โป๊ปสอนเยาวชน อย่ากลัวการเลือกชีวิตที่ท้าทาย จงค้นหาว่าพระเจ้ากำลังเรียกเราไปทางไหน
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอนเยาวชน อย่าหยุดอยู่กับคำตอบง่ายๆ ที่ทำให้มีความสุขหรือตื่นเต้นเพียงชั่วครู่ แต่จงฟังความปรารถนาลึกๆ ในหัวใจ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถนำเราไปพบพระเจ้าและค้นพบเส้นทางชีวิตของตัวเอง
➡️ ทรงย้ำ อย่ากลัวการตัดสินใจที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การบวชเป็นสงฆ์หรือนักบวช การรับใช้สังคม หรือการเมือง จงใช้พระพรที่พระเจ้ามอบให้เราอย่างเต็มที่
➡️ ทรงชี้ ครอบครัวคือสถานที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความเชื่อ พ่อแม่มีหน้าที่สำคัญที่สุดในการส่งต่อความเชื่อให้ลูก ขณะที่วัด ครูคำสอน และผู้ให้การศึกษาต้องทำงานร่วมกับครอบครัว
➡️ ทรงเตือน โลกกำลังเต็มไปด้วยความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความกลัวคนที่แตกต่าง คำตอบของคริสตชนคือกลับมาเดินตามพระวรสาร ใส่ใจคนอ่อนแอ ให้อภัย ช่วยเหลือกัน และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน

Photo Credit: Vatican Media
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จอภิบาลสาธารณรัฐซาน มารีโน่ โดยทรงพบกับชุมชนศาสนจักรภายในมหาวิหารนักบุญมารีโน่ พร้อมแบ่งปันข้อคิดเกี่ยวกับเยาวชน ครอบครัว การส่งต่อความเชื่อ และการใช้ชีวิตตามพระวรสาร สำหรับใจความสำคัญที่พระสันตะปาปาตรัส Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. อย่าหยุดอยู่กับความสุขชั่วครู่ จงค้นหาว่าหัวใจเรากำลังตามหาอะไร
พระสันตะปาปาทรงเริ่มพูดกับเยาวชน โดยย้อนถึงคำสอนของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งเคยมาเยือนซาน มารีโน่เมื่อ 15 ปีก่อน และเตือนคนหนุ่มสาวว่า อย่ารีบเลือกคำตอบที่ง่ายและสะดวกเพียงเพราะมันทำให้เรารู้สึกดีในเวลานั้น
พระสันตะปาปาตรัสว่า “อย่าหยุดอยู่กับคำตอบเพียงบางส่วนหรือคำตอบเฉพาะหน้า ที่ในเวลานั้นอาจดูง่ายและสะดวกกว่า ซึ่งอาจมอบความสุข ความตื่นเต้น หรือความเคลิบเคลิ้มให้พวกลูกได้ชั่วครู่ แต่ไม่สามารถนำพวกลูกไปพบกับความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิต”
2. อย่ากลัวการเลือกชีวิตที่ท้าทาย เช่น แต่งงานหรือเดินตามกระแสเรียกนักบวช
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงขอให้เยาวชนค้นหาว่า พระเจ้ากำลังเรียกตัวเองไปทางไหน เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน และเมื่อพบแล้วก็อย่ากลัวที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่
“จงตอบรับพันธกิจของตัวเองในโลกนี้ด้วยความกระตือรือร้น ก่อนอื่น จงพยายามค้นหาว่า พระเจ้าเรียกพวกลูกแต่ละคนไปทางไหน เพราะแต่ละคนถูกเรียกไม่เหมือนกัน และจงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของสิ่งนั้น จากนั้น จงทุ่มเทชีวิตให้กับกระแสเรียกนั้น โดยใช้พระพรทุกอย่างที่พระเจ้าประทานแก่พวกลูกอย่างเต็มที่”
“อย่ากลัวที่จะเลือกสิ่งที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การถวายตัว ชีวิตสงฆ์ การทำงานในวิชาชีพ การทำงานเพื่อสังคม หรือการเมือง และจงเตรียมตัวให้ดีที่สุดสำหรับความรับผิดชอบที่กำลังรอพวกลูกอยู่ จงเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการและกิจกรรมเพื่อความรักเมตตาและความยุติธรรม” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
3. ครอบครัวคือสถานที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความเชื่อ
พระสันตะปาปายังได้ขอบคุณสงฆ์ ครูคำสอน และผู้ให้การศึกษาที่ทำงานกับเด็กและเยาวชน พร้อมย้ำว่า งานเหล่านี้แม้หลายครั้งไม่มีใครมองเห็น แต่มีความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บุคคลแรกที่มีหน้าที่ถ่ายทอดความเชื่อให้เด็กยังคงเป็น “พ่อแม่”
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ครอบครัวคือสถานที่แรกของการเรียนรู้ความเชื่อ เป็นเหมือนครรภ์ตามธรรมชาติที่เด็กๆ เรียนรู้และซึมซับพระวรสารผ่านชีวิตประจำวันตั้งแต่วัยเด็ก พ่อขอให้ครอบครัวกับชุมชนศาสนจักรทำงานร่วมกันจริงๆ เพื่อให้พ่อแม่ไม่รู้สึกว่า การสอนความเชื่อเป็นหน้าที่ของวัดหรือครูคำสอนเท่านั้น แต่ตัวพ่อแม่เองได้กลับมาค้นพบความเชื่อของตัวเอง และมีความสุขที่จะส่งต่อสิ่งนี้ให้ลูก”
4. โลกยิ่งกลัวคนที่แตกต่าง เรายิ่งต้องกลับมาใช้ชีวิตตามพระวรสาร
พระสันตะปาปยังพูดถึงโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความหวาดกลัวคนที่แตกต่าง พร้อมย้ำว่า คำตอบของคริสตชนไม่ใช่การปิดตัวเองตามไปด้วย แต่ต้องกลับไปใช้ชีวิตตามพระวรสารให้จริงจังมากขึ้น
“เรากำลังอยู่ในโลกที่ได้รับบาดแผลจากความขัดแย้งมากมาย และน่าเป็นห่วงที่เราเห็นความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความหวาดกลัวคนที่แตกต่างเพิ่มมากขึ้น เมื่อเผชิญกับแนวโน้มที่น่ากังวลเหล่านี้ คำตอบของเรามีเพียงการเดินบนเส้นทางพระวรสารด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น”
“พระวรสารสอนให้เคารพเสรีภาพของตัวเองและของผู้อื่น เอาใจใส่คนที่อ่อนแอ ให้อภัยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน และช่วยเหลือกัน” พระสันตะปาปา ทรงเน้นย้ำ
5. ขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงขอร้องสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน
“คำสุดท้ายคือคำที่พ่อให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในชุมชนของเรา ขอให้เราเป็นพยานถึงความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งระหว่างวัดต่างๆ ภายในแต่ละวัด ระหว่างผู้ดูแลกับคริสตชน และระหว่างพระพรพิเศษกับศาสนบริการรูปแบบต่างๆ สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกแห่งพระวรสารที่ถูกนำมาใช้จริง” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย
Source:
Comments
Post a Comment