โป๊ปเลโอสอน การเมืองที่ดูแลบาดแผลของประชาชน ช่วยให้คนยังมีความหวังกับอนาคต
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน การเมืองที่ดูแลบาดแผลของประชาชน และดูแลคนที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ช่วยให้คนยังมีความหวังกับอนาคต
➡️ ทรงเตือน เศรษฐกิจที่เติบโตแบบไม่เป็นธรรมและไม่เคารพสิ่งสร้าง เป็นภัยต่อสันติภาพของโลก ถ้าจะแก้ปัญหานี้ มีแค่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่พอ ทุกคนต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย
➡️ ทรงชี้ การทำงานคือหัวใจของเศรษฐกิจ ทุกคนควรได้โอกาสใช้ความสามารถของตัวเองให้เต็มที่ และไม่ควรมีใครต้องตกงาน ถูกเอาเปรียบ หรือต้องทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิต
➡️ ทรงย้ำ คนที่ตัดสินใจเรื่องการลงทุนและเศรษฐกิจ ต้องดูแลให้ทุกคนมีสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะทรัพย์สมบัติในโลกนี้มีไว้สำหรับทุกคน
➡️ ตอนท้าย ทรงทักทายผู้มาเข้าเฝ้าหลากหลายประเทศ หนึ่งในนั้น พระองค์เอ่ยทักทายผู้มาเข้าเฝ้าจากประเทศไทยด้วย
![]() |
| Photo Credit: Vatican Media |
ช่วงสายวันพุธที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะคริสตชนและสอนคำสอนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงสอนคำสอนเรื่องธรรมนูญอภิบาล “ความชื่นชมยินดีและความหวัง” (Gaudium et Spes) จากสังคายนาวาติกัน ที่ 2 โดยเน้นเรื่องความเชื่อกับชีวิตด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. การพัฒนาเศรษฐกิจต้องรับใช้มนุษย์เสมอ
พระสันตะปาปาเริ่มคำสอนด้วยบทที่ 3 และบทที่ 4 ในภาคที่ 2 ของธรรมนูญ “ความชื่นชมยินดีและความหวัง” ซึ่งพูดถึงชีวิตด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “การใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคม เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้ ทั้งของธรรมชาติมนุษย์และของความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์ … บรรดาบิช็อปที่ร่วมสังคายนาเตือนไว้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และไม่เคารพสิ่งสร้าง เป็นภัยต่อสันติภาพของโลก … วันนี้เราเห็นเรื่องนี้ได้ชัดกว่าเดิม ถ้าจะแก้ปัญหานี้ มีแค่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่พอ แต่ต้องปฏิรูปหลายอย่างในด้านเศรษฐกิจและสังคม และทุกคนต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย”
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่า ธรรมนูญฉบับนี้สรุปมุมมองของคริสตชนเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจไว้ว่า ต้องรับใช้มนุษย์และอยู่ในการควบคุมของมนุษย์เสมอ พระองค์ยังย้ำว่า เสียงเรียกร้องให้ร่วมกันขจัดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคมและผู้ย้ายถิ่น ยิ่งสำคัญกว่าที่เคย
2. หัวใจของเศรษฐกิจคือการทำงาน
พระสันตะปาปากล่าวต่อถึงเรื่องการทำงานซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ พระองค์อธิบายว่างานช่วยให้คนเราเติบโตได้อย่างไร และบอกชัดว่าสภาพการทำงานแบบไหนที่ยอมรับไม่ได้
“หัวใจของเศรษฐกิจคือการทำงาน การทำงานช่วยให้คนเราเติบโตเป็นมนุษย์ ได้ดูแลครอบครัว ได้ใช้ความสามารถของตัวเอง ได้มีส่วนในชีวิตของสังคม และได้สร้างโลกที่ดีขึ้น ด้วยการร่วมมือกับงานสร้างสรรค์ของพระเจ้า งานต้องไม่กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้คน ทำร้ายประโยชน์ส่วนรวม หรือทำร้ายสิ่งสร้าง ความท้าทายจริงๆ คือการให้โอกาสทุกคนได้ใช้ความสามารถของตัวเองให้เต็มที่ การปล่อยให้คนตกงาน ถูกเอาเปรียบ หรือต้องทำงานในสภาพที่เสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิต เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” พระสันตะปาปาตรัส
“คนทำงานมีสิทธิและมีหน้าที่ที่จะร่วมตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับงานของตัวเอง รวมถึงผ่านสหภาพแรงงาน และแก้ความขัดแย้งด้วยการพูดคุยและวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย
3. ทรัพย์สมบัติในโลกนี้มีไว้สำหรับทุกคน
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพูดถึงเรื่องการเงินและการลงทุน พระองค์ยกหลักพื้นฐานข้อหนึ่งของคำสอนด้านสังคม แล้วยกข้อความจากธรรมนูญที่บอกว่า คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องเงินมีหน้าที่อะไรบ้าง
“สังคายนาย้ำถึงหลักพื้นฐานข้อหนึ่งของคำสอนด้านสังคม คือ ทรัพย์สมบัติในโลกนี้มีไว้สำหรับทุกคน แล้วนำหลักนี้มาใช้กับเรื่องการเงิน โดยบอกว่า ‘ใครก็ตามที่ตัดสินใจเรื่องการลงทุนและการวางแผนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานรัฐ … ต้องยอมรับว่าตัวเองมีหน้าที่สำคัญ ด้านหนึ่งคือดูแลให้มีสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งสำหรับแต่ละคนและสำหรับทั้งชุมชน อีกด้านหนึ่งคือมองไปถึงอนาคต และรักษาสมดุลให้ถูกต้อง ระหว่างความต้องการบริโภคในวันนี้ ทั้งของแต่ละคนและของส่วนรวม กับความจำเป็นที่ต้องลงทุนเพื่อคนรุ่นต่อไป’” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
4. การเมืองมีไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
พระสันตะปาปากล่าวต่อถึงส่วนที่ธรรมนูญพูดถึงการเมือง และอธิบายว่าอำนาจทางการเมืองมีไว้เพื่ออะไร
“การเมืองมีอยู่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือการทำให้สังคมเป็นที่ที่แต่ละคน ครอบครัว และกลุ่มต่างๆ ไปถึงความสมบูรณ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น การใช้อำนาจทางการเมืองจึงต้องมุ่งไปที่ประโยชน์ส่วนรวมเสมอ ต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละท้องถิ่นและแต่ละยุค แต่ต้องไม่ลืมความดีของมนุษยชาติทั้งหมด”
“ธรรมนูญฉบับนี้ย้ำว่า ‘ศาสนจักรและการเมืองต่างเป็นอิสระต่อกันในเรื่องของตัวเอง แต่ทั้งสองฝ่ายรับใช้คนกลุ่มเดียวกัน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในชีวิตด้านสังคม ยิ่งทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันได้ดีเท่าไร โดยคำนึงถึงสถานการณ์ของแต่ละยุคและแต่ละที่ ก็ยิ่งรับใช้เพื่อความดีของทุกคนได้ดีขึ้นเท่านั้น’” พระสันตะปาปาทรงสอน
5. การเมืองที่ดูแลบาดแผลของประชาชน ทำให้คนยังมีความหวังกับอนาคต
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงยกคำพูดเรื่องสงครามของพระสันตะปาปา ฟรานซิส จากสมณสาสน์ “พี่น้องทุกคน” (Fratelli Tutti)
“การเข้าไปมีส่วนในเศรษฐกิจและการเมืองตามหลักเหล่านี้ เป็นหนทางหนึ่งในการสร้างสันติภาพ อย่างที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยบอกไว้ว่า ‘สงครามคือความล้มเหลวของการเมืองและของมนุษยชาติ …’ ส่วนการเมืองที่ดูแลบาดแผลของประชาชน และดูแลคนที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้มนุษย์เรายังมีความหวังกับอนาคต” พระสันตะปาปาตรัส
“พ่อขอให้คนหนุ่มสาวทำตามแบบอย่างของคนที่เป็นพยานอย่างซื่อสัตย์ในเรื่องเหล่านี้ และขอย้ำอีกครั้งให้ชุมชนคริสตชนฟื้นการอบรมเรื่องคำสอนด้านสังคมของศาสนจักรขึ้นมาใหม่” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
หลังคำสอนจบลง พระสันตะปาปาทรงทักทายผู้มาเข้าเฝ้าจากชาติต่างๆ หนึ่งในนั้นพระองค์ทรงเอ่ยชื่อทักทายคนที่มาจากประเทศไทยด้วย
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20261104-udienza-generale.html
ติดตามต่อ: ข่าววาติกัน · ข่าวพระสันตะปาปา · ข่าวคาทอลิก · พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14
.png)
Comments
Post a Comment