โป๊ปย้ำ คนสมัยนี้เชื่อคนที่ “ใช้ชีวิตให้เห็นเป็นแบบอย่าง” มากกว่าคนที่เอาแต่พูดหรือสอน
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความน่าเชื่อถือเกิดจากสิ่งที่เรา “พูด” กับสิ่งที่เรา “ทำ” ต้องตรงกัน พร้อมยกคำสอนของโป๊ป เปาโล ที่ 6 มาย้ำเตือน “คนสมัยใหม่เต็มใจฟังคนที่ใช้ชีวิตเป็นพยานถึงความเชื่อมากกว่าฟังครู และถ้าเขาฟังครู มันเป็นเพราะครูคนนั้นใช้ชีวิตเป็นพยานถึงความเชื่อด้วย”
➡️ ทรงยืนยัน วิถีชีวิตคริสตชนไม่ใช่การมองหาความขัดแย้งหรือสร้างศัตรู แต่ต้องเผชิญความขัดแย้งด้วยความอ่อนโยน พร้อมยกคำสอนของโป๊ปฟรานซิสมาย้ำว่า “การยอมสละชีวิตเพื่อพระคริสต์ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างศัตรู”

Photo Credit: Vatican Media
ช่วงสายวันพุธที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมในหัวข้อ “ศตวรรษที่ 21: ยุคใหม่ของบรรดามรณสักขีหรือ” ซึ่งจัดโดยสมณกระทรวงเพื่อการประกาศเป็นนักบุญ และคณะกรรมาธิการเพื่อมรณสักขียุคใหม่และประจักษ์พยานแห่งความเชื่อ ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. โลกเต็มไปด้วยอำนาจและความรุนแรง แต่ยังมีคนยอมมอบชีวิตเพื่อพระวรสาร
พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงคริสตชนในหลายพื้นที่ของโลกที่ยอมมอบชีวิตเพราะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระคริสต์ พร้อมย้ำว่า แม้โลกปัจจุบันจะเต็มไปด้วยการใช้อำนาจและการพัฒนาอาวุธอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้ยังคงแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อสามารถนำคนไปถึงการมอบชีวิตของตัวเองได้
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พวกเขาคือพี่น้องของเรา ผู้ซึ่งสถานะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และการเมืองที่แตกต่างกัน ได้มอบชีวิตของตัวเองเพื่อพระวรสาร การเป็นพยานของพวกเขาบอกเราว่า แม้ในยุคของเราที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมแห่งอำนาจ การใช้กำลังอย่างไร้ขอบเขต และการพัฒนาระบบอาวุธอย่างไม่หยุดยั้ง ยุคนี้ก็ยังเป็นยุคที่เราได้เห็นความกล้าหาญของคนที่พ่ออยากเรียกว่า ‘พยานแห่งความเชื่อยุคใหม่’”
2. บางคนถูกฆ่า เพราะไม่ยอมอยู่เฉยต่อความอยุติธรรม
พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่า ในหลายกรณี คริสตชนเหล่านี้ไม่ได้ถูกฆ่าเพราะ “ความเกลียดชังต่อความเชื่อ” แต่หลายคนถูกฆ่าเพราะยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรม การใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือองค์กรอาชญากรรม ตามสิ่งที่พระวรสารสอน
“หลายคนถูกฆ่าเพราะการใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือโดยองค์กรอาชญากรรม เพราะในฐานะคริสตชน พวกเขาต่อต้านความอยุติธรรมเหล่านี้ในนามของพระวรสาร สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ถูกเบียดเบียนยังคงซื่อสัตย์ต่อพระคริสต์ในการดำเนินชีวิตตามพระวรสาร และรักษาความซื่อสัตย์นั้นไว้จนถึงความตาย”
พระสันตะปาปายังยกคำพูดของพระเยซูที่ว่า “ในโลกนี้ท่านจะต้องพบความทุกข์ยาก แต่จงมีความกล้าหาญเถิด เราชนะโลกแล้ว” พร้อมย้ำว่า ความมุ่งมั่นในการทำความดีและความซื่อสัตย์ของคนเหล่านี้ได้รับพลังจากชัยชนะของพระคริสต์เหนือความชั่วร้าย
3. การเป็นคริสตชนไม่ใช่การออกไปสร้างศัตรู
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า การยืนหยัดในความเชื่อไม่ได้หมายถึงการออกไปปะทะหรือสร้างความขัดแย้งกับคนอื่น แต่ตรงกันข้าม วิถีของคริสตชนคือการลดความขัดแย้งด้วยความอ่อนโยน
“พวกเขาแสดงให้เราเห็นอย่างกล้าหาญถึงวิถีชีวิตคริสตชน ซึ่งไม่เคยมองหาการเผชิญหน้าหรือความขัดแย้ง แต่พยายามลดความขัดแย้งลงด้วยพลังของความอ่อนโยน”
จากนั้น พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงยกคำสอนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่ว่า “ศิษย์ของพระคริสต์พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิตทั้งหมดของตน แม้กระทั่งยอมรับการเป็นมรณสักขี เพื่อเป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์ แต่เป้าหมายไม่ใช่การสร้างศัตรู หากแต่เพื่อให้พระวาจาของพระเจ้าได้รับการยอมรับ และทำให้พลังของพระวาจาที่สามารถปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงชีวิตปรากฏให้เห็น”
4. คนสมัยนี้เชื่อคนที่ “ใช้ชีวิตให้เห็นเป็นแบบอย่าง” มากกว่าคนที่เอาแต่พูดหรือสอน
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า หนึ่งในพลังสำคัญของศาสนจักรในการประกาศพระวรสารวันนี้ คือคนที่ไม่ได้พูดถึงความเชื่ออย่างเดียว แต่ใช้ชีวิตให้คนอื่นเห็นจริงๆ พร้อมยกคำสอนของนักบุญพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 มาสอนด้วย
“คนสมัยใหม่เต็มใจฟังคนที่ใช้ชีวิตเป็นพยานถึงความเชื่อมากกว่าฟังครู และถ้าเขาฟังครู ก็เพราะครูคนนั้นเป็นพยานด้วย คนที่ใช้ชีวิตเป็นพยานถึงความเชื่อไม่ได้นำเสนออุดมการณ์ แต่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ถูกนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ความน่าเชื่อถือของพวกเขามาจากความสอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ และหลายครั้ง ความสอดคล้องนั้นไปไกลจนถึงการเสียสละสูงสุด คือการมอบชีวิตของตัวเอง”
“ในสังคมที่ผู้คนจำนวนมากไม่สนใจเรื่องความเชื่อ ‘ความศักดิ์สิทธิ์ของคนธรรมดาที่อยู่รอบตัวเรา’ และความกล้าหาญที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ กลายเป็นคำตอบที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถพูดกับทุกคนได้ แม้แต่คนที่สงสัยมากที่สุด” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
5. คนเหล่านี้เป็นเหมือนดวงดาวท่ามกลางความเห็นแก่ตัวและการกดขี่
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า คนที่ยอมมอบชีวิตเพื่อความยุติธรรม ความจริง สันติภาพ และเสรีภาพ เป็นเหมือนแสงสว่างที่ช่วยให้คนในโลกเห็นหนทางไปสู่อารยธรรมแห่งความรัก
“เราชื่นชมพี่น้องเหล่านี้เหมือนดวงดาวที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางความมืดของความเห็นแก่ตัวและการกดขี่ พวกเขาช่วยให้ศาสนจักรสะท้อนแสงสว่างของพระคริสต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อแสดงให้มนุษย์ในโลกปัจจุบันเห็นหนทางที่จะนำไปสู่อารยธรรมแห่งความรัก”
“ประจักษ์พยานแห่งความเชื่อเหล่านี้ ด้วยการมอบชีวิตเพื่อความยุติธรรม ความจริง สันติภาพ และเสรีภาพ ได้มีส่วนอย่างแท้จริงในการนำเราไปสู่ฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่ ซึ่งเรากำลังรอคอยด้วยความมั่นใจในพระเมตตาของพระเจ้า” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
Source:
- https://press.vatican.va/content/salastampa/en/bollettino/pubblico/2026/09/16/260916a.html
Comments
Post a Comment