โป๊ปย้ำกับผู้อพยพ ศักดิ์ศรีมนุษย์ไม่มีพาสปอร์ต ศีลมหาสนิทต้องพาเราไปดูแลผู้เปราะบาง

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำกับผู้อพยพ ศักดิ์ศรีมนุษย์ไม่มีพาสปอร์ต และพระองค์อยากก้มศีรษะต่อหน้าศักดิ์ศรีของพวกเขา เพราะผู้อพยพไม่ใช่ตัวเลขหรือแฟ้มเอกสาร แต่เป็นมนุษย์ที่มีครอบครัว ความฝัน และศักดิ์ศรีที่ไม่สูญเสียคุณค่าเมื่อข้ามพรมแดน


➡️ ทรงสอน จริงอยู่ที่ทะเลในพระคัมภีร์เป็นภาพของภัยคุกคามและความปั่นป่วน แต่พระคริสต์คือผู้สั่งให้ทะเลสงบ ศาสนจักรจึงไม่อาจนิ่งเงียบต่อผู้ที่ถูกทอดทิ้งไว้กับผืนน้ำเหล่านั้น


➡️ ทรงขอให้ศาสนจักรสร้างความเป็นหนึ่งเดียว และเปลี่ยนความเชื่อให้เป็นการต้อนรับ การรับฟัง และการดูแลผู้เปราะบางที่สุด

Photo Credit: Yara Nardi/ Reuters


ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จออกจากเมืองบาร์เซโลน่า มุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะกานาเรียส ประเทศสเปน พันธกิจแรกที่มาถึงที่นี่ พระสันตะปาปา เสด็จไปยังท่าเรืออาร์กีเนกิน เพื่อพบกับผู้อพยพและองค์กรที่ช่วยชีวิตพวกเขา หลังจากนั้น พระสันตะปาปาได้เสด็จต่อไปยังอาสนวิหารซานตา อนา เมืองลาส ปัลมาส เพื่อพบปะบิช็อป สงฆ์คาทอลิก สังฆานุกร นักบวชชายหญิง ผู้อบรมเตรียมบวชเป็นสงฆ์ และผู้ทำงานอภิบาลของเมืองนี้


สำหรับใจความสำคัญของทั้งสองเหตุการณ์ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. เรามองเห็นพระเยซูที่ขึ้นฝั่งมาพร้อมกับผู้อพยพหรือไม่


เหตุการณ์แรก พระสันตะปาปาพบกับผู้อพยพ พระองค์ทรงนำเหตุการณ์ในพระวรสารที่พูดเกี่ยวกับคนหิว คนกระหาย คนแปลกหน้า คนป่วย และผู้ถูกจองจำ พร้อมตรัสว่า ที่ชายฝั่งแห่งนี้ พระวาจากลายเป็นความจริงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “วันนี้ ที่ริมทะเลแห่งนี้ พระวาจากลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะที่นี่มีชีวิตที่บาดเจ็บจำนวนมากเดินทางมาถึง พวกเขาถูกพรากแทบทุกสิ่ง แต่ไม่ได้ถูกพรากศักดิ์ศรีไปด้วย ณ ที่นี่ พระวรสารดึงเราออกจากที่นั่งสบาย ๆ ของผู้ชม และพาเราไปยืนต่อหน้าพี่น้องที่เดินทางมาถึง … คำถามของพระวรสารวันนี้คือ เรามองเห็นพระคริสต์ในผู้ที่ขึ้นฝั่งมาพร้อมบาดแผลจากความกลัว ความหิว ความรุนแรง ทะเลทราย ค่ำคืน และทะเลหรือไม่”


2. ศาสนจักรไม่อาจนิ่งเงียบต่อผู้ที่ถูกทิ้งไว้กับทะเล


จากนั้น พระสันตะปาปาชี้ไปที่แหวนชาวประมงของพระองค์ และเชื่อมโยงกับพันธกิจของนักบุญเปโตรที่พระคริสต์ทรงเรียกให้เป็น “ชาวประมงจับมนุษย์” แต่ในสถานที่อย่างหมู่เกาะกานาเรียส คำนี้ไม่ใช่เพียงภาพเปรียบเทียบ เพราะมีทั้งผู้ที่ถูกช่วยขึ้นมาจากทะเล และร่างไร้ชีวิตที่ถูกกู้ขึ้นมาจากผืนน้ำ


“ผู้สืบตำแหน่งของนักบุญเปโตรจึงไม่อาจเมินเฉยต่อท่าเรือเหล่านี้ได้ ศาสนจักรไม่อาจเมินเฉยต่อผืนน้ำเหล่านี้ หรือสถานที่ใดก็ตามที่ความหิว ความกระหาย ความรุนแรง ความกลัว หรือการถูกผลักให้ลี้ภัย ยังคงทำร้ายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”


“ทะเลในพระคัมภีร์ว่าเป็นภาพของภัยคุกคามและความปั่นป่วน แต่ความเชื่อคริสตชนไม่ยอมให้ความชั่วเป็นสิ่งสุดท้าย เพราะพระคริสต์คือผู้ทรงสั่งให้ทะเลสงบ พระเยซูคริสต์ทรงสั่งให้ทะเลเงียบ ศาสนจักรก็ไม่อาจนิ่งเงียบต่อผู้ที่ถูกทอดทิ้งไว้กับผืนน้ำเหล่านั้นได้” พระสันตะปาปาตรัสย้ำ


3. ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่มีพาสปอร์ต


ตอนท้าย พระสันตะปาปาตรัสกับผู้อพยพโดยตรง และยืนยันว่า พวกเขาไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่แฟ้มเอกสาร แต่เป็นมนุษย์ที่มีครอบครัว บ้านที่ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง และความฝันที่ไม่มีใครมีสิทธิดูหมิ่น


“บรรดาผู้อพยพที่รัก ก่อนจะพูดเรื่องต่อไป พ่ออยากก้มศีรษะต่อหน้าศักดิ์ศรีของพวกท่าน พวกท่านไม่ใช่ตัวเลขหรือแฟ้มเอกสาร พวกท่านเป็นมนุษย์ เป็นคนที่มีครอบครัวและบ้านที่ต้องทิ้งไว้ข้างหลัง เป็นคนที่มีความฝันซึ่งไม่มีใครมีสิทธิดูหมิ่น”


“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เรียกร้องเส้นทางที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย การช่วยชีวิตและการช่วยเหลือ ความร่วมมือจริงเพื่อต่อต้านผู้ค้ามนุษย์ การคุ้มครองเหยื่ออย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการต้อนรับและบูรณาการที่จริงจัง และนโยบายที่ทำให้มนุษย์แต่ละคนสามารถมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินของตนเอง”


“เราไม่อาจคุ้นชินกับการนับจำนวนผู้เสียชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่มีพาสปอร์ต และไม่สูญเสียคุณค่าเมื่อข้ามพรมแดน” พระสันตะปาปาตรัสย้ำกับผู้อพยพทุกคน


4. ศาสนจักรต้องสร้างบนพระคริสต์ ไม่ใช่บนความแตกต่างของเรา


จากนั้น พระสันตะปาปาเสด็จไปยังอาสนวิหารนักบุญอันนา พระองค์ทรงขอบคุณศาสนจักรท้องถิ่นที่เป็นศาสนจักรมีชีวิต และย้ำว่า ความแตกต่างด้านพระพรและพันธกิจต้องนำไปสู่การสร้างศาสนจักรร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ


“นี่คือเสียงเรียกของพระเจ้าที่ก้องขึ้นใหม่ในหัวใจของเราในวันนี้ และยืนยันกระแสเรียกกับพันธกิจของเรา คือการร่วมกันสร้างศาสนจักร ที่ตั้งอยู่บนพระคริสต์ ผู้เป็นศิลาเอก การสร้างบนสิ่งที่ดี การประสานความแตกต่างของเรา และการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของทุกคน”


5. กางเขนคือหนทางพาเราข้ามทะเลของชีวิต


พระสันตะปาปาทรงใช้ภาพทะเลของหมู่เกาะกานาเรียสพูดถึงชีวิตคริสตชน ทะเลอาจหมายถึงบ้านเกิด การเดินทาง ความพลัดพราก และความท้าทาย แต่สำหรับคริสตชน หนทางที่ทำให้เราข้ามทะเลของโลกนี้ได้คือกางเขนของพระคริสต์


“การน้อมรับกางเขนของพระคริสต์ นี่คือท่าทีแรกที่นำเราให้แล่นผ่านผืนน้ำของชีวิต และไปถึงจุดหมายปลายทางของเรา คือบ้านเมืองสวรรค์ … พวกท่านทำสิ่งนี้ทุกวัน เช่น ในฐานะชาวสะมาเรียผู้ใจดี ที่ร่วมเดินเคียงข้างและช่วยแบกภาระของพี่น้องมากมายที่ถูกตรึงกางเขนด้วยความทุกข์ยากของชีวิต พ่อขอบคุณพวกท่านสำหรับงานเมตตาธรรมและความรักเมตตาที่ทำด้วยใจกว้างนี้”


6. ศีลมหาสนิทต้องพาเราไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวและผู้เปราะบาง


ตอนท้าย พระสันตะปาปาเตือนว่า ชีวิตศีลมหาสนิทไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จบอยู่ในวัด แต่ต้องกลายเป็นความเป็นหนึ่งเดียวของศาสนจักร และกลายเป็นความรักที่จับต้องได้ต่อผู้เปราะบางที่สุด


“การบ่มเพาะชีวิตฝ่ายจิตที่มีศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลาง จึงหมายถึงการลงลึกยิ่งขึ้นในชีวิตฝ่ายจิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของศาสนจักรในความรัก … พ่อขอให้พวกท่านยังคงมอบความรักที่พวกท่านได้รับจากพระเจ้าให้แก่ทุกคนต่อไป ความรักนี้กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงผ่านการต้อนรับ การรับฟัง ความใกล้ชิด และการดูแลผู้เปราะบางที่สุด” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย


Source:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/es/speeches/2026/giugno/documents/20260611-spagna-accoglienza-migranti.html


2. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/speeches/2026/giugno/documents/20260611-spagna-chiesa.html 


Comments