนจะตัดสินคนอื่น เราควรส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อนว่า เรามีสิ่งสกปรกอยู่ในตัวหรือเปล่า ถ้ามี ทำไมเราไม่ชำระตัวเองก่อนที่จะไปตัดสินคนอื่น ทรงย้ำ การตัดสินเป็นหน้าที่ของพระเจ้า ไม่ใช่ของมนุษย์ หากเราทำตัวตัดสินคนอื่น เราก็ทำตนเทียบเท่าพระเจ้า ทรงชี้ การตัดสินของพระเจ้าเปี่ยมด้วยความเมตตาปราณี ต่างกับมนุษย์ที่ตัดสินได้แย่ และไร้ซึ่งความเมตตาอย่างสิ้นเชิง




ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารวันนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงสอนว่า "อย่าตัดสินคนอื่น แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน"

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า

- การตัดสินเป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากถูกคนอื่นตัดสิน เราก็ไม่ควรตัดสินคนอื่นด้วย ถ้าเราไปตัดสินคนอื่น คนอื่นก็จะใช้วิธีนั้นตัดสินตัวเรา

- ลองมองเข้าไปในกระจกดูซิ พ่อไม่ได้ให้มองเพื่อบอกให้ไปแต่งหน้าปกปิดริ้วรอยนะ ไม่ ไม่ พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น แต่พ่ออยากให้เรามองตัวเราในกระจก ทำไมเราเห็นสิ่งสกปรก ในดวงตาของเพื่อนมนุษย์ แต่ทำไมเราไม่เห็นสิ่งสกปรกในดวงตาของเราล่ะ เราจะไปบอกเพื่อนของเราว่า 'เดี๋ยวผมเอาสิ่งสกปรกออกจากดวงตาของคุณให้นะ' ขณะที่ท่านยังมีท่อนซุงอยู่ในดวงตาตัวเองอยู่เลย

- ถ้าเราทำเช่นนี้ พระเจ้าตรัสกับเราว่า 'เจ้าคนเสแสร้งหลอกลวง' เพราะสิ่งแรกที่เราต้องทำคือกำจัดสิ่งสกปรกออกจากดวงตาของเรา เพื่อที่ว่า เราจะได้ไปนำสิ่งสกปรกออกจากดวงตาของเพื่อนมนุษย์

- ด้วยเหตุนี้ การไปตัดสินคนอื่นจึงเป็นเรื่องน่าเกลียดมาก การตัดสินเป็นหน้าที่ของพระเจ้าเท่านั้น หน้าที่ของเราคือจงรักคนอื่น จงเข้าใจคนอื่น และจงภาวนาให้คนอื่นเมื่อเราเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

- ดังนั้น อย่าตัดสินใคร อย่าเด็ดขาด! ถ้าเราไปตัดสินคนอื่น เราคือพวกเสแสร้งชัดๆ

- การตัดสินของมนุษย์เป็นการตัดสินที่ไร้ซึ่งความเมตตาปราณี ต่างจากพระเจ้า พระองค์ทรงตัดสินทุกสิ่งด้วยความเมตตา เมื่อใดที่เราตัดสินคนอื่น เราก็ทำตนเสมอพระเจ้า แต่การตัดสินของเราไม่เที่ยงตรง มันเป็นการตัดสินที่แย่มาก มันไม่มีวันเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง

- วันนี้ พ่ออยากให้พวกเรากลับไปส่องกระจกดูตัวเอง ก่อนที่จะไปตัดสินใคร บางคนอาจพูดว่า 'ก็คนนั้นทำแบบนั้น คนนั้นทำแบบนี้' แต่ช้าก่อน พ่ออยากให้เราส่องกระจกแล้วคิดไตร่ตรอง เพราะถ้าเราไปตัดสินคนอื่นเหมือนที่คนอื่นทำ เราจะทำตนเสมอพระเจ้า จำไว้เสมอว่า เราจะเป็นพวกเสแสร้ง การตัดสินของเราเป็นการตัดสินที่แย่ มันคือการตัดสินตามประสามนุษย์ซึ่งไร้ความความเมตตาอย่างสิ้นเชิง


 
Contact: editor@popereport.com