โป๊ปย้ำ ศาสนจักรไม่ได้โตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา แต่เติบโตด้วยการใช้ชีวิตคริสตชนที่ทำให้คนอื่นประทับใจ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ ศาสนจักรไม่ได้เติบโตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา แต่เติบโตจาก “แรงดึงดูด” ของการใช้ชีวิตแบบคริสตชนที่ทำให้คนต่างศาสนารู้สึกประทับใจ พร้อมชี้ ความรักไม่มีการบังคับ ยัดเยียดความคิด หลอกลวง หรือพยายามดึงใครเข้ากลุ่ม เพราะความรักที่แท้จริงเกิดขึ้นด้วยเสรีภาพที่จะเลือกเท่านั้น


➡️ ทรงสอน เราต้องไม่ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว เพราะวัฒนธรรมคาทอลิกสอนเราให้ตอบกลับด้วยความเมตตา


➡️ ทรงบอกเยาวชน “อนาคตคือคำสัญญา ไม่ใช่ภัยคุกคาม” พร้อมขอให้กล้าออกจากกลุ่มของตัวเอง ไปพบคนที่มีวัฒนธรรม ความคิด และพื้นเพที่แตกต่างจากเรา โดยเฉพาะคนยากจนและคนที่ถูกสังคมมองข้าม


➡️ ทรงขอให้ทุกคน “รักศาสนจักรอยู่เสมอ” รักษาความเป็นหนึ่งเดียว และเรียนรู้ที่จะรับฟังกัน เพราะการก้าวเดินไปด้วยกันไม่ได้หมายถึงแค่การประชุม แต่คือการฟังพระวาจาของพระเจ้า ฟังกันและกัน และยอมให้ความเชื่อของผู้อื่นช่วยเปลี่ยนแปลงเรา

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จไปยังศูนย์นิทรรศการริมีนี่ ประเทศอิตาลี เพื่อพบปะผู้เข้าร่วมงาน “การพบปะเพื่อมิตรภาพระหว่างประชาชน” ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดโดยกลุ่มความเป็นหนึ่งเดียวกันและอิสรภาพ (Comunione e Liberazione) โดยวันนี้ พระสันตะปาปาชาวอเมริกันทรงพูดถึงการสร้างสันติภาพ ความรัก บทบาทของเยาวชน และการเป็นพยานความเชื่อของคริสตชนในโลกปัจจุบัน ซึ่งใจความสำคัญนั้น Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. อย่าตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว แต่จงตอบโต้ด้วยความเมตตา


พระสันตะปาปาทรงเริ่มจากสถานการณ์ของโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง พร้อมชี้ว่า สันติภาพยังเกิดขึ้นได้จากคนที่เลือกพบปะ พูดคุย และไม่กลัวที่จะทำความเข้าใจคนที่แตกต่าง เพราะก่อนจะมีพรมแดน คำนิยาม หรือสถาบัน สิ่งที่มาก่อนเสมอคือคำว่า “มนุษย์”


พระสันตะปาปาตรัสว่า “การติดตามพระเยซูคริสต์ทำให้เราต้องตระหนักอย่างชัดเจนว่า เราต่อสู้ความชั่วด้วยความชั่วไม่ได้ ... วัฒนธรรมคาทอลิกต้องตอบด้วยความเมตตา ซึ่งมองว่าเราไม่ควรมีใครเป็นศัตรู เพราะแม้แต่คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังเป็นพี่น้องชายหญิงที่เราต้องมองตาและพบกันด้วยความจริง”


“ขอให้เราปลดปล่อยการอยู่ร่วมกันจากความระแวง วัฒนธรรมจากการใช้อำนาจข่มคนอื่น การศึกษาจากอุดมการณ์ การทำงานจากการยกกำไรเป็นสิ่งสูงสุด และเทคโนโลยีกับการเงินจากธุรกิจแห่งความตาย ... เราต้องการผู้บุกเบิกที่กล้าหาญ ซึ่งเริ่มต้นจากการเปลี่ยนทิศทางชีวิตของตัวเอง” พระสันตะปาปาทรงขอร้อง


2. เยาวชนคือเครื่องหมายว่า “อนาคตคือคำสัญญา ไม่ใช่ภัยคุกคาม”


พระสันตะปาปาทรงพูดกับเยาวชนจำนวนมากที่มาร่วมงานและทำหน้าที่อาสาสมัคร พร้อมขอให้พวกเขาอย่าปิดตัวเองอยู่แค่ในกลุ่มหรือชุมชนที่คุ้นเคย แต่ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการออกไปพบโลกจริงและผู้คนที่แตกต่าง


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “พวกลูกคือเครื่องหมายว่า อนาคตคือคำสัญญา ไม่ใช่ภัยคุกคาม ... ความรักขับเคลื่อนเรา กระตุ้นเรา ปลุกเราให้ตื่นจากความเฉื่อยชา ทำให้เกิดกระแสเรียกใหม่ๆ และเรียกเราให้กล้าเสี่ยง”


“จงลงมือ จงขยายความสัมพันธ์ของพวกลูกออกไปให้ไกลกว่ากลุ่มที่ตัวเองสังกัด ขอให้กลุ่มและชุมชนของพวกลูก เป็นเหมือนจุดกระโดดที่ส่งพวกลูกออกไปหาโลก จงต่อต้านทุกสิ่งที่พยายามแยกพวกลูกออกจากพี่น้องชายหญิงที่มีวัฒนธรรม ความรู้สึก และพื้นเพแตกต่างจากเรา โดยเฉพาะคนยากจน จงออกไปพบทุกคน”


3. ความรักไม่มีการบังคับ และศาสนจักรไม่ได้เติบโตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา


พระสันตะปาปายังย้ำกับเยาวชนว่า การประกาศความเชื่อไม่ใช่การบังคับหรือพยายามดึงคนเข้ามาอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา แต่คนอื่นควรสัมผัสความเชื่อผ่านชีวิตของคริสตชนเอง


พระสันตะปาปาทรงสอนว่า “ในความรักไม่มีการบังคับ ไม่มีการยัดเยียดความคิด ไม่มีการล่อลวง ไม่มีการหลอกลวง และไม่มีการดึงใครเข้ากลุ่มด้วยวิธีบังคับ ความรักมีอยู่ได้ในเสรีภาพ ในการพูดคุยกันอย่างจริงใจ และในการมอบตัวเองให้ผู้อื่นอย่างใจกว้างเท่านั้น … เหมือนที่พระสันตะปาปาองค์ก่อนหน้าพ่อ (พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 และพระสันตะปาปา ฟรานซิส) ได้ย้ำหลายครั้งว่า ‘ศาสนจักรไม่ได้เติบโตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา แต่เติบโตด้วยแรงดึงดูดจากชีวิตคริสตชน’”


4. จงรักศาสนจักรอยู่เสมอ และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกัน


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพูดอย่างตรงไปตรงมากับสมาชิกกลุ่ม “ความเป็นหนึ่งเดียวกันและอิสรภาพ” (Comunione e Liberazione)ให้รักศาสนจักรและรักษาความเป็นหนึ่งเดียว แม้ต้องผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤต


“จงรักศาสนจักรอยู่เสมอ จงรักและรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกัน พ่ออยากพูดอีกครั้งว่า ‘จงรักศาสนจักรอยู่เสมอ’ ช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การแตกแยก แต่สามารถกลายเป็นโอกาสของการเริ่มต้นใหม่ หากคริสตชนยังคงวางใจในพระคริสต์และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักร”


5. ศาสนจักรต้องกลับมาเรียนรู้ที่จะฟังกัน


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการก้าวเดินไปด้วยกันในศาสนจักร โดยย้ำว่า สิ่งแรกที่ต้องกลับมาเรียนรู้คือ “การฟัง” ซึ่งบางครั้งเราเองก็ทำสิ่งนี้หายไป


“เราต้องค้นพบคุณค่าของการรับฟังต่อไป เริ่มจากการฟังพระวาจาของพระเจ้า การฟังกันและกัน การฟังปรีชาญาณที่เราพบในชายหญิง ทั้งสมาชิกของศาสนจักร และผู้ที่กำลังแสวงหาความจริง แม้พวกเขาจะยังไม่ได้เป็น และอาจไม่มีวันเป็นสมาชิกของศาสนจักรก็ตาม” 


“เมื่อแต่ละคนรับฟัง ยอมให้ความเชื่อของผู้อื่นเปลี่ยนแปลงตัวเอง และร่วมกันภายใต้การนำของผู้ดูแลศาสนจักร ... เมื่อเป็นเช่นนั้น อำนาจก็จะเปลี่ยนเป็นการรับใช้ ซึ่งเคารพความแตกต่างและช่วยให้ความแตกต่างเหล่านั้นอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย


Source:

- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/august/documents/20260822-visita-meeting-rimini.html


Comments