Instagram

02 August 2015

โป๊ปฟรังซิส: "อย่ามองแต่สิ่งของทางโลก แต่จงมองไปที่พระเจ้าผู้ประทานของนั้นมาให้เรา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงแบ่งปันระหว่างการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ประจำวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2015 ตามรายละเอียดต่อไปนี้



- พระวรสารวันอาทิตย์ เล่าว่า ประชาชนติดตามพระเยซูเพราะพวกเขาได้รับขนมปังรับประทานจนอิ่ม พวกเขาไม่ได้ติดตามพระเยซูเพราะพระองค์เป็นพระเจ้า พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันว่า "พระเยซูทรงเห็นว่าจิตวิญญาณของคนเหล่านี้เริ่มมืดบอด พระองค์จึงสอนว่า เราต้องมองให้ไกลกว่าสิ่งของทางโลก เราต้องแสวงหาคนที่ประทานสิ่งของเหล่านั้นมาให้เราซึ่งก็คือพระเจ้า พระองค์คือของขวัญสำหรับเราและยังเป็นผู้ให้อีกด้วย พระเยซูตรัสถึงอาหาร แต่เป็นอาหารฝ่ายจิต พระองค์เตือนเราว่า อาหารฝ่ายจิตจะเลี้ยงเราเพื่อได้รับชีวิตนิรันดร"

- พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปาทรงกระตุ้นคาทอลิกทุกคนให้รับศีลอภัยบาป พระองค์ตรัสว่า "พระเจ้าทรงเป็นผู้เมตตาเราเสมอ ดังนั้น อย่ากลัวการไปรับศีลอภัยบาป พระเจ้าพร้อมเมตตาเรา ไม่ใช่ลงโทษเรา"


01 August 2015

บทสัมภาษณ์พระสันตะปาปาบนเครื่องบินกลับจากอเมริกาใต้ไปยังกรุงโรม

ปิดท้ายทริปพระสันตะปาปาเยือนอเมริกาใต้ด้วยบทสัมภาษณ์พระสันตะปาปาบนเครื่องบิน ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายประเด็น แต่ขอคัดมาแบบเน้นๆ เพื่อให้ทุกคนได้ติดตามแบบไม่ยืดยาวเลยนะครับ



นักข่าว: ทำไมพระสันตะปาปาไม่แต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่จากปารากวัยบ้างครับ 

พระสันตะปาปา: "การที่ปารากวัยไม่มีพระคาร์ดินัล ไม่ได้หมายความว่าเป็นบาปนะ เพราะหลายประเทศในโลกก็ไม่มีพระคาร์ดินัล จริงอยู่ มันเป็นเรื่องจริงที่ปารากวัยยังไม่เคยมีพระคาร์ดินัลเลยแม้แต่คนเดียว แต่พ่อไม่สามารถอธิบายเหตุผลให้พวกท่านได้ในตอนนี้ บางครั้ง การแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ ต้องได้รับการศึกษาแบบรายบุคคลไป เพราะพระคาร์ดินัลจะต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับพระสันตะปาปาในการบริหารปกครองพระศาสนจักรสากล กระนั้น มันไม่ได้หมายความว่า ไม่มีพระสังฆราชชาวปารากวัยคนไหนที่ไม่มีความสามารถตรงนี้ หลายคนอาจแย้งพ่อว่า โบลิเวียมีพระคาร์ดินัล 2 ท่านนะ ส่วนอุรุกวัยก็มี 2 ท่านเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่า หลายประเทศในอเมริกาใต้ก็ไม่มีพระคาร์ดินัล ดังนั้น พ่ออยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า นี่ไม่ใช่บาป แต่มันขึ้นกับสถานการณ์มากกว่า และก็ไม่ได้หมายความว่า พระสังฆราชชาวปารากวัยไม่มีศักยภาพแต่อย่างใด หากดูจากประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกในปารากวัย พ่อบอกได้เลยว่า พวกท่านไม่ควรมีพระคาร์ดินัลแค่หนึ่งท่านเท่านั้น แต่ควรมีถึงสองท่านเลย เพราะพระศาสนจักรคาทอลิกปารากวัยมีชีวิตชีวามากๆ"

นักข่าว: ที่โบลิเวีย พระองค์ได้เข้าร่วมและตรัสในการประชุมของกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางสังคม พระองค์ตรัสถึงลัทธิล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ที่พยายามทำให้ผู้คนในดินแดนนั้นๆ ตกเป็นทาสความคิดของตน พระองค์ยังตรัสถึงพวกที่บูชาเงินเป็นพระเจ้า และกล่าวถึงนโยบายรัดเข็มขัดที่บีบบังคับคนยากจนให้ขัดสนยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างชัดๆ ก็คือกรีซที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากยูโรโซน พระองค์ทรงมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องพวกนี้

พระสันตะปาปา: "จริงๆ แล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่พ่อเข้าร่วมการประชุมกับกลุ่มนี้ ครั้งแรกเกิดที่วาติกัน ตอนนั้นจัดโดยสมณสภาเพื่อความยุติธรรมและสันติ พ่อสนใจการประชุมของกลุ่มนี้เพราะปรากฏการณ์ทั้งหมด (การล่าอาณานิคมแบบใหม่และการบูชาเงินเป็นพระเจ้า) ได้ลุกลามไปทั่วโลกก็ว่าได้ แม้แต่ในโลกตะวันออกอย่างฟิลิปปินส์ อินเดีย และประเทศไทย กลุ่มนักเคลื่อนไหวไม่ได้มารวมตัวประท้วงอย่างเดียว แต่พวกเขายังผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วย สมาชิกของกลุ่มนี้ไม่ได้สังกัดพวกสหภาพแรงงานต่างๆ เพราะเขามองว่า การสังกัดสหภาพไม่ได้สู้เพื่อสิทธิของผู้ยากไร้อย่างแท้จริง แต่สู้เพื่อความเป็นอยู่ของตนเอง พระศาสนจักรจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้ พระศาสนจักรต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับพวกเขา"

นักข่าว: ในการเยือนอเมริกาใต้ครั้งนี้ พระดำรัสที่ทรงพลังอย่างมากคือการกล่าวว่าระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบันให้กำไรเป็นศูนย์กลางเหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ทราบไหมว่า สหรัฐอเมริกามองว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสคือการวิจารณ์แนวทางการดำเนินชีวิตของพวกเขา

พระสันตะปาปา: "สิ่งที่พ่อพูด ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย พ่อพูดชัดมากว่า "ระบบเศรษฐกิจฆ่าคน" พูดแบบนี้ทั้งในสมณสาส์นความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารและสมณสาส์นจงสรรเสริญ พ่อได้ยินว่ามีคำวิจารณ์จากอเมริกากลับมาที่ตัวพ่อเอง พ่อยังไม่มีเวลาไปศึกษาสิ่งที่พวกเขาวิจารณ์ แต่ทุกคำวิจารณ์พ่อขอรับไว้ เพื่อตรวจสอบสิ่งที่พ่อกล่าวไป และจะได้กลับไปเสวนากับพวกเขา พวกคุณถามพ่อว่า พ่อคิดอย่างไรกับคำวิจารณ์เหล่านี้ พ่อยังไม่ได้เสวนากับคนที่วิจารณ์พ่อ ดังนั้น คงไม่ถูกนักที่พ่อจะกล่าวอะไรออกไปในตอนนี้ แต่การที่พ่อกำลังจะไปเยือนอเมริกา พ่อจำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่เขาวิจารณ์และศึกษาระบบเศรษฐกิจให้ถ่องแท้อย่างแน่นอน"

นักข่าว: รู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับมอบ ไม้กางเขนค้อนเคียว จากประธานาธิบดีโบลิเวีย

พระสันตะปาปา: พ่ออยากรู้ที่มาที่ไปของไม้กางเขน พ่อไม่รู้มาก่อนว่า คุณพ่อเอสปิน่า (ผู้ออกแบบกางเขนนี้) เป็นนักศิลป์และกวี พ่อได้รู้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พ่อเห็นและประหลาดใจมาก กางเขนนี้สามารถจัดให้เป็นหนึ่งในรูปแบบของศิลปะของการประท้วง (PROTEST ART) ในอาร์เจนตินา ก็มีศิลปะประเภทนี้อยู่เหมือนกัน เป็นรูปพระเยซูบนไม้กางเขนติดอยู่กับระเบิดที่ล่วงลงมา มีคำวิจารณ์ว่านี่มันคือการต่อต้านศาสนาคริสต์ชัดๆ แต่พ่ออยากจัดว่าเป็นศิลปะการประท้วง

"บางกรณี ศิลปะแบบนี้ถูกมองว่าเป็นการก้าวร้าว ยิ่งในกรณีของคุณพ่อเอสปิน่า ช่วงเวลานั้น เทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อยแตกเป็นหลายสาขามากๆ หนึ่งในนั้นคือสาขาที่วิเคราะห์ความจริงของลัทธิมาร์กซิสต์ และคุณพ่อเอสปิน่าก็แบ่งปันเรื่องนี้ พ่อทราบเรื่องนี้ดี เพราะตอนนั้นพ่อเป็นคณบดีของคณะเทวศาสตร์ พวกเราหารือเรื่องนี้กันอย่างมาก

"ในปีเดียวกัน คุณพ่ออาร์รูเป้ อธิการเยสุอิต ส่งจดหมายไปหาสมาชิกเยสุอิตทุกคน เพื่อขอร้องให้หยุดการวิเคราะห์ความจริงของลัทธิมาร์กซิสต์ และ 4 ปีต่อมา สมณกระทรวงหลักความเชื่อได้ตีพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่พวกเราในอเมริกาใต้ เราทราบกันดีว่า คุณพ่อเอสปิน่า เป็นคนที่กระตือรือร้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์เรื่องมาร์กซิสต์ ท่านสร้างผลงานไว้มาก

"เอาล่ะ ขอให้ทุกคนตีความตามนี้ พ่อเข้าใจเรื่องราวของไม้กางเขนนี้แล้วและไม่คิดว่ามันจะก้าวร้าวตรงไหน พ่อถือไม้กางเขนนี้ไปด้วย แต่พ่อนำสร้อยที่ประธานาธิบดีให้มา ถวายไว้กับแม่พระแห่งโกปากาบานา พ่อไม่เคยรับเครื่องประดับเหล่านี้ แต่ โมราเลส ให้พ่อด้วยความตั้งใจดี ส่วนไม้กางเขนนั้น พ่อนำติดตัวมาด้วย"

นักข่าว: การเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอเมริกากับคิวบาเป็นไปด้วยดี พระองค์ทรงทำได้อย่างไรเพื่อให้สองชาตินี้กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กันอีกครั้ง

พระสันตะปาปา: "พระเจ้าทรงทำให้พ่อนึกถึงพระคาร์ดินัลองค์หนึ่ง พ่อส่งท่านผู้นี้ไปเป็นคนกลางและเชิญทั้งสองชาติมาเจรจาร่วมกัน จากนั้น ข่าวความคืบหน้าของการเจรจานี้เงียบหายไป 3 เดือน แต่แล้ววันหนึ่ง สำนักเลขาธิการนครรัฐวาติกันแจ้งพ่อว่า 'เรากำลังจะมีการประชุมครั้งที่สองกับทางอเมริกาและคิวบา' พ่องงมากและถามกลับไปว่า 'มันเกิดขึ้นได้อย่างไร' แต่นี่แหละคือความตั้งใจดีของทั้งอเมริกาและคิวบา ผลของการเจรจานี้ก็ตอบทุกอย่างแล้ว

นักข่าว: พระสันตะปาปามีพลังลึกลับอะไรหรือไม่ เพราะพระองค์ดูไม่มีวี่แววว่าจะหมดแรงเลยตลอดการเยือนอเมริกาใต้ (ก่อนการเดินทาง มีกระแสข่าวว่า ชาวโบลิเวียจะให้พระสันตะปาปาเสวยกัญชา เพราะจะช่วยรักษาอาการปวดหัวจากการอยู่บนที่ราบสูงของภูมิประเทศโบลิเวีย ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากสุดในโลก ผลที่ตามมาคืออากาศจะเบาบางมาก หายใจลำบาก ชาวพื้นเมืองโบลิเวียจึงกินกัญชาเพื่อรักษาอาการนี้)

พระสันตะปาปา: "พ่อรู้นะว่าคุณจะถามอะไร คำถามของคุณคือ 'พระสันตะปาปากินยาเพิ่มพลังตัวไหนใช่หรือเปล่า' (ทุกคนหัวเราะชอบใจ) ไม่หรอก พ่อขอเคลียร์แบบชัดๆ เลยว่า พ่อไม่ได้ลองกัญชาแต่อย่างใด พ่อกิน 'มาเต้' ซึ่งเป็นชาสุขภาพที่ชาวอาร์เจนไตน์ชอบดื่มกันต่างหาก หวังว่าทุกคนจะเข้าใจตรงกันนะ!

นักข่าว: ทริปนี้ เราได้ยินแต่พระองค์พูดถึงคนยากจน และบางทีก็กล่าวถึงคนรวยและคนที่ใช้อำนาจต่างๆ ในทางที่ผิด เรายังไม่ได้ยินพระองค์พูดถึง "ชนชั้นกลาง" บ้างเลย พระองค์มีอะไรจะกล่าวกับชนชั้นกลางบ้างไหม

พระสันตะปาปา: "ขอบคุณมากสำหรับคำถามนี้ คุณพูดถูก นี่คือความผิดพลาดของพ่อที่ไม่ได้กล่าวถึงพวกเขา ชนชั้นกลางกำลังถูกบีบช่องว่างจากคนจนและคนรวย นี่คือความจริง แต่ทำไมพ่อต้องพูดถึงคนยากจนบ่อยๆ เพราะนี่คือหัวใจของพระวรสาร ส่วนชนชั้นกลาง คนธรรมดาทั่วไปที่เปี่ยมด้วยคุณค่า พ่อจะขอพูดถึงพวกเขาอย่างแน่นอน ขอบคุณที่คุณช่วยย้ำประเด็นนี้นะ

นักข่าว: คำถามสุดท้าย พระองค์คิดอย่างไรเกี่ยวกับการที่ทุกคนเข้ามาขอ "เซลฟี่" กับพระองค์

พระสันตะปาปา: "สนุกดี มันเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งก็ว่าได้ พ่อเป็นเหมือนคุณปู่ที่มีแต่เด็กๆ เข้ามาขอถ่ายรูปด้วย วันนี้ก็เช่นกัน ตำรวจอายุประมาณ 40 ปีที่สนามบินเข้ามาขอเซลฟี่กับพ่อ พ่อตอบเขาไปว่า 'คุณเป็นเยาวชนด้วยนะเนี่ย' โดยรวมแล้ว พ่อเคารพวัฒนธรรมนี้นะ"


26 July 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ให้เราปรบมือให้กับปู่ย่าตายายของเรา โอกาสฉลองน.ยออากิมและน.อันนา"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวประจำวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2015 โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันสิ่งต่างๆ ดังนี้



1) พระวรสารวันอาทิตย์: "พระเยซูไม่ได้พึงพอใจแค่ผลลัพธ์ของการทวีขนมปังและเลี้ยงสัตบุรุษ เพียงเพราะทำให้พวกเขาอิ่มท้อง แต่สิ่งที่เกินกว่านั้นคือพระเยซูพอใจที่ได้เห็นพวกเขาหิวกระหายพระวาจาของพระเจ้า ดังนั้น เวลาที่เราเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยาก เราต้องช่วยเหลือพวกเขา ไม่ใช่เอาแต่บ่นว่าพวกเขา เพราะการบ่นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราทำสิ่งใดได้ก็ทำซะเถิด"

2) วันฉลองนักบุญยออากิมและนักบุญอันนา: "วันนี้ พระศาสนจักรฉลองนักบุญยออากิมและนักบุญอันนา พ่อจึงอยากใช้โอกาสนี้ทักทายไปยังบรรดาปู่ย่าตายายทุกคน ขอให้พวกเราที่อยู่ที่นี่ปรบมือให้กับปู่ย่าตายายของเราที่อยู่ในโลกนี้ รวมถึงบางท่านที่อยู่บนสวรรค์ด้วย"

3) พระสันตะปาปาทรงกดลงทะเบียนร่วมงานผ่าน Tablet เพื่อร่วมงานเยาวชนโลก 2016 ณ เมืองคราครูฟ ประเทศโปแลนด์ พร้อมเชิญชวนเยาวชนทุกคนเข้าร่วมงานนี้กับพระองค์ด้วย






ตามโป๊ปฟรังซิสไปอเมริกาใต้ ตอนป้ายสาม "ปารากวัย"

จุดหมายสุดท้ายในการเยือนอเมริกาใต้ของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ก็คือ “ปารากวัย” ระยะเวลาที่พระสันตะปาปาอยู่ในประเทศนี้คือ 48 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคม – วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2015  รายละเอียดเจาะลึกจะเป็นอย่างไร เราไปติดตามบทสรุปกันเลย



เราต้องอย่าลืมประวัติศาสตร์ของประเทศที่เราอยู่

เย็นวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม หลังจากเสด็จมาถึงกรุงอาซุนซีออน เมืองหลวงของปารากวัย พระสันตะปาปาได้มุ่งหน้าไปยังทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อร่วมพิธีต้อนรับจากคณะผู้บริหารประเทศ โอกาสนี้ พระองค์ตรัสสุนทรพจน์ใจความว่า “ข้าพเจ้าอยากเน้นย้ำว่า พลเมืองชาติใดที่หลงลืมรากเหง้าประวัติศาสตร์ของตน อนาคตของประเทศนั้นก็น่าเป็นห่วงอย่างมาก นอกจากนี้ เราต้องรำลึกและจดจำประวัติศาสตร์ของชาติเราว่า เราเคยผ่านความขัดแย้งและความรุนแรงอะไรมาบ้าง เพื่อที่เราจะเอาชนะความเกลียดชังและไม่ทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีก”

จงดูแบบอย่างเด็กๆ ในการต่อสู้กับความเจ็บป่วย

เช้าวันเสาร์ที่ 11 กรกฏาคม พันธกิจแรกของวัน พระสันตะปาปาเสด็จไปเยี่ยมเด็กๆ ที่โรงพยาบาลเด็กนินอส เด อกอสต้า นู โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสเชิญชวนทุกคนให้เรียนรู้การดำเนินชีวิตจากเด็กๆ


“พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ว่า ทำไมเด็กๆ ที่มาอยู่ในโรงพยาบาลนี้ถึงเต็มใจสู้กับความเจ็บป่วยด้วยความชื่นชมยินดี พวกลูกทุกคนเป็นนักสู้ที่สอนพวกเราผู้ใหญ่ว่า เวลาเราเจ็บป่วย เราต้องอย่ายอมแพ้สิ้นหวัง แต่จงน้อมรับความเจ็บป่วยและสู้แบบลูกหลานเหล่านี้ ... นอกจากนี้ พ่ออยากให้ลูกๆ สวดให้พระสันตะปาปาด้วย เสียงจากคำภาวนาของลูกจะถูกได้ยินในสวรรค์อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ตัวพระสันตะปาปาก็จะสวดให้ลูกๆ ทุกคนเช่นกัน”

สดุดีสตรีปารากวัยที่ถูกกดขี่ในยุคเผด็จการ

จากนั้น พระสันตะปาปาเสด็จไปถวายมิสซา ณ สักการะสถานแม่พระแห่งกากูเป้ ซึ่งเป็นสักการะสถานแม่พระที่สำคัญสุดในปารากวัย มิสซานี้ มีสัตบุรุษมาร่วมประมาณ 90,000 คน



บทเทศน์ในมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงสดุดีบทบาทของสตรีในสังคมปารากวัยว่า “จากประสบการณ์ที่พ่อเห็นและสัมผัสได้ มันคงไม่เกินเลยไปนักที่จะบอกว่าพวกท่านก็เป็นเหมือนแม่พระที่เสียสละอย่างหนัก เพื่อรักษาความทรงจำต่างๆ ของครอบครัวเอาไว้ ตอนที่แม่พระให้กำเนิดพระเยซู แม่พระก็ไม่มีบ้านอยู่ สิ่งนี้ก็เหมือนกับที่พวกท่านต้องประสบในยุคที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ สตรีจำนวนมากถูกบังคับให้ใช้แรงงาน เพื่อแลกกับค่าจ้างอันน้อยนิดมากๆ แต่พวกท่านก็ตั้งใจทำงานนั้นโดยไม่บ่น เพื่อจะได้ประคับประคองครอบครัวให้ก้าวเดินต่อไปอย่างอบอุ่นและไร้ซึ่งปัญหาใดๆ นี่คือความทรงจำที่พวกเราต้องอย่าหลงลืมเด็ดขาด นี่คือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่คนเป็นแม่มีต่อครอบครัว แม้ตัวเองจะต้องทนทุกข์ก็ตาม” 

อย่ามองว่า ฟังคำสอนปู่ย่าตายายเป็นเรื่องเสียเวลา

ช่วงบ่าย พระสันตะปาปาเสด็จไปพบกับผู้แทนภาคประชาชน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานระดับยักษ์ใหญ่ไล่มาจนถึงหน่วยงานเล็กๆ ในระดับเยาวชน

หนึ่งในบทสอนสำคัญ พระสันตะปาปาตรัสกับเยาวชนว่า “อย่ากลัวว่าการฟังคำสอนจากปู่ย่าตายายหรือผู้อาวุโสจะกลายเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะการเสียเวลาฟังสิ่งดีๆ ที่กลั่นออกมาจากใจแบบนี้ ดีกว่าการเสียเวลานั่งฟังคำพูดสวยหรูที่นำไปลงมือปฏิบัติไม่ได้จริง พ่ออยากแบ่งปันว่า พ่อรู้สึกสะอิดสะเอียนมาก เวลาได้ฟังสุนทรพจน์หรือโอวาทที่สวยหรูเวลามีพิธีต่างๆ แต่สุนทรพจน์นั้น ไม่ได้ออกมาจากใจ มันเป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรูที่พูดเพื่อให้คนอื่นปรบมือชื่นชมตนเองเท่านั้น คำพูดพวกนี้คือการโกหก มันเป็นลมปากที่ไร้ค่ามากๆ

พระสงฆ์และนักบวชอย่าคิดว่าตัวเองเหนือกว่าสัตบุรุษ

พิธีสุดท้ายของวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเป็นประธานในการสวดทำวัตรเย็นร่วมกับบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชชาวปารากวัย ภายในอาสนวิหารอัสสัมชัญ



สำหรับบทเทศน์ในพิธีนี้ มีว่า “พ่อขอเรียกร้องให้ทุกคนรักและเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าแตกแยกกันเด็ดขาด เฉพาะอย่างยิ่ง พระสังฆราชกับพระสงฆ์ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้มากๆ จงร่วมมือกันทำงานและจงทำตัวให้ว่างเสมอในการทำงานอภิบาลรับใช้สัตบุรุษ ถ้าหากความแตกแยกนำเราไปสู่ความแร้นแค้น ในทางกลับกัน ความสามัคคีและเป็นหนึ่งเดียวกันก็จะนำไปสู่การบังเกิดผล เพราะนี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระจิต

“อีกสิ่งที่พ่ออยากเตือนสติก็คือ พระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวช พวกเราต่างได้รับกระแสเรียกจากพระเจ้า แต่เราต้องอย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่า คนที่ได้รับกระแสเรียกนี้มีความพิเศษและอยู่เหนือกว่าสัตบุรุษ คนที่ได้รับกระแสเรียกให้มารับใช้พระองค์ต้องอย่าอวดตัว อย่าทำตัวเพื่อได้รับการสรรเสริญ อย่าทำตัวเป็นเหมือนรูปปั้นที่ทุกคนจะต้องมาเคารพเด็ดขาด”

เราต้องเปิดใจต้อนรับคนอื่น สำคัญสุดต้องเปิดใจต้อนรับคนบาป

เช้าวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม วันสุดท้ายของพระสันตะปาปาในการเยือนอเมริกาใต้ พิธีแรกของวันนี้คือมิสซาซึ่งจัดบริเวณสนามบินกองทัพอากาศปารากวัยและมีสัตบุรุษมาร่วมกว่า 1.5 ล้านคน นอกจากนี้ ความพิเศษของพระแท่นในพิธีคือทำมาจากข้าวโพดและมะพร้าวที่บรรดาชาวไร่ชาวสวนจากทั่วประเทศพร้อมใจถวายเพื่อมิสซานี้โดยเฉพาะ



สำหรับบทเทศน์ประจำพิธี พระสันตะปาปาตรัสสอนว่า “คริสตชนคือคนที่เรียนรู้ที่จะต้อนรับผู้อื่นอยู่เสมอ คริสตชนต้องเป็นคนที่พร้อมเปิดรับคนอื่นและแสดงออกถึงมิตรภาพที่ดี พระเยซูไม่เคยส่งบรรดาศิษย์ออกไปทำพันธกิจเพื่อให้พวกเขาเป็นผู้นำผู้ปกครอง เป็นเจ้าของที่ดิน เป็นผู้บัญชาการกองทัพ และผู้คุมกฏต่างๆ แต่พระองค์ทรงสั่งให้บรรดาศิษย์ออกไปเปลี่ยนจิตใจของผู้คน จากที่ปิดตายให้กลายเป็นมาเปิดต้อนรับคนอื่น 

“นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเวลาเราประกาศพระวรสารแล้วเราคิดกลยุทธ์หรือแท็กติกเพื่อไปแข่งกันหาเหตุผลเพื่อเอาชนะกัน มันถึงจบลงด้วยความล้มเหลวอยู่เสมอ เพราะพระเยซูไม่เคยสอนสิ่งนี้ พระองค์สอนแค่ว่า จงไปเปลี่ยนจิตใจของทุกคนจากที่ปิดตายให้กลายมาเป็นเปิดใจต้อนรับคนอื่นก็พอ

“พระศาสนจักรก็เช่นกัน เราเป็นแม่ เราต้องเปิดต้อนรับคนอื่นด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ พระศาสนจักรต้องเรียนรู้ที่จะพูดภาษาแห่งการต้อนรับด้วยมิตรไมตรีที่ดีงาม อาทิ ต้อนรับผู้ยากไร้ ผู้หิวโหย ผู้ถูกกดขี่ข่มเหง สำคัญสุด เราต้องต้อนรับคนบาปที่กลับใจ เพื่อให้พวกเขาได้กลับมารับพระเมตตาจากพระเจ้า”

เยาวชนต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ อย่าเมินเฉยคนทุกข์ร้อน

มาถึงพิธีสุดท้ายในการเยือนปารากวัย นั่นคือ การพบปะกับเยาวชนกว่า 250,000 คน พระสันตะปาปายังคงมาสไตล์เดิมของพระองค์ นั่นคือ การเทศน์สอนแบบสดๆ โดยไม่ใช้แบบร่างที่เตรียมมานั่นเอง

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “สิ่งแรกที่พ่ออยากสอนลูกทุกคนคือจงเป็นคนกตัญญูและดูแลพ่อแม่ยามที่ท่านชราภาพ อย่าปล่อยให้พ่อแม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะตอนที่เรายังเป็นเด็ก ท่านก็ไม่ทอดทิ้งเรา เราต้องตอบแทนพวกท่าน เราทุกคนจะได้รับการตัดสินตามที่พระเยซูสอนนั่นคือ ‘เมื่อเราหิว ท่านได้ให้อาหาร เมื่อเรากระหาย ท่านให้เราดื่มน้ำ เมื่อเราเจ็บป่วยท่านได้พยาบาล เราจะต้อนรับท่านในบ้านพระบิดาของเรา’ 

“พ่อไม่ต้องการเห็นเยาวชนที่ทำตัวเฉยชา ไม่สนใจความทุกข์ยากของคนอื่น นอกจากนี้ อย่าเป็นเยาวชนที่รู้สึกเหนื่อยล้าเร็วเกินไปและเบื่อชีวิตจนแสดงออกทางสีหน้า การเป็นเยาวชนเป็นวัยรุ่น มันต้องสดใสและเปี่ยมด้วยพลังที่จะก้าวไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่ออยากย้ำอีกอย่างคือการเป็นเยาวชน เราต้องรู้จักเสียสละและมีใจที่เป็นอิสระ อย่าเป็นทาสทางวัตถุนิยมเด็ดขาด” พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย



13 July 2015

ตามโป๊ปฟรังซิสไปอเมริกาใต้ ตอนป้ายสอง "โบลิเวีย"

หลังจากพระสันตะปาปาทรงเสร็จสิ้นการเยือนเอกวาดอร์และประทับเครื่องบินมุ่งหน้ามายัง “ลา ปาซ” เมืองหลวงของโบลิเวีย Pope Report ก็จะขอนำทุกท่านเจาะลึกการเยือนที่เกิดขึ้นในประเทศนี้แบบเจาะลึก เพราะอย่างที่ทราบดีว่า การเยือนโบลิเวีย มีประเด็นน่าสนใจที่ดังไปทั่วโลก นั่นคือ การที่ “อีโว โมราเลส” ประธานาธิบดีโบลิเวีย ได้ถวายไม้กางเขนรูปค้อนเคียว สัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ ให้กับพระสันตะปาปานั่นเอง



ก่อนจะลงเล่าเรื่องเชิงลึก ขออธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า หนึ่งในไฮไลท์ที่พระสันตะปาปามาเยือนโบลิเวียก็คือการมาภาวนา ณ จุดที่ “คุณพ่อหลุยส์ เอสปิน่อล” ถูกฆ่าตาย คุณพ่อท่านนี้เป็นพระสงฆ์เยสุอิตชาวสเปนที่มาทำงานแพร่ธรรมในโบลิเวีย ท่านมีพรสวรรค์หลายอย่าง อาทิ เป็นนักศิลป์ เป็นนักออกแบบ เป็นนักข่าว เป็นกวี เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ เป็นผู้อภิบาลที่คอยช่วยเหลือบรรดาคนงานเหมืองแร่ และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (สู้จนถูกรัฐบาลทหารในยุคนั้นมองว่าเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย)

คุณพ่อเอสปิน่า เป็นที่เคารพยกย่องในสังคมโบลิเวีย ท่านถูกลอบสังหารในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1980 สิ่งนี้สร้างความสะเทือนใจสุดๆ ให้กับชาวโบลิเวียเป็นอย่างมาก

ที่ต้องเล่าเรื่องของ “คุณพ่อหลุยส์ เอสปิน่า” ขึ้นมาก่อน เพราะอยากเล่าที่มาที่ไปให้ทุกท่านได้ทราบ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “ไม้กางเขนค้อนเคียว” ที่ “อีโว โมราเลส” ถวายให้พระสันตะปาปานั่นเอง

โป๊ปไม่ได้ตรัส “ไม่พอใจ” แต่ตรัสว่า “ไม่ทราบที่มาของไม้กางเขนนี้”

วันที่ 8 กรกฏาคม 2015 หลังจากมาถึงโบลิเวีย พระสันตะปาปาเสด็จไปยังทำเนียบประธานาธิบดีโบลิเวีย เพื่อร่วมพิธีต้อนรับจากฝ่ายรัฐบาล ช่วงท้ายของการต้อนรับ อีโว โมราเลส ได้ถวายไม้กางเขนรูปค้อนเคียวแด่พระสันตะปาปา จังหวะนี้เอง กล้องโทรทัศน์ได้จับไปที่ใบหน้าของพระสันตะปาปา พระองค์ทรงมีสีหน้านิ่งและขรึมขณะที่รับฟังคำอธิบายจากประธานาธิบดีโบลิเวียเกี่ยวกับเรื่องราวของไม้กางเขนนี้

จังหวะนี้ สื่อหลายสำนักได้อ่านปากพระสันตะปาปา เพื่อพยายามจับให้ได้ว่า พระองค์ตอบกลับไปว่าอะไร คำพูดที่ปรากฏในข่าวก็คือ “นี่ไม่ถูกต้อง” (ภาษาสเปน - NO ESTA BIEN ESO) ... เพียงแค่นี้ สำนักข่าวทุกแห่งก็รายงานกันอย่างคึกโครมและกลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วโลก หลายคนพยายามอธิบายและขยายความกันไปต่างๆ นาๆ จนประเด็นนี้เริ่มคุมไม่อยู่

อย่างไรก็ตาม วันต่อมา คุณพ่อเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ (เยสุอิต) ผู้อำนวยการศูนย์ข่าววาติกัน แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า “มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้ยินพระสันตะปาปาตรัสแบบชัดๆ เพราะพระองค์พูดเบามากและเสียงกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปก็รัวมากๆ

“พ่อมั่นใจว่า พระสันตะปาปาน่าจะพูดว่า ‘พ่อไม่ทราบ’ (ESO NO LO SABIA) มากกว่าจะพูดว่า ‘นี่ไม่ถูกต้อง’ (NO ESTA BIEN ESO) เพราะในจังหวะนั้น อีโว โมราเลส กำลังอธิบายว่า ไม้กางเขนรูปค้อนเคียวนี้ทำขึ้นโดยยึดจากการออกแบบของคุณพ่อหลุยส์ เอสปิน่า พ่อมั่นใจว่า พระสันตะปาปาไม่เคยทราบเรื่องการออกแบบไม้กางเขนรูปค้อนเคียวมาก่อน และพ่อก็มั่นใจว่า พระองค์ตรัสว่า ‘พ่อไม่ทราบ’ มากกว่าตรัสว่า ‘นี่ไม่ถูกต้อง’

“พ่อได้ถามบรรดาเพื่อนนักบวชเยสุอิตในโบลิเวีย หลายคนบอกว่า สาเหตุที่คุณพ่อหลุยส์ เอสปิน่า ออกแบบไม้กางเขนเป็นรูปค้อนเคียว เพราะท่านต้องการให้มีการเสวนากัน มีการพูดกันดีๆ ระหว่างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในตอนนั้นกับพระศาสนจักรคาทอลิก เพราะยุคนั้น รัฐบาลทหารกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างหนัก รวมถึงเบียดเบียนพระศาสนจักรคาทอลิกด้วย การที่คุณพ่อหลุยส์ เอสปิน่า ออกแบบไม้กางเขนแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านยึดมั่นในคอมมิวนิสต์ และท่านก็ไม่ได้ตีความหมายของมาร์กซิสต์ลงในความเชื่อด้วย”

อนึ่ง คุณพ่อลอมบาร์ดี้ ยังเปิดเผยด้วยว่า พระสันตะปาปาทรงถวายไม้กางเขนค้อนเคียวนี้ ไว้ที่แท่นแม่พระแห่งโกปากาบาน่า ภายในวัดน้อยของบ้านพักพระสังฆราชกิตติคุณในสังฆมณฑลซานตา ครูซ เดลลา เซียร์ร่า พระองค์ไม่ได้นำติดตัวไปแต่อย่างใด

ต้องแยกให้ออกระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวมกับส่วนตน

ย้อนกลับมาที่พิธีการแรกหลังจากเสด็จมาถึงโบลิเวีย พระสันตะปาปาเสด็จมาพบปะเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลและคณะผู้บริหารประเทศโบลิเวีย โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงขอร้องให้พระศาสนจักรคาทอลิกในโบลิเวีย คณะรัฐบาล ภาครัฐ ภาคประชาชน รวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในโบลิเวีย ร่วมมือกันทำงานเพื่อส่งเสริมความดีในสังคม

“หากปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี พวกเราอาจสับสันระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวมกับการกินดีอยู่ดีที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตน เฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราสนุกกับการกินดีอยู่ดี ถ้าเรากินอยู่อย่างหรูหรา เราก็มีแนวโน้มที่เราจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและปกป้องแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เราจะไม่ห่วงใยผู้อื่น แต่ผลประโยชน์ส่วนรวมคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ไม่ใช่สำหรับเราคนเดียว นี่คือการโอบกอดทุกคนไว้ด้วยกัน เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีการแบ่งปันค่านิยมร่วมกัน”

พระเยซูไม่จ้องกำจัดคนที่หมดประโยชน์ออกไปจากสังคม

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฏาคม 2015 พระสันตะปาปาทรงเริ่มพันธกิจแรกด้วยการถวายมิสซาเปิดงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติครั้งที่ 5 ในโบลิเวีย มิสซานี้ จัดที่ลานพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ เมืองตาริฮา นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมกว่า 36 กลุ่ม

ก่อนเริ่มมิสซา มีเรื่องน่าสนใจมาแบ่งปัน ห้องซาคริสตี (ห้องแต่งตัวพระสงฆ์) ในพิธีนี้ไม่มี เพราะจัดที่ลานขนาดใหญ่ พระสันตะปาปาจึงเข้าไปเปลี่ยนชุดกาซูลาภายในร้าน “เบอร์เกอร์ คิง” (วันดังกล่าว ร้านปิดให้บริการ เพื่อถวายร้านเป็นห้องซาคริสตี)





สำหรับบทเทศน์ พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า “พวกเราที่มาร่วมมิสซาก็เหมือนกับประชาชนที่มาฟังพระเยซูสอนในดินแดนที่อยู่ห่างไกล บ่อยครั้งพวกเราเหนื่อยกับการเดินทาง บ่อยครั้งพวกเราขาดพละกำลังที่จะมีความหวัง เมื่อคนเราขาดความหวัง เราจะตกลงไปในการประจญล่อลวงของความคิดวัตถุนิยมที่คิดว่าทุกอย่างมีราคา ทุกอย่างสามารถซื้อได้ ทุกอย่างต่อรองราคากันได้ นี่คือแนวคิดที่เลือกกำจัดคนที่หมดประโยชน์ออกไปจากสังคม

“แต่พระเยซูไม่ทำแบบนั้น พระเยซูไม่เคยยอมรับตรรกะที่จ้องกำจัดคนหมดประโยชน์ออกจากตัวเอง พระองค์ทรงห่วงใยทุกคน คอยหาอาหารให้พวกเขา ดังนั้น จึงไม่มีใครไปจากพระเยซูหรือถูกทอดทิ้งเวลาที่มาฟังพระองค์เทศน์สอน เราสามารถดูได้จากการทวีขนมปังเพื่อเลี้ยงประชาชนที่มาเฝ้าพระองค์ พระศาสนจักรก็เช่นกัน เรายังคงเดินอยู่บนถนนแห่งธรรมล้ำลึกนี้ เราร่วมกันแบ่งปันชีวิตของพระคริสตเจ้า แบ่งปันความหมายที่ว่า พวกเราต้องไม่กีดกันคนอื่นออกไปจากตัวเรา เราต้องรวมทุกคนเข้าไว้ด้วยกันและแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน”

สงฆ์และนักบวชอย่าปิดหูปิดตาต่อเสียงร้องของคนที่ขอความช่วยเหลือ

หลังถวายมิสซาเสร็จแล้ว ช่วงบ่าย พระสันตะปาปาเสด็จไปยังวิทยาลัย ดอน บอสโก เพื่อพบปะบรรดาพระสงฆ์และนักบวชชายหญิงในโบลิเวีย

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสสอนพวกเขาว่า “พ่อประทับใจพระวรสารตอนที่บาร์ทิเมอุส คนขอทานตาบอดที่นั่งอยู่ริมทางได้ร้องเรียกหาพระเยซู แต่บรรดาศิษย์กลับต่อว่าเขาให้เงียบเสียงลง แต่บาร์เทเมอุสก็ไม่หยุด ตะโกนเรียกพระเยซูดังขึ้นเรื่อยๆ จนพระองค์ได้ยินและเข้ามารักษาเขาให้หาย

“พระวรสารตอนนี้สอนเราให้รู้จักเห็นอกเห็นใจและเป็นทุกข์ไปกับผู้อื่น นี่คือตรรกะที่ศิษย์พระเยซูต้องมีติดตัวเพราะนี่คือสิ่งที่พระจิตทรงสอน เราต้องทำแบบพระเยซูที่ไม่ปิดหูปิดตาต่อเสียงกรีดร้องของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ พระสงฆ์และนักบวชคือประจักษ์พยานความรักของพระเจ้า เราคือประจักษ์พยานแห่งความเมตตาของพระเจ้าและเราต้องเป็นประจักษ์พยานถึงสิ่งเหล่านี้ในงานที่เราทำอยู่ในสังคม”

การสร้างความยุติธรรมคือบทบัญญัติของคริสตชน

พิธีการสุดท้ายของวันนี้ พระสันตะปาปาเสด็จไปพบปะกับผู้แทนของนักเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนยากไร้และคนที่ถูกทอดทิ้งให้เป็นส่วนเกินของสังคม

พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า “การทำงานเพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคมไม่ได้เป็นแค่ความใจบุญเท่านั้น แต่มันคือพันธะทางศีลธรรม สำหรับคริสตชน ความรับผิดชอบนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกเพราะนี่คือบทบัญญัติของพวกเรา มันคือการมอบสิทธิอันชอบธรรมให้กับผู้ยากไร้”

ปีศาจจ้องจะสร้างความแตกแยกและการแบ่งพรรคแบ่งพวก

วันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคม 2015 พันธกิจสุดท้ายในโบลิเวียคือการเสด็จไปเยี่ยม “ผู้ต้องขัง” ในเรือนจำซานตา ครูซ ปัลมาโซล่า ซึ่งถูกขนานนามว่า “เป็นหนึ่งในเรือนจำที่น่ากลัวและคุณภาพชีวิตแย่ที่สุดในอเมริกาใต้”




กระนั้น พระสันตะปาปาไม่เคยกลัว พระองค์เสด็จเข้าไปที่นั่นและพูดคุยกับนักโทษทุกคนว่า “พ่อไม่สามารถไปจากโบลิเวียได้ ถ้าหากพ่อยังไม่ได้มาที่นี่เพื่อพบ แบ่งปันความเชื่อและความหวังกับท่านทุกคน ขอบคุณที่ท่านให้การต้อนรับพ่ออย่างอบอุ่น

“พ่อขอให้ทุกคนอย่ากลัวที่จะช่วยเหลือกัน ปีศาจแสวงหาความเป็นศัตรู ความแตกแยก การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ดังนั้น เราต้องหลีกหนีจากสิ่งนี้ให้ได้” พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

12 July 2015

ตามโป๊ปฟรังซิสไปอเมริกาใต้ ตอนป้ายแรก "เอกวาดอร์"

การเสด็จอภิบาลคริสตชนทวีปอเมริกาใต้ (เอกวาดอร์ - โบลิเวีย - ปารากวัย) ของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ระหว่างวันที่ 5-13 กรกฏาคม 2015 มีเหตุการณ์หลายอย่างน่าสนใจชวนให้ติดตามเป็นอย่างมาก หากใครที่ใช้โซเชี่ยล มีเดีย เป็นประจำ คงจะเห็นข้อมูลที่ถูกนำเสนออย่างล้นทะลักก็ว่าได้ ส่วนสื่อในเมืองไทย ก็ให้ความสนใจตามข่าวของพระองค์ไม่แพ้กัน 



ส่วน Pope Report หลังจากประกาศปรับวิธีการนำเสนอข่าวแล้ว เราก็ยังติดตามพระสันตะปาปาอยู่เหมือนเดิม และนี่คือสิ่งที่เราจะมาสรุปให้ทุกท่านได้ติดตามกัน โดยจะเจาะลึกเป็นรายประเทศไปว่า พระสันตะปาปาทรงทำอะไรบ้าง

บทความวันนี้ เริ่มที่ "เอกวาดอร์" จุดหมายแรกของการเยือนก่อนเลย

เวลาครอบครัวมีปัญหา จงวอนขอพระเจ้าด้วยความมั่นใจ

วันจันทร์ที่ 6 กรกฏาคม 2015 พันธกิจแรกของพระสันตะปาปาคือการไปถวายมิสซาที่เมืองกวายากิล ประเทศเอกวาดอร์ (กีโต้เป็นเมืองหลวง แต่เมืองใหญ่สุดของเอกวาดอร์คือกวายากิล) สถิติจากรัฐบาลเอกวาดอร์ระบุว่า กวายากิลมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 3 ล้านคน สำหรับมิสซานี้ มีคนมาร่วม 1 ล้านคน เท่ากับ 1 ใน 3 ของประชากรเลยทีเดียว

พระวรสารประจำมิสซานี้ เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูและแม่พระไปร่วมงานแต่งงานที่เมืองคานา พระสันตะปาปาทรงเทศน์สอนด้วยการยก "แม่พระ" ว่าเป็นแบบอย่างของทุกครอบครัว "มีเหตุการณ์มากมายในทุกวันนี้ที่เป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เมืองคานา เราได้เห็นไวน์ (เหล้าอุง่น) ซึ่งเป็นครื่องหมายของความสุขและความบริบูรณ์ได้หมดลงไป มันมีครอบครัวมากมายหลายครอบครัวใช่ไหมที่สัมผัสได้ว่า ความสุขและความบริบูรณ์ได้หมดไปแล้วในครอบครัวของตน มีผู้หญิงกี่คนที่กำลังซึมเศร้าและถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว มีคนชรากี่คนที่ต้องถูกทอดทิ้งในขณะที่ลูกหลานกำลังจัดงานเฉลิมฉลองกัน แม่พระตอบสนองสิ่งเหล่านี้ด้วยการเข้าไปหาพระเยซูด้วยความมั่นใจและวอนขอให้พระเยซูช่วย นี่คือสิ่งที่ครอบครัวยุคนี้ควรดูไว้เป็นแบบอย่าง เมื่อมีปัญหา เราต้องเข้าไปหาพระเยซู สวดขอพระองค์ด้วยความมั่นใจ สวดด้วยความหวัง และวางทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ คำภาวนาจะนำเราให้หลุดพ้นจากความกังวลและความกลัว

"ครอบครัวคือเมืองหลวงของสังคม พ่ออยากขอร้องให้เราช่วยกันปกป้องสถาบันครอบครัว ครอบครัวคือพระศาสนจักรเล็กๆ ที่รำพึงถึงความอ่อนโยนและความเมตตาจากพระเจ้า แม้ว่าบางครั้ง ครอบครัวของเราจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราวาดฝันไว้ แต่ทุกๆ วัน ภายในครอบครัวของเรา อัศจรรย์จะเกิดขึ้นเสมอด้วยสิ่งที่เรามี"

ประกาศข่าวดีต้องทำด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ใช้คำพูดสวยๆ

วันอังคารที่ 7 กรกฏาคม 2015 พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นพันธกิจวันใหม่ด้วยการกลับมาที่กรุงกีโต้ เมืองหลวงของเอกวาดอร์ เพื่อถวายมิสซาที่มีสัตบุรุษมาร่วมกว่า 1.2 ล้านคน ความพิเศษของมิสซานี้คือ พระสันตะปาปาทรงสวมกาซูลาที่ถักทอจากชนพื้นเมืองของเอกวาดอร์ และไม้เท้าที่ใช้ก็ทำจากไม้ที่เมืองเบ็ธเลเฮม




สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาตรัสว่า "การประกาศข่าวดีไม่ได้ประกอบไปด้วยการใช้คำพูดสวยหรูหรือเต็มไปด้วยแนวคิดที่สลับซับซ้อน แต่การประกาศข่าวดีต้องเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีในพระวรสาร การประกาศข่าวดีไม่ใช่การบังคับคนอื่นให้เปลี่ยนศาสนา แต่การประกาศข่าวดีคือการทำตัวเองให้เป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้าให้กับคนที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์ การประกาศข่าวดียังหมายถึงการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียวกันนอกพระศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระศาสนจักรด้วย

"ความเป็นหนึ่งเดียวกันต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าหรือไม่ เพราะสิ่งนี้จะนำเราให้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่นด้วย การเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าไม่ได้หมายความว่า เราทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมด เรามีความแตกต่างกันได้ แต่เราต้องมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน พระเยซูทรงภาวนาขอพระบิดาเพื่อให้เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน และนี่แหละคือสิ่งที่พระศาสนจักรประกาศด้วยความชื่นชมยินดี"

พระเยซูไม่ทำตัวเป็นศาสตราจารย์ แต่ทรงใช้คำพูดให้สัมผัสใจคนฟัง

หลังถวายมิสซาแล้ว พระสันตะปาปาได้เสด็จไปพบกับบรรดาอาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในสันตะสำนัก

โอกาสนี้ พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาว่า "ขอให้เราดูแบบอย่างจากพระเยซู พระองค์ไม่เคยทำจ้องจะปฏิบัติตัวเป็นศาสตราจารย์ แต่พระองค์เลือกจะพูดให้ไปสัมผัสกับจิตใจของคนที่มาหาพระองค์ คนที่เป็นครูอาจารย์ อย่าวางตัวเป็นศาสตราจารย์จนหลงลืมการอบรมนักเรียนนักศึกษาให้เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบต่อปัญหาของโลกในยุคนี้ อาทิ การช่วยเหลือผู้ยากไร้และห่วงใยสิ่งแวดล้อม เพราะสาระที่แท้จริงของการประกาศข่าวดีคือการกระตุ้นให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมให้เปี่ยมด้วยความยุติธรรมและห่วงใยสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า

"พ่ออยู่ที่กรุงโรม ตอนฤดูหนาวจะมีคนไร้ที่อยู่อาศัยที่อยู่รอบๆ วาติกัน เสียชีวิตจากการหนาวตาย แต่หนังสือพิมพ์ไม่ลงข่าวพวกนี้เลย เพราะมันไม่ใช่ข่าวน่าสนใจ ข่าวน่าสนใจคือหุ้นตก! แค่หุ้นตก 2 จุดก็เป็นพาดหัวข่าวกันแล้ว ดังนั้น คำถามของพ่อที่อยากถามครูอาจารย์ก็คือ ในฐานะผู้ให้การศึกษา พวกท่านช่วยเหลือลูกศิษย์ในการเปิดใจและพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้กันหรือเปล่า ท่านทำเป็นเฉยๆ หรือว่ากระตุ้นให้ลูกศิษย์เกิดความห่วงใยต่อข่าวคนยากไร้บ้างไหม"

ความรักของพ่อแม่จะช่วยสอนลูกให้เอาชนะความเห็นแก่ตัว

พิธีการสุดท้ายของวันอังคารที่ 7 กรกฏาคม ก็คือ พระสันตะปาปาเสด็จมาพบปะและกล่าวกับบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลและผู้แทนประชาชนของเอกวาดอร์ พิธีนี้จัดในวัดนักบุญฟรานซิส กรุงกีโต้

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับทุกคน มีใจความว่า "ในครอบครัวของเรา เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีปัญหา ไม่ว่ามันจะหนักหนาแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะสร้างปัญหานี้ขึ้นมาด้วยตัวเองหรือไม่ แต่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวก็พร้อมจะเป็นทุกข์และช่วยเหลือเขาจากปัญหานี้ ปัญหาของเขาคือปัญหาของทุกคนในครอบครัว แต่กับสังคมของเราล่ะ เรามีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นหรือเปล่า ความสัมพันธ์ในสังคมและชีวิตนักการเมืองเป็นแบบนี้บ้างไหม หรือเราคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แผนงานของเราต้องเดินไปข้างหน้า โดยไม่ห่วงใยคนที่ประสบปัญหาทุกข์ยากในชีวิตเลย

"พ่อมีเรื่องอยากแบ่งปัน นี่คือสิ่งที่พ่อชอบถามเด็กๆ ในบัวโนสไอเรส (เมืองหลวงของอาร์เจนตินา) อยู่เป็นประจำ เวลาที่พ่อเห็นเด็กๆ มีลูกอมอยู่ 2 เม็ด พ่อจะถามว่า 'ถ้ามีเพื่อนมาขอกินด้วย ลูกจะให้เขาไหม' เด็กจะตอบพ่อแบบแตกต่างกันออกไป บางคนตอบว่า 'ให้เพื่อน 1 เม็ด แล้วเก็บไว้เอง 1 เม็ด' หรือบางคนตอบว่า 'ไม่ให้ ถ้ามีเพื่อมาขอ ก็จะซ่อนไว้ในกระเป๋า' เรื่องแบบนี้ ความรักของพ่อแม่จะช่วยลูกให้เอาชนะความเห็นแก่ตัวได้นะ เพราะลูกต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตร่วมกับคนอื่น เราต้องรู้จักแบ่งปันความสุขความทุกข์ร่วมกัน เราต้องรู้จักอดทน ในสังคมขนาดใหญ่ การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่พิเศษอะไร แต่มันคือสิ่งจำเป็นเหมือนกันในการสร้างความยุติธรรมในสังคมของเรา"

พระสงฆ์และนักบวชอย่าลืมตัว อย่าลืมความกตัญญู

วันพุธที่ 8 กรกฏาคม พันธกิจสุดท้ายของการเยือนเอกวาดอร์ก็คือพระสันตะปาปาเสด็จไปยังสักการะสถาน เอล กินเช่ เพื่อพบปะและให้โอวาทแก่บรรดาพระสงฆ์และนักบวชชายหญิงในเอกวาดอร์

พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขาแบบสดๆ จากใจโดยไม่ใช้แผ่นโอวาทที่เตรียมมา ใจความว่า "พระสงฆ์และนักบวชต้องอย่าหลงลืมพระหรรษทานแห่งความกตัญญู อย่าสูญเสียความทรงจำเด็ดขาดว่า เรามาจากไหน อย่าเหลิงและคิดว่าสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ทุกวันนี้คือการถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาให้สูงขึ้น พ่อขอพูดเรื่องนี้เป็นพิเศษกับคนที่เข้าบ้านเณรและอารามนักบวช และทำตัวแบบว่า ไม่อยากจะพูดภาษาท้องถิ่นของตนแล้ว นี่คือการหลงลืมที่พ่อขอเรียกว่า 'อัลไซเมอร์'

"ความกตัญญูรู้คุณคือพระหรรษทาน นี่คือการรับใช้ตามกระแสเรียกที่ได้รับ เมื่อพระสงฆ์คนหนึ่งคิดว่าการเป็นพระสงฆ์และได้รับการเลื่อนขั้นคือความก้าวหน้าทางอาชีพ เส้นทางชีวิตจิตของเขาก็จบลงแล้ว มันน่าเกลียดมากเมื่อคนๆ หนึ่งเริ่มจะหลงลืมความสำนึกต่อความกตัญญู

"พ่อขอร้องพวกท่านช่วยสวดให้พ่อด้วย เพราะหลายครั้ง ตัวพ่อเองก็หลงลืมความกตัญญูนี้ นายชุมพาบาลไม่ได้เดินนำหน้าฝูงแกะเท่านั้น แต่ยังต้องเดินอยู่ตรงกลางและเดินอยู่ข้างหลังฝูงแกะด้วย"

หลังจากนี้ พระสันตะปาปาได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งออกจากกรุงกีโต้ ประเทศเอกวาดอร์ มุ่งหน้าสู่กรุงลาปาซ เมืองหลวงของโบลิเวีย ต่อไป


03 July 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ผู้นำคริสตชนที่เปี่ยมด้วยพระจิต จะคอยห่วงใยคนในกลุ่มของตนเสมอ"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ผู้นำคริสตชนที่เปี่ยมด้วยพระจิต จะห่วงใยคนและจะนำจิตใจของคนในกลุ่มให้เจริญงอกงาม ตรงกันข้าม ผู้นำคริสตชนที่ไม่มีพระจิตประทับ เขาจะหยิ่งผยองและไม่ทำตัวเป็นผู้รับใช้ตามที่พระเยซูทรงสอน ทรงย้ำ ความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมดทุกอย่าง แต่มันคือการทำหน้าที่อันหลากหลายให้สอดคล้องเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน










เย็นวันศุกร์ที่ 3 กรกฏาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงต้อนรับกลุ่มพระจิตกว่า 90,000 คน ที่มาเข้าเฝ้า ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน งานนี้ "อันเดรอา โบเชลลี่" นักร้องเทเนอร์ระดับโลกมาร่วมร้องเพลงในงานด้วย เมื่อปีที่แล้วที่กลุ่มพระจิตมาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระองค์ทรงกล่าวขอโทษพวกเขาที่ในอดีต พระองค์เคยรู้สึก "ไม่ชอบและไม่สนับสนุน" กลุ่มดังกล่าว เพราะคิดว่าเป็นกลุ่มที่มีแต่การร้องรำทำเพลง แต่ไม่ค่อยทำงานจริงจัง แต่พอเวลาผ่านไป พระองค์ได้สัมผัสกับพวกเขาจริงๆ และความคิดของพระองค์ก็เปลี่ยนไปกลายมาเป็นการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ช่วงเริ่มต้นของพิธี พระสันตะปาปาทรงนำสวดบทภาวนาขอพระบิดา โปรดส่งพระจิตมาเป็นผู้ทรงนำทางให้คริสตชนทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นพระจิตนี้ที่นำความหลากหลายมาสู่พระศาสนจักร พระสันตะปาปายังวอนขอพระเยซูโปรดช่วยคริสตชนทุกคนเดินไปบนหนทางแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันและรู้จักให้อภัยคืนดีกันด้วย

สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสสอนทุกคน พระองค์ทรงเทศน์สอนแบบสดๆ จากใจว่า "ความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมดทุกอย่าง แต่มันคือการทำหน้าที่อันหลากหลายให้สอดคล้องเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน

"สำหรับคนที่เป็นผู้นำ มันมีการประจญล่อลวงท่านให้หยิ่งผยองและไม่ทำตัวเป็นผู้รับใช้ตามที่พระเยซูทรงสอน มันจะทำให้เรากลายเป็นคนคอยสั่งการอย่างเดียวและทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตน สิ่งนี้จะไม่ช่วยให้กลุ่มของเราได้รับการฟื้นฟูให้ดำเนินชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ผู้นำที่เปี่ยมด้วยพระจิต เขาจะนำทางกลุ่มเหมือนที่พระเยซูทรงกระทำ ผู้นำที่ดีต้องห่วงใยคนในกลุ่มและนำจิตใจของพวกเขาให้เจริญเติบโตยิ่งขึ้น

"มิติของกลุ่มพระจิตในวันนี้จัดว่าเป็นคริสตศาสนสัมพันธ์ที่เข้มแข็งมาก เราทุกคนมีบ่อเกิดเดียวกันในศีลล้างบาป ความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชนต้องเริ่มที่การสวดภาวนา ขอให้เราดูแบบอย่างของบรรดามรณสักขียุคนี้ เพราะเลือดของมรณสักขียุคนี้ทำให้เราได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์คาทอลิกหรือศิษยาภิบาลของลูเธอรันที่ถูกฆ่าตายในค่ายนาซี หรือจะเป็นคริสตชนค็อปติก 23 คนที่ถูกฆ่าตัดศีรษะหลายเดือนก่อนหน้านี้ รวมไปถึงครูคำสอนของแองกลิกันที่ถูกฆ่าตายในอูกันดา พวกเขาทั้งหมดคือมรณสักขีอย่างแท้จริง" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

ประมวลภาพ: พระสันตะปาปาพบกลุ่มพระจิต




30 June 2015

1 ก.ค. 2015 "Pope Report" ปรับวิธีการนำเสนอข่าวแบบใหม่

ผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2015 เป็นต้นไป Pope Report จะปรับวิธีการนำเสนอข่าวใหม่ จากสไตล์การทำงานเดิมที่เน้น "เกมบุก เล่นเร็ว กล้าลุย บู๊ทุกสถานการณ์ นอนดึกหรือนอนเช้าก็ไม่หวั่น ขอแค่ได้รายงานข่าวทุกวันที่เกี่ยวกับพระสันตะปาปาให้คนไทยได้ทราบ" สไตล์แบบนี้ กำลังจะกลายเป็นอดีตแล้วนะครับ




สาเหตุเพราะผมได้รับ "กระแสเรียกใหม่" นั่นคือ "กระแสเรียกของการเป็นพ่อ" (ตอนนี้ ภรรยาของผมตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว) ผมคิดว่า นี่คือกระแสเรียกล่าสุดที่พระเจ้าทรงมอบให้ตัวผมเอง และมันเป็น "กระแสเรียกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็ว่าได้"

ย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ช่วงที่ผมไปร่วมงานแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ ผมคิดถึงเรื่องการ "วางมือ" และหยุดงาน Pope Report เพื่อทุ่มเวลาให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ หลังจากครุ่นคิดผ่านทางการรำพึงภาวนาและอ่านสัญญาณแห่งกาลเวลาหลายๆ อย่าง อาทิ การไปสวดหน้าหลุมศพนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 และขอคำแนะนำบุคคลที่น่าเคารพหลายท่าน มันเหมือนกับมีเสียงในใจผมว่า "อย่าหยุดทำ แต่จงเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ"

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงปล่อยให้เวลาเดินไปเรื่อยๆ จากเดือนกุมภาพันธ์มาถึงเดือนมิถุนายน แต่สัญญาณที่ปรากฏหลายอย่างบอกผมว่า มันคงถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การทำ Pope Report เพราะเวลาที่ให้ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด ทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้ คำพูดของพระสันตะปาปา ฟรังซิส จะดังขึ้นในหัวผมเสมอว่า "คนเป็นพ่อแม่ ต้องอย่ากลัวเสียเวลาเล่นกับลูก" คำนี้ มันดังในหัวตลอดเวลา

ผมไม่กล้าพูดว่า การทำ Pope Report ใช้เวลาเยอะและดึงเวลาส่วนนี้ไป แต่เมื่อพิจารณาแล้วพิจารณาอีก การเปลี่ยนวิธีการทำงานจาก "นั่งทำทุกวันทุกคืน" มาเป็น "มาบ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะตอนมีข่าวสำคัญๆ" น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โดยส่วนตัว ยอมรับว่า เสียดายที่จะไม่ได้ทำงานแบบบุกแหลกอีกต่อไป เพราะนี่คือสไตล์การทำงานของผมจริงๆ ทั้งกับโลกของออฟฟิศและโลกของพระศาสนจักร การทำ Pope Report ก็มาจากความฝันและความกล้าลุยนี่แหละ

นอกจากนี้ ผมเสียดายเพราะในสมณสมัยของพระสันตะปาปา ฟรังซิส คือยุคที่ผมทำงานข่าวพระสันตะปาปาแล้ว "มีความสุขที่สุด" นี่คือยุคที่ "วัตถุดิบ" ที่จะใช้ปรุงอาหารของนักข่าวมีสมบูรณ์สุดก็ว่าได้ เราไม่ได้เห็นพระสันตะปาปาที่ลุยแหลกแบบนี้มานานมากแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ยุคของพระสันตะปาปา ฟรังซิส เราเห็น "ข่าวดี" มากกว่า "ข่าวร้าย" นักข่าวจึงรายงานแบบมีความสุขไปด้วย

สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตามเสมอมา ขอย้ำอีกครั้งว่า Pope Report ยังไม่วางมือนะครับ แต่ผมจะปรับวิธีการนำเสนอเท่านั้น คงไม่มีการลงรายละเอียดครบทุกข่าวเหมือนก่อน แต่อาจจะมาแบบสั้นๆ สรุปประเด็นให้อ่าน แล้วแปะลิ้งค์ไปให้อ่านต่อ แต่ถ้าข่าวสำคัญ ผมก็จะรายงานแบบเต็มๆ เช่นเดิมครับ


29 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "ถ้าอัครสังฆราชไม่ดำเนินชีวิตตามที่เทศน์สอน ชีวิตเขาจะไม่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้า"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน ถ้าพระอัครสังฆราชไม่ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตนเทศน์สอน ชีวิตของเขาจะไม่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเหมือนนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล พร้อมกันนี้ ทรงย้ำ พระอัครสังฆราชต้องเป็นบุรุษแห่งการภาวนาและสนองตอบต่อเสียงเรียกแห่งความเชื่อ





ช่วงสายวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล องค์อุปถัมภ์ของกรุงโรม พร้อมมอบ "ปัลลิอุม" ให้กับพระอัครสังฆราช 46 องค์ที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อรอบปีที่ผ่านมา มิสซานี้ พระสังฆราช จอห์น ซิซิอูลาส ผู้แทนพระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล ก็มาร่วมพิธีในในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกันด้วย

มิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันความกล้าหาญของอัครสาวกทั้งสองท่านซึ่งถูกเบียดเบียนข่มเหงอย่างหนักจากผู้คุมกฏในยุคนั้น พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า อัครสาวกทั้งสองเป็นเหมือนผู้ที่เชื่อในพระเจ้าในยุคนี้ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการเบียดเบียนอย่างโหดร้าย ป่าเถื่อน และยากจนเกินจะเข้าใจได้ในหลายภาคส่วนของโลก

พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิด 3 ประการให้กับบรรดาพระอัครสังฆราชใหม่ ใจความว่า "เรื่องแรก พวกท่านต้องเป็นบุรุษแห่งการภาวนาเหมือนอย่างกลุ่มคริสตชนยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นพระศาสนจักรแห่งการภาวนา ส่งเสริมกัน ดำรงอยู่ด้วยกัน และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันเสมอ การภาวนาคือการได้พบกับพระเจ้า ผู้ทรงไม่เคยปล่อยให้เราล้มลงหรือปล่อยให้เราอยู่อย่างเดียวดาย

"สอง พระอัครสังฆราชต้องสนองตอบต่อเสียงเรียกแห่งความเชื่อ ท่านต้องเชื่อแม้จะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากทุกอย่าง ต้องเชื่อว่า พระศาสนจักรยังคงมีชีวิตและบังเกิดผล

"สาม พระอัครสังฆราชต้องเป็นบุรุษแห่งประจักษ์พยาน ท่านต้องดำเนินชีวิตตามแบบคริสตชนหลายคนที่เป็นประจักษ์พยานตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร มันจะไม่มีการเป็นประจักษ์พยานใดๆ ถ้าปราศจากการดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่เทศน์สอน" พระสันตะปาปา ตรัสสอน

หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยพระสันตะปาปาทรงขอคำภาวนาจากทุกคน เพื่อการเสด็จเยือนทวีปอเมริกาใต้ 3 ประเทศ ได้แก่ "เอกวาดอร์ – โบลิเวีย – ปารากวัย" ระหว่างวันที่ 5-13 กรกฏาคม 2015 ด้วย

ประมวลภาพ: มิสซาสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล

Read More: Vatican Radio



28 June 2015

โป๊ปฟรังซิส: "คนสิ้นหวังที่วางใจในพระเยซู เขาจะกลับมาดำเนินชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง"

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน คนที่สิ้นหวัง ถ้าวางใจในความรักของพระเยซู เขาจะกลับมาดำเนินชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง พร้อมกันนี้ ทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในตูนิเซียและฝรั่งเศสด้วย



ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงรักษาสตรีที่มีอาการตกเลือดและปลุกหญิงสาวให้กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย

พระสันตะปาปาทรงเทศน์แบ่งปันว่า "ทั้งสองเหตุการณ์ในวันนี้ มีความเชื่อเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ในความเป็นจริงแล้ว พระวรสารทั้งหมดถูกเขียนขึ้นด้วยแสงแห่งความเชื่อ อาทิ พระเยซูทรงกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ทรงเอาชนะความตายผ่านทางพระสิริรุ่งโรจน์ พวกเราก็เช่นกัน เราต้องกลับเป็นขึ้นมาใหม่เหมือนกับพระองค์

"แต่ความเชื่อสำหรับคริสตชนยุคแรกเริ่ม บางครั้งมันทำให้เราต้องเสื่อมเสียและไม่ปลอดภัย แต่พระวรสารวันนี้ พระเยซูทรงเชิญเราให้ดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงในการเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซู พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือปีศาจและความตาย พระองค์ทรงต้องการนำเราไปยังบ้านของพระบิดา ณ ที่นี่น ชีวิตจะเป็นนิจนิรันดร์

"การเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซูคือบ่อเกิดของความหวังและการฟื้นฟูสิ่งต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ทุกคนที่รู้สึกสิ้นหวังหรืออ่อนแรงเกี่ยวกับความตาย ถ้าพวกเขาวางใจในพระเยซูและความรักของพระองค์ พวกเขาจะสามารถเริ่มดำเนินชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง คนที่เชื่อในพระคริสตเจ้า จะได้รับการตระหนักว่าเป็นผู้มีความเชื่อที่ล้ำค่า เพราะพวกเขาสนับสนุนชีวิตในทุกสถานการณ์ เพื่อที่ว่า ทุกคนในกลุ่มเรา เฉพาะอย่างยิ่งคนที่อ่อนแอที่สุด จะสามารถได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้าซึ่งช่วยเราให้เป็นอิสระและช่วยเราให้รอดพ้น" พระสันตะปาปา ตรัสในช่วงท้าย

หลังการเทศน์สอนจบลง พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาและแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับเหตุโจมตีหลายแห่งในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ตูนิเซียและฝรั่งเศส

Read More: Vatican Radio


 
Contact: editor@popereport.com