โป๊ปย้ำ กระแสเรียกไม่ได้เกิดจาก “แคมเปญหรือกลยุทธ์” แต่เกิดจากการภาวนา พระวรสาร และความเป็นหนึ่งเดียวกัน
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ กระแสเรียกไม่ได้เกิดจากกลยุทธ์ด้านการบริหาร หรือแคมเปญหวังผล แต่เกิดจากการภาวนา การนำพระวรสารมาปรับใช้กับชีวิต ความเงียบ การยอมรับข้อบกพร่องของกันและกัน และการรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นหนึ่งเดียว
➡️ ทรงชี้ จำนวนกระแสเรียกที่ลดลงไม่ควรทำให้คณะนักบวชปิดตัวเองหรือหมดหวัง แต่ควรทำให้เรากลับมามอง “คุณภาพของสิ่งที่เรากำลังเสนอ” มากกว่ามองเพียงจำนวนคน พร้อมสร้างคณะนักบวชที่มีความชื่นชมยินดี มีชีวิต และมีความสัมพันธ์ที่จริงใจ
➡️ ทรงสอน พระเจ้าไม่ได้ขอให้เราเป็นคนที่ไม่มีข้อบกพร่อง แต่ขอให้เรายอมให้พระหรรษทานค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเราด้วยความถ่อมตนในแต่ละวัน

Photo Credit: Vatican Media
ช่วงสายวันจันทร์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงต้อนรับสมาชิกสหพันธ์ซิสเตอร์คณะกลาริสกาปูชินแห่งอิตาลีที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดจากจดหมายของนักบุญเปาโลที่สอนให้คริสตชน “ดำเนินชีวิตให้สมกับกระแสเรียกที่ได้รับ” พร้อมพูดถึงปัญหากระแสเรียกที่ลดลง การอบรม ชีวิตภาวนา และความหมายของการใช้ชีวิตในเขตพรต ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. ดำเนินชีวิตให้สมกับกระแสเรียกที่เราได้รับ
พระสันตะปาปาทรงเริ่มจากคำสอนของนักบุญเปาโลที่ว่า “จงดำเนินชีวิตให้สมกับกระแสเรียกที่ท่านได้รับ” และชี้ว่า สำหรับซิสเตอร์คณะนักบุญคลารา ความซื่อสัตย์ต่อกระแสเรียกนี้แสดงออกผ่านการภาวนา ความยากจน และการยึดมั่นในพระวรสารอย่างเต็มที่
พระสันตะปาปาตรัสว่า “นี่คือคำเชิญให้เราซื่อสัตย์ ซึ่งสหพันธ์ของพวกท่านตอบรับตามจิตตารมณ์ของนักบุญคลาราและนักบุญฟรานซิส ผ่านการภาวนาไตร่ตรอง ความยากจน และการยึดมั่นในพระวรสารอย่างเต็มที่”
2. กระแสเรียกลดลง อย่าปิดตัวเอง แต่ให้กลับมาดู “คุณภาพ” ของสิ่งที่เรากำลังเสนอ
พระสันตะปาปาทรงยอมรับว่า จำนวนกระแสเรียกที่ลดลงอาจทำให้คณะนักบวชบางคณะเกิดความกลัวและเลือกที่จะปิดตัวเอง แต่ทรงขอให้มองสถานการณ์นี้ด้วยมุมมองใหม่
“จำนวนกระแสเรียกที่ลดลงอาจทำให้บางคนเลือกที่จะปิดตัวเองหรือถอยกลับ … เราลองเปลี่ยนมุมมองต่อความจริงที่เกิดขึ้นเพราะปัญหาเหล่านี้อาจช่วยให้เราค้นพบศักยภาพที่เราไม่เคยมองเห็น โดย ‘ไม่ต้องมองแค่เรื่องจำนวนคน แต่ให้มองถึงคุณภาพของสิ่งที่เรากำลังเสนอ’”
“การที่สมาชิกในคณะลดลง และเรากลัวว่าจะสูญเสียความเป็นอิสระ ไม่ควรทำให้พวกท่านกังวลหรือหมดหวัง แต่ควรผลักดันให้กลับมาฟื้นฟูวิธีใช้ชีวิตของตัวเอง ทุ่มเทมากขึ้นในการดูแลฝ่ายจิตแก่ผู้ที่มาเคาะประตูอาราม และสร้างชุมชนที่มีความยินดีและมีชีวิต ที่ซึ่งผู้คนสามารถสัมผัสความใกล้ชิดกับพระเจ้า ความเป็นมิตร ความเป็นหนึ่งเดียว และความสัมพันธ์ที่จริงใจ” พระสันตะปาปาทรงสอน
3. กระแสเรียกไม่ได้เกิดจาก “กลยุทธ์หรือแคมเปญ”
จากนั้น บิช็อปแห่งกรุงโรม ชี้ว่า กระแสเรียกไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นได้ด้วยสูตรหรือเทคนิคด้านการจัดการ
“กระแสเรียกไม่ได้เกิดจากการใช้กลยุทธ์ด้านการจัดการ หรือจากแคมเปญที่นั่งคิดกันอยู่บนโต๊ะ แต่เกิดจากการภาวนา ความคุ้นเคยกับพระวรสาร ความเงียบ การรู้จักต้อนรับกันและกันพร้อมกับข้อบกพร่องของแต่ละคน และการรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียว”
“เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เราเป็นคนที่ไม่มีข้อบกพร่อง แต่ทรงขอให้เรายอมให้พระหรรษทานของพระองค์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเรา ด้วยความถ่อมตน วันแล้ววันเล่า” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
4. ในโลกที่รีบและเสียงดัง “ความเงียบ” ก็มีพันธกิจของตัวมันเอง
เมื่อกล่าวถึงการอบรม พระสันตะปาปาทรงขอให้บรรดาซิสเตอร์เรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในเขตพรตด้วยความเป็นหนึ่งเดียวทั้งระหว่างกันเองและกับศาสนจักร พร้อมรักษาความเงียบในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ
พระสันตะปาปาตรัสว่า “จงอบรมตัวเองและอบรมคนอื่นให้ดำเนินชีวิตในเขตพรตด้วยจิตใจแห่งความเป็นหนึ่งเดียวอย่างลึกซึ้ง ทั้งระหว่างกันเองและกับศาสนจักร และให้รู้จักความเงียบ ซึ่งในสังคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและเสียงรบกวน จะทำให้เรารู้ว่า เรายังต้องการเวลาและพื้นที่เพื่อหยุดและไตร่ตรอง นี่คือพันธกิจเฉพาะของกระแสเรียกแบบเขตพรต พระเจ้าทรงเรียกพวกท่านให้เป็นพยานถึงพระองค์ผ่านความเงียบและการภาวนาไตร่ตรอง และให้พวกท่านอยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะความทรงจำที่มีชีวิตและเป็นเสียงเชิงประกาศกของข่าวดี”
5. ชีวิตเรียบง่าย ไม่ยึดติด และซื่อสัตย์ต่อพระวรสาร คือสิ่งที่ซิสเตอร์ต้องประกาศ
พระสันตะปาปาทรงกล่าวว่า ในฐานะซิสเตอร์ของนักบุญคลารา สิ่งที่พวกเธอต้องประกาศเริ่มจากการดำเนินชีวิตตามกฎและธรรมนูญของคณะเอง
“ส่วนหนึ่งของชีวิตและพันธกิจของพวกท่าน คือการดำเนินชีวิตตามพระวรสาร ด้วยการละทิ้งสิ่งของทางโลก และมุ่งไปหาความรักแรกและความรักหนึ่งเดียวของชีวิตอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ”
“สิ่งนี้หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับสิ่งของ มอบตัวเองผ่านการนบนอบ มีความโปร่งใส ในชีวิตที่เรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็จริงจังและเรียกร้องจากตัวเอง นี่คือเครื่องหมายอันล้ำค่าของความซื่อสัตย์ โดยเฉพาะในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันและเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ซึ่งดูเหมือนว่าผู้คนกำลังสูญเสียทั้งความชอบและความสามารถในการ ‘หยั่งราก’”
ก่อนจบ พระสันตะปาปาทรงฝากแนวทาง 4 อย่าง ได้แก่ “การรับฟังกันและกัน ความเป็นหนึ่งเดียวในจุดหมาย การรับใช้และทำงานร่วมกัน และการเป็นพยานถึงพระวรสาร”
“พ่อขอขอบคุณสำหรับสิ่งที่พวกท่านทำ และสำหรับสิ่งที่พวกท่านเป็น พวกท่านคือ ‘คบเพลิง และผู้เฝ้าระวังสำหรับศาสนจักรและโลก’ เป็นเครื่องหมายแห่งการประทับอยู่ของพระอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดิน” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย
Source:
Comments
Post a Comment