โป๊ปสอน การใช้ชีวิตตามพระวรสารอย่างจริงจัง ไม่ทำให้เรามืดบอดหรือใช้ความรุนแรง แต่ทำให้เราสุภาพถ่อมตน ใส่ใจผู้อื่น และเปิดรับทุกคน
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน การใช้ชีวิตตามพระวรสารอย่างจริงจัง ไม่ใช่การยึดศาสนาแบบสุดโต่งจนปิดกั้นและต่อต้านคนที่แตกต่าง เพราะพระวรสารไม่ได้ทำให้เราตามืดบอดหรือใช้ความรุนแรง แต่ทำให้เราสุภาพถ่อมตน ใส่ใจผู้อื่น และเปิดรับทุกคน
➡️ ทรงเตือน ศาสนาต้องไม่ถูกนำไปรับใช้ลัทธิชาตินิยมหรือผลประโยชน์ทางการเมือง คริสตชนต้องช่วยสร้างสันติภาพ ก้าวข้ามความกลัวจากข้อมูลเท็จ และทำลายกำแพงที่เกิดจากอคติ
➡️ ทรงย้ำ ความกล้าที่จะตัดสินใจเลือกสิ่งใดตลอดชีวิต อาจเป็นการกระทำที่เปลี่ยนแปลงโลกมากที่สุด เพราะการเลือก “ตลอดไป” ไม่ได้ขังเราไว้ในกรง แต่เปิดชีวิตให้เติบโตไปพร้อมกับพระเจ้า
➡️ ทรงยอมรับ หลายคนผิดหวังและได้รับบาดแผลจากศาสนจักร แต่ศาสนจักรต้องไม่ใช้อำนาจกดคนอื่นลง ต้องช่วยให้ผู้คนลุกขึ้น และคริสตชนทุกคนมีส่วนร่วมในการซ่อมแซมศาสนจักรแบบที่นักบุญฟรานซิส อัสซีซี ทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง

Photo Credit: Umbria24.it
ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเริ่มต้นการเสด็จอภิบาลเมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี ด้วยการพบกับเยาวชนที่ลานหน้ามหาวิหารซานตา มารีอา เดญี อันเจลี่ ซึ่งเยาวชนเหล่านี้มาร่วมงาน GO! FRANCISCAN YOUTH MEETING 2026
พิธีการของช่วงนี้ เป็นการให้เยาวชนสามคนจากประเทศโครเอเชีย, เมืองโบโลญญ่า และเมืองซิชีเลียจากประเทศอิตาลี ได้ถามพระสันตะปาปาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ของนักบุญฟรานซิส การกล้าตัดสินใจตอบรับกระแสเรียกตลอดชีวิต และการวางใจศาสนจักรที่ยังเต็มไปด้วยบาดแผลและความขัดแย้งภายใน จากนั้น พระสันตะปาปาทรงตอบคำถามของพวกเขาทีละข้อ ซึ่ง Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้
1. พระวรสารไม่ทำให้เรามืดบอดหรือใช้ความรุนแรง
คำถามแรกมาจากคาโรลิน่า เยาวชนจากกรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ซึ่งถามว่า “พระองค์จะทรงแนะนำเยาวชนที่เติบโตมาในจิตตารมณ์ฟรานซิสกันอย่างไร เพื่อให้เรายังคงเป็นศิษย์ที่ซื่อสัตย์ของพระคริสต์ และนำความหวังไปมอบให้เพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยไม่สูญเสียความยินดีแห่งพระวรสาร ความเรียบง่ายของหัวใจ และความใกล้ชิดกับผู้อื่น ซึ่งทำให้การเป็นประจักษ์พยานแบบคริสตชนมีความน่าเชื่อถือ”
พระสันตะปาปาทรงตอบว่า “นักบุญฟรานซิสสอนเราว่า การดำเนินชีวิตตามพระวรสารอย่างจริงจังถึงที่สุดนั้น ตรงข้ามกับแนวคิดสุดโต่งที่ยึดหลักศาสนาแบบตายตัว เพราะไม่ได้ทำให้เรามืดบอดหรือใช้ความรุนแรง แต่ทำให้เรารู้ตัว ใส่ใจ และพร้อมติดตามพระเยซูอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงสุภาพถ่อมตนและเปิดใจต้อนรับทุกคน เส้นทางนี้ไม่ง่าย แต่เต็มไปด้วยความยินดี” พระสันตะปาปาทรงสอน
พระองค์ยังชี้ว่า ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ผู้คนไม่คุ้นเคยกับการพบหน้ากัน คริสตชนต้องรักษาความใกล้ชิด ความเป็นพี่น้อง และความยินดีที่เกิดจากการอยู่ร่วมกัน
“สิ่งที่ประกาศพระวรสารได้มากกว่าคำพูดคือความยินดีนี้เอง และเป็นความยินดีที่ไม่สามารถปิดบังได้”
2. การเลือก “ตลอดไป” ไม่ได้ขังเราไว้ในกรง
โจวานนี่ เยาวชนอายุ 27 ปีจากเมืองโบโลญญ่า ถามพระสันตะปาปาว่า “เราจะตอบตกลงกับพระเจ้าอย่างเต็มที่และกล้าหาญได้อย่างไร โดยไม่วางมือบนคันไถแล้วหันกลับไปมองข้างหลัง และไม่จดจ่อกับความยากลำบากหรือการเสียสละที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางมากเกินไป สิ่งใดช่วยพระองค์มากที่สุดตลอดเส้นทางกระแสเรียกนี้”
พระสันตะปาปาทรงตอบว่า “ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ความกล้าที่จะตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดชีวิต อาจเป็นการกระทำที่เปลี่ยนแปลงโลกมากที่สุด การเลือกสิ่งใด ‘ตลอดไป’ ไม่ได้ขังเราไว้ในกรง แต่กลับเปิดชีวิตของเราให้เคลื่อนไหวและเติบโตมากขึ้น”
“ความรักคือการออกเดินทางจากตัวเอง เป็นเส้นทางที่เราต้องค่อยๆ ค้นพบ และเป็นการเดินทางที่พระเจ้าเองทรงเดินไปพร้อมกับเรา นี่คือความหมายของทุกกระแสเรียก” พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปัน
พระองค์ยังเตือนว่า การวิ่งหนีปัญหา การละทิ้งความผูกพัน หรือเปลี่ยนเส้นทางอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้า
“เราอาจมีประสบการณ์ คนรู้จัก และสิ่งของเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ราคาที่มนุษย์ต้องจ่ายนั้นสูงมาก และความว่างเปล่าภายในที่ตามมาก็ลึกมากเช่นกัน”
3. พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้พ่อเดินตามลำพัง
ส่วนคำถามเรื่องกระแสเรียก พระสันตะปาปาตอบว่า “เมื่อพ่อมองย้อนกลับไปในชีวิต พ่อบอกได้ว่า พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้พ่ออยู่ตามลำพัง พระองค์ทรงเดินเคียงข้างพ่อเสมอ และบ่อยครั้งพระองค์ทรงส่งผู้คนมาอยู่ข้างพ่อ เพื่อให้พ่อมีเพื่อนร่วมทาง”
“ในฐานะสงฆ์คาทอลิก สมาชิกคณะออกัสติเนี่ยน และธรรมทูต พ่อได้พบแสงสว่างที่นำทางพ่อมาจนถึงวันนี้ แม้กระทั่งช่วงเวลาที่พ่อจำเป็นต้องกล่าวคำว่า ‘ตกลง’ ต่อกระแสเรียกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเป็นพระสันตะปาปา”
“กระแสเรียกไม่ใช่เสียงที่เราได้ยินเพียงครั้งเดียว แต่เป็นเสียงเรียกที่ต้องตอบรับทุกวัน ด้วยความเชื่อ ความไว้วางใจ และความซื่อสัตย์” พระสันตะปาปาทรงแบ่งปัน
4. ศาสนจักรต้องใช้อำนาจเพื่อยกคนขึ้น ไม่ใช่กดคนลง
คำถามสุดท้ายมาจากลุยจิ เยาวชนจากแคว้นซิชีเลีย ถามว่า “วันนี้ เยาวชนจำนวนมากพูดว่า พวกเขา ‘เชื่อ(พระเจ้า) แต่ไม่เชื่อศาสนจักร’ แม้ภายในชุมชนของเราเอง บางครั้งเราก็มองเห็นศาสนจักรที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและวิกฤตภายใน คำถามของลูกคือ เราจะยังคงซื่อสัตย์ต่อความรักที่ช่วยเยียวยาและซ่อมแซมนี้ได้อย่างไร และเหตุใดทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะมองศาสนจักรเป็นมารดา ซึ่งแม้จะมีบาดแผล แต่ยังคงพร้อมต้อนรับและรักเราเสมอ”
พระสันตะปาปาทรงยอมรับว่า การที่ศาสนจักรไม่เป็นอย่างที่พระเยซูปรารถนา ได้สร้างความทุกข์ บาดแผล และความผิดหวังแก่ผู้คน และสำหรับบางคนยังกลายเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อด้วย อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาของพระเยซูที่มีต่อศาสนจักรนั้นชัดเจน ศาสนจักรต้องเป็นพระกายของพระองค์และทำให้ชีวิตของพระองค์ปรากฏให้เห็น ด้วยการใช้อำนาจในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เป็นอำนาจที่ไม่กดคนอื่นลง แต่ช่วยให้พวกเขาลุกขึ้น”
พระสันตะปาปาทรงยกแบบอย่างของนักบุญฟรานซิส ผู้เลือกไม่โจมตีหรือตัดสินศาสนจักร แต่เข้าไปมีส่วนร่วมในการซ่อมแซมด้วยการรับใช้
“นักบุญฟรานซิสเดินบนเส้นทางนี้ ไม่ใช่เพื่อครอบงำ แต่เพื่อรับใช้ ไม่ใช่เพื่อไขว่คว้า แต่เพื่อรับสิ่งที่พระเจ้าประทาน ไม่ใช่เพื่อเก็บยึดไว้ แต่เพื่อคืนกลับไป”
“เราแต่ละคนมีส่วนร่วมในภารกิจที่ยังคงดำเนินอยู่นี้ เรามีหน้าที่และกระแสเรียกแตกต่างกัน แต่เราเดินไปด้วยกัน ให้กำลังใจกัน สนับสนุนกัน และตักเตือนแก้ไขกันระหว่างทาง สิ่งสำคัญคือ เราแต่ละคนต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างซื่อสัตย์” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
Source:
Comments
Post a Comment