โป๊ปย้ำ การอ้างพระเจ้าเพื่อให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องถูกต้อง คือ “การลบหลู่พระนามพระองค์”
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ การอ้างพระเจ้าเพื่อให้ความรุนแรงหรือการกดขี่กลายเป็นเรื่องถูกต้อง คือการลบหลู่พระนามพระองค์ สิ่งที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่อาจอ้างได้ว่ามาจากพระเจ้า
➡️ ทรงสอน การพูดคุยกับคนต่างศาสนาไม่ได้ทำให้เราเสียตัวตน แต่เปิดให้เรามองอีกฝ่ายเป็น “ความหวัง ไม่ใช่ภัยคุกคาม” และช่วยให้เราสร้างมิตรภาพกับสันติภาพ
➡️ ทรงชี้ ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมไม่ได้วัดจากความสำเร็จทางวัตถุ แต่วัดจากวิธีที่สังคมดูแลและปกป้องคุณค่าของมนุษย์
![]() |
| Photo Credit: Vatican Media |
ช่วงสายวันจันทร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา วันสุดท้ายของการเสด็จเยือนฝรั่งเศส พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จออกจากเมืองลูร์ด มุ่งหน้าไปยังเมืองเม็ตซ์ เพื่อร่วมงานศาสนสัมพันธ์ที่ศูนย์ประชุมโรแบร์ก ชูมัน สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อเพื่อยกย่องโรแบร์ก ชูมัน (Robert Schuman) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่วางรากฐานการรวมตัวของยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
สำหรับพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสในที่ประชุม พระองค์ทรงกล่าวถึงการเสวนาศาสนสัมพันธ์ สันติภาพ ศักดิ์ศรีมนุษย์ และหน้าที่ของศาสนาในการปกป้องชีวิต ซึ่ง Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้
1. การคุยกับคนต่างศาสนาไม่ได้ทำให้เราเสียตัวตน แต่ทำให้เราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น
พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงงานเสวนาศาสนสัมพันธ์ โดยย้ำว่า การพูดคุยกับคนต่างศาสนา เป็นการเปิดรับความแตกต่างของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้เราสูญเสียตัวตนของตัวเอง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “การพูดคุยกันไม่ได้ทำให้อัตลักษณ์ของเราลดลง แต่กลับช่วยให้เราแสดงตัวตนของเราออกมาอย่างเรียบง่ายและจริงใจ พร้อมเปิดรับความแตกต่างของอีกฝ่าย นี่คือหนทางที่ทำให้เรามองความแตกต่างของอีกฝ่ายว่าเป็นความหวัง ไม่ใช่ภัยคุกคาม เป็นศิลปะแห่งการพบกันที่โลกของเรากำลังต้องการอย่างมาก และเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการทำร้ายและความรุนแรง”
2. การอ้างพระเจ้าเพื่อให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องถูกต้อง คือ “การลบหลู่พระนามพระองค์”
เมื่อกล่าวถึงความรุนแรง พระสันตะปาปาทรงย้ำอย่างชัดเจนว่า ไม่มีใครสามารถนำพระเจ้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อทำร้ายหรือกดขี่ผู้อื่น และสิ่งใดที่ทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่อาจอ้างได้ว่ามาจากพระเจ้า
“การอ้างนามของพระเจ้าเพื่อทำให้ความรุนแรงหรือการกดขี่เป็นเรื่องถูกต้อง คือการลบหลู่พระนามของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้วจะอ้างได้ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้า คำพูดทางศาสนาต้องเรียกร้องอยู่เสมอให้เราปลดอาวุธออกจากหัวใจและคำพูดของเรา เรื่องนี้ทำให้เราแต่ละคน ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาธรรมประเพณีทางศาสนาของตน มีความรับผิดชอบโดยตรง” พระสันตะปาปาทรงย้ำเตือน
3. ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรม วัดจากวิธีที่เราดูแลและปกป้องมนุษย์
พระสันตะปาปาทรงกล่าวต่อถึงสิ่งที่ศาสนาต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยนอกจากการรับใช้สันติภาพและความเป็นพี่น้องแล้ว ศาสนายังต้องปกป้อง อยู่เคียงข้าง และรับใช้ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอที่สุด
“ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมไม่ได้วัดจากความสำเร็จทางวัตถุ แต่วัดจากวิธีที่อารยธรรมนั้นดูแล ปกป้อง และยกคุณค่าของมนุษย์ ศาสนาต่างๆ เป็นผู้ปกป้องชีวิต เพราะศาสนายืนยันว่าชีวิตมีคุณค่าอันศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาต้องแสดงออกด้วยการอยู่เคียงข้างชีวิตด้วยความรัก โดยเฉพาะกับผู้ที่เปราะบางและอ่อนแอที่สุด”
4. ไม่ว่าอยู่ที่ไหน จงเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ”
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า ศาสนจักรมองผู้ที่แสวงหาความจริง ความดี และความงดงามด้วยความจริงใจว่าเป็นเพื่อนร่วมทาง พร้อมฝากภารกิจให้ทุกคนช่วยกันสร้างสันติภาพในที่ที่ตนเองอยู่
“ศาสนจักรมองทุกคนที่แสวงหา ‘ความจริง ความดี และความงดงาม’ ด้วยความจริงใจว่าเป็นเพื่อนร่วมทาง ขอความดีและปรีชาญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้าร่วมเดินทางไปกับเรา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมมากขึ้นในฐานะลูกของพระองค์ และในฐานะพี่น้องของกันและกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด ขอให้เราเป็นผู้สร้างสันติภาพ และเป็นพยานถึงความหวังที่ไม่หยุดเติบโตขึ้นในโลกของเรา” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
Source:

Comments
Post a Comment