โป๊ปสอน ดนตรีในพิธีกรรมไม่ใช่ของตกแต่ง แต่คือการภาวนา
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ไม่ใช่สิ่งที่นำมาตกแต่งให้พิธีดูสวยงาม การร้องเพลงและเล่นดนตรีในพิธีกรรมคือการภาวนา ช่วยให้หัวใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและพี่น้องที่ร่วมพิธีด้วยกัน
➡️ ทรงย้ำ เพลงที่ใช้ในพิธีกรรมต้องเหมาะกับช่วงเวลาของพิธี ไม่ใช่เลือกตามกระแสหรือความชอบส่วนตัวของผู้แต่ง เพลงควรสง่างาม เรียบง่าย และร้องตามได้ไม่ยาก
➡️ ทรงชี้ การมีส่วนร่วมในพิธีไม่ได้มีแค่การร้องเพลง แต่รวมถึงการกล่าวตอบรับต่างๆ และการเงียบด้วยความเคารพ เพราะในพิธี แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง และทุกส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม
➡️ ทรงอธิบาย สังคายนาวาติกัน ที่ 2 ให้คุณค่ากับเพลงเกรโกเรี่ยน แต่ไม่ได้ปิดกั้นดนตรีและเครื่องดนตรีชนิดอื่น รวมถึงดนตรีจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ถ้าดนตรีนั้นเหมาะสมกับพิธีกรรม เคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และช่วยให้คริสตชนเติบโตในความเชื่อ

Photo Credit: AP/ Gregorio Borgia
ช่วงสายวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะและสอนคำสอนแก่คริสตชนในการเข้าเฝ้าทั่วไปประจำสัปดาห์ ซึ่งจัดภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปาทรงสอนคำสอนต่อเนื่องเกี่ยวกับธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Sacrosanctum Concilium) ของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 โดยเน้นเรื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์
ในส่วนใจความสำคัญที่พระสันตะปาปาตรัสสอน Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. ดนตรีในพิธีกรรมไม่ใช่ของตกแต่ง แต่คือการภาวนา
พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยคำสอนของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ซึ่งยกให้ธรรมประเพณีดนตรีของศาสนจักรเป็นสมบัติที่มีค่าอย่างมาก เพราะเมื่อบทเพลงศักดิ์สิทธิ์หลอมรวมเข้ากับคำพูดแล้ว บทเพลงนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพิ่มความสวยงามภายหลัง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงสิ่งที่นำมาใช้ตกแต่งการฉลองเท่านั้น ในพิธีกรรม การขับร้องและการบรรเลงดนตรีหมายถึงการภาวนา เป็นการปรับหัวใจของเราให้สอดคล้องกับหัวใจของพี่น้องชายหญิงและกับพระเจ้า ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในธรรมล้ำลึกที่กำลังเฉลิมฉลอง”
พระสันตะปาปายังยกคำสอนของนักบุญออกัสตินที่กล่าวว่า “ผู้ที่มีความรัก ย่อมขับร้องออกมาจากหัวใจ” พร้อมอธิบายว่า “ดนตรีช่วยเปิดหัวใจของเราให้พระหรรษทานของพระเจ้าทำงานและเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา”
2. เพลงในพิธีกรรม อย่าเลือกตามกระแสหรือความชอบส่วนตัว คนต้องร้องตามได้
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการเลือกเพลงในพิธี โดยย้ำว่า อย่าเลือกเพลงเพราะว่ามันเป็นที่นิยมหรือผู้ประพันธ์เพลงชอบดนตรีแบบใด แต่เราต้องดูว่า มันเหมาะกับพิธีกรรมที่กำลังฉลองหรือไม่
“ดนตรีต้องเหมาะสมกับช่วงเวลาของพิธีกรรมในทุกมิติ ไม่ใช่อยู่กับกระแสนิยมหรือรสนิยมส่วนตัวของผู้ประพันธ์เพลง รูปแบบของดนตรี โดยเฉพาะทำนอง ต้องมีทั้งความสง่างามและความเรียบง่าย มีคุณภาพทางดนตรีสูง และสามารถขับร้องตามได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อบทเพลงนั้นมีไว้ให้คริสตชนทั้งหมดในที่ชุมนุมร่วมกันขับร้อง”
“เนื้อร้องต้องเหมาะสม มีความลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจได้ง่าย โดยได้รับแรงบันดาลใจเป็นหลักจากพระคัมภีร์ หนังสือพิธีกรรม และธรรมประเพณีด้านชีวิตฝ่ายจิตของศาสนจักร” พระสันตะปาปาทรงแนะนำ
3. การมีส่วนร่วมในพิธีกรรม ไม่ได้หมายความว่าต้องร้องตลอดเวลา เพราะความเงียบก็สำคัญ
พระสันตะปาปายังกล่าวถึง “การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของคริสตชน” โดยอธิบายว่า ทุกคนในพิธีกรรมมีส่วนร่วมได้หลายรูปแบบ
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ธรรมนูญให้คำตอบไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการกล่าวรับ การตอบรับ การขับร้องเพลงสดุดี บทขับร้องสลับ และบทเพลงต่างๆ” และควรส่งเสริม “ความเงียบด้วยความเคารพ’”
4. เพลงเกรโกเรี่ยนมีคุณค่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้เพลงหรือเครื่องดนตรีแบบอื่นไม่ได้
พระสันตะปาปายังอธิบายด้วยว่า สังคายนาวาติกัน ที่ 2 ให้คุณค่าอย่างมากกับเพลงเกรโกเรี่ยน แต่ไม่ได้ห้ามดนตรีศักดิ์สิทธิ์รูปแบบอื่น พร้อมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับออร์แกน ขณะที่เครื่องดนตรีชนิดอื่นก็สามารถนำมาใช้ในพิธีกรรมได้เช่นกัน
“สังคายนาให้ความพิเศษกับออร์แกน ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่า เครื่องดนตรีเหล่านั้นต้องเหมาะสมหรือสามารถปรับให้เหมาะสมกับการใช้ในพิธีศักดิ์สิทธิ์ สอดคล้องกับศักดิ์ศรีของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และช่วยส่งเสริมความเชื่อของคริสตชนอย่างแท้จริง”
พระสันตะปาปายังกล่าวถึงดนตรีของวัฒนธรรมต่างๆ โดยย้ำว่า “ศาสนจักรควรให้ความสำคัญกับธรรมประเพณีทางดนตรีของแต่ละท้องถิ่น เพราะดนตรีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางศาสนาและสังคมของผู้คน และเท่าที่สามารถทำได้ ควรช่วยกันรักษาและส่งเสริมดนตรีเหล่านี้ทั้งในโรงเรียนและพิธีกรรม”
5. คณะนักขับร้องมีหน้าที่ช่วยให้คริสตชนทั้งวัดมีส่วนร่วมในพิธีกรรม
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงบทบาทของคณะนักขับร้อง โดย “สังคายนาแนะนำให้ส่งเสริมบทบาทของคณะนักขับร้องในงานอภิบาล เพื่อให้คณะนักขับร้องได้ขับร้องอย่างถูกต้องตามประเภทของดนตรีแต่ละแบบ และเพื่อส่งเสริมให้คริสตชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการร้องเพลง”
พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ยังยกคำสอนของนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 ที่ขอให้ดูแลพิธีกรรมให้พ้นจาก “รูปแบบที่ไม่น่าดู การแสดงออกที่ไม่เหมาะสมด้วย
“ผู้ประพันธ์ดนตรีศักดิ์สิทธิ์ถูกเรียกให้รู้จักและรักษามรดกทางดนตรีของศาสนจักร พร้อมเปิดให้มรดกนี้เป็นแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทเพลงใหม่ๆเพื่อรับใช้พิธีกรรม โดยคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในยุคปัจจุบันและธรรมประเพณีของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ ชำระการถวายคารวกิจให้พ้นจากรูปแบบที่ไม่น่าดู การแสดงออกที่ไม่เหมาะสม และเนื้อเพลงที่ขาดแรงบันดาลใจ ซึ่งไม่คู่ควรกับกิจการอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเฉลิมฉลอง” พระสันตะปาปาตรัสย้ำในตอนท้าย
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20260819-udienza-generale.html
Comments
Post a Comment