โป๊ปสอน อย่าคิดว่าเรารู้จักพระเยซูดีแล้ว เพราะความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ได้รับมาแล้วจบ แต่ต้องกลับมาค้นพบและทำให้ลึกซึ้งขึ้นอยู่เสมอ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับมาครั้งเดียวแล้วจบ แต่เราต้องกลับมาค้นพบพระเยซูและพระวรสารของพระองค์อยู่เสมอ เราต้องถามตัวเองบ่อยๆ “พระเยซูคือใครสำหรับเรา” เพื่อไม่ให้ความเชื่อกลายเป็นเพียงสิ่งที่ทำไปตามความเคยชิน


➡️ ทรงย้ำ อย่าพอใจกับความเชื่อที่เราเพียงแค่ “เคยได้ยินมา” หรือสิ่งที่ถูกส่งต่อกันมา แต่จงรู้จักพระเยซูด้วยตัวเอง เปิดใจให้มิตรภาพกับพระองค์เปลี่ยนแปลงเรา แม้บางครั้งจะต้องเดินบนเส้นทางหรือเลือกสิ่งที่แตกต่างจากที่เราเคยคิดไว้


➡️ ทรงแบ่งปัน คำถามที่ว่า “พระเยซูคือใครสำหรับเรา” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาภาวนาหรืออ่านพระวรสาร แต่เกิดขึ้นเมื่อเราเจอความทุกข์และความต้องการของคนอื่น รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา สิ่งนี้จะทำให้เห็นว่า พระเยซูเป็นเพียงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ หรือเป็นพระคริสต์ผู้เปลี่ยนชีวิตของเราจริงๆ


➡️ ทรงชี้ แม้แต่ศาสนจักรและบรรดาผู้อภิบาลก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า วันนี้พระเยซูกำลังขอให้เราทำอะไร เพราะการทำอะไรแบบเดิมๆด้วยความคุ้นชิน อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ยุคปัจจุบัน

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมานำคริสตชนสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปาชาวอเมริกันทรงแบ่งปันพระวรสารจากนักบุญแม็ทธิว (16:13-20) ตอนที่พระเยซูถามบรรดาศิษย์ว่า “แล้วพวกท่านล่ะ คิดว่าเราเป็นใคร” พร้อมชวนคริสตชนทุกคนกลับมาถามคำถามเดียวกันนี้กับตัวเอง ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. อย่าคิดว่าเรารู้จักพระเยซูดีแล้ว เพราะความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่รับมาครั้งเดียวแล้วจบ


พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นแบ่งปันว่า บรรดาอัครสาวกทั้ง 12 คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระเยซูและร่วมพันธกิจกับพระองค์มามากแล้ว แต่พระเยซูก็ยังไม่ได้คิดเอาเองว่า พวกเขารู้จักพระองค์อย่างแท้จริง จึงถามตรงๆ ว่า “แล้วพวกท่านล่ะ คิดว่าเราเป็นใคร” ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ได้มีไว้สำหรับบรรดาศิษย์ในเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามสำหรับคริสตชนทุกยุค รวมถึงเราทุกคนในวันนี้ด้วย


“นี่คือคำถามพื้นฐานสำหรับศิษย์ของพระเยซูในทุกยุคทุกสมัย และสำหรับเราแต่ละคนด้วย ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับมาแล้วครั้งเดียวและจบไป แต่เราจำเป็นต้องกลับมาค้นพบพระพักตร์ของพระคริสต์และพระวรสารของพระองค์อยู่เสมอ เข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ลึกซึ้งขึ้น และทบทวนสิ่งที่เราเลือกในชีวิต เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับความเชื่อที่เราประกาศ ด้วยวิธีนี้ เราจะเอาชนะความคิดที่ว่าเรารู้ทุกอย่างแล้ว และไม่ปล่อยให้ความเชื่อกลายเป็นเพียงสิ่งที่ทำไปตามความเคยชิน” พระสันตะปาปาทรงแบ่งปัน


2. ชีวิตประจำวันจะตอบเราเองว่า พระเยซูเป็นแค่บุคคลในประวัติศาสตร์ หรือเป็นพระคริสต์ในชีวิตของเรา


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า คำถามที่ว่า “พระเยซูคือใครสำหรับเรา” ไม่ได้มีไว้ถามตัวเองเฉพาะเวลาภาวนาหรืออ่านพระวรสารเท่านั้น แต่ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเวลาที่เราเจอความทุกข์ของคนอื่น หรือเจอสถานการณ์ที่ท้าทายมโนธรรม จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราเห็นชัดที่สุดว่า พระเยซูมีความหมายกับชีวิตเราจริงๆ แค่ไหน


พระสันตะปาปาตรัสว่า “คำถามที่ว่า พระเยซูคือใครสำหรับเรา และการมีพระองค์อยู่ในชีวิตของเราหมายความว่าอย่างไร จะเกิดขึ้นกับเราเป็นพิเศษในเวลาภาวนาและเมื่อเรารำพึงพระวรสาร แต่คำถามนี้ยังเกิดขึ้นเมื่อเราได้พบกับบาดแผลและความต้องการของพี่น้องชายหญิง รวมถึงในความสัมพันธ์และสถานการณ์ต่างๆ ที่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราอย่างลึกซึ้งที่สุด”


“ในชีวิตประจำวัน เราสามารถค้นพบได้ว่า สำหรับเราแล้ว พระเยซูเป็นเพียงบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ผู้เคยพูดและทำสิ่งสำคัญต่างๆ หรือพระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า ผู้ถูกส่งมาเพื่อนำเราเข้าสู่ความรักของพระบิดา และเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา รวมถึงโลกที่เราอาศัยอยู่” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย


3. อย่าพอใจกับความเชื่อที่แค่ “เคยได้ยินมา” แต่จงรู้จักพระเยซูด้วยตัวเอง


พระสันตะปาปายังเตือนด้วยว่า บางครั้งเราอาจอยู่กับความเชื่อมานานจนคิดว่าสิ่งที่เคยได้ยิน สิ่งที่คนทั่วไปเชื่อกัน หรือสิ่งที่ได้รับการส่งต่อมานั้นเพียงพอแล้ว แต่พระเยซูไม่ต้องการให้เรา “แค่” รู้เรื่องของพระองค์ พระเยซูเรียกให้แต่ละคนตอบพระองค์ด้วยตัวเอง 


“บางครั้ง เมื่อพูดถึงความเชื่อคริสตชน เราอาจพอใจกับสิ่งที่เพียงแค่ ‘ก็เคยได้ยินมาแบบนี้’ กับความเข้าใจทั่วไป หรือกับสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดต่อๆ กันมา แม้สิ่งเหล่านั้นอาจถูกส่งต่อมาด้วยความตั้งใจที่ดีที่สุดก็ตาม แต่พระเยซูทรงเรียกเราให้ตอบพระองค์ด้วยตัวเอง ให้รู้จักพระองค์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และยอมให้มิตรภาพกับพระองค์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเรา ผ่านการพบกับพระองค์ที่สดใหม่อยู่เสมอ”


“สิ่งนี้อาจเรียกร้องให้เราเดินไปบนเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคย และตัดสินใจเลือกสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยคิดเอาไว้” พระสันตะปาปาทรงย้ำ 


4. ศาสนจักรก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า วันนี้พระเยซูกำลังขอให้เราทำอะไร


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า การกลับมาถามว่า “พระเยซูคือใคร” ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคริสตชนแต่ละคนเท่านั้น แต่ศาสนจักรและผู้ทำงานอภิบาลก็ต้องถามคำถามนี้เช่นกัน เพราะเราไม่สามารถคิดว่า เพียงแค่ทำทุกอย่างต่อไปเหมือนที่เคยทำมาตลอดก็เพียงพอแล้ว


“เรื่องนี้เป็นจริงทั้งสำหรับเส้นทางชีวิตส่วนตัวของเรา เส้นทางของศาสนจักร และการตัดสินใจในงานอภิบาล เพราะบางครั้งเราอาจคิดว่า แค่ทำสิ่งต่างๆ ต่อไปเหมือนที่เราเคยทำมาตลอดก็เพียงพอแล้ว”


“แต่เราควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า พระเยซูคือใครสำหรับเรา เรารู้จักพระองค์จริงๆ หรือไม่ วันนี้พระวรสารของพระองค์กำลังขออะไรจากเรา และเราได้รับเรียกให้ก้าวไปทางไหน หรือตัดสินใจเลือกอะไร” พระสันตะปาปาทรงสอนในช่วงท้าย


5. ภาวนาให้คองโกจากการระบาดของอีโบล่า 


หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อชาวคองโกที่กำลังทนทุกข์จากการแพร่ระบาดของอีโบล่า พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการป้องกันโรค เพื่อช่วยชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุดด้วย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/angelus/2026/documents/20260823-angelus.html 


Comments