โป๊ปสอน งานอภิบาลไม่ใช่การทำกิจกรรมต่างๆให้มากขึ้น เราต้องถามตัวเองว่า “ทำสิ่งนี้ไปทำไม”
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ งานอภิบาลไม่ควรเริ่มจากคำถาม “เราจะทำอะไร” แต่ต้องเริ่มจาก “เราจะไปคุยกับใคร และจะพบเขาอย่างไร” เพราะเป้าหมายคือพาคนไปพบพระเยซู ไม่ใช่จัดกิจกรรมให้เพิ่มมากขึ้น
➡️ ทรงอธิบาย คำถามสำคัญที่สุดคือ “เราทำสิ่งนี้ไปทำไม” ทำแล้วมันตอบชีวิตจริงของผู้คนไหม ไม่ใช่ประกาศความสำเร็จด้วยจำนวนผู้ร่วมงานและจำนวนปีที่กิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นว่านานขนาดไหน เราต้องถามตัวเองเสมอว่า ทำไมบางกิจกรรมพาคนเดินต่อไปได้ แต่บางกิจกรรมจบลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
➡️ ทรงสอน วิธีประเมินงานอภิบาลคือการหยุดคิดและย้อนกลับมาดูว่า สิ่งใดทำแล้วเกิดผล สิ่งใดทำแล้วล้มเหลว และล้มเหลวเพราะอะไร
➡️ ทรงเตือนสงฆ์คาทอลิก การประเมินงานอภิบาล “ไม่ได้ขอให้ทำมากขึ้น ทำบางอย่างน้อยลงได้ แต่ต้องทำให้ดีขึ้น” พร้อมย้ำ สงฆ์คาทอลิกต้องฟังก่อนตอบ ไม่ควรรวบทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง
➡️ ทรงชี้ วัดไหนที่ “คุณพ่อเจ้าวัด” รวบทุกอย่างไว้ที่ตัวเองคนเดียว ไม่ให้คนอื่นมีส่วนร่วมตัดสินใจ ที่นั่นคือชุมชนที่เปราะบาง เพราะการเป็นผู้นำไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว แต่หมายถึงการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว เปิดพื้นที่ให้ความสามารถของคนอื่น และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวไว้
![]() |
| Photo Credit: ANSA/MASSIMO PERCOSSI |
เย็นวันศุกร์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในการเปิดปีงานอภิบาลของเขตศาสนปกครองกรุงโรม ซึ่งจัดในมหาวิหาร ซาน โจวานนี่ อิน ลาเตราโน่ โอกาสนี้ บิช็อปแห่งกรุงโรมทรงกล่าวให้ข้อคิดทุกคนให้ทบทวนตัวเองว่า สิ่งที่เราทำอยู่ พาคนไปพบพระเยซูคริสต์ สร้างชุมชน และรับใช้ประชากรในเขตปกครองของตนได้จริงหรือไม่ ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. งานอภิบาลต้องเริ่มจาก “เราจะไปพบใคร” ไม่ใช่ “เราจะทำอะไร”
พระสันตะปาปาเริ่มด้วยการกล่าวถึง “มารีอา มักดาลา” ที่จำพระเยซูได้เมื่อพระองค์เรียกชื่อเธอว่า “มารีอา”
พระสันตะปาปาตรัสว่า “นี่คือวิธีที่เราพบพระเยซูคริสต์ คือการรู้สึกว่าพระองค์เรียกเราด้วยชื่อของเราเอง ... งานอภิบาลทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากตรงนี้ ไม่ใช่ถามว่า ‘เราจะทำอะไร’ แต่ต้องถามว่า ‘เราจะไปพบใคร’ และ ‘เราจะพบเขาอย่างไร’ เพราะบางครั้งเราจัดกิจกรรมมากขึ้น ประชุมมากขึ้น แต่กลับค่อยๆ สูญเสียแก่นแท้ และลืมไปว่า สิ่งที่เราทำนั้นมีความหมายตามพระวรสารอย่างไร”
2. ไม่ต้องรีบเพิ่มจำนวนกิจกรรม แต่จงกลับมาดูว่าสิ่งที่ทำอยู่เกิดผลจริงไหม
บิช็อปแห่งกรุงโรม ได้เสนอ “วิธีประเมินแผนงานอภิบาล” โดยให้ทั้งชุมชนช่วยกันมองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วย
“การประเมินภายใต้แสงสว่างของพระจิต หมายถึงการหยุด กลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น มองให้ออกว่าอะไรเกิดผล เข้าใจว่าอะไรไม่ได้ผล และช่วยกันค้นหาว่าเพราะอะไร พูดสั้นๆ ก็คือ การมองความจริงตรงๆ”
“ศาสนจักรไม่ได้มีอยู่เพื่อตัวเอง แต่มีอยู่เพื่อนำทุกคนไปพบพระเจ้า เพราะฉะนั้น เราไม่ควรถามเพียงว่า กิจกรรมนี้จัดได้ดีหรือไม่ มีคนเข้าร่วมมากแค่ไหน หรือทำต่อเนื่องมานานกี่ปีแล้ว แต่ต้องถามว่า กิจกรรมนั้นพาคนไปพบพระคริสต์จริงหรือไม่” พระสันตะปาปาทรงสอน
3. ทุกกิจกรรมต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไปทำไม”
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า หัวใจของการประเมินงานอภิบาลอยู่ในคำถามง่ายๆ เพียงคำเดียว นั่นคือ “ทำไปทำไม”
“ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ เจตนารมณ์ตามพระวรสารเรื่องใดที่กำลังขับเคลื่อนเรา เรากำลังตอบสนองความต้องการของผู้คนหรือไม่ สิ่งที่เราเลือกทำสอดคล้องกับพันธกิจของศาสนจักรอย่างไร ทำไมกิจกรรมบางอย่างทำให้คนเริ่มต้นเส้นทางต่อได้ แต่บางกิจกรรมจบลงแค่ตรงนั้น การถามแบบนี้จะช่วยให้รู้ว่า ‘อะไรควรรักษาไว้ อะไรควรให้ความสำคัญมากขึ้น อะไรควรแก้ไข อะไรควรหยุด และอะไรควรเริ่มต้นใหม่’” พระสันตะปาปาทรงแนะนำ
4. งานอภิบาลไม่ใช่ทำให้มากขึ้น แต่ให้ “ทำน้อยลงและทำให้ดีขึ้น”
จากนั้น พระสันตะปาปายอมรับว่า งานอภิบาลทุกวันนี้เหนื่อยกว่าเดิม และไม่ควรเปลี่ยนการประเมินงานให้กลายเป็นภาระชิ้นใหม่
“พ่ออยากพูดให้ชัดเจนว่า การประเมินงานอภิบาลไม่ได้ขอให้พวกท่านทำมากขึ้น ตรงกันข้าม มันอนุญาตให้พวกท่านทำน้อยลง แต่ทำให้ดีขึ้น ถ้าการประเมินงานอภิบาลกลายเป็นภาระอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกวางลงบนบ่าของพวกท่าน เราก็ทำลายความหมายของมันไปแล้ว”
5. สงฆ์คาทอลิกต้องเป็นคนที่ฟังก่อนตอบอะไรออกไป อย่าเป็นคนทำงานต้องเด่นคนเดียว
พระสันตะปาปายังเตือนสติบรรดาสงฆ์คาทอลิกด้วยว่า “สงฆ์ควรเป็นคนที่ฟังก่อนตอบ และไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ ชุมชนที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพ่อเจ้าวัดเพียงคนเดียว คือชุมชนที่เปราะบาง และการเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่า ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่หมายถึงการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว เปิดพื้นที่ให้ความสามารถของคนอื่น และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวไว้”
6. ผู้เตรียมบวชต้องเรียนรู้จาก “ใบหน้าของคน” ไม่ใช่จากหนังสืออย่างเดียว
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงพูดกับผู้เตรียมบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกว่า การอบรมต้องเกิดทั้งจากหนังสือและจากชีวิตจริงของผู้คน
“ขอให้พวกท่านเปิดใจรับการอบรมทั้งจากหนังสือ ซึ่งจำเป็นเพื่อให้เราได้พบกับครูที่ดี และจากใบหน้าของผู้คน จากคนยากจน จากผู้ป่วย และจากผู้คนตามวัดต่างๆ ของเรา คนหนุ่มสาวไม่ได้มอบชีวิตของตัวเองให้กับ ‘ตำแหน่ง’ แต่พวกเขาจะติดตามชายและหญิงที่ดูมีความสุขกับชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
Source:

Comments
Post a Comment