Notes to myself: ทุกอย่างเมื่อเริ่มก็ต้องมีจุดจบ และมันต้องจบที่ตัวเรา

Photo: Pope Report
1. หลายเดือนที่ผ่านมา ผมทุ่มเวลาให้ครอบครัวและงานบริษัทเป็นหลัก จนไม่มีเวลามาเขียนเรื่องทั่วไปที่เกิดกับชีวิตจนเป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆ เพื่อแบ่งปันทุกท่าน บางทีรายงานแต่ข่าวพระสันตะปาปาอย่างเดียว จนรู้สึกตัวเองเป็นเหมือนหุ่นยนต์หรือ AI ยังไงยังงั้น (แต่มั่นใจได้ว่า บทความนี้ ผมเขียนเอง ไม่ใช่ AI เขียน)
2. วันนี้ผมได้ข้อคิดบางอย่างจากการไปร่วมมิสซาวันเสาร์เย็นแทนวันอาทิตย์ ที่วัดบ้านเซเวียร์ของคณะเยสุอิต
พระวรสารวันนี้เป็นตอนที่เปโตรถามพระเยซูว่า “ถ้าพี่น้องของเราทำผิด เราต้องให้อภัยเขากี่ครั้ง” และพระเยซูตอบว่า “เราไม่ได้บอกให้ท่านยกโทษเจ็ดครั้ง แต่ต้องยกโทษเจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง”
พูดง่ายๆ คือ พระเยซูไม่ได้กำลังให้เรานั่งนับว่าให้อภัยไปกี่ครั้งแล้ว แต่กำลังบอกว่า การให้อภัยต้องไม่มีเส้นแบ่งว่า “พอแล้ว ครั้งนี้ไม่ไหวแล้ว”
3. คุณพ่อผู้ถวายมิสซาวันนี้ เทศน์สั้นๆ แต่โดนใจมากๆ นั่นคือ เวลาเราโกรธ โมโห หรือแค้นใคร ทางออกไม่ได้อยู่ที่การไปสวดสายประคำเพิ่ม หรือนั่งสมาธิแล้วหวังว่าความโกรธจะหายไปเอง
สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเรา เพราะทุกอย่างที่มีจุดเริ่มต้น ก็ต้องมีจุดจบ และความโกรธ ความแค้น หรือความอยากเอาคืน มันก็ต้องมาจบที่ตัวเรานี่แหละ
4. อีกประโยคที่โดนใจคือ เวลาเราโกรธใคร แล้วนั่งคิดซ้ำๆ ว่า “ต้องเอาคืน ต้องแก้แค้น ต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนที่เรารู้สึก”
คนที่ทุกข์ที่สุดจริงๆ ไม่ใช่เขา แต่คือตัวเรา คนที่เราโกรธอาจกำลังกินอิ่มนอนหลับหรือใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่ได้รู้สึกถึงความอัดอั้นที่กำลังเกิดขึ้นในใจเราเลยด้วยซ้ำ
แต่เราต่างหากที่ต้องแบกมันไว้ทั้งวัน ยิ่งคิด ยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธ ยิ่งทุกข์ ยิ่งอยากเอาคืน เราก็ยิ่งผูกตัวเองไว้กับคนคนนั้นมากขึ้น
5. เพราะฉะนั้น ทางออกของความโกรธและความแค้นคือ “การให้อภัย”
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือ เราอาจไม่มีวันเข้าใจคุณค่าของการให้อภัยอย่างแท้จริง ถ้าเราไม่เคยเป็นฝ่ายที่ได้รับการให้อภัยมาก่อน ถ้าเราไม่เคยทำผิด ไม่เคยทำให้ใครเสียใจ และไม่เคยมีใครมองความผิดของเราแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร เรายกโทษให้”
เราก็อาจไม่เข้าใจว่า การได้รับโอกาสอีกครั้งมันมีค่ามากแค่ไหน และบางที คนที่รู้ว่าตัวเองเคยได้รับการให้อภัยมากแค่ไหน ก็น่าจะเป็นคนที่ให้อภัยคนอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย
6. ระหว่างนั่งฟังบทเทศน์ ผมนึกถึงเรื่อง Dark Night of the Soul หรือช่วงเวลามืดมนในชีวิตของพระสันตะปาปา ฟรานซิส (ผมแปะ link นี้ให้ใน comment นะครับ)
ครั้งหนึ่งพระองค์เคยเผชิญช่วงเวลาที่ถูกลดบทบาทหน้าที่ ต้องถอยออกจากงานที่เคยทำ และผ่านช่วงเวลายาวนานที่เต็มไปด้วยความเงียบและการทบทวนตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เส้นทางชีวิตของพระองค์กลับเปิดไปสู่งานรับใช้ที่ใหญ่ขึ้น จนในที่สุดก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำศาสนจักร
เรื่องนี้ทำให้ผมเชื่อว่า บางครั้งรางวัลของพระเจ้าไม่ได้มาช้า แต่มันมาในเวลาที่ “ใช่”
อีกคนหนึ่งที่ผมชอบกลับไปไตร่ตรองชีวิตของเขาบ่อยๆ คือ “โย๊บ” (Job) โย๊บสูญเสียแทบทุกอย่าง ทั้งที่ในสายตาของมนุษย์มันไม่แฟร์เลย เขามีทั้งความเจ็บปวด คำถาม และการตัดพ้อต่อพระเจ้า แต่สิ่งสำคัญคือ เขาไม่หันหลังให้พระเจ้า สุดท้าย สิ่งที่สูญเสียไปได้รับการฟื้นคืน และพระเจ้าประทานให้เขามากกว่าเดิมเสียอีก
7. ผมว่าบทเทศน์วันนี้โคตรดี เพราะมันสั้น กระชับ และเอาไปใช้กับชีวิตจริงได้เลย
สุดท้ายทุกอย่างกลับมาที่ตัวเรา ความโกรธจบได้ที่เรา ความเกลียดจบได้ที่เรา ความแค้นจบได้ที่เรา และวงจรของการเอาคืนก็จบได้ที่เราเหมือนกัน
ผมนึกถึงสิ่งที่ พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยสอนอยู่บ่อยๆ ว่า เวลาเราเจอคนที่เราไม่ชอบ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ไปสวดขอพระให้เขาได้รับผลตอบแทน หรือภาวนาแบบแช่งเขาในใจ แต่คือภาวนาให้หัวใจของเราเองมีสันติ เพราะเมื่อใจเราสงบ เราถึงจะเริ่มมองอีกฝ่ายได้โดยไม่ถูกความโกรธลากไป
และเมื่อถึงจุดนั้น การให้อภัยก็อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาทำไม่หนัก ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เจ็บ แต่เพราะเราเลือกแล้วว่า จะไม่ปล่อยให้ความผิดของคนอื่นมาควบคุมชีวิตและหัวใจของเราต่อไป
Comments
Post a Comment