โป๊ปย้ำ คริสตชนต้องเข้าใจและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเวลาร่วมพิธีกรรม ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ชมหรือคนแปลกหน้าที่นั่งเงียบๆ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน การปฏิรูปพิธีกรรมของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 เกิดขึ้นเพราะศาสนจักรไม่ต้องการให้คริสตชนมาร่วมพิธี “เหมือนคนแปลกหน้าหรือผู้ชมที่นั่งเงียบๆ” แต่ต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ภาวนา และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่


➡️ ทรงย้ำ การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้หมายถึงการทิ้งธรรมประเพณีของศาสนจักร ตรงกันข้าม การปรับพิธีกรรมบางส่วนเกิดขึ้นเพื่อทำให้มรดกที่ได้รับการส่งต่อมา สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับคริสตชนในแต่ละยุค


➡️ ทรงอธิบาย ในพิธีกรรมมีทั้งส่วนที่มาจากพระเจ้าและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กับส่วนที่มนุษย์กำหนดขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย หากสิ่งนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่ช่วยให้คริสตชนเข้าใจและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมอีกต่อไป


➡️ ทรงเตือน การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะทำอะไรก็ได้ เพราะพิธีกรรมไม่ใช่ความชอบส่วนตัว แต่เป็นการฉลองของศาสนจักรทั้งหมด บิช็อปและสงฆ์จึงมีหน้าที่ดูแลให้พิธีกรรมเคารพกฎของศาสนจักร พร้อมรักษาความเรียบง่ายและสง่างาม

Photo Credit: Vatican Media

ช่วงสายวันพุธที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะคริสตชนและสอนคำสอนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ซึ่งจัดในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงสอนคำสอนตอนสุดท้ายเกี่ยวกับธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Sacrosanctum Concilium) พร้อมอธิบายว่า เพราะเหตุใดบรรดาผู้นำศาสนจักรในสังคายนาวาติกัน ที่ 2 เห็นว่าศาสนจักรจำเป็นต้องปฏิรูปพิธีกรรม ซึ่งใจความสำคัญของบทเทศน์สอน Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. คริสตชนต้องมีส่วนร่วมในพิธีกรรม ไม่ใช่มาร่วมพิธีแบบคนแปลกหน้าไม่มีส่วนร่วม


พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการหยิบยกคำพูดของคาร์ดินัล โจวานนี่ บัตติสต้า มอนตินี่ (พระสันตะปาปา พอล ที่ 6) ที่อธิบายว่า พิธีกรรมเป็นทั้งภาษาที่ถ่ายทอดคำสอนของพระเจ้า และเป็นเสียงของมนุษย์ที่พูดกับพระเจ้า ดังนั้น คริสตชนที่มาร่วมพิธีจึงไม่ควรเป็นเพียงคนที่มานั่งอยู่ตรงนั้น แต่ต้องเข้าใจและมีส่วนร่วมกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “คริสตชนไม่สามารถและไม่ควรอยู่เงียบๆ หรือมานั่งฟังแบบไม่มีส่วนร่วมอีกต่อไป การที่ร่างกายของพวกเขาอยู่ในพิธี แต่จิตใจกลับไม่ได้อยู่ด้วย เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้”


“ศาสนจักรปรารถนาอย่างยิ่งว่า เมื่อคริสตชนเข้าร่วมธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อนี้ พวกเขาไม่ควรอยู่ในพิธีเหมือนคนแปลกหน้าหรือผู้ชมที่นั่งเงียบๆ ตรงกันข้าม พวกเขาควรเข้าใจพิธีและบทภาวนา รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และมีส่วนร่วมในกิจการศักดิ์สิทธิ์ด้วยความศรัทธาอย่างเต็มที่”


2. พิธีกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ปรับเปลี่ยนได้ การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้ทิ้งธรรมประเพณี


จากนั้น พระสันตะปาปาอธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลของการปฏิรูปคือ ต้องการให้คริสตชนเข้าถึงพระคัมภีร์ บทภาวนา และความหมายของพิธีกรรมได้มากขึ้น เพราะพิธีกรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งมาตลอดประวัติศาสตร์ แต่มีการพัฒนาและปรับรูปแบบตามความต้องการของแต่ละยุคอยู่เสมอ


“พิธีกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา พิธีกรรมจึงมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อำนาจสั่งสอนของศาสนจักรได้ปรับรูปแบบของพิธีกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละยุคสมัย”


“ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สังคายนาวาติกัน ที่ 2 ซึ่งเคารพมรดกของธรรมประเพณีอย่างสูงสุด และก็เพราะต้องการทำให้มรดกนั้นเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหนังสือพิธีกรรมต่างๆ” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย


3. ในพิธีกรรมมีบางอย่างเปลี่ยนไม่ได้ แต่ก็มีบางอย่างที่จำเป็นต้องปรับตามยุคสมัย


พระสันตะปาปายังอธิบายสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฏิรูปพิธีกรรมว่า ศาสนจักรไม่ได้มองว่าทุกอย่างในพิธีกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีทั้งส่วนที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้และไม่สามารถเปลี่ยนได้ กับส่วนที่มนุษย์กำหนดขึ้น ซึ่งสามารถปรับได้เมื่อกาลเวลาหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป


พระสันตะปาปาตรัสว่า “พิธีกรรมประกอบด้วยส่วนที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กับส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนหลังนี้ไม่เพียงสามารถเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น แต่ควรได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป หากมีสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของพิธีกรรมเข้ามาปะปน หรือหากสิ่งเหล่านั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป”


4. การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะทำอะไรก็ได้


พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ย้ำอย่างหนักแน่นว่า การปฏิรูปพิธีกรรมของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่มีรากฐานจากสิ่งที่พระสันตะปาปาหลายองค์เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสังคายนา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ หรือการทำให้ข้อกำหนดต่างๆ ในหนังสือพิธีกรรมเรียบง่ายขึ้น


อย่างไรก็ตาม พระองค์เตือนว่า หลังสังคายนาเกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องในบางส่วนของศาสนจักร เพราะมีการนำหลักการของการปฏิรูปไปใช้เกินขอบเขตหรือเข้าใจผิด และบางกรณียังคงเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน


“การปฏิรูปพิธีกรรมที่ได้รับการส่งเสริมโดยสังคายนาวาติกัน ที่ 2 หยั่งรากอย่างมั่นคงอยู่ในธรรมประเพณีที่มีชีวิตของศาสนจักร การเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องยังช่วยให้เราปฏิเสธการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดขึ้นในบางส่วนของศาสนจักรภายหลังสังคายนา และน่าเสียดายที่บางครั้งยังคงเกิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้ เมื่อหลักการบางอย่างที่เป็นพื้นฐานของการปฏิรูปถูกนำไปใช้จนเกินขอบเขตหรือถูกเข้าใจผิด” พระสันตะปาปาตรัสอธิบาย


5. พิธีกรรมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการฉลองของศาสนจักรทั้งหมด


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า พิธีกรรมไม่ใช่กิจการส่วนตัวของสงฆ์ คนประกอบพิธี หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการฉลองของศาสนจักรทั้งหมด เพราะฉะนั้น บิช็อปและสงฆ์จึงมีหน้าที่สำคัญในการรักษาพิธีกรรมให้เป็นไปตามกฎของศาสนจักร พร้อมกับทำให้พิธีกรรมนั้นเรียบง่าย สง่างาม และช่วยให้คริสตชนพบกับพระเจ้าอย่างแท้จริง


“พิธีกรรมต่างๆ ไม่ใช่กิจการส่วนตัว แต่เป็นการเฉลิมฉลองของศาสนจักร ซึ่งเป็น ‘ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียว’ ... ดังนั้น พิธีกรรมต่างๆ จึงเป็นเรื่องของศาสนจักรทั้งหมด พิธีกรรมแสดงให้เห็นความเป็นศาสนจักรและส่งผลต่อศาสนจักรทั้งหมด”


“ดังนั้น หน้าที่สำคัญอันดับแรกของบรรดาผู้อภิบาล ทั้งบิช็อปและสงฆ์แต่ละคน คือการดูแลรักษาและส่งเสริมพิธีกรรมที่เคารพกฎเกณฑ์ของพิธีกรรม และในขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายอย่างสง่างาม ... พิธีกรรมเช่นนี้ยังจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการประกาศพระวรสาร เป็นเครื่องมือแห่งพระหรรษทาน ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะถวายตัวเอง และเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและเป็นหนึ่งเดียวกันเองอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น” พระสันตะปาปาทรงสอนในตอนท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20260826-udienza-generale.html

Comments