โป๊ปย้ำ ศาสนจักรต้องเดินเคียงข้างคริสตชนใหม่หลังรับศีลล้างบาป อย่าปล่อยให้เกิด “ความว่างเปล่าหลังรับศีลล้างบาป”
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงชี้ แม้ฝรั่งเศสเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบฆราวาสฝังรากลึก แต่กลับมีผู้ใหญ่จำนวนมากกำลังแสวงหาพระเจ้าและมาขอรับศีลล้างบาป นี่เป็นเครื่องหมายของพระหรรษทานที่ไปไกลกว่าตัวเลขและการวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์
➡️ ทรงย้ำ คนที่เพิ่งเข้ามาหาพระเจ้าเป็นทั้ง “โอกาส” และ “พันธกิจ” ของศาสนจักร เพราะพวกเขาช่วยให้หมู่คณะฟื้นฟูความเชื่อของตัวเอง ขณะที่ศาสนจักรต้องดูแลและเดินเคียงข้างพวกเขาต่อ แม้จะได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ตาม
➡️ ทรงเตือน อย่าปล่อยให้เกิด “ความว่างเปล่าหลังรับศีลล้างบาป” คริสตชนใหม่ต้องได้รับการต้อนรับเข้าสู่หมู่คณะ การภาวนา และการอบรม เพื่อให้ความเชื่อกับการดำเนินชีวิตไปด้วยกัน
ช่วงวันเสาร์ที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงพบปะสมาชิกสมัชชาศาสนจักรระดับเขตศาสนปกครอง (สังฆมณฑล) ของผู้เตรียมรับศีลล้างบาป และคริสตชนที่เพิ่งรับศีลล้างบาป ที่สถาบันคาทอลิกแห่งปารีส วันนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงผู้ใหญ่จำนวนมากที่กำลังกลับมาหาความเชื่อในพระเจ้า พร้อมชวนศาสนจักรคิดต่อว่า จะต้อนรับและเดินเคียงข้างคนเหล่านี้อย่างไรให้ความเชื่อเติบโตต่อไปหลังรับศีลล้างบาป ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. คนจำนวนมากกำลังกลับมาหาความเชื่อ นี่คือสิ่งที่ศาสนจักรต้องต้อนรับอย่างรับผิดชอบ
หลังรับฟังคำแบ่งปันของผู้เตรียมรับศีลล้างบาปและผู้เพิ่งรับศีลล้างบาป พระสันตะปาปาทรงขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พ่อรู้สึกประทับใจกับจำนวนคนที่กำลังกลับมายืนอยู่ตรงประตูแห่งความเชื่ออีกครั้ง และผู้ใหญ่จำนวนมากที่กำลังขอรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นชีวิตคริสตชน”
“อาจดูเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ผู้คนจำนวนมากกำลังแสวงหาพระวรสารอีกครั้งและเปิดรับความเชื่อในพระเจ้า ท่ามกลางสังคมอย่างฝรั่งเศสซึ่งมีวัฒนธรรมแบบฆราวาสฝังรากลึก ประสบการณ์และคำแบ่งปันของพวกท่านเป็นเครื่องหมายที่จับต้องได้ของการทำงานของพระหรรษทานของพระเจ้า ซึ่งไปไกลเกินกว่าการวิเคราะห์ด้วยตัวเลขและสังคมศาสตร์”
“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ขัดกับทัศนคติยอมแพ้และการมองโลกในแง่ร้ายที่ไม่ก่อให้เกิดผล … เราต้องมองเห็น ต้อนรับ และปกป้องเปลวไฟเล็กๆ ที่พระจิตทรงจุดขึ้นท่ามกลางความมืดของค่ำคืน รวมถึงเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่กำลังพยายามเติบโต แม้จะอยู่ท่ามกลางหนาม เราต้องไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือมองโลกในแง่ดีอย่างไร้เดียงสา ตรงกันข้าม เราต้องยังคงทุ่มเท เปิดใจค้นหา ตั้งคำถามกับตัวเอง และลงมือทำงานอภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม”
2. คนที่เพิ่งเข้ามาหาพระเจ้า เป็นทั้ง “โอกาส” และ “พันธกิจ” ของศาสนจักร
จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้ศาสนจักรพร้อมต้อนรับผู้เตรียมรับศีลล้างบาป ผู้เพิ่งรับศีลล้างบาป และผู้ที่กำลังกลับมาสู่ความเชื่อ พร้อมดูแลพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
“การอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นชีวิตคริสตชน หมายถึงการต้อนรับคนที่เพิ่งเริ่มแสวงหาพระเจ้า และมองเห็นทั้งโอกาสและพันธกิจในตัวพวกเขา โอกาสมีเพราะพวกเขา หมู่คณะผู้มีความเชื่อสามารถฟื้นฟูเส้นทางความเชื่อของตัวเอง และสัมผัสความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารในรูปแบบใหม่ ส่วนพันธกิจคือการหล่อเลี้ยงและเดินเคียงข้างพวกเขาต่อไป แม้หลังจากที่พวกเขาได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
3. รับศีลล้างบาปแล้ว ต้องช่วยให้ความเชื่อกับชีวิตเดินไปด้วยกัน
พระสันตะปาปาทรงตั้งคำถามสำคัญที่คริสตชนใหม่หลายคนต้องเผชิญว่า “เราจะหลีกเลี่ยง ‘ความว่างเปล่าหลังรับศีลล้างบาป’ ได้อย่างไร”
พระสันตะปาปาทรงเฉลยว่า “หลังรับศีลล้างบาป ศาสนจักรต้องช่วยให้คริสตชนใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะและชีวิตการภาวนา พร้อมได้รับการอบรมอย่างต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องเดินเคียงข้างและช่วยให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะและการภาวนาของเราอย่างเต็มที่ โดยมอบสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับพวกเขา และการอบรมที่ครอบคลุมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงย้ำว่า พิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางความเชื่อตั้งแต่ต้นด้วย
“เราไม่สามารถมองพิธีกรรมว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ‘ภายหลัง’ การสอนคำสอน ราวกับเป็นเพียงพื้นที่สำหรับนำสิ่งที่เรียนมาแล้วไปปฏิบัติ ตรงกันข้าม พิธีกรรมทำให้ธรรมล้ำลึกปาสกาของพระคริสต์ปรากฏและเป็นปัจจุบัน... ด้วยจังหวะ ภาษา และพิธีต่างๆ พิธีกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งการกลับใจและการเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
4. การเดินเคียงข้าง ต้องเคารพจังหวะชีวิตของแต่ละคน
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า คนที่เข้ามาหาศาสนจักรมีเรื่องราวชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนกำลังค้นหาความหมายและรู้สึกดึงดูดต่อพระวรสาร ขณะที่บางคนเข้ามาพร้อมความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว และปัญหาชีวิตที่ซับซ้อน
พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ตรงนี้เองที่แนวทางแห่งความใกล้ชิด ความเห็นอกเห็นใจ และความอ่อนโยนมีความหมายอย่างเต็มที่ เราต้องหาความสมดุลเพื่อต้อนรับและรับฟังพวกเขา พร้อมกับช่วยให้พวกเขากล้าเผชิญข้อเรียกร้องที่ท้าทายความเชื่อ นี่เป็นเส้นทางที่เราต้องเคารพจังหวะของแต่ละคน ค่อยๆ ก้าวไปอย่างระมัดระวัง พร้อมกับการเดินเคียงข้างฉันพี่น้อง นี่คือการรับเอาวิธีของการ ‘เดินไปด้วยกัน’”
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับผู้เตรียมรับศีลล้างบาปและผู้เพิ่งรับศีลล้างบาปว่า “เมื่อพ่อมองพวกท่าน พ่อไม่ได้มองเห็นเพียงผลของพระจิต ผู้นำพวกท่านเข้าสู่เส้นทางนี้เท่านั้น แต่ยังเห็นคำสัญญาถึงความอุดมสมบูรณ์ของศาสนจักรในฝรั่งเศสด้วย … พวกท่านเองก็จงออกไปเป็นธรรมทูตแห่งพระวรสารในสังคมแห่งนี้ด้วย”
Source:

Comments
Post a Comment