โป๊ปย้ำ อำนาจในศาสนจักรคือการรับใช้ ไม่ใช่ใช้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน พระเยซูมอบกุญแจให้เปโตรเพื่อชี้ให้เห็นว่า “อำนาจในศาสนจักรคือการรับใช้” โดยคนที่เป็นพระสันตะปาปา บิช็อป สงฆ์ และสังฆานุกร ต้องเป็นกลุ่มแรกที่ใช้ชีวิตตามแบบพระเยซู ผู้ก้มลงล้างเท้าให้ศิษย์และยอมสละชีวิตเพื่อผู้อื่น
➡️ ทรงย้ำ ทุกสิ่งที่เราเป็นและทุกสิ่งที่เรามีคือของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งไม่ได้มอบให้เราใช้สร้างอำนาจหรือผลประโยชน์ให้ตัวเอง แต่เพื่อให้เราเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้สิ่งที่ได้รับมานั้นเกิดประโยชน์กับทุกคน
➡️ ทรงชี้ การพักผ่อนที่แท้จริงไม่ใช่การหนีจากชีวิตประจำวัน เพราะความบันเทิงบางอย่างทำให้ชีวิตว่างเปล่า แต่การพักผ่อนที่แท้จริงคือการได้กลับมาพบตัวเอง พบพระเจ้า และคืนดีกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ

Photo Credit: Vatican Media
ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในมิสซาซึ่งจัดขึ้นที่ท่าเรือริมีนี่ ประเทศอิตาลี โดยนี่เป็นภารกิจสุดท้ายของการเสด็จอภิบาลหนึ่งวันที่เริ่มต้นในสาธารณรัฐซาน มารีโน่ ก่อนเสด็จมาพบผู้เข้าร่วมงาน “การพบปะเพื่อมิตรภาพระหว่างประชาชน” และปิดท้ายด้วยมิสซากับคริสตชนเมืองริมีนี่
วันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารจากนักบุญแม็ทธิว (16:13-20) ตอนที่เปโตรประกาศความเชื่อว่า พระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต และพระเยซูมอบกุญแจให้เปโตร ซึ่งใจความสำคัญของบทเทศน์ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. อำนาจในศาสนจักรคือการรับใช้ ไม่ใช่การอยู่เหนือคนอื่น
พระสันตะปาปาทรงเริ่มจากคำตอบของเปโตรที่ประกาศว่า “พระองค์คือพระคริสต์ บุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พร้อมชี้ว่า ความเชื่อนี้ทำให้เราเห็นหนทางของพระเยซูอย่างชัดเจน นั่นคือพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อรับใช้มนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ก้มลงล้างเท้าให้บรรดาศิษย์ และเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ยอมสละชีวิตเพื่อฝูงแกะของตัวเอง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “เรามาอยู่ที่นี่เพราะเราเชื่อว่า พระเยซูคือพระเมสซิยาห์ ผู้ได้รับการเจิมและเสด็จมาในโลก เพื่อรับใช้และมอบชีวิตของตนเป็นค่าไถ่สำหรับคนจำนวนมาก ... ด้วยความเข้าใจนี้เอง เราจึงมองไปยังการที่พระเยซูมอบกุญแจให้เปโตร เพราะในศาสนจักร ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด อำนาจคือการรับใช้”
“พระสันตะปาปา บิช็อป สงฆ์ และสังฆานุกร คือผู้ที่ได้รับเรียกเป็นกลุ่มแรกให้ใช้อำนาจในลักษณะนี้ และประชากรของพระเจ้าทั้งหมดต้องร่วมเดินไปในแนวทางเดียวกัน แต่ละคนตามกระแสเรียกเฉพาะของตัวเอง” พระสันตะปาปาทรงย้ำอย่างหนักแน่น
2. ทุกสิ่งที่เราเป็นและมี พระเจ้ามอบให้เพื่อช่วยคนอื่น ไม่ใช่สร้างผลประโยชน์ให้ตัวเอง
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงยกบทอ่านจากประกาศกอิสยาห์ เรื่อง “เช็บน่า” เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ช่วยฟื้นฟูกรุงเยรูซาเล็มและอาณาจักรยูดาห์ แต่เมื่อมีอำนาจกลับเริ่มสะสมทรัพย์สมบัติให้ตัวเอง รวมถึงเพื่อนและญาติ และใช้อำนาจกดขี่ผู้คน จนลืมว่าอำนาจและทรัพยากรที่ได้รับมานั้นมีไว้เพื่อช่วยฟื้นฟูชุมชนทั้งหมด สุดท้ายเขาจึงถูกปลดออกจากหน้าที่
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า “เช็บน่าลืมไปว่า สิ่งสำคัญที่สุดของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจหรืออำนาจ แต่คือการใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อส่งเสริมแผนการฟื้นฟูเพื่อประโยชน์ของชุมชนทั้งหมด”
“ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ชัดเจนมาก ทุกสิ่งที่เราเป็นและทุกสิ่งที่เรามี ล้วนเป็นของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์มอบไว้กับเรา เพื่อให้เราสามารถอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นเครื่องมือแห่งความรอดให้กันและกันด้วยความยุติธรรม เริ่มต้นจากสถานที่และผู้คนที่เราใช้ชีวิตและทำงานด้วยในแต่ละวัน ก่อนจะเปิดหัวใจให้กว้างและหันไปหาคนทั้งโลก” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย
3. หน้าที่ของคริสตชนคือโอบกอด ต้อนรับ ให้อภัย และช่วยคนที่กำลังติดอยู่กับบาป
พระสันตะปาปาทรงอธิบายต่อว่า การที่พระเยซูมอบอำนาจในการ “ผูก” และ “แก้” ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้นำในศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิธีใช้ชีวิตของคริสตชนทุกคน เพราะผู้ได้รับศีลล้างบาปทุกคนมีหน้าที่ช่วยให้คนรอบตัวพบกับการต้อนรับ การให้อภัย และอิสรภาพจากสิ่งที่กำลังทำลายชีวิต
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ในศาสนจักร พันธกิจของการ ‘ผูก’ และ ‘แก้’ ด้านหนึ่งหมายถึงหน้าที่ของผู้ที่ได้รับเรียกในนามของพระเจ้าให้ใช้อำนาจ แต่อีกด้านหนึ่ง ยังอธิบายถึงวิถีชีวิตและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับศีลล้างบาปทุกคน นั่นคือ การโอบรับ รวบรวม ต้อนรับ ให้อภัย และช่วยให้ทุกคนที่ตกเป็นเชลยของบาปและผลของบาปได้เป็นอิสระ”
“เราต้องเป็นผู้ดูแลสิ่งดีต่างๆ ที่พระเจ้ามอบไว้กับเราอย่างซื่อตรงและมีปรีชาญาณ เพื่อให้ทุกสิ่งนำไปสู่ประโยชน์ของทุกคนด้วยความรัก” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
4. การพักผ่อนที่แท้จริงไม่ใช่การหนีจากชีวิต แต่คือการกลับมาพบตัวเองและพบพระเจ้า
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงพูดถึงเมืองริมีนี่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีผู้คนจากอิตาลีและทั่วโลกเดินทางมาพักผ่อนจำนวนมาก พร้อมขอให้คริสตชนในพื้นที่ช่วยทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้คนไม่ได้พักเพียงร่างกายหรือมาหาความสนุกเท่านั้น แต่ยังได้พักใจด้วย
โดยพระองค์ทรงยกคำสอนของนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 ซึ่งเคยตรัสที่ริมีนี่ว่า “การพักผ่อนไม่ได้หมายถึงการแยกตัวเองออกจากตัวตนที่แท้จริง ตรงกันข้าม การพักผ่อนหมายถึงการได้พบกับตัวเอง และได้คืนดีกับสิ่งที่อยู่ภายในใจของเรา”
จากนั้น พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนว่า “โลกที่เราอาศัยอยู่มีความบันเทิงและกิจกรรมพักผ่อนมากมาย แต่บางอย่างกลับทำให้เรากระจัดกระจายและพาชีวิตไปสู่ความเสียหาย มากกว่าจะช่วยให้เรา ‘กลับมาหาตัวเอง’ อย่างแท้จริง และสุดท้ายทิ้งความว่างเปล่าไว้ในหัวใจ”
“บางคนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘การหลีกหนี’ ราวกับว่าชีวิตประจำวันเป็นคุกที่เราต้องหนีออกมา แต่เรารู้ว่า สถานที่ที่แท้จริงที่สุดในการพบการพักผ่อน ซึ่งเราสามารถพบพระเจ้าและได้กลับมาพบกันอย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่ภายนอกท่ามกลางความวุ่นวาย แต่อยู่ภายในตัวเรา ในส่วนลึกของจิตใจ” พระสันตะปาปาทรงย้ำในตอนท้าย
Source:
Comments
Post a Comment