โป๊ปย้ำ มนุษย์กับพระเจ้าไม่ใช่ “คู่แข่ง” และผลงานของมนุษย์ไม่ได้ขัดแย้งกับอำนาจของพระเจ้า
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงชี้ การมองว่ามนุษย์กับพระเจ้าเป็นคู่แข่งกันเป็นการมองที่ผิด สุดท้ายแล้ว เมื่อปฏิเสธความสัมพันธ์กับพระเจ้า ก็จะไม่มีทางยืนยันได้ว่ามนุษย์มีคุณค่าที่อยู่เหนือโลกนี้
➡️ ทรงสอน ถ้าอยากพบพระเจ้า มนุษย์ไม่ควรทิ้งงานที่ทำอยู่บนโลกนี้ แต่ให้ทำงานในแต่ละวันให้ดีและทำให้งานนั้นศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ชีวิตตามกระแสเรียกได้อย่างเต็มที่
➡️ ทรงชวนคิด ความก้าวหน้าทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์จะเป็นความก้าวหน้าที่แท้จริงได้ ต้องมีความรักเมตตานำทาง มีเพียงวิธีนี้ ความก้าวหน้าจึงจะรับใช้ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และทำให้ความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่เสียเปรียบที่สุด
➡️ ทรงเรียกร้อง อย่าปล่อยให้ชีวิตของเด็กและเยาวชนผู้ย้ายถิ่นฐานเป็นเรื่องไกลตัว พวกเขาเปราะบางที่สุด และต้องได้รับการปกป้องและช่วยเหลือเสมอ พร้อมทักทายผู้มาเข้าเฝ้าซึ่งมีมาจากกลุ่มคนไทยด้วย
![]() |
| Photo Credit: Vatican Media |
ช่วงสายวันพุธที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะคริสตชนและสอนคำสอนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงสอนคำสอนเรื่องธรรมนูญอภิบาล “ความชื่นชมยินดีและความหวัง” (Gaudium et Spes) จากสังคายนาวาติกัน ที่ 2 โดยเน้นเรื่องคุณค่าของกิจกรรมของมนุษย์ รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สังคม และวิทยาศาสตร์ ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. มนุษย์กับพระเจ้าไม่ใช่ “คู่แข่ง”
พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยคำถามว่า กิจกรรมของมนุษย์ และความก้าวหน้าทางเทคนิค สังคม และวิทยาศาสตร์ มีคุณค่าอย่างไร พร้อมชี้ว่า นักคิดบางคนมองว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคทำให้ความสัมพันธ์กับพระเจ้าอ่อนลง จนดูเหมือนไม่จำเป็นอีกต่อไป
พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ในแนวคิดมนุษยนิยมหลังคริสต์ศาสนา มนุษย์กับพระเจ้าถูกนำเสนออย่างผิดๆ ว่าเป็นคู่แข่งกัน กล่าวคือ ถ้ามนุษย์อยากยืนยันความรู้ เสรีภาพ และความก้าวหน้าของตัวเอง ก็ต้องปลดตัวเองออกจากพระเจ้า แต่ในที่สุด เมื่อปฏิเสธความสัมพันธ์กับพระเจ้า มนุษย์ก็สูญเสียความเป็นไปได้ที่จะยืนยันคุณค่าอันอยู่เหนือโลกนี้ของมนุษย์แต่ละคนไปด้วย”
2. ผลงานของมนุษย์ไม่ได้ขัดแย้งกับพระเจ้า แต่คือการช่วยให้งานของพระผู้สร้างดำเนินต่อไป
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า สังคายนาต้องการให้คำตอบที่ชัดเจน พร้อมทรงยกข้อความจากธรรมนูญ “ความชื่นชมยินดีและความหวัง”
“คริสตชนสามารถมองได้อย่างถูกต้องว่า ด้วยการทำงานของตน พวกเขากำลังช่วยให้งานของพระผู้สร้างดำเนินต่อไป ทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ และใช้ความขยันหมั่นเพียรของตนมีส่วนทำให้แผนการของพระเจ้าเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์”
“คริสตชนไม่ได้คิดว่าผลงานที่เกิดจากพรสวรรค์และพลังของมนุษย์ขัดแย้งกับอำนาจของพระเจ้า หรือคิดว่าสิ่งสร้างที่มีเหตุผลเป็นคู่แข่งของพระผู้สร้าง ตรงกันข้าม คริสตชนเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของมนุษยชาติเป็นเครื่องหมายแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า และเป็นการผลิบานของแผนการอันลึกลับของพระองค์” พระสันตะปาปาทรงสอน
3. ถ้าอยากพบพระเจ้า เราไม่ควรทิ้งงานที่ทำอยู่บนโลกนี้
พระสันตะปาปายังนำเรื่องนี้กับธรรมล้ำลึกแห่งการรับสภาพมนุษย์ของพระเยซู โดยย้ำว่า ความเป็นมนุษย์ การทำงาน และความก้าวหน้าไม่ได้ถูกทำให้หมดความหมายเมื่อมนุษย์พบกับพระเจ้า
“เมื่อมองจากมุมนี้ ความจริงสำคัญประการหนึ่งก็ปรากฏชัดขึ้น คือเพื่อจะพบพระเจ้า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องละทิ้งหน้าที่การงานบนโลก แต่สามารถดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกของตนได้อย่างเต็มที่ ด้วยการทำงานประจำวันของตัวเองให้ดีและทำให้งานนั้นศักดิ์สิทธิ์”
“คริสตชนมีส่วนร่วมสร้างเมืองของมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ขณะเดียวกันก็มุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางของสรรพสิ่งและการพบกับพระเจ้า พร้อมทั้งเตือนผู้ที่ร่วมทางไปด้วยกันบนเส้นทางของความก้าวหน้า วิทยาศาสตร์ และชีวิต ให้ระลึกถึงจุดหมายสูงสุดนี้”
4. ความก้าวหน้าที่แท้จริง ต้องมีความรักเมตตานำทาง
พระสันตะปาปาทรงยกคำสอนของสังคายนาว่า ความก้าวหน้าบนโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพระอาณาจักรของพระเจ้า ตราบที่ช่วยให้สังคมมนุษย์มีระเบียบที่ดีขึ้น
“หากความก้าวหน้าทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์จะเป็นความก้าวหน้าที่แท้จริงของมนุษย์ คือเพื่อมนุษย์ทั้งครบและเพื่อทุกคน ก็ต้องมีความรักเมตตาเป็นแรงบันดาลใจและนำทาง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ความก้าวหน้าจึงจะรับใช้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เสมอ และทำให้ความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เสียเปรียบมากที่สุด” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
5. แบ่งปัน “ความรู้และความชำนาญ” เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า
ช่วงท้ายของการสอนคำสอน พระสันตะปาปาทรงสรุปคำเชิญของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ว่า ความรู้และความสามารถของมนุษย์ต้องถูกแบ่งปัน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวเอง
“สังคายนาวาติกัน ที่ 2 เชิญชวนเราให้แบ่งปันขนมปังแห่งความรู้และความชำนาญ เพื่อให้ทุกคนและทุกชนชาติสามารถพัฒนาศักยภาพของตน และเพื่อที่เราจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า” พระสันตะปาปาตรัสช่วงท้าย
6. ชีวิตของเด็กผู้ย้ายถิ่นฐาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเรา
หลังการเทศน์สอน พระสันตะปาปายังได้กล่าวถึงวันผู้ย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัยสากล ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน โดยทรงระลึกถึงเด็กและเยาวชนที่ถูกบังคับให้ต้องจากบ้านเกิดเป็นพิเศษ
“เด็กและวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และหลายครั้งต้องเผชิญความทุกข์ทรมานเกินจะบรรยาย ทั้งความรุนแรง การทรมาน การถูกแสวงประโยชน์ และสภาพที่ทิ้งบาดแผลในจิตใจ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะเสียชีวิตระหว่างเส้นทางการย้ายถิ่น พ่อขอเรียกร้องให้ทุกคนมีสำนึกรับผิดชอบ ขอให้เราทุกคนรู้สึกว่าชีวิตของเยาวชนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเรา พวกเขาต้องได้รับการปกป้องและการช่วยเหลือเสมอ” พระสันตะปาปาทรงเรียกร้อง
นอกจากนี้ ในการกล่าวทักทายทุกคน พระสันตะปาปาทรงทักทายกลุ่มผู้เข้าเฝ้าที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ซึ่งหนึ่งในนั้นมีมาจากประเทศไทยด้วย
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20260923-udienza-generale.html

Comments
Post a Comment