โป๊ปสอน การประกาศพระวรสารไม่ได้เริ่มจากเทคนิคหรือเครื่องมือ แต่เริ่มจากการพบพระเยซูในหัวใจ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน การประกาศพระวรสารคือการแบ่งปันการพบพระเยซูเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่เริ่มจากเทคนิคหรือเครื่องมือใดๆ


➡️ ทรงชี้ การรำพึงภาวนาไม่ใช่เรื่องของนักบุญหรือนักพรตเท่านั้น แต่คริสตชนทุกคนควรมีเวลาสงบต่อหน้าพระเจ้า ฟังเสียงพระ และทบทวนชีวิตกับพระองค์


➡️ ทรงเตือน การเป็นศิษย์ของพระเยซูยังท้าทายเสมอ เพราะคริสตชนถูกเรียกให้ตอบโต้ความเกลียดชังด้วยความรัก ตอบโต้ความรุนแรงด้วยความสุภาพอ่อนโยน


➡️ ทรงย้ำ ไม่มีใครควรหันหน้าหนีผู้ที่กำลังแสวงหาการปกป้องและความปลอดภัย พร้อมขอให้ต้อนรับผู้ลี้ภัยด้วยศักดิ์ศรีและความหวัง

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมานำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปาแบ่งปันข้อคิดจากพระวรสารของนักบุญแม็ทธิว (10:26-33) ตอนที่พระเยซูส่งศิษย์ออกไปประกาศข่าวดี และตรัสว่า “สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงพูดออกมาในที่สว่าง และสิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู ท่านจงประกาศจากดาดฟ้าบ้าน” 


ในส่วนใจความสำคัญของบทสอน Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. การประกาศพระวรสารไม่ได้เริ่มจากเทคนิค แต่เริ่มจากการพบพระเยซูเป็นการส่วนตัว


พระสันตะปาปาอธิบายว่า พระเยซูเชื่อมโยงสิ่งที่ศิษย์ได้ยินในความลับของหัวใจ กับสิ่งที่พวกเขาต้องประกาศให้ทุกคนได้ยิน นี่หมายความว่า การประกาศพระวรสารไม่ได้เริ่มจากคำพูดสวยงามหรือวิธีการที่ดีเท่านั้น แต่เริ่มจากการพบพระเยซูจริงๆ ในชีวิตของเรา


พระสันตะปาปาตรัสว่า “การประกาศพระวรสารก่อนอื่นคือการแบ่งปันการพบพระองค์เป็นการส่วนตัว ซึ่งเป็นการพบที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละคน … พลังของงานประกาศ ไม่ได้ตั้งอยู่บนเทคนิคหรือเครื่องมือเป็นหลัก แต่ตั้งอยู่บนการทำงานของพระจิตในตัวเรา และความจริงใจของคำตอบที่เรามอบให้”


2. การรำพึงภาวนาไม่ใช่เรื่องของนักบุญหรือนักพรตเท่านั้น


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงยกคำสอนของนักบุญโทมัส อไควนัส ที่อธิบายว่า การเทศน์คือการส่งต่อสิ่งที่เราได้รำพึงภาวนาแล้วให้ผู้อื่น พร้อมเตือนว่า อย่าเข้าใจผิดว่า การรำพึงภาวนาเป็นเรื่องของคนศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่คนเท่านั้น


พระสันตะปาปาตรัสว่า “เราไม่ควรคิดว่า ‘การรำพึงภาวนา’ เป็นประสบการณ์เฉพาะสำหรับนักบุญบางคน หรือนักพรตเท่านั้น เราทุกคนทำได้ ด้วยการพยายามรักษาช่วงเวลาเงียบสงบท่ามกลางภารกิจในแต่ละวัน”


พระสันตะปาปายังอธิบายว่า ช่วงเวลาเงียบนี้คือการอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ฟังเสียงของพระองค์ ฝากความยินดีและความกังวลไว้กับพระองค์ และทบทวนชีวิตของเรากับพระองค์


“สิ่งนี้ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นคงและรู้ตัวมากขึ้น และผลที่ตามมาคือ เราจะเป็นผู้ประกาศที่น่าเชื่อถือและเป็นอิสระ”


3. คริสตชนถูกเรียกให้ตอบโต้ความเกลียดชังด้วยความรัก

พระสันตะปาปาชี้ว่า นักบุญแม็ทธิวเขียนพระวรสารตอนนี้ให้ชุมชนคริสตชนที่ไม่ได้มีชีวิตง่าย พวกเขาต้องเผชิญความเป็นศัตรูและการเบียดเบียน เหมือนคริสตชนจำนวนมากในหลายพื้นที่ของโลกวันนี้


พระสันตะปาปาตรัสว่า “เวลานี้ก็เหมือนเวลานั้น การซื่อสัตย์ต่อคำสอนของพระเยซูและการประกาศพระวาจาของพระองค์เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม นั่นคือการตอบความเกลียดชังด้วยความรัก ตอบความก้าวร้าวด้วยความสุภาพอ่อนโยน ตอบความท้อใจด้วยความพากเพียร”


พระองค์ย้ำว่า คริสตชนจะยืนหยัดได้ก็ต่อเมื่อหยั่งรากความเชื่อและพันธกิจของตัวเองไว้ในความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระเยซู


“สิ่งนี้ให้กำลังเราไม่ยอมแพ้ และเดินหน้าส่งต่อสารแห่งความหวัง ความรัก และสันติภาพของพระองค์แก่ทุกคน ในทุกสถานการณ์ โลกต้องการสิ่งนี้อย่างมาก”


4. ไม่ควรหันหน้าหนีคนที่กำลังขอความคุ้มครอง


หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระสันตะปาปากล่าวถึงวันผู้ลี้ภัยโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 75 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย เพื่อปกป้องผู้ที่ถูกเบียดเบียนและถูกบังคับให้ต้องละทิ้งบ้าน แผ่นดิน และครอบครัวของตน พร้อมขอร้องทุกฝ่ายว่า ไม่ควรหันหน้าหนีคนที่กำลังขอความคุ้มครอง


พระสันตะปาปาตรัสว่า “พ่อหวังว่า จิตตารมณ์ที่เคยเป็นแรงผลักดันในการจัดทำเครื่องมือระหว่างประเทศที่สำคัญฉบับนี้ จะยังคงส่องสว่างมโนธรรมของผู้นำประเทศต่างๆ ในวันนี้ต่อไป … ไม่มีใครสามารถหันหน้าไปอีกทางต่อหน้าผู้ที่กำลังแสวงหาการปกป้องและความปลอดภัย พ่อขอให้ทุกคนต้อนรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการเบียดเบียน เพื่อพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอย่างสันติ มีศักดิ์ศรี และมองอนาคตด้วยความหวัง”


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/angelus/2026/documents/20260621-angelus.html


Comments