โป๊ปสอน ความเงียบสร้าง “พื้นที่แห่งเสรีภาพและความจริง” ช่วยให้เราได้ยินแม้แต่เสียงของคนที่ “ไม่มีความสำคัญ”
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความเงียบไม่ได้มีไว้เพียงรักษาความสงบในอาราม แต่ช่วยให้เรามองเข้าไปในตัวเอง เอาใจใส่ผู้อื่น และสร้าง “พื้นที่แห่งเสรีภาพและความจริง”
➡️ ทรงย้ำ การประกาศที่แท้จริงต้องเริ่มจากความเงียบ การฟัง การภาวนา และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับพระเจ้า แล้วจึงนำสิ่งที่เราได้สัมผัสและเข้าใจไปแบ่งปันกับผู้อื่น
➡️ ทรงชี้ โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทุกสิ่งต้องถูกมองเห็นทันที และทุกพื้นที่ว่างต้องถูกเติมอย่างรวดเร็ว คณะนักบวชจึงควรเป็น “โอเอซิสแห่งสันติภาพ” ที่ผู้คนสามารถหยุดและฟังเสียงของพระเจ้าได้
➡️ ทรงเตือน เมื่อคณะนักบวชเล็กลง อย่าเอาแต่ถามว่าจะรักษาโครงสร้างที่กำลังว่างลงอย่างไร แต่ต้องถามว่า วันนี้พระจิตเรียกร้องอะไร

Photo Credit: Vatican Media
ช่วงเช้าวันพุธที่ 30 กันยายน พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงพบคณะกรรมาธิการนานาชาติของซิสเตอร์คณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นสายรำพึงภาวนา ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับพวกเขาถึงความเงียบในชีวิตภาวนา โลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ตลอดจนความท้าทายของคณะนักบวชที่มีสมาชิกลดลง และการแสวงหาสิ่งที่พระจิตกำลังเรียกร้องจากพวกเขาในวันนี้ ซึ่ง Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้
1. การประกาศที่แท้จริง ต้องเริ่มจากความเงียบ การฟัง และการภาวนา
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า ก่อนจะประกาศเรื่องราวของพระเจ้า เราต้องเงียบและรับฟังก่อน เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงเรา
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ทุกถ้อยคำแห่งการประกาศ ถ้าจะเป็นความจริง ต้องเริ่มจากความเงียบ การรับฟัง การภาวนา และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับพระเจ้า ชีวิตภาวนาเป็น ‘ลมหายใจของความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า’ เป็นการสงบนิ่งเงียบๆ เพื่อรับพระวาจาและยอมให้พระวาจาเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรารู้จักสิ่งต่างๆ และผู้คนในพระองค์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แล้วจึงมอบสิ่งที่เราได้ดำเนินชีวิตและเข้าใจให้แก่ผู้อื่น”
2. ความเงียบสร้าง “พื้นที่แห่งเสรีภาพและความจริง”
เมื่อกล่าวถึงชีวิตในอารามที่ปิดตัวจากโลกภายนอก พระสันตะปาปาทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “ความเงียบ” ซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงรักษาระเบียบหรือความสงบ แต่ยังช่วยให้เรามองเข้าไปในตัวเองและเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น
“การอยู่ในความเงียบต้องเกิดจากความตั้งใจของเราอย่างแท้จริง และช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง เพราะความสัมพันธ์เหล่านั้นได้รับชีวิตจากพระวาจาของพระเจ้า ความเงียบคือการสร้าง ‘พื้นที่แห่งเสรีภาพและความจริง’ เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เราใส่ใจมากขึ้น รับฟังเสียงของคนที่ ‘ไม่มีความสำคัญ’ และเติบโตในปรีชาญาณและความใจกว้าง”
“เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในโลกที่ทุกอย่างเร่งรีบ โลกถูกกำหนดด้วยความรวดเร็ว ทุกสิ่งต้องถูกมองเห็นทันที และทุกพื้นที่ว่างต้องถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็ว ในความเงียบ คำถามต่างๆ ที่มนุษย์ทุกคนถามตัวเองจะได้รับการรับฟัง แม้คำถามเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่แต่ละคนจะตอบได้ด้วยตัวเองเสมอไป ดังนั้น คณะของพวกท่านจึงจำเป็นต้องมอบโอเอซิสแห่งสันติภาพที่แท้จริงและลึกซึ้ง เป็นสถานที่ที่ความวุ่นวายจากเรื่องภายนอกสงบเสียงลง และเราสามารถตั้งใจฟังเสียงของพระเจ้าได้” พระสันตะปาปาทรงแนะนำ
3. อย่าถามว่าจะรักษาอารามที่ว่างลงอย่างไร แต่จงถามว่าพระจิตกำลังเรียกร้องอะไร
เมื่อกล่าวถึงความท้าทายที่ประธานสหพันธ์ต้องพบในการดูแลคณะตามประเทศต่างๆ พระสันตะปาปาทรงพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหลายอาราม ก่อนเตือนถึง “ความคิดแบบเอาตัวรอด”
“พวกท่านต้องพบกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทั้งคณะแขวงที่สมาชิกมีอายุมากขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่ากระแสเรียกใหม่ ความสามารถในการทำงานลดลงพร้อมกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่ตามมา การดูแลอาคารขนาดใหญ่ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตลอดจนความท้าทายเรื่องการอบรมร่วมกัน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการจัดโครงสร้างเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน”
“ท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ อาจเกิดการล่อลวงด้วย ‘ความคิดแบบเอาตัวรอด’ ซึ่งทำให้เราแยกตัวออกมาและลดภารกิจต่างๆ ลง ด้วยความคิดว่า กำลังที่เหลืออยู่น้อยนิดจะได้เพียงพอ เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น หรือไม่ต้องยุบอาราม เมื่อเผชิญกับเรื่องนี้ พ่อขอเชิญพวกท่านว่า อย่าเอาแต่ถามว่า เราจะรักษาโครงสร้างที่กำลังว่างลงได้อย่างไร แต่จงฟังว่า วันนี้พระจิตกำลังเรียกร้องอะไรจากชีวิตภาวนาแบบโดมินิกัน โดยตระหนักว่า ก่อนงานต่างๆ ที่ต้องบริหารจัดการ มีการเรียกที่เราต้องตอบ มีไฟที่กำลังลุกอยู่ และเราไม่สามารถปล่อยให้มันดับลงได้” พระสันตะปาปาทรงสอน
4. เป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่ต้องเหมือนกัน ซื่อสัตย์ต่อธรรมประเพณี และเปิดรับสิ่งใหม่
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงขอให้นักบวชหญิงอย่าหมดกำลังใจ แม้ต้องเผชิญกับความยากลำบาก พร้อมย้ำว่า การรับใช้ศาสนจักรของพวกท่านยังคงมีคุณค่า
“จงทำหน้าที่นี้ต่อไปด้วยความไว้วางใจ ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน และด้วยการไตร่ตรองแยกแยะ เป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด ซื่อสัตย์ต่อธรรมประเพณี แต่เปิดรับสิ่งใหม่ และเป็นผู้ดำเนินชีวิตภาวนา เพราะพวกท่านสามารถนำโลกมาอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
Source:
Comments
Post a Comment