โป๊ปสอน หัวใจของพระวรสารคือเราต้องช่วยคนที่ทุกข์ระทมอยู่หน้าเรา ไม่ใช่ยึดติดกับอุดมการณ์หรือความเชื่อส่วนตัว
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน หัวใจของพระวรสารคือเราต้องเข้าไปช่วยคนที่ทุกข์ระทมอยู่หน้าเรา ไม่ใช่ยึดติดกับอุดมการณ์หรือความเชื่อส่วนตัว แล้วคิดว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยดี เพราะไม่มีความรักต่อพระเจ้า ถ้าไม่มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์
➡️ ทรงย้ำ พระวรสารจะดังก้องในที่ที่คนต้อนรับและเปิดใจเข้าหากัน แต่พระวรสารจะเงียบเสียงลงในที่ซึ่งคนปิดตัวและปิดใจใส่กัน

Photo Credit: AP/ Ciro Fusco
ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จไปพบและถวายมิสซาให้กับผู้อพยพที่เกาะลัมเปดูซ่า ซึ่งเป็นเกาะอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนและเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของเส้นทางผู้อพยพจากแอฟริกามายังทวีปยุโรป
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 หลังจาก พระสันตะปาปา ฟรานซิส ได้รับเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปาไม่กี่วัน พระองค์เคยโทรศัพท์ไปหาสายการบินเพื่อจองตั๋วเครื่องบินมาลัมเปดูซ่า เพื่อจะมาเยี่ยมผู้อพยพ การโทรจองในครั้งนั้น พระสันตะปาปาบอกเจ้าหน้าที่สายการบินว่า “ฆอร์เค่ แบร์โกโญ่” (ชื่อของพระองค์) เป็นคนจอง และหลังจากวาติกันทราบเรื่อง จึงได้เข้ามาดำเนินการจัดทริปให้พระสันตะปาปาอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มมิสซา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงบอกชาวลัมเปดูซ่าว่า “การเสด็จมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ แต่มาเพื่อถวายมิสซา ซึ่งเป็นเครื่องหมายสูงสุดของการประทับอยู่ของพระเยซูท่ามกลางเรา และที่นี่คือสถานที่ซึ่งการกระทำจะเสียงดังกว่าคำพูด การกระทำจะเป็นการกระทำที่มีความเป็นคนได้ ก็ต้องมีหัวใจอยู่ในการกระทำด้วย”
ในส่วนใจความสำคัญของบทเทศน์ประจำมิสซา Pope Report สรุปมาให้ดังนี้
1. พระวรสารจะดังก้องในที่ที่คนต้อนรับกัน แต่พระวรสารจะหมดเสียงในที่ที่คนปิดตัวเอง
พระสันตะปาปาเริ่มบทเทศน์ด้วยการเตือนว่า พระวรสารจะไม่มีตัวตนเมื่อมนุษย์ปิดตัวเองเป็นเกาะ ไม่ติดต่อกับใครและไม่ยอมพบผู้อื่น
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พระวรสารดังก้องในที่ที่ประชาชนพบกัน ผู้คนต้อนรับกัน เรื่องราวชีวิตของพวกเขาเชื่อมโยงกัน และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเข้าสู่การเสวนา แต่พระวรสารจะหมดเสียงลงในที่ที่แต่ละคนทำให้ตัวเองกลายเป็นเกาะ ในที่ที่หลีกเลี่ยงการติดต่อ และการแลกเปลี่ยนถูกตัดขาด”
2. คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างทาง เรียกเราให้เข้าไปใกล้ เข้าไปช่วยเหลือ
พระสันตะปาปาทรงใช้เรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีมาเทศน์สอน โดยเปรียบเกาะลัมเปดูซ่าและเกาะลิโนซ่าเหมือนถนนอันตรายจากกรุงเยรูซาเล็มไปเมืองเยรีโค เพราะที่นี่ไม่ได้เห็นเพียงคนคนเดียวที่ถูกทำร้ายและทิ้งไว้ข้างทาง แต่เห็นมนุษย์นับพันคนที่ถูกพรากทุกอย่าง ถูกทำร้าย และถูกทิ้งไว้ในสภาพปางตาย
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ที่นี่ พวกท่านได้เห็นไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่เป็นมนุษย์นับพันคนที่ตกอยู่ในมือของโจร ผู้พรากทุกอย่างไปจากพวกเขา ทำร้ายพวกเขา แล้วจากไป ทิ้งพวกเขาไว้ในสภาพปางตาย ... ทะเลได้รับคนอื่นๆ ที่ไม่สามารถไปถึงจุดหมายตามที่พวกเขาหวังไว้ แต่เรายังรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ซึ่งตั้งคำถามกับเราไม่น้อยไปกว่าผู้ที่ขึ้นฝั่งมาและต้องการความเอาใจใส่และความช่วยเหลือ”
“ก่อนการพิจารณาทางความคิดหรือความเชื่อทางอุดมการณ์ใดๆ การเผชิญหน้ากับคนที่นอนอยู่ตรงหน้าเรา ถูกพรากทุกอย่างไป เรียกเราให้เข้าไปใกล้ ... นี่คือหัวใจของอุปมาในพระวรสาร นั่นคือ เราต้องทำตัวเป็นเพื่อนบ้าน และเรากลายเป็นเพื่อนบ้านได้”
3. ไม่มีความรักต่อพระเจ้า ถ้าไม่มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์
พระสันตะปาปายังเตือนว่า อุปมาชาวสะมาเรียผู้ใจดีไม่ได้พูดถึงคนที่มาช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังพูดถึงคนที่เลือกเดินผ่านไป หรือลังเลว่าจะช่วยดีไหม ในมุมมองนี้ คนที่เสียชีวิตในทะเลจึงเป็นเหยื่อทั้งของการตัดสินใจบางอย่าง และของการไม่ตัดสินใจบางอย่างเช่นกัน
พระสันตะปาปาตรัสว่า “คนที่ตายในทะเลแห่งนี้เป็นเหยื่อทั้งของการตัดสินใจที่เกิดขึ้น และของการตัดสินใจที่ไม่เกิดขึ้น ... ทั้งหมดนี้ทำให้ความเร่งรีบที่จะ ‘เดินผ่านเลยไป’ ในเรื่องเล่าของพระวรสารเกิดซ้ำขึ้นในวันนี้”
พระสันตะปาปายังย้ำว่า ความเชื่อไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลของการเลือกปฏิบัติ และความรักต่อพระเจ้าไม่สามารถแยกออกจากความรักต่อเพื่อนมนุษย์ได้
“การนับถือศาสนาไม่ควรกลายเป็นเหตุผลของการเลือกปฏิบัติ ราวกับว่าความเชื่อมีพรมแดน ทั้งที่ความเชื่อเป็นการเรียกทุกคนไปสู่ความรอด ... ไม่มีความรักต่อพระเจ้า ถ้าไม่มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และไม่มีเพื่อนมนุษย์ หากเราไม่เข้าไปใกล้ … อารยธรรมแห่งความรักไม่ได้เกิดจากการกระทำเพียงครั้งเดียวที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เกิดจากการสะสมความซื่อสัตย์เล็กๆ น้อยๆ และมั่นคง ที่กลายเป็นกำแพงสกัดกั้นคลื่นความไร้มนุษยธรรม”
4. ยุโรปต้องมีแผนระยะยาว และวัดต้องเป็นพื้นที่ของการต้อนรับ
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า วิกฤตผู้อพยพไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องเฉพาะหน้าที่แต่ละประเทศต้องรับผิดชอบกันเอง แต่ต้องมีการวางแผนระยะยาวที่ช่วยชีวิตคน คุ้มครองศักดิ์ศรี และทำงานแก้สาเหตุที่ทำให้คนต้องออกจากบ้านเกิด
ช่วงท้าย พระองค์ทรงย้ำว่า การต้อนรับไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่เป็นภารกิจของชุมชนคริสตชนด้วย
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ขอให้วัดคาทอลิกเป็นชุมชนที่เราเรียนรู้ร่วมกันในโรงเรียนของพระวรสาร เรียนรู้ถึงการต้อนรับ การเดินไปด้วยกัน การต้อนรับ ปกป้อง ช่วยให้ตั้งหลัก และอยู่ร่วมกับสังคมใหม่ได้ ในรูปแบบของความเป็นหนึ่งเดียวกัน”
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260704-lampedusa-messa.html
Comments
Post a Comment