โป๊ปย้ำ ถ้าเราไม่ตาบอด เราจะเห็นว่าโลกวันนี้มีความทุกข์มากมาย ศาสนจักรต้องเป็นบ้านต้อนรับและสร้างสันติภาพ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำต่อบรรดาคาร์ดินัลว่า “ถ้าเราไม่ได้ตาบอด ก็เป็นความจริงที่มีความทุกข์มากมายเหลือเกิน” พร้อมชี้ ศาสนจักรต้องตอบความทุกข์ของโลกด้วยการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและการพบปะที่แท้จริง


➡️ การประชุมคณะคาร์ดินัลวาระพิเศษวันแรก มีคาร์ดินัล 178 คนเข้าร่วม โดยไตร่ตรองถึงโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้ว ความรุนแรง ความโดดเดี่ยว วิกฤตครอบครัว การอพยพ และความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ


➡️ ช่วงบ่ายของการประชุมเน้นเรื่องสันติภาพ โดยที่ประชุมเตือนว่า สงครามต้องไม่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และศาสนจักรต้องช่วยสร้าง “อารยธรรมแห่งความรัก”

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมคณะคาร์ดินัลวาระพิเศษที่พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เรียกประชุม ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการที่วาติกัน โดยรายละเอียดต่างๆของการประชุมวันแรก Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้


1. ถ้าเราไม่ตาบอด เราจะเห็นว่าโลกวันนี้มีความทุกข์มากมาย


การประชุมช่วงเช้าเริ่มจากการให้คาร์ดินัลแต่ละกลุ่มไตร่ตรองถึงโลกที่ศาสนจักรถูกเรียกให้ประกาศพระวรสาร โดยหลายกลุ่มพูดถึงความทุกข์ของผู้คนในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก ทั้งการแบ่งขั้ว ความรุนแรง ข่าวปลอม (Fake News) การมองข้ามชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ ความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุและคนหนุ่มสาว วิกฤตครอบครัว ปัญหายาเสพติด การอพยพ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ


ช่วงท้ายของการประชุม พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเชื่อมโยงสิ่งที่คาร์ดินัลแบ่งปันกับภาพชายคนหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้เกือบตายจากการรำพึงพระคัมภีร์ แล้วตรัสว่า “ถ้าเราไม่ได้ตาบอด ก็เป็นความจริงที่มีความทุกข์มากมายเหลือเกิน … ความโดดเดี่ยวและความทุกข์เป็นหนึ่งในผลของสังคมวันนี้ และศาสนจักรต้องตอบด้วยการเชิญทุกคนเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพียงด้วยการเปิดวัดและประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ด้วยการสร้างโอกาสและประสบการณ์ของการพบปะที่แท้จริงด้วย”


2. ศาสนจักรต้องเป็นแม่และบ้านที่ต้อนรับ


ที่ประชุมคณะคาร์ดินัลย้ำว่า ศาสนจักรต้องแสดงตนเป็น “แม่และบ้านที่ต้อนรับ” โดยเฉพาะผ่านการยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง และการช่วยให้ความทุกข์กลายเป็นโอกาสของการเติบโต


ที่ประชุมยังชี้ว่า ในเวลาที่สถาบันจำนวนมากกำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ ศาสนจักรถูกเรียกให้พูดด้วยน้ำหนักของความจริง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ สันติภาพ การคืนดี และประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะในที่ที่ศาสนจักรยังอยู่ใกล้ผู้ที่กำลังทุกข์ทรมาน


หลายกลุ่มยังมองว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังกระหายพระวรสารมากขึ้น ผู้อพยพเป็นพระพรสำหรับชุมชนที่ต้อนรับพวกเขา และการก้าวเดินไปด้วยกันเป็นเส้นทางที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ เพื่อช่วยทั้งศาสนจักรและมนุษยชาติแสวงหาคำตอบต่อความท้าทายในวันนี้


3. สงครามต้องไม่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ


ช่วงบ่าย การประชุมเข้าสู่หัวข้อ “วัฒนธรรมแห่งอำนาจและอารยธรรมแห่งความรัก” โดยเน้นบทที่ 5 ของสมณสาส์น “ความเป็นมนุษย์ที่งดงาม” (Magnifica Humanitas) การประชุมเริ่มด้วยการภาวนาเพื่อ “สถานการณ์อันเจ็บปวดในเวเนซุเอลา” และเพื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด


ที่ประชุมยังพูดถึงเรื่องสงครามและย้ำว่า ศาสนจักรต้องไม่ปล่อยให้สงครามกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องช่วยสร้างสันติภาพและ “อารยธรรมแห่งความรัก” ด้วยภาษาของการฟัง การให้อภัย การคืนดี ความยุติธรรมที่เยียวยา และการกระทำที่จับต้องได้


4. พระวรสารต้องถูกใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎี


ในการพูดถึงสันติภาพ ทุกกลุ่มยืนยันถึงความสำคัญของความเชื่อในพระคริสต์และพระวรสาร เพราะพระวรสารมีพลังเปลี่ยนแปลงโลกได้ เมื่อถูกนำไปใช้จริง ไม่ใช่ถูกเก็บไว้เป็นเพียงทฤษฎี


ที่ประชุมระบุว่า พระวรสาร “มีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก เมื่อมันถูกนำไปใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่ถูกมองเป็นเพียงทฤษฎี” และยังชี้ว่า บางสถานการณ์สามารถรับมือได้ด้วยการเข้ามาทำงานของพระเจ้าเท่านั้น โดยหลายกลุ่มยกงานของศาสนจักรในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และยุโรปตะวันออกเป็นตัวอย่าง


ที่ประชุมยังพูดถึงความจำเป็นที่อำนาจทางการเมืองต้องถูกปลดปล่อยจากความเชื่อมโยงที่เป็นพิษกับอำนาจทางเศรษฐกิจ พร้อมเน้นบทบาทของครอบครัว การศึกษา การประกาศพระวรสารอย่างกล้าหาญ การทูตของสันตะสำนัก เพื่อให้เสียงของศาสนจักรยังคงถูกรับฟัง


5. ต้องก้าวข้ามกรอบคิด “สงครามที่ชอบธรรม” และพูดเรื่องการป้องกันตนเองอย่างได้สัดส่วน


หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือเรื่องสันติภาพ คือข้อเสนอให้ก้าวข้ามกรอบคิดเรื่อง “สงครามที่ชอบธรรม” เพราะพระวรสารไม่สามารถถูกบังคับด้วยกำลังได้


ที่ประชุมระบุว่า ผู้เข้าร่วมจำนวนมาก “เน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามตรรกะของสงครามที่ชอบธรรม เพราะพระวรสารไม่สามารถถูกบังคับด้วยกำลัง และควรหันไปพูดถึงสิทธิในการป้องกันตนเองอย่างได้สัดส่วนแทน”


บรรดาคาร์ดินัลยังแสดงความขอบคุณต่อพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 สำหรับสมณสาส์นของพระองค์ การประณามความขัดแย้งด้วยอาวุธ และคำเรียกร้องเพื่อสันติภาพที่พระองค์ตรัสซ้ำหลายครั้ง พร้อมเสนอให้มีการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องหมายของสันติภาพในยุคนี้ เช่น วันภาวนาโลกเพื่อสันติภาพที่นักบุญจอห์น พอล ที่ 2 เคยจัดขึ้นที่อัสซีซีในปี 1986


6. เส้นทางซีน็อดปี 2028 ต้องเป็นการเดินเคียงข้าง ไม่ใช่การกำกับดูแล


นอกจากการประชุมคณะคาร์ดินัล พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ยังทรงพบเป็นการส่วนตัวกับหัวหน้าผู้รับผิดชอบการประชุมสมัชชาบิช็อปคาทอลิกระดับทวีปด้วย


การประชุมดังกล่าววางเส้นทางสู่การประชุมศาสนจักรเดือนตุลาคม 2028 เป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ “การระลึกถึง” ในครึ่งแรกของปี 2027, “การตีความ” ในครึ่งหลังของปี 2027, “การวางทิศทาง” ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2028 และ “การเฉลิมฉลอง” ในเดือนตุลาคม 2028 ที่วาติกันร่วมกับพระสันตะปาปา


ผู้เข้าร่วมย้ำว่า บทบาทขององค์กรซีน็อดระดับทวีปและทีมของพวกเขา “เหนือสิ่งอื่นใดคือการเดินเคียงข้าง ไม่ใช่การกำกับดูแล” และการประชุมต่างๆ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงการประชุมศาสนจักรปี 2028 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการกลับใจแบบการก้าวเดินไปด้วยกัน แต่เป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองและการไตร่ตรองแยกแยะ เพื่อเข้าใจว่าศาสนจักรควรเดินต่อไปอย่างไร


Sources:


1. https://www.vaticannews.va/en/vatican-city/news/2026-06/consistory-178-cardinals-take-part-in-the-first-session.html


2. https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2026-06/pope-leo-xiv-synod-continental-leaders-ecclesial-assembly.html


3. https://www.vaticannews.va/en/vatican-city/news/2026-06/consistory-first-day-concludes-with-a-focus-on-peace.html 


Comments