โป๊ปย้ำ ในโลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ความแตกแยก และต่างคนต่างอยู่ คริสตชนต้องเป็นแบบอย่างของความเป็นหนึ่งเดียวและสันติ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ ในโลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ความแตกแยก และต่างคนต่างอยู่ คริสตชนต้องเป็นพยานแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน การต้อนรับ และสันติภาพ


➡️ ทรงชี้ ศาสนจักรเข้มแข็งเพราะเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่เข้มแข็งเพราะทุกคนเหมือนกันหมด


➡️ ทรงสอน ชุมชนคริสตชนต้องมีบรรยากาศแบบครอบครัว ในการทำงานให้พระเจ้า คนที่ทำงานแบบเงียบๆก็สำคัญไม่แพ้คนที่ออกหน้า เปรียบเหมือนอวัยวะที่บางชิ้นก็อยู่ในร่างกาย แต่มีความสำคัญมาก

Photo Credit: Mujerhoy


ช่วงเที่ยงวันอังคารที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ประทับเครื่องบินออกจากกรุงมาดริด ไปยังสนามบินเอล ปราต เมืองบาร์เซโลน่า ทันทีที่มาถึง พระสันตะปาปาได้เสด็จไปที่อาสนวิหารซานตา เกรวและซานตา โอวลาเลีย (อาสนวิหารไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์และนักบุญโอวลาเลีย) เพื่อร่วมสวดบทภาวนาเที่ยงวันกับคริสตชนในอาสนวิหารแห่งนี้ 


สำหรับใจความสำคัญของบทเทศน์ประจำพิธี Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. ศาสนจักรเติบโตได้ เพราะยอมให้พระเจ้ารักก่อน


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการสอนว่า ศาสนจักรไม่ใช่องค์กรที่เติบโตจากแผนงานหรือโครงสร้างเป็นอันดับแรก แต่เติบโตจากความรักของพระเจ้า ศาสนจักรจึงต้องเริ่มจากการยอมให้พระเจ้ารัก และจากความรักนี้จึงออกไปสร้างงานแห่งความรักร่วมกับผู้อื่น


“ศาสนจักรเป็นผลของการกระทำแห่งความรักที่มาก่อนศาสนจักร และมาจากพระเจ้า เหนือสิ่งอื่นใด ศาสนจักรเติบโตด้วยการยอมให้ตนเองได้รับความรักจากพระองค์ ... เพราะมีเพียงคนที่ยอมให้ตนเองได้รับความรักจากพระเจ้าเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างงานแห่งความรักร่วมกับผู้อื่นได้”


จากนั้น พระสันตะปาปาเชิญคริสตชนและผู้อภิบาลในบาร์เซโลน่าให้เดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ หรือแยกกันทำงาน


“พ่อขอเชิญพวกท่านให้รื้อฟื้นความตั้งใจที่จะเดินไปด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งพวกท่านทุกคน ทั้งคริสตชนและผู้อภิบาล เพื่อเดินตามรอยพระคริสต์ไปสู่ความสมบูรณ์ของชีวิต”


2. ชุมชนคริสตชนต้องมีบรรยากาศแบบครอบครัว


พระสันตะปาปายกคำสอนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่เคยขอให้ชุมชนบาร์เซโลน่าเริ่มต้น “จากการพบปะกับพระคริสต์” เพื่อเติบโตในความเป็นพี่น้องและการประกาศพระวรสาร จากนั้น พระองค์ย้ำว่า สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในวัด ครอบครัว ที่ทำงาน สถานศึกษา และทุกพื้นที่ของชีวิต


“บรรยากาศนั้นต้องเป็นบรรยากาศแบบครอบครัว ที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน โดยตระหนักถึงสถานะของเราในฐานะบุตรของพระเจ้า และกระแสเรียกร่วมกันของเรา พร้อมทั้งแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเปิดกว้าง และความสามารถที่จะมีเมตตา เสียสละ ดูแลกัน และให้อภัยกัน”


3. ศาสนจักรเป็นร่างกายเดียว ทุกบทบาทจึงสำคัญ


บิช็อปแห่งกรุงโรม ยังอธิบายภาพของศาสนจักรในฐานะร่างกายเดียวในพระคริสต์ โดยย้ำว่า ทุกคนเป็นอวัยวะของร่างกายเดียวกัน บางคนทำหน้าที่ที่คนเห็นชัด บางคนทำงานเงียบ ๆ จากข้างใน แต่ทุกคนจำเป็นต่อชีวิตของศาสนจักร


“เช่นเดียวกับในร่างกาย ในพวกเราก็มีอวัยวะบางส่วนที่แข็งแรงกว่า และบางส่วนที่อ่อนแอกว่า บางส่วนมองเห็นได้ ทำหน้าที่ที่เห็นได้ชัดจากภายนอก ขณะที่บางส่วนซ่อนอยู่ ทำงานจากภายใน ในบางกรณีทำงานไม่หยุด และทำหน้าที่สำคัญต่อชีวิตโดยไม่มีใครสังเกตเห็น”


พระสันตะปาปายังย้ำว่า การทำงานร่วมกันในศาสนจักรไม่ใช่เรื่องของสไตล์หรือแนวทางส่วนตัว แต่เป็นความจำเป็นของร่างกายเดียวกัน


“สำหรับเรา การทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องของ ‘สไตล์’ แต่เป็นความจำเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องทำงานร่วมกัน โดยมีพื้นฐานอยู่บนพระหรรษทานที่ประทานแก่เราแต่ละคน ‘ตามขนาดพระพรของพระคริสต์’”


4. ศาสนจักรเข้มแข็งเพราะเป็นหนึ่งเดียว


พระสันตะปาปาสอนว่า ความหลากหลายในศาสนจักรไม่ใช่ปัญหา หากทุกคนเปิดให้พระจิตองค์เดียวกันนำทาง เพราะความเข้มแข็งของศาสนจักรไม่ได้มาจากการที่ทุกคนเหมือนกัน แต่มาจากการเป็นหนึ่งเดียวกันในพระจิต


“ท่ามกลางความมั่งคั่งของพระพรที่เราได้รับ เราเข้มแข็งเพราะเราเป็นหนึ่งเดียวกัน และเราเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะเราได้รับการขับเคลื่อนจากพระจิตองค์เดียวกัน คือพระจิตของพระคริสต์ พระจิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อความรอดของทุกคน”


5. คริสตชนต้องเป็นพยานแห่งความเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่แตกแยก


ตอนท้าย พระสันตะปาปาเตือนว่า โลกวันนี้ถูกฉีกขาดด้วยสงคราม ความแตกแยก และสังคมที่ทำให้ผู้คนแยกตัวจากกันมากขึ้น คริสตชนจึงถูกเรียกให้เป็นพยานแห่งความเป็นหนึ่งเดียว การต้อนรับ ความกลมเกลียว และสันติภาพ แม้ต้องแลกด้วยการเสียสละ


“ในโลกที่ถูกฉีกขาดด้วยสงครามและความแตกแยก ในสังคมที่แตกกระจายและต่างคนต่างอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ เราปรารถนาจะเป็น ‘มรณสักขี’ นั่นคือ เป็นประจักษ์พยานและประกาศกแห่งความเป็นหนึ่งเดียว การต้อนรับ ความกลมเกลียว และสันติภาพ แม้ต้องแลกด้วยการเสียสละและการสละตน” พระสันตะปาปาตรัสในช่วงท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260609-spagna-preghiera-ora-media.html 


Comments