โป๊ปย้ำ โลกไม่ต้องการ AI ที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ลดลง แต่ต้องการ AI ที่รับใช้มนุษย์

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ ความก้าวหน้าของ AI ทำให้มนุษย์ทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น แต่คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “เราทำอะไรได้บ้าง” แต่ต้องถามด้วยว่า “เราควรทำอะไร” พร้อมชี้ เทคโนโลยีต้องช่วยให้มนุษย์เป็นพี่น้องกันและมีความรับผิดชอบต่อกันมากขึ้น


➡️ ทรงเรียกร้องนักการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ อย่าขัดขวางการสร้างนวัตกรรม แต่ต้องกำกับมันอย่างมีสติปัญญา มีกฎหมายที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ป้องกันผู้ใช้จากการถูกเอาเปรียบ รักษาความเป็นส่วนตัว และทำให้การใช้ AI โปร่งใส


➡️ ทรงเตือน อัลกอริทึ่มกำลังมีอำนาจตัดสินว่าใครจะถูกมองเห็นและใครจะหายไปจากสายตาของสังคม ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถกำหนดสิ่งที่สังคมพูดถึงโดยไม่ต้องรับผิดชอบ และศักดิ์ศรีของคนทำงานอาจถูกลดความสำคัญลงเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด


➡️ ทรงชี้ ครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรกที่สอนเราให้เป็นมนุษย์ เราเรียนรู้ความไว้ใจก่อนการคิดถึงผลประโยชน์ ความเอื้อเฟื้อก่อนการแข่งขัน การพูดคุยก่อนการแบ่งฝ่าย และความรักก่อนการใช้อำนาจ ดังนั้น ต้องไม่ปล่อยให้ AI ลดมนุษย์และความสัมพันธ์ให้เหลือเพียงข้อมูล

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงสายวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงพบกับสมาชิกเครือข่ายผู้บัญญัติกฎหมายคาทอลิกนานาชาติ (International Catholic Legislators Network) ซึ่งมาเข้าเฝ้าในวาติกัน ระหว่างที่พวกเขายังอยู่ระหว่างการประชุมประจำปี ภายใต้หัวข้อ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และ AI: ความท้าทาย โอกาส และการควบคุม”


โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงพูดถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI พร้อมตั้งคำถามถึงสิ่งที่มนุษย์กำลังเลือกทำกับเทคโนโลยีนี้ โดยเฉพาะบทบาทของนักการเมืองและผู้บัญญัติกฎหมายที่จะต้องกำกับ AI ให้รับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจ การเอาเปรียบ หรือการครอบงำ โดยใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัส Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. เราทำอะไรได้ ไม่ได้แปลว่าเราควรทำทุกอย่าง


พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า AI เป็นสิ่งน่าทึ่งซึ่งคนรุ่นก่อนไม่เคยคาดคิดว่ามันจะทำอะไรได้มากขนาดนี้ แต่มนุษย์ก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า เทคโนโลยีที่เก่งขนาดนี้ ช่วยมนุษย์ให้เป็นพี่น้องกันมากขึ้นหรือไม่ 


พระสันตะปาปาตรัสว่า “ความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งของ AI กำลังเปิดโลกใหม่ที่คนรุ่นก่อนแทบไม่อาจจินตนาการได้ แต่ทุกความสำเร็จทางเทคโนโลยีก็นำคำถามด้านศีลธรรมมาสู่มนุษยชาติเช่นกัน คำถามนั้นไม่ใช่แค่ เราทำอะไรได้บ้าง แต่คือ เราควรทำอะไร”


“เราสามารถสร้างโลกที่อำนาจ ประสิทธิภาพ และการควบคุมบดบังใบหน้าของมนุษย์ หรือจะเลือกสร้างสังคมที่เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์ทุกคนพัฒนาและมีชีวิตที่ดีขึ้น คำถามสำคัญยังคงเหมือนเดิมคือ เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์เป็นพี่น้องกันมากขึ้น และมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อกันมากขึ้นหรือไม่”


2. หน้าที่ของกฎหมายไม่ใช่หยุด AI แต่ต้องกำกับมันให้ไปในทางที่ถูก


จากนั้น พระสันตะปาปาชาวอเมริกันทรงพูดอย่างตรงไปตรงมาถึงนักการเมืองและผู้บัญญัติกฎหมาย พร้อมย้ำว่า หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่การต่อต้านหรือหยุดนวัตกรรม แต่ต้องวางกติกาเพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้ประโยชน์ส่วนรวม


“หน้าที่ของพวกท่านไม่ใช่การขัดขวางนวัตกรรม แต่คือการนำทางมันอย่างรอบคอบและมีสติปัญญา … กฎหมายที่ดีควรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกับปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ต้องปกป้องผู้ใช้งานจากการถูกเอาเปรียบ รักษาความเป็นส่วนตัวของแต่ละคน ทำให้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มีความโปร่งใส และรับประกันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันประชาธิปไตย”


“การกำกับ AI ไม่สามารถฝากไว้กับบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีกรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง หน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระ ผู้ใช้งานที่มีความรู้ความเข้าใจ และระบบการเมืองที่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบของตัวเอง” พระสันตะปาปาทรงย้ำ


3. เมื่ออัลกอริทึ่มตัดสินว่าใครจะถูกมองเห็น นี่คือการครอบงำในรูปแบบใหม่


พระสันตะปาปายังเตือนว่า AI ยังอาจทำให้ประเทศยากจนต้องพึ่งพาประเทศร่ำรวยมากขึ้น และหากไม่ระวัง นวัตกรรมอาจกลายเป็นเครื่องมือของ “การล่าอาณานิคมทางอุดมการณ์หรือเศรษฐกิจ” รูปแบบใหม่


“เราต้องระมัดระวังเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้นวัตกรรมกลายเป็นเครื่องมืออีกชนิดหนึ่งของการล่าอาณานิคมทางอุดมการณ์หรือเศรษฐกิจ น่าเศร้าที่วันนี้เราเห็นการครอบงำในรูปแบบที่แนบเนียน เมื่ออัลกอริทึ่มเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะถูกมองเห็น และใครจะหายไปจากสายตาของสังคม เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลกำหนดทิศทางการพูดคุยของสังคมโดยไม่ต้องรับผิดชอบ และเมื่อศักดิ์ศรีของคนทำงานถูกลดความสำคัญลง เพื่อแลกกับการทำให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด”


“สิ่งเหล่านี้เผยให้เห็นใบหน้าแบบใหม่ของสิ่งล่อลวงแบบเดิมของมนุษย์ นั่นคือความต้องการครอบงำและควบคุม โดยไม่คิดถึงการรับใช้ผู้อื่น” พระสันตะปาปาทรงให้มุมมอง


4. ครอบครัวสอนให้เราไว้ใจกันก่อนคิดถึงผลประโยชน์ และรักกันก่อนใช้อำนาจ


เพื่อตอบสนองวัฒนธรรมที่เน้นอำนาจ พระสันตะปาปาได้เสนอสิ่งที่ศาสนจักรเรียกว่า “อารยธรรมแห่งความรัก” ซึ่งต้องดูแล AI ด้วยความรักเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความรับผิดชอบ


“จุดเริ่มต้นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ครอบครัว เพราะครอบครัวคือสถานที่แรกที่มนุษย์เรียนรู้ว่าจะอยู่กับคนอื่นอย่างไร ครอบครัวจะเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่สอนเราให้เป็นมนุษย์ เพราะในครอบครัว เราเรียนรู้ที่จะไว้วางใจกันก่อนคิดคำนวณผลประโยชน์ รู้จักความเอื้อเฟื้อก่อนการแข่งขัน รู้จักการพูดคุยก่อนการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และรู้จักความรักก่อนการใช้อำนาจ”


“เราต้องไม่ปล่อยให้ AI ทำลายครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการลดความสำคัญของมนุษย์และความสัมพันธ์ให้เหลือแค่ข้อมูลและสิ่งจำลอง การปล่อยเนื้อหาจำนวนมากเข้าหาคนหนุ่มสาวจนบิดเบือนความต้องการของพวกเขา หรือระบบเศรษฐกิจที่ทำให้การสร้างครอบครัวกลายเป็นเรื่องยากขึ้น”


“พ่อขอให้พวกลูกส่งเสริมนโยบายที่ช่วยให้ชีวิตแต่งงานและครอบครัวเข้มแข็ง สนับสนุนพ่อแม่ในการทำหน้าที่อบรมและให้การศึกษาแก่ลูกๆ และช่วยให้คนหนุ่มสาวสามารถมองไปยังอนาคตด้วยความมั่นใจ” พระสันตะปาปาทรงย้ำ 


5. โลกไม่ต้องการ AI ที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ลดลง


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาได้สรุปสิ่งที่พระองค์ต้องการเห็นจากการพัฒนา AI อย่างชัดเจนว่า โลกไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่หรือลดคุณค่าของมนุษย์ แต่ต้องการมนุษย์ที่มีปัญญา มีมโนธรรม และรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่ออะไร


“โลกไม่ได้ต้องการปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ลดน้อยลง แต่โลกต้องการสติปัญญาของมนุษย์ที่ได้รับแสงสว่างจากปรีชาญาณ ต้องการผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ทำหน้าที่โดยมีมโนธรรมเป็นเครื่องนำทาง และต้องการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มีความรักเมตตาเป็นผู้กำหนดทิศทาง เมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น ปัญญาประดิษฐ์จึงจะไม่กลายเป็นคู่แข่งของมนุษย์ แต่จะเป็นผู้รับใช้ประโยชน์ส่วนรวม” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/speeches/2026/august/documents/20260821-meeting-icln.html 


Comments