โป๊ปเลโอขอบิช็อปคาทอลิกทั่วโลก จัดวันภาวนาและอดอาหารเพื่อกระแสเรียก ตามแบบอย่างคริสตชนอุรุกวัย

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเชิญบิช็อปคาทอลิกทั่วโลก ให้จัดวันภาวนาและอดอาหารในเขตศาสนปกครองของตน เพื่อให้มีกระแสเรียกสู่การเป็นสงฆ์คาทอลิกและชีวิตผู้ถวายตัวเพื่อพระเจ้าเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามแบบอย่างคริสตชนในอุรุกวัย


➡️ ทรงเล่าที่มา ย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2024 สามเณราลัยในอุรุกวัยไม่มีผู้สมัครใหม่เพื่อเตรียมบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกเลย คริสตชนจำนวนมากจึงมารวมตัวกันภาวนาและอดอาหาร จนวันนี้มีคนหนุ่มสาวหลายคนเริ่มเข้าสามเณราลัยและชีวิตผู้ถวายตัวเป็นนักบวชแล้ว


➡️ ทรงเตือนสติ บิช็อป สงฆ์คาทอลิก และนักบวช หัวใจมนุษย์จะเป็นเหมือนสิ่งที่ตัวเองรักและวางใจ เหมือนที่พระเยซูสอนว่า “สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย” ดังนั้น คนที่มอบชีวิตให้พระเจ้าจึงต้องถามตัวเองว่าหัวใจของเราอยู่ที่ไหน


➡️ ทรงยกตัวอย่าง บางครั้งหัวใจของบิช็อป สงฆ์คาทอลิก และนักบวช อาจไปยึดติดกับงานที่คิดว่าเป็นของตัวเอง กับคำชม หรือกับความสบายใจที่ได้มีทุกอย่างอยู่ในการควบคุม แล้วเริ่มมองคนอื่นผ่านเรื่องเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว


➡️ ทรงยกย่อง มือของสงฆ์คาทอลิกและนักบวชที่ช่วยคนป่วยและทำงานหนักมาทั้งชีวิต คือมือที่แก่ไปเพราะทำความดี ซึ่งช่างงดงามเหลือเกิน

โป๊ปเลโอขอบิช็อปคาทอลิกทั่วโลก จัดวันภาวนาและอดอาหารเพื่อกระแสเรียก ตามแบบอย่างคริสตชนอุรุกวัย
Photo Credit: Vatican Media


ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในการทำวัตรเย็นร่วมกับบิช็อป สงฆ์คาทอลิก สังฆานุกร นักบวชชายหญิง และผู้เข้ารับการอบรมเตรียมบวชเป็นสงฆ์คาทอลิก ณ อาสนวิหารแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลและนักบุญฟิลิปและเจค็อบ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย งานนี้เป็นหนึ่งในกำหนดการแรกๆ ของการเดินทางเยือนลาตินอเมริกา 12 วันของพระองค์


สำหรับบทเทศน์ในวันนี้ พระสันตะปาปาทรงชวนสงฆ์คาทอลิกและนักบวชถามตัวเองว่าหัวใจของเราอยู่ที่ไหน พร้อมทรงเล่าเรื่องคริสตชนอุรุกวัยที่ภาวนาและอดอาหารจนมีกระแสเรียกใหม่ และขอให้บิช็อปทั่วโลกทำแบบเดียวกัน ซึ่ง Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้


1. หัวใจของเราค่อยๆ กลายเป็นเหมือนสิ่งที่เรารัก


พระสันตะปาปาเริ่มบทเทศน์ด้วยการพูดถึงอ่างศีลล้างบาปในอาสนวิหารแห่งนี้ ที่โฮเซ่ เฮร์บาซิโอ อาร์ติกัส วีรบุรุษของชาติอุรุกวัย เคยรับศีลล้างบาป จากนั้นพระองค์หยิบบทสดุดีที่เพิ่งขับร้องไปมาอธิบาย บทสดุดีนี้พูดถึงรูปเคารพที่คนทำขึ้นจากทองคำและเงิน และเตือนว่าคนที่สร้างและวางใจในรูปเคารพ จะกลายเป็นเหมือนมัน


พระสันตะปาปาตรัสว่า “คนที่สร้างรูปเคารพเหล่านั้น สุดท้ายก็กลายเป็นเหมือนมัน หัวใจมนุษย์เป็นแบบนี้ ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเหมือนสิ่งที่ตัวเองรัก และสิ่งที่ตัวเองวางใจ เพราะเหตุนี้พระเยซูจึงบอกเราว่า ‘สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย’”


“เราที่มอบชีวิตไว้กับพระเจ้า ต้องถามตัวเองว่าหัวใจของเราอยู่ที่ไหน บางครั้งหัวใจอาจไปยึดติดกับงานที่เราคิดว่าเป็นของเราเอง กับคำชมที่เราได้รับ หรือกับความสบายใจที่ได้มีทุกอย่างอยู่ในการควบคุม แล้วเราก็เริ่มมองคนอื่นผ่านเรื่องเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ความซื่อสัตย์ต่อกระแสเรียกของเรา เรียกให้เรากลับไปหาพระเยซูคริสต์ครั้งแล้วครั้งเล่า ให้พระองค์เป็นสมบัติของเรา เป็นผู้ที่เราอยากจะเหมือน” พระสันตะปาปาทรงย้ำ


2. พระเจ้าเห็นความทุกข์ และได้ยินเสียงร้องของเรา


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงยกบทสดุดีอีกตอน ที่บอกว่ารูปเคารพมีปากแต่พูดไม่ได้ มีตาแต่มองไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยิน แม้จะทำจากทองคำและเงิน แต่ก็ไม่มีชีวิต พระองค์เปรียบกับพระเจ้าที่เราวางใจ ซึ่งเผยพระองค์แก่โมเสสว่าเห็นความทุกข์และได้ยินเสียงร้องของประชากร และเมื่อมาเป็นมนุษย์ในพระเยซู ก็ใช้ตา หู และมือแบบเดียวกับเรา เพื่ออยู่ใกล้ผู้คน


“พระเจ้าที่เราวางใจช่างแตกต่างจากรูปเคารพเหล่านั้น พระองค์เห็นความทุกข์ของประชากรของพระองค์ และได้ยินเสียงร้องของพวกเขา … พระเยซูเงยหน้ามองศักเคียสที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้ ฟังชายตาบอดแม้หลายคนอยากให้เขาเงียบ ยื่นมือไปแตะคนโรคเรื้อน … และจากไม้กางเขน พระองค์ขอให้ยกโทษแก่คนที่ประหารพระองค์ พระเจ้าของเราเป็นแบบนี้ ผ่านชีวิตของพระเยซู เราได้รู้ว่าพระเจ้ามองเราอย่างไร และรักเรามากแค่ไหน” พระสันตะปาปาตรัสสอน


3. มือที่แก่ไปเพราะทำความดีช่างงดงามเหลือเกิน


หลังพูดถึงพระเยซูที่ใช้ตา หู และมือเพื่ออยู่ใกล้ผู้คน พระสันตะปาปาก็หันมาพูดกับสงฆ์คาทอลิกและนักบวชในอาสนวิหารโดยตรง พระองค์บอกว่าพระคริสต์ก็ใช้ตา หู และมือของพวกเขาเช่นกัน เพื่อนำความรักของพระองค์ไปถึงผู้คน ทั้งในห้องฟังแก้บาป ข้างเตียงคนป่วย และในงานของคณะนักบวช


“พี่น้องที่รัก … หูของพวกท่านได้ฟังคำสารภาพบาปที่พูดออกมาได้ยาก มีกี่คนแล้วที่เดินเข้าห้องฟังแก้บาปด้วยความกลัว แล้วเดินออกมาอย่างมีความสุข มือของพวกท่านยกพระกายของพระคริสต์ขึ้นมาหลายครั้ง ช่วยเหลือคนป่วย ทำอาหาร และพยุงคนที่เดินไม่ไหวแล้ว … บางมือมีร่องรอยของอายุและการทำงานหนัก มือที่แก่ไปเพราะทำความดีช่างงดงามเหลือเกิน … เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี สายตาก็อาจเมตตามากขึ้น มือก็อาจพร้อมรับใช้มากขึ้น และคำพูดก็อาจปลอบใจคนอื่นได้มากขึ้น” พระสันตะปาปาทรงย้ำ


4. เคล็ดลับของการประกาศพระวรสาร คือการเป็นเหมือนผู้ที่เราประกาศ


ใต้อาสนวิหารแห่งนี้เป็นที่ฝังร่างของบุญราศีฮาซินโต้ เบร่า พระสันตะปาปาเล่าว่า ตลอดชีวิต ท่านบุญราศีเดินทางไปตามถนนทั่วอุรุกวัยเพื่อนำพระวรสารไปให้ผู้คน อวยพรและช่วยเหลือคนยากจน ฟังแก้บาปนับไม่ถ้วน และคอยสังเกตว่าใครต้องการความช่วยเหลือ ซิสเตอร์คนหนึ่งที่รู้จักท่านมาหลายปี เล่าถึงวิธีพูดที่เรียบง่ายและท่าเดินของท่านไว้ว่า “แค่มองท่าน ก็รู้สึกเหมือนท่านกำลังภาวนาอยู่ตลอดเวลา”


พระสันตะปาปาจึงตรัสแบ่งปันว่า “ความสัมพันธ์ที่ท่านมีกับพระเจ้า ได้หล่อหลอมใบหน้า ท่าทาง และวิธีที่ท่านอยู่กับคนอื่น คนที่เข้ามาใกล้ท่าน ได้สัมผัสความดีของพระคริสต์ ก่อนจะได้ยินคำเทศน์ของท่านเสียอีก … เคล็ดลับข้อหนึ่งของการประกาศพระวรสาร คือการเป็นเหมือนผู้ที่เราประกาศ ในแผ่นดินนี้ ที่หลายคนแทบไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ และคนหนุ่มสาวจำนวนมากเติบโตมาห่างไกลจากศาสนจักร การเป็นพยานแบบนี้ยิ่งมีพลังเป็นพิเศษ ขอให้วิธีที่เรามองคนอื่น วิธีที่เราฟัง หรือวิธีที่เรายื่นมือไปหาคนที่ทุกข์ยาก ทำให้พวกเขาอยากถามว่าความรักนั้นมาจากไหน” 


5. ขอให้บิช็อปคาทอลิกทั่วโลกจัดวันภาวนาและอดอาหารเพื่อกระแสเรียก


พระสันตะปาปาทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอุรุกวัยใน ค.ศ. 2024 สามเณราลัยที่รับผู้สมัครจากหลายเขตศาสนปกครองไม่มีผู้สมัครใหม่เลย คริสตชนจำนวนมากจึงเริ่มมารวมตัวกันในวันภาวนาและอดอาหาร ขอพระเจ้าให้ส่งคนงานมาในงานเก็บเกี่ยวของพระองค์ และทำต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้


“วันนี้เราขอบพระคุณพระเจ้า เพราะคนหนุ่มสาวหลายคนที่นั่งอยู่ท่ามกลางเรา ได้เริ่มต้นเส้นทางในสามเณราลัยและในชีวิตผู้ถวายตัวแล้ว ช่างน่ายินดีที่รู้ว่า ยังมีคนตอบรับความรักของพระคริสต์อย่างใจกว้างอยู่เรื่อยๆ พ่อขอขอบคุณจากใจทุกคนที่สนับสนุนเรื่องนี้ และขอให้กำลังใจให้ทำต่อไป ขอให้เห็นผลเหล่านี้เป็นหลักฐานว่า พระเจ้าได้ยินคำภาวนาของประชากรของพระองค์”


“พ่อหวังว่าประสบการณ์นี้ในอุรุกวัยจะดังไปทั่วศาสนจักร จากอาสนวิหารแห่งนี้ในกรุงมอนเตวิเดโอ พ่อขอเชิญพี่น้องบิช็อปคาทอลิกทั่วโลก ให้ส่งเสริมวันภาวนาและอดอาหารในเขตศาสนปกครองของตน เพื่อให้มีกระแสเรียกสู่การเป็นสงฆ์คาทอลิกและชีวิตผู้ถวายตัวมากขึ้น ขอให้วัด ครอบครัว และหมู่คณะนักบวช ร่วมกันภาวนานี้ ขอให้แบบอย่างของแผ่นดินนี้เป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายแห่งภาวนาด้วยความวางใจแบบเดียวกัน” พระสันตะปาปาทรงเรียกร้อง


6. จงกลับไปหาสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่เสมอ


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงฝากถึงคนสองกลุ่ม คือคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้น กับคนที่ทำงานรับใช้มาหลายปีแล้ว


“ผู้เข้ารับการอบรมเตรียมบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกและลูกๆที่เพิ่งสมัครเข้าคณะนักบวช จงมองดูผู้ที่เดินบนเส้นทางของการมอบตัวเองมาก่อน มองดูมือที่สึกกร่อน ความรักที่พากเพียร และวิธีที่พวกเขาสัมพันธ์กับพระเยซู จงเรียนรู้ความใกล้ชิดกับพระเจ้าจากพวกเขา ส่วนพวกท่านที่ทำงานรับใช้หรืออยู่ในชีวิตผู้ถวายตัวมาหลายปีแล้ว พ่อขอให้กลับไปหาสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่เสมอ จงรักษาความเงียบของการภาวนา การฟังพระวาจา และการพบพระคริสต์ในศีลมหาสนิท ในความใกล้ชิดนั้น ความรักที่ทำให้พวกท่านมอบชีวิตให้พระองค์จะกลับมาสดใหม่ และหัวใจของพวกท่านก็จะค่อยๆ เหมือนหัวใจของพระองค์” พระสันตะปาปาตรัสในช่วงท้าย


7. ทักทายเยาวชน “ท่านสมณทูตบอกว่าอยากนอนแล้ว แต่ร้องเพลงกันไปได้นานเท่าที่อยากร้องเลย”


ช่วงค่ำวันเดียวกัน บรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากมารวมตัวกันร้องเพลงต้อนรับพระสันตะปาปาที่หน้าสถานทูตวาติกันในกรุงมอนเตวิเดโอ พระองค์ออกมาทักทายพวกเขาแบบสดๆด้วย


“คนหนุ่มสาวอยู่ไหน คนหนุ่มสาวของโป๊ปอยู่ไหน ตะโกนให้ดังกว่านี้อีก … ขอบคุณมากที่ต้อนรับพ่ออย่างอบอุ่น พ่อเห็นแล้วว่าอุรุกวัยเป็นประเทศของคนหนุ่มสาวที่มีความเชื่อ … ท่านสมณทูตบอกว่าอยากนอนแล้ว แต่ร้องเพลงกันไปได้นานเท่าที่อยากร้องเลย เอ่อ… อาจจะไม่นานขนาดนั้นดีกว่า เพราะเพื่อนบ้านก็อยากนอนเหมือนกัน แต่ขอบคุณมากๆ ขอบคุณที่กระตือรือร้นกันขนาดนี้ ขอบคุณที่มาอยู่ที่นี่” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้ายท่ามกลางเสียงปรบมือของทุกคน


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20261106-uruguay-vespri.html 


Comments