โป๊ปสอน อย่ามองธรรมชาติแค่ความสวยงาม แต่จงมองให้เห็นพระผู้สร้างผ่านสิ่งเหล่านี้
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน การมองเห็นไฟ ลม กระแสน้ำ ดวงดาว นก หรือดอกไม้แล้วรู้สึกว่าสวยงามยังไม่พอ เพราะสิ่งสร้างเหล่านี้ควรพาเราไปพบและรู้จักพระผู้สร้างที่อยู่เบื้องหลังความงดงามทั้งหมด
➡️ ทรงขอให้ทุกคนหาเวลาปลีกตัวจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ลอง “ปิดเสียง” ความอึกทึกที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้เราได้ยินเสียงของสิ่งสร้าง ซึ่งพระเจ้ากำลังใช้พูดกับเรา
➡️ ทรงย้ำ การพบกับพระเยซูต้องไม่หยุดอยู่แค่เรื่องความเชื่อส่วนตัว แต่ควรเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อโลกรอบตัว และทำให้เรารับผิดชอบต่อการดูแลบ้านส่วนรวมมากขึ้น
➡️ ทรงชี้ ยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เคยถูกใช้เพื่อการทำลายสามารถเปลี่ยนมาใช้เพื่อชีวิต เพื่อช่วยคนยากจน ให้อาหารคนหิว และปกป้องสิ่งสร้างได้

Photo Credit: Vatican Media
ช่วงเย็นวันอังคารที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในมิสซาวันภาวนาเพื่อการดูแลสิ่งสร้าง (The Care of Creation) ภายในบอร์โก้ เลาดาโต ซี ศูนย์การศึกษาด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สวนของวังฤดูร้อน คาสเตล กันดอลโฟ
สำหรับบทเทศน์ประจำมิสซานี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดจากหนังสือปรีชาญาณ เพลงสดุดี และพระวรสารจากนักบุญแม็ทธิว พร้อมชวนคริสตชนให้กลับมามองธรรมชาติรอบตัว ไม่ใช่แค่สนใจแค่ความสวยงาม แต่ต้องให้สิ่งสร้างเหล่านี้พาเราไปพบพระเจ้าพระผู้สร้าง และเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตกับโลก โดย Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้
1. อย่ามองธรรมชาติแค่ว่าสวย แต่จงมองให้เห็นพระผู้สร้าง
พระสันตะปาปาเริ่มต้นบทเทศน์จากหนังสือปรีชาญาณที่ชวนให้มนุษย์มองความงดงามและพลังของสิ่งสร้าง และคิดรำพึงถึงพระเจ้าผู้สร้างสิ่งเหล่านี้
พระสันตะปาปาตรัสว่า “คงเป็นเรื่องผิวเผิน ถ้าเราจะประหลาดใจกับไฟ ลม กระแสน้ำ หรือดาวบนท้องฟ้า แต่ไม่ยอมเงยสายตาขึ้นไปหาพระผู้สร้างสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้ สิ่งสร้างทั้งหมดกำลังพูดกับเราถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้าง หากดวงตาและหัวใจของเรายังคงเปิดรับธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่นี้”
พระสันตะปาปายังยกพระวรสารจากนักบุญแม็ทธิว ตอนที่พระเยซูชวนให้มองนกในท้องฟ้าและดอกไม้ในทุ่ง พร้อมย้ำว่า หากพระเจ้าทรงดูแลสิ่งสร้างเหล่านี้อย่างดี พระองค์ย่อมเอาใจใส่มนุษย์ซึ่งเป็นลูกที่พระองค์รักมากยิ่งกว่านั้น
“หากพระเจ้าไม่เมินเฉยที่จะมอบความงดงามนี้ให้แก่พืชและสัตว์ และจัดเตรียมทุกสิ่งที่พวกมันต้องการ แล้วพระองค์จะเอาใจใส่ต่อความต้องการของบรรดาลูกๆ ที่พระองค์ทรงรักมากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด”
2. หยุดจากความวุ่นวาย แล้วลองฟังเสียงของสิ่งสร้าง
พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า ชีวิตทุกวันนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบและเสียงรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ จนบางครั้งเราไม่มีเวลาหยุดมองหรือฟังสิ่งที่อยู่รอบตัว พระองค์จึงขอให้ทุกคนลองหยุดจากจังหวะชีวิตที่วุ่นวายลงบ้าง
“ในวันนี้และตลอดหลายสัปดาห์ข้างหน้า ขอให้เราแบ่งเวลาสักเล็กน้อย หยุดจากความวุ่นวายเร่งรีบในชีวิตประจำวัน เพื่อสัมผัสความกลมกลืนอันลึกซึ้ง ซึ่งตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้”
“ขอให้เราเปิด ‘โหมดเงียบ’ ให้กับเสียงรบกวนมากมายที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เพื่อที่เราจะได้ฟังเสียงอันไพเราะของสิ่งสร้าง ซึ่งพระเจ้า ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง กำลังตรัสกับเราผ่านสิ่งเหล่านั้น” พระสันตะปาปาทรงสอน
3. การพบพระเยซูต้องเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อโลกรอบตัว
พระสันตะปาปายังย้ำว่า การมองสิ่งสร้างและพบพระเจ้าผ่านความงดงามของธรรมชาติไม่ควรจบลงแค่ความรู้สึกประทับใจ แต่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราปฏิบัติต่อโลก เพราะการพบกับพระเยซูควรปรากฏออกมาในความสัมพันธ์ของเรากับทุกสิ่งรอบตัวด้วย
พระสันตะปาปาตรัสว่า “การพิจารณาสิ่งสร้างคือก้าวแรกไปสู่การเปลี่ยนใจอย่างแท้จริงในการดูแลสิ่งสร้าง ซึ่งผลจากการพบกับพระเยซูคริสต์ของเราจะปรากฏให้เห็นในความสัมพันธ์ที่เรามีกับโลกรอบตัว”
“จากการพิจารณาสิ่งสร้างและการพบกับพระผู้สร้าง ทำให้เราเริ่มตระหนักถึงสถานที่พิเศษของเราภายในแผนการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า และตระหนักถึงความรับผิดชอบที่เราทุกคนมี ทั้งในระดับส่วนตัวและร่วมกัน ในการรักษาความกลมกลืนนี้ไว้”
4. ยังไม่สายเกินไป สิ่งที่เคยใช้เพื่อการทำลายสามารถเปลี่ยนมาใช้เพื่อชีวิตได้
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงเตือนว่า สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่จำเป็นต้องถูกนำไปใช้เพื่อการทำลายเสมอไป แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีการและนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาใช้เพื่อชีวิตและช่วยเหลือผู้อื่นได้
“ยังไม่สายเกินไป และวันภาวนาเพื่อการดูแลสิ่งสร้างกำลังเรียกร้องให้เราเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เคยถูกใช้เพื่อการทำลาย สามารถเปลี่ยนทิศทางให้กลับมาใช้เพื่อชีวิต เพื่อการดูแลคนยากจน เพื่อให้อาหารแก่ผู้หิวโหย และเพื่อปกป้องสิ่งสร้าง”
พระสันตะปาปาทรงปิดท้ายด้วยการกล่าวถึงนักบุญฟรานซิส อัสซีซี ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้พระสันตะปาปา ฟรานซิส เขียนสมณสาส์น เลาดาโต ซี (Laudato Si’ - ขอสรรเสริญพระเจ้า) พร้อมขอให้ทุกคนเดินตามแบบอย่างของนักบุญฟรานซิส ด้วยการใช้ชีวิตแบบพี่น้องกัน และไม่แยกเรื่องการดูแลเพื่อนมนุษย์ออกจากการดูแลสิ่งสร้างด้วย
Source:
Comments
Post a Comment