โป๊ปสอนคริสตชนในเมืองใหญ่ อย่าปิดตัวอยู่ในกลุ่มเดิมๆ จงฝึก “การแยกแยะ” เพราะนี่คือการฟังเสียงของพระจิต สภาอภิบาลต้องเป็นพื้นที่ฟังเสียงของพระจิต
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเตือน คริสตชนในเมืองใหญ่ต้องไม่ปิดตัวอยู่ในกลุ่มเดิมๆ ที่คิดเหมือนเรา หรืออยู่ใน Safe Zone (พื้นที่ปลอดภัย) แต่ต้องกล้าออกไปถึงหัวใจของเมือง ที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากกำลังแสวงหาความจริง ความหวัง และความหมายของชีวิต
➡️ ทรงย้ำ สภาอภิบาลระดับวัดและระดับเขตศาสนปกครองต้องไม่กลายเป็นแค่งานเอกสารหรือขั้นตอนราชการ แต่ต้องเป็นพื้นที่รับฟังและแยกแยะว่า พระจิตกำลังบอกอะไรกับศาสนจักร
➡️ ทรงสอน เราต้องฝึกฝน “การแยกแยะ” (Discernment) เพราะนี่คือหัวใจของงานอภิบาล การแยกแยะไม่ใช่การคิดคนเดียวหรือตัดสินใจตามความเคยชิน แต่คือการฝึกฟังเสียงของพระจิต
➡️ ทรงขอให้คริสตชนเป็นเหมือน “พระคัมภีร์ที่เปิดอยู่” เพื่อให้ผู้คนพบพระวาจาของพระเจ้าในใบหน้าและชีวิตของพวกเขา เพราะความรักคือภาษาที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

Photo Credit: Vatican Media/ Realmadrid.com
ช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จไปยังสนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว บ้านของ “เรอัล มาดริด” เพื่อพบปะกับกลุ่มคริสตชนในเขตศาสนปกครองมาดริด ทั้งนี้ เมื่อพระสันตะปาปามาถึง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริด ได้มาต้อนรับและมอบเสื้อทีมให้พระองค์ด้วย
ในส่วนของพิธี เริ่มด้วยตัวแทนคริสตชนแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของตนเอง เช่น คริสตชนที่ทำงานเป็นสมาชิกสภาอภิบาล สงฆ์คาทอลิก ครอบครัวผู้อพยพที่ได้รับการต้อนรับจากศาสนจักร และผู้ใหญ่ที่เพิ่งรับศีลล้างบาป เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานให้พระสันตะปาปาพูดถึงศีลล้างบาป การประกาศพระวรสารในเมืองใหญ่ การฟังกันในศาสนจักร และการเป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิต
สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัส Pope Report สรุปมาให้ดังนี้
1. ศีลล้างบาปเปลี่ยนชีวิต พระเจ้าให้พรเรา เราไม่ควรเก็บไว้คนเดียว แต่ต้องนำไปรับใช้ส่วนรวม
พระสันตะปาปาสอนว่า ศีลล้างบาปไม่ได้เป็นเพียงพิธีหรือความทรงจำทางศาสนา แต่เปลี่ยนชีวิตจริงๆ นอกจากนี้ พระองค์ยังย้ำว่า สิ่งดีๆ ที่แต่ละคนมีอยู่ในตัวเอง ไม่ควรถูกเก็บไว้เป็นของส่วนตัว แต่ต้องถูกนำไปใช้เพื่อรับใช้ความดีส่วนรวม
“ศีลล้างบาปเปลี่ยนชีวิตอย่างแท้จริง ความละเอียดอ่อน ภูมิหลัง และลำดับความสำคัญของเรามาพบกันในพระคริสต์ และได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีวิตของพระองค์ ... พระพรหลายสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวเราได้รับการเปลี่ยนแปลง เพราะถูกนำไปสู่การรับใช้ ไม่ใช่ของส่วนตัวอีกต่อไป แต่รับใช้ความดีส่วนรวม” พระสันตะปาปาทรงสอน
2. อย่าปิดตัวอยู่ในกลุ่มเดิมๆ ที่คิดเหมือนเรา
พระสันตะปาปาเตือนว่า มาดริดเป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนหลากหลาย ทั้งคนท้องถิ่น ผู้อพยพ คนที่มีความเชื่อ คนที่เคยทิ้งพระ และคนที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางความเชื่อใหม่อีกครั้ง ศาสนจักรจึงไม่ควรปิดตัวอยู่แต่ในกลุ่มเดิม ๆ ที่คิดเหมือนเรา หรืออยู่เฉพาะในพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย แต่ต้องออกไปให้ถึงชีวิตจริงของผู้คนในเมือง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “คำถามสำคัญคือสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำในฐานะคริสตชน ไปถึงพื้นที่ที่ผู้คนกำลังสร้างวิธีคิดใหม่ๆ ตั้งคำถามใหม่ๆ และมองชีวิตในแบบใหม่ๆ หรือไม่ กล่าวอีกอย่างคือ เราไปถึงหัวใจที่ลึกที่สุดของเมืองแล้วหรือยัง”
“มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะไม่ต่างคนต่างอยู่ และไม่ปิดตัวอยู่แต่ในกลุ่มหรือสภาพแวดล้อมที่เรารู้สึกปลอดภัยอยู่แล้ว ... การจะไปถึงหัวใจของเมือง ต้องตระหนักว่า ความจริงยิ่งใหญ่กว่าเราเสมอ”
“ถ้าคริสตชนไม่แสวงหาและติดตามพระคริสต์อย่างแท้จริง การประกาศพระวรสารก็อาจกลายเป็นเพียงคำพูดซ้ำๆ ที่ไม่มีชีวิต และสุดท้ายเปิดทางให้ความหงุดหงิดกับความไม่ไว้วางใจเข้ามาแทน”
3. เราต้อนรับคนที่กลับมาหาพระ และต้องให้สภาอภิบาลเป็นพื้นที่ฟังพระจิต
พระสันตะปาปาย้ำว่า ศาสนจักรต้องพร้อมต้อนรับคนที่กลับมาคืนดีกับพระเจ้า หรือเพิ่งรู้จักพระเจ้าเป็นครั้งแรก ไม่ใช่มองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องผิดปกติ
“ขอให้พวกท่านวางใจในความจริงที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า คนเราสามารถกลับมาสู่ความเชื่อในพระเจ้า หรือรู้จักความเชื่อในพระเจ้าเป็นครั้งแรกได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ จงเตรียมตัวต้อนรับการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง แต่เป็นสิ่งที่ศาสนจักรต้องพร้อมต้อนรับอยู่เสมอ”
จากนั้น พระสันตะปาปาเตือนว่า สภาอภิบาลระดับวัดและระดับเขตศาสนปกครองต้องไม่ถูกลดให้เหลือเพียงงานเอกสารหรือขั้นตอนราชการ แต่ต้องเป็นพื้นที่รับฟังกันจริง เพื่อแยกแยะว่าพระจิตกำลังเรียกศาสนจักรไปทางไหน
“คงน่าเสียดายหากลดสิ่งเหล่านี้ให้เหลือเพียงขั้นตอนราชการ สภาอภิบาลเป็นพื้นที่ของการฟังกันและกัน เพื่อใช้การแยกแยะ หากไม่มีการแยกแยะ ไม่เพียงแต่แต่ละคนจะเดินไปตามทางของตนเองเท่านั้น แต่เรายังเสี่ยงที่จะไม่เข้าใจว่า พระเจ้าทรงต้องการให้เราอยู่ที่ใด พระองค์ทรงคาดหวังอะไรจากเรา และทรงเรียกเราให้กลับใจในเรื่องใด”
4. การแยกแยะ (Discernment) เป็นหัวใจสำคัญของงานอภิบาล นี่คือการฟังเสียงพระจิต
พระสันตะปาปายังขอให้สงฆ์คาทอลิกเห็นว่า “การแยกแยะ” (Discernment) เป็นหัวใจสำคัญของงานอภิบาล เพราะการแยกแยะไม่ใช่การคิดคนเดียวหรือตัดสินใจตามความเคยชิน แต่คือการฟังพระจิต ฟังชีวิตของผู้คน และช่วยกันมองว่า พระเจ้ากำลังเรียกศาสนจักรให้เดินไปทางไหน
พระสันตะปาปาตรัสว่า “เมื่อเราลดชีวิตศาสนจักรให้เหลือเพียงกิจวัตร ที่แต่ละคนยังคงปิดตัวอยู่ในนิสัยและบทบาทของตนเอง สิ่งที่เราขาดไปก็คือพระจิต พระจิตทรงปลุกกระแสเรียกและรวมกระแสเรียกเหล่านั้นเข้าด้วยกัน บางครั้งอาจทำให้เกิดความปั่นป่วน การถกเถียง และการแสวงหาสมดุลใหม่ อย่ากลัวสิ่งเหล่านี้ แต่จงชื่นชมมัน”
5. จงเป็นเหมือนพระคัมภีร์ที่เปิดอยู่
ช่วงท้าย พระสันตะปาปากล่าวถึงการแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้ฟังในค่ำคืนนั้นว่า เป็นเหมือน “ดนตรีแห่งพระวรสาร” ที่ทำให้เห็นชีวิตของศาสนจักรมาดริด ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อศาสนจักร ความรับผิดชอบในชุมชน หรือการรับใช้เพื่อตอบแทนความรักและการสนับสนุนที่ได้รับ
พระสันตะปาปาย้ำว่า ความดีของคนเพียงไม่กี่คน สามารถเอาชนะความกลัวของคนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาในเมืองใหม่ หรือคนที่เคยกลัวจะเข้าหาศาสนจักรเพราะเคยได้ยินเรื่องอคติและความผิดหวัง
“ความดี แม้จะมาจากคนเพียงไม่กี่คน ก็สามารถเอาชนะความกลัวของคนจำนวนมากได้ จงเป็นเหมือนพระคัมภีร์ที่เปิดอยู่สำหรับทุกคน เพื่อให้ผู้คนสามารถพบพระวาจาของพระเจ้าในใบหน้าและชีวิตของพวกท่าน ความรักคือภาษาที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอย่างแท้จริง”
Source:
Comments
Post a Comment