โป๊ปเลโอสอน ความเชื่อต้องเข้าไปถึงชีวิตจริงของผู้คน และคริสตชนอย่ามองโลกเป็นศัตรู

 ➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความเชื่อต้องเข้าไปถึงชีวิตจริงของผู้คน และคริสตชนอย่ามองโลกเป็นศัตรู แต่จงใช้ชีวิตใกล้ชิดกับคนอื่น และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพวกเขาคิดและมองเรื่องต่างๆ อย่างไร


➡️ ทรงยกคำพูดของนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 มาเตือนสติ “ความเชื่อที่ไม่กลายเป็นวัฒนธรรม คือความเชื่อที่เรายังไม่ได้รับเข้ามาในใจอย่างเต็มที่ ยังไม่ได้คิดให้ลึกซึ้ง และยังไม่ได้ใช้ชีวิตตามอย่างซื่อสัตย์”


➡️ ทรงย้ำ ทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษา และผู้หญิงต้องได้มีส่วนร่วมในด้านวัฒนธรรมอย่างที่ควรจะเป็น



โป๊ปเลโอสอน ความเชื่อต้องเข้าไปถึงชีวิตจริงของผู้คน และคริสตชนอย่ามองโลกเป็นศัตรู
Photo Credit: Vatican Media




ช่วงสายวันพุธที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะคริสตชนและสอนคำสอนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงสอนคำสอนเรื่องธรรมนูญอภิบาล “ความชื่นชมยินดีและความหวัง” (Gaudium et Spes) จากสังคายนาวาติกัน ที่ 2 โดยเน้นเรื่องความเชื่อกับวัฒนธรรม รวมถึงการศึกษาสำหรับทุกคน ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. ศาสนจักรตั้งโรงเรียนควบคู่กับการประกาศข่าวดีมาตลอด


พระสันตะปาปาเริ่มด้วยการย้อนไปดูประวัติศาสตร์ ศาสนจักรประกาศข่าวดีมาตลอด และตั้งโรงเรียนขึ้นมาพร้อมกันด้วย เพื่อช่วยให้ผู้คนเติบโตทั้งด้านความรู้และจิตใจ


พระสันตะปาปาตรัสว่า “ศาสนจักรประกาศข่าวดีควบคู่ไปกับการตั้งโรงเรียนทุกรูปแบบ อย่างที่เรารู้กัน มหาวิทยาลัยในยุคกลางก็เกิดขึ้นจากหัวใจของศาสนจักร … เมื่อวัฒนธรรมก้าวหน้าขึ้น คนที่มีความเชื่อก็ต้องอธิบายความเชื่อของตัวเองให้ได้”


2. ความเชื่อต้อง “กลายเป็นวัฒนธรรม”


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่า เรื่องนี้มีรากฐานมาจากการที่พระเจ้ามาเป็นมนุษย์ในพระเยซู พระองค์ยังยกคำพูดที่นักบุญจอห์น พอล ที่ 2 ชอบพูดอยู่เสมอ มาย้ำว่าความเชื่อต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตจริงของผู้คน


พระสันตะปาปาตรัสว่า “เมื่อพระบุตรของพระเจ้ามาเป็นมนุษย์และอยู่ท่ามกลางเรา ความเชื่อก็ต้อง ‘กลายเป็นวัฒนธรรม’ ด้วย คือต้องเข้าไปถึงผู้คนในชีวิตที่เขาอยู่จริง ทั้งภาษา ประเพณี ความหมายทางศาสนา ศิลปะ บทกวี ความคิด และวิทยาศาสตร์ อย่างที่นักบุญจอห์น พอล ที่ 2 ชอบพูดอยู่เสมอว่า ‘ความเชื่อที่ไม่กลายเป็นวัฒนธรรม คือความเชื่อที่เรายังไม่ได้รับเข้ามาในใจอย่างเต็มที่ ยังไม่ได้คิดให้ลึกซึ้ง และยังไม่ได้ใช้ชีวิตตามอย่างซื่อสัตย์’”


3. ความเชื่ออยู่ได้ในทุกวัฒนธรรม


พระสันตะปาปายังทรงกล่าวถึงสิ่งที่สังคายนาสอนไว้ว่า ความเชื่อไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมไหนเป็นพิเศษ ศาสนจักรเองก็ไม่ได้ผูกติดกับเชื้อชาติ ชาติ หรือวิถีชีวิตแบบใดแบบหนึ่ง


พระสันตะปาปาตรัสว่า “ความเชื่อเข้าไปอยู่ในทุกวัฒนธรรมได้ เพราะความเชื่อไม่ได้ผูกตัวเองไว้กับวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง ความเชื่ออยู่ในวัฒนธรรมเหล่านั้น และค่อยๆ หล่อหลอมวัฒนธรรมจากข้างในให้เป็นไปตามแบบของพระเยซูคริสต์ คือด้วยความรักเมตตา การรับใช้ และการยอมรับพระเจ้าเป็นบิดาแบบที่ลูกยอมรับพ่อ ศาสนจักรจึงนำทุกสิ่งที่ดี งาม และจริงจากวัฒนธรรมต่างๆ มาใช้ เพื่อให้สารของพระวรสารลงมาอยู่ในชีวิตจริงและส่งต่อไปได้”


4. ทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษา


เมื่อกล่าวถึงการศึกษา พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่า ศาสนจักรส่งเสริมวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีในตัวเอง สังคายนาจึงขอให้นานาชาติช่วยกันแก้ปัญหาคนไม่รู้หนังสือ และให้คนที่มีความสามารถได้เรียนต่อในระดับสูงจริงๆ


พระสันตะปาปาทรงยกคำสอนของสังคายนามาย้ำว่า “ต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงวัฒนธรรมขั้นพื้นฐานได้ … และทุกคนต้องยอมรับและสนับสนุนให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในชีวิตด้านวัฒนธรรม อย่างที่ควรและจำเป็น”


5. อย่าใช้ชีวิตตามความเชื่อแบบเป็นศัตรูกับโลก


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงขอให้คริสตชนเรียนรู้เรื่องความเชื่อไปพร้อมกับความรู้ด้านอื่นๆ โดยเริ่มจากในตัวเองก่อน และขอให้คนที่สอนเทววิทยาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์อื่นด้วย จากนั้นพระองค์จึงพูดถึงท่าทีที่คริสตชนควรมีต่อโลก


พระสันตะปาปาตรัสว่า “อย่าใช้ชีวิตตามความเชื่อแบบต่อต้านหรือเป็นศัตรูกับโลก แต่จงใช้ชีวิตใกล้ชิดกับผู้คนในยุคของเรา และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพวกเขาคิดและมองเรื่องต่างๆ อย่างไร”


“การที่ความเชื่อกับวัฒนธรรมไปด้วยกันได้ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรายืนหยัดเป็นคริสตชนต่อไป เป็นพยานถึงความเชื่อต่อหน้าโลก และถ่ายทอดความเชื่อให้คนอื่นได้อย่างน่าเชื่อถือ” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20261028-udienza-generale.html 


Comments