โป๊ปชี้ ถ้าครอบครัวได้รับบาดเจ็บหรือถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว สังคมทั้งหมดก็ต้องแบกรับผลที่ตามมา
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงชี้ ครอบครัวเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุนและการเดินเคียงข้าง เพราะถ้าครอบครัวได้รับบาดเจ็บหรือถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว สังคมทั้งหมดก็ต้องแบกรับผลที่ตามมา
➡️ ทรงเตือน บาดแผลของคนหนุ่มสาว ความโดดเดี่ยว วิกฤตความสัมพันธ์ และการสูญเสียความหวัง เป็นหนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดของยุคสมัยนี้
➡️ ทรงย้ำ การตอบโต้อีกฝ่ายแบบไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนเฉื่อยชา มันไม่ใช่การหนีความขัดแย้ง หรือยอมรับความชั่วแบบเงียบๆ แต่คือการเผชิญความขัดแย้งโดยไม่ใช้ตรรกะเดียวกับความรุนแรง
➡️ ทรงอธิบาย สงครามเริ่มในหัวใจ ก่อนจะปรากฏในประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อเราเริ่มระแวง กลัว และมองอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคาม สงครามก็เริ่มก่อตัวในใจของเราแล้ว
➡️ ทรงประกาศ จะมีการประชุมคณะคาร์ดินัลอีกครั้งในปีหน้า โดยจะประกาศวันที่ในช่วงปลายปีนี้

Photo Credit: Vatican Media
เย็นวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงกล่าวปิดการประชุมคณะคาร์ดินัลวาระพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นที่วาติกันระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน โดยมีคาร์ดินัล 178 คนจากทั่วโลกเข้าร่วม ทั้งคาร์ดินัลผู้มีสิทธิเลือกพระสันตะปาปาและคาร์ดินัลที่ไม่มีสิทธิเลือกพระสันตะปาปา
ก่อนเข้าสู่คำกล่าวปิดการประชุม พระสันตะปาปาได้แสดงความห่วงใยไปยังประชาชนชาวเวเนซุเอล่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวรุนแรง พร้อมภาวนาให้ผู้เสียชีวิต ครอบครัวของผู้ที่กำลังทุกข์ระทม และผู้ที่ทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สำหรับใจความสำคัญของคำปราศรัยปิดการประชุมคณะคาร์ดินัล Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. พระเยซูต้องเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นศูนย์กลาง
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการขอบคุณบรรดาคาร์ดินัลสำหรับการไตร่ตรองร่วมกันตลอดสองวัน และย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ต้องมีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวหรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
พระสันตะปาปาตรัสว่า “เราได้แสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าร่วมกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่า พระคริสต์ยังคงทำงานอยู่ในศาสนจักรของพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงเดินนำหน้าเรา รวบรวมเรา พูดผ่านพี่น้อง และนำเราเข้าสู่พันธกิจ ทุกอย่างเกิดจากพระองค์ และทุกอย่างกลับไปหาพระองค์”
2. การก้าวเดินไปด้วยกันไม่ใช่แค่การประชุม แต่เป็นรูปแบบชีวิตฝ่ายจิต
พระสันตะปาปาย้ำว่า การก้าวเดินไปด้วยกันต้องไม่ถูกลดให้เหลือเพียงเรื่องโครงสร้าง การประชุม หรือคำถามว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ เพราะคำถามที่ลึกกว่านั้นคือ ศาสนจักรจะช่วยกันดูแลของขวัญที่พระเจ้าทรงมอบไว้ได้อย่างไร
พระสันตะปาปาตรัสว่า “คำถามเรื่องการก้าวเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่อันดับแรกว่า ‘ใครมีอำนาจตัดสินใจ’ แต่คำถามนั้นลึกกว่านั้น คือ ‘เราจะร่วมกันดูแลของขวัญที่พระเจ้าทรงมอบไว้กับศาสนจักรของพระองค์อย่างไร’”
“การก้าวเดินไปด้วยกันไม่ใช่ชุดของการประชุม และไม่ใช่วิธีการทำงานอย่างหนึ่ง แต่เป็นรูปแบบชีวิตฝ่ายจิต การก้าวเดินไปด้วยกันเกิดจากการพบปะ เติบโตผ่านการฟัง และสุกงอมผ่านการไตร่ตรองแยกแยะ”
3. บาดแผลของคนหนุ่มสาวคือหนึ่งในแผลลึกที่สุดของยุคนี้
จากนั้น พระสันตะปาปาตรัสว่า สิ่งที่พระองค์เก็บไว้ในใจคือ “สายตา” ที่คาร์ดินัลใช้มองโลก สายตาที่ไม่ได้หันหนีจากสงคราม ความรุนแรง ความยากจน และความอยุติธรรม แต่พยายามมองให้ลึกถึงรากของบาดแผลเหล่านี้
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พวกท่านไม่ได้หยุดอยู่แค่การบรรยายความทุกข์เหล่านั้น เบื้องหลังโศกนาฏกรรมเหล่านี้ พวกท่านมองเห็นความทุกข์ที่ลึกกว่านั้น คือความโดดเดี่ยว วิกฤตของความสัมพันธ์ การสูญเสียความหวัง และความยากลำบากในการมองเห็นกันและกันในฐานะพี่น้องชายหญิง”
“สิ่งที่โดนใจพระองค์เป็นพิเศษคือเรื่องคนหนุ่มสาว ในคำถามของพวกเขา และในความทุกข์ซึ่งบางครั้งพาพวกเขาไปจนถึงความสิ้นหวัง หรือบางครั้งไปถึงความสิ้นหวังขั้นรุนแรง คือการจบชีวิตตนเอง พวกท่านได้มองเห็นบาดแผลที่ลึกที่สุดอย่างหนึ่งของยุคสมัยของเรา”
4. ครอบครัวต้องได้รับการดูแล เพราะเมื่อครอบครัวเจ็บ สังคมทั้งหมดก็เจ็บด้วย
พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงครอบครัวว่า เป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุนและการเดินเคียงข้าง เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งช่วยให้สังคมเรียนรู้ความสัมพันธ์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความหวัง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ในที่ที่ครอบครัวได้รับการสนับสนุนและได้รับการเดินเคียงข้าง ที่นั่นโรงเรียนแห่งความสัมพันธ์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความหวังก็เติบโตขึ้น แต่ในที่ที่ครอบครัวได้รับบาดเจ็บหรือถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว สังคมทั้งหมดก็ต้องแบกรับผลที่ตามมา”
พระสันตะปาปายังประกาศว่า เดือนตุลาคมนี้ จะมีการประชุมกับผู้นำศาสนจักรตะวันออกและประธานสภาบิช็อปคาทอลิก เพื่อประเมินเส้นทางที่ศาสนจักรเดินมาตั้งแต่สมณสาส์นเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก” (Amoris laetitia) โดยจะมีบางครอบครัวเข้าร่วมและแบ่งปันประสบการณ์ด้วย
5. สงครามเริ่มในหัวใจ ก่อนจะปรากฏในประวัติศาสตร์
เมื่อพูดถึงสันติภาพ พระสันตะปาปาชี้ว่า จุดตัดสินของสันติภาพไม่ได้อยู่เพียงในสนามการเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่อยู่ในหัวใจของมนุษย์ เพราะสงครามเริ่มต้นจากภายใน เมื่อความระแวง ความกลัว และการมองอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคามเข้ามาแทนที่ความไว้วางใจและความหวัง
“ก่อนที่สงครามจะปรากฏในประวัติศาสตร์ สงครามเกิดขึ้นภายในตัวเรา เมื่อความระแวงเข้ามาแทนที่ความไว้วางใจ ความกลัวเข้ามาแทนที่ความหวัง และคนอื่นถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม”
“สงครามไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างรัฐ สงครามเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นมาก จากวัฒนธรรมแห่งอำนาจที่แทรกซึมวิธีคิดของเรา วิธีที่เราใช้ชีวิตในความสัมพันธ์ วิธีใช้อำนาจ วิธีใช้เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และแม้กระทั่งศาสนา ถ้านี่คือรากของวิกฤต คำตอบจึงต้องเป็นการสร้างวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือและการสนทนาขึ้นใหม่” พระสันตะปาปาทรงเสนอแนะ
6. การไม่ใช้ความรุนแรงไม่ใช่ความเฉื่อยชา แต่คือการเผชิญความขัดแย้งโดยไม่ใช้ตรรกะแบบนั้น
พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงการตอบสนองแบบไม่ใช้ความรุนแรงว่า เป็นวิธีอยู่ในโลกที่เป็นพระวรสารอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่ได้หมายถึงการหนีความขัดแย้ง หรือยอมรับความชั่วแบบเงียบๆ แต่คือการเผชิญความขัดแย้งโดยไม่ใช้ตรรกะเดียวกับความรุนแรง
พระสันตะปาปาตรัสว่า “การไม่ใช้ความรุนแรงไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความขัดแย้ง หรือท่าทีเฉื่อยชา แต่หมายถึงการเลือกเผชิญความขัดแย้งโดยไม่ทำซ้ำตรรกะของมัน การไม่ใช้ความรุนแรงไม่ละทิ้งความจริง และไม่เงียบต่อความชั่ว แต่ปฏิเสธที่จะปกป้องความจริงด้วยความรุนแรง และปฏิเสธที่จะเปลี่ยนอีกฝ่ายให้กลายเป็นศัตรู”
“นี่คือตรรกะของปาสกา ซึ่งความรักปรากฏว่าแข็งแกร่งกว่าความเกลียดชัง และการให้อภัยตัดวงจรของการแก้แค้น นี่คือพลังของพระผู้ถูกตรึงกางเขนและกลับคืนพระชนมชีพ เป็นพลังที่ไม่ทำลายศัตรู แต่ทำให้เราสามารถพบพี่น้องในตัวเขาได้อีกครั้ง”
7. ศาสนจักรต้องช่วยโลกค้นพบประโยชน์ส่วนรวมอีกครั้ง
พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า วันนี้ประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่แค่เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง แต่เป็นสิ่งที่ต้องค้นพบร่วมกันอีกครั้ง เพราะสังคมยุคนี้แม้แต่การรู้ว่าอะไรดีสำหรับทุกคนก็กลายเป็นเรื่องยาก
พระสันตะปาปาตรัสว่า “วันนี้ประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่เพียงเป้าหมายที่ต้องมุ่งไปให้ถึง แต่เป็นความจริงที่ต้องค้นพบร่วมกันอีกครั้ง เรากำลังอยู่ในเวลาที่แม้แต่การรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีอย่างแท้จริงสำหรับทุกคน ก็กลายเป็นเรื่องยาก”
“ศาสนจักรถูกเรียกให้ดูแลพื้นที่ของการพบปะ การฟัง และการสนทนา ซึ่งวัฒนธรรมใหม่ของประโยชน์ส่วนรวมสามารถเติบโตขึ้นได้ และในเส้นทางนี้ คนยากจนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็นผู้มีบทบาทหลักของความหวังที่พระเจ้าทรงปลุกให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในประวัติศาสตร์”
8. การประชุมคณะคาร์ดินัลไม่ใช่รัฐสภา แต่เป็นประสบการณ์ของความเป็นหนึ่งเดียว
พระสันตะปาปาตรัสว่า การประชุมคณะคาร์ดินัลครั้งนี้ทำให้พระองค์มีความหวัง ไม่ใช่เพียงเพราะเนื้อหาที่ได้แบ่งปัน แต่เพราะวิธีที่คาร์ดินัลรับฟังและสนทนากัน ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศพระวรสารในโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้ว
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พ่อเชื่อว่า ทีละเล็กทีละน้อย เรากำลังค้นพบความหมายที่แท้จริงที่สุดของการประชุมคณะคาร์ดินัลอีกครั้ง นั่นคือ การรวมตัวของคณะคาร์ดินัลรอบผู้สืบตำแหน่งของนักบุญเปโตร เพื่อให้พระจิตทรงช่วยพระสันตะปาปานำศาสนจักร ผ่านการฟังกันและกัน และการไตร่ตรองแยกแยะร่วมกัน”
“การประชุมนี้ ไม่ใช่รัฐสภา ไม่ใช่การประชุมใหญ่ที่ความคิดเห็นหรือผลประโยชน์มีอำนาจเหนือกว่า แต่เป็นประสบการณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อรับใช้พันธกิจ พ่ออยากจะสานต่อการนัดพบประจำปีนี้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป พ่อยังไม่ได้กำหนดวัน และคาดว่าจะบอกพวกท่านได้ในช่วงปลายปีนี้”
9. พระเจ้าทรงปรารถนาสันติภาพสำหรับทุกชาติและประชาชนทุกคน
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงรับคำเรียกร้องเป็นหนึ่งเดียวที่ดังขึ้นจากการประชุมคณะคาร์ดินัล และทำให้เป็นคำเรียกร้องของพระองค์เอง เพื่อประกาศต่อบิช็อป ศาสนจักร และประชาชนทุกคนบนแผ่นดินโลกว่า พระเจ้าทรงปรารถนาสันติภาพ
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พระเจ้าทรงปรารถนาสันติภาพสำหรับทุกชาติและประชาชนทุกคน ด้วยเหตุนี้ เราต้องไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรง ความรุนแรงจะไม่มีคำพูดสุดท้าย พระเจ้าทรงเปิดเส้นทางแห่งการคืนดีและสันติภาพในประวัติศาสตร์อยู่เสมอ เรามีความรับผิดชอบที่จะเดินบนเส้นทางเหล่านี้ด้วยความกล้าหาญ และช่วยให้โลกมองเห็นเส้นทางเหล่านี้”
Source:
Comments
Post a Comment