โป๊ปเตือน การกักตุนและการทิ้งขว้างคือความโลภที่ทำให้เรามัวเมากับความร่ำรวย จนลืมคนที่หิวโหย

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน พระเยซูทรงตอบความหิวกระหายของมนุษย์ ทั้งความหิวกระหายความจริงและชีวิต การได้พบพระองค์จึงเป็นประสบการณ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิต


➡️  ทรงเตือน เมื่อเรารู้จักแบ่งปัน ไม่มีสิ่งใดต้องสูญเปล่า แต่การกักตุนและการทิ้งขว้างสิ่งที่มีคือความโลภที่ทำให้เรามัวเมากับความร่ำรวย จนลืมคนที่กำลังหิวและกระหาย


➡️ ทรงย้ำ การรับศีลมหาสนิทต้องนำไปสู่การแบ่งปันในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหาร และยื่นมือช่วยเหลือคนรอบตัวที่กำลังเดือดร้อน


➡️ ทรงขอให้ทุกคนภาวนาเพื่อสงครามจะได้ยุติโดยเร็ว พร้อมเผยติดตามสถานการณ์ที่ผู้อพยพจากโมร็อคโคข้ามพรมแดนมายังเขตปกครองตนเองเซวต้า ประเทศสเปน ด้วยความกังวล



Photo Credit: Vatican Media


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิดจากพระวรสารเรื่องอัศจรรย์ทวีขนมปังและปลา (แม็ทธิว 14:13-21) ซึ่งพระเยซูทรงเลี้ยงประชาชนมากกว่า 5,000 คนด้วยขนมปัง 5 ก้อนและปลา 2 ตัว


สำหรับใจความสำคัญของบทแบ่งปัน Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. การได้พบพระเยซูคือประสบการณ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิต


พระสันตะปาปาทรงสอนว่า อัศจรรย์ต่างๆ ของพระเยซูไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ แต่เป็นเครื่องหมายที่เผยให้เห็นว่า พระองค์ทรงใส่ใจมนุษย์และนำความรอดมาสู่โลก


“เรื่องการทวีขนมปังแสดงให้เราเห็นว่า การได้พบพระเจ้าคือประสบการณ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิต ในทะเลทราย นั่นคือในเวลาที่เรากำลังขาดแคลน พระคริสต์เยซูเป็นขนมปังแห่งชีวิต เมื่อมีพระองค์ ความต้องการของเราจะได้รับการตอบสนองอย่างอุดมสมบูรณ์ ‘ทุกคนได้กินจนอิ่ม’ และยังมีอาหาร ‘เหลือเต็มตะกร้า 12 ใบ’”


“พระคริสต์ทรงตอบความหิวกระหายของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ทั้งความหิวกระหายความจริงและชีวิต” พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปัน


2. เมื่อรู้จักแบ่งปัน ไม่มีสิ่งใดต้องสูญเปล่า


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเชื่อมโยงอัศจรรย์ทวีขนมปังกับการแบ่งปัน พร้อมเตือนว่า การกักตุนและการทิ้งสิ่งที่มีให้สูญเปล่า เกิดจากความโลภเช่นเดียวกัน


“การกระทำของพระเยซูสอนเราว่า เมื่อเรารู้จักแบ่งปัน ไม่มีสิ่งใดต้องสูญเปล่า ตรงกันข้าม การกักตุนและการทิ้งขว้างคือสองด้านของความชั่วเดียวกัน นั่นคือความโลภ”


“ความโลภทำให้เราชินชาและมัวเมากับความร่ำรวย จนลืมคนที่ร้องไห้เพราะความหิวและร้องขอเพราะความกระหาย ขณะที่บางคนมีอย่างเหลือเฟือ เรากลับเห็นมือที่ยื่นออกมาของคนที่ไม่มีอาหาร และบ้านที่ถูกเผาทำลายของคนที่ไม่มีสันติภาพ” พระสันตะปาปาทรงเตือนสติ


3. ศีลมหาสนิทต้องนำไปสู่การแบ่งปันในชีวิตจริง


พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า การที่พระเยซูถวายพระพร บิขนมปังออก และมอบให้บรรดาศิษย์นำไปแบ่งปันกับประชาชน เชื่อมโยงกับอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ซึ่งพระองค์ทรงมอบชีวิตของตนแก่เรา


“ในอัศจรรย์แห่งความรักนี้ เรามองเห็นการกระทำของพระเยซู ซึ่งปรากฏอย่างสมบูรณ์ที่สุดในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย เพราะในเวลานั้น พระบุตรของพระเจ้าทรงมอบชีวิตของพระองค์เองให้แก่เรา ในฐานะพี่น้องร่วมความเป็นมนุษย์”


พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยนทรงย้ำว่า การรับศีลมหาสนิทต้องสะท้อนออกมาเป็นการกระทำในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่จบลงเพียงในพิธี


“เมื่อเราได้รับพระหรรษทานจากศีลมหาสนิท ขอให้เราแสดงความงดงามของศีลนี้ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการอวยพรอาหารบนโต๊ะร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง เมื่อมีพระเยซูอยู่กับเรา แม้แต่ช่วงวันหยุดก็สามารถเป็นเวลาแห่งความสงบสุขและความเป็นพี่น้องได้ หากเรายื่นมือไปหาคนรอบตัวที่กำลังเดือดร้อน” พระสันตะปาปาทรงสอน


4. อย่าลืมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม


หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลในเขตปกครองตนเองเซวต้า ประเทศสเปน ซึ่งผู้อพยพจากโมร็อคโกกว่า 50,000 คน ได้พยายามข้ามผ่านมายังสเปนให้ได้ พร้อมภาวนาขอให้พบทางออกที่นำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรม


พระสันตะปาปาตรัสว่า “พ่อกำลังติดตามสถานการณ์ที่น่ากังวลในเซวตาด้วยความห่วงใย พร้อมภาวนาต่อพระเจ้าว่า โดยผ่านการเสนอวิงวอนของแม่พระแห่งแอฟริกา ขอให้พบแนวทางที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรม”


พระสันตะปาปายังทรงขอให้ทุกคนภาวนาเพื่อให้สงครามทั่วโลกยุติลง และให้ทุกฝ่ายหาทางออกของความขัดแย้งผ่านการทูต


“ขอให้เราภาวนาเพื่อสันติภาพต่อไป เพื่อให้สงครามทั่วโลกยุติลง และให้ทุกฝ่ายสามารถค้นพบทางออกต่อความขัดแย้งด้วยวิถีทางการทูต ขอให้เราระลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการสู้รบทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอที่สุดและไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ขอพระเจ้าโปรดปลอบโยนผู้ที่กำลังทุกข์ทรมาน และทรงอวยพรทุกคนที่นำความช่วยเหลือและการปลอบโยนไปมอบให้แก่พวกเขา” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย


Source:


https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/angelus/2026/documents/20260802-angelus.html 

 

Comments