โป๊ปสอนเยาวชน ความว่างเปล่าหลังไล่ตามความสำเร็จไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราแสวงหาพระเจ้า

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความกระวนกระวายใจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นพระพรที่ผลักเราให้แสวงหาความจริง ความสุข และพระเจ้า มากกว่าการหยุดอยู่แค่ความสำเร็จหรือภาพลักษณ์ภายนอก


➡️ ทรงย้ำ พระเจ้าไม่ทอดทิ้งเราในความทุกข์ ความซึมเศร้า และความโดดเดี่ยว กางเขนของพระเยซูบอกเรา พระองค์ทรงอยู่กับเรา แม้ในเสียงร้องที่คนอื่นไม่ได้ยิน


➡️ ทรงเตือน อย่าอธิบายความเจ็บปวดของใครแบบง่ายๆ ด้วยคำว่า “นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า” หรือ “นี่คือแผนการของพระเจ้า” เพราะอาจทำให้คนที่กำลังทุกข์ถูกทำร้ายซ้ำไปอีก


➡️ ทรงอธิบาย การให้อภัยเป็นเส้นทางที่ต้องเดินทีละก้าว ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และไม่ได้แปลว่าเราต้องกลับไปสู่ความสัมพันธ์เดิมเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงค่ำวันอังคารที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จไปยังสนามโอลิมปิก เด มอนจูอิก เมืองบาร์เซโลน่า เพื่อร่วมพิธีเฝ้าภาวนากับเยาวชนและคริสตชนจำนวนมาก พิธีนี้เริ่มด้วยเยาวชน 3 คนแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตต่อพระสันตะปาปา ทั้งเรื่องความว่างเปล่าหลังการไล่ตามความสำเร็จ การต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความคิดอยากจบชีวิตตัวเอง รวมถึงบาดแผลจากความรุนแรงในครอบครัวและคำถามเรื่องการให้อภัย จากนั้น พระสันตะปาปาทรงตอบแต่ละคน ก่อนเทศน์ปิดท้ายจากเรื่องนิโคเดมัส ผู้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืน


สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสในพิธี Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. ความกระวนกระวายใจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นพระพรให้เราก้าวต่อเพื่อค้นหาสิ่งดีๆ


เฟร์ราน ชายหนุ่มที่เพิ่งรับศีลล้างบาปเมื่อปาสกาที่ผ่านมา แบ่งปันทุกคนว่า เขาเคยไล่ตามความสำเร็จ การยอมรับ และห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่สุดท้ายต้องพบกับความว่างเปล่า เขาจึงถามพระสันตะปาปาว่า ตนจะอย่างไรได้บ้างเพื่อมองความหมายของชีวิตให้สูงขึ้น ท่ามกลางสังคมที่ผลักให้ก้มมองแต่ตัวเอง


พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า ความกระวนกระวายในใจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นพระพร เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อหยุดอยู่กับที่


“ลึกๆ แล้ว มนุษย์ต้องการความจริงและความสุขที่มากกว่าความสำเร็จหรือภาพลักษณ์ภายนอก และความกระวนกระวายใจคือพระพรที่พระเจ้าเองมอบให้เรา มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อหยุดอยู่แค่ความสำเร็จหรือภาพลักษณ์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อแสวงหาความจริง ความสุข และพระเจ้า ดังนั้น ทุกความสำเร็จ แม้จะทำให้เราพอใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็ผลักดันเราให้ก้าวต่อไป และเชื้อเชิญให้เราแสวงหาต่อไป”


พระสันตะปาปายังเตือนว่า สังคมที่บูชาผลประโยชน์ ผลงาน และภาพลักษณ์ อาจทำให้มโนธรรมของเราหลับ และทำให้เราไม่กล้าหยุดมองชีวิตของตัวเองจริง ๆ


“การบูชาผลประโยชน์และผลงาน ความหมกมุ่นว่าจะต้องทำสิ่งนี้ซ้ำๆอยู่เสมอและต้องเป็นผู้ชนะ รวมถึงการบูชาภาพลักษณ์ของตัวเอง ล้วนเป็นเหมือนยาชาที่ทำให้มโนธรรมของเราหลับ … ดังนั้น เราต้องปลูกฝังความกระสับกระส่ายภายในจิตใจ และเปิดพื้นที่ให้มัน นี่คือ ‘การแสวงหาภายใน’ พยายามไม่ปล่อยให้จังหวะชีวิตและสิ่งล่อใจภายนอกมาทับเรา จงปลูกฝังพื้นที่แห่งความเงียบ หยุดสัก 2-3 นาทีต่อวันเพื่ออ่านพระวรสารและพูดคุยกับพระเจ้า”


2. พระเจ้าไม่ทอดทิ้งเรา จงอย่าอธิบายความเจ็บปวดในชีวิตแบบตื้นๆว่า “มันเป็นแผนของพระเจ้า”


คาร์มีน่า หญิงสาวที่ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้ามาหลายปี และเคยอยากจบชีวิตตัวเอง เล่าว่าเธออยู่ที่นี่เพราะพระเจ้าประทานโอกาสครั้งที่สองให้เธอ และถามว่าจะพบพระเจ้าได้ที่ไหน เมื่อมันมีแต่ความมืดมิดและไปต่อไม่ได้แล้ว

พระสันตะปาปาตรัสตอบว่า “นี่เป็นสัญญาณว่า สังคมของเรากำลังเข้าใจคำว่า ‘ความก้าวหน้า’ ผิดไป เพราะความก้าวหน้าที่ทำให้คนจำนวนมากต้องแบกรับความกดดัน ความคาดหวัง และความเครียดจนเสียสมดุลชีวิต ไม่ใช่ความก้าวหน้าที่แท้จริง”


“กางเขนของพระเยซูบอกเราว่า พระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งเรา พระองค์ยังคงถูกตรึงกางเขนอยู่กับเราในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวสุดขีด พระองค์ทรงรับไว้ไม่เพียงแต่น้ำตาของเรา แต่ยังรับเสียงร้องแห่งความทุกข์ของเราที่คนอื่นไม่ได้ยิน”


พระสันตะปาปายังเตือนคริสตชนว่า อย่าอธิบายความเจ็บปวดแบบง่ายเกินไป เพราะอาจทำให้คนที่กำลังทุกข์ต้องพบกับความเจ็บซ้ำๆ


“เราไม่ควรอธิบายความเจ็บปวดของใครแบบง่าย ๆ ด้วยการบอกว่า ‘นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า’ หรือ ‘นี่คือแผนของพระเจ้า’ เพราะการพูดแบบนั้นอาจทำให้ความทุกข์ของเขาถูกลดทอน ถูกทำให้เงียบ และกลายเป็นการทำร้ายเขาซ้ำ” พระสันตะปาปา ย้ำหนักแน่น


3. การให้อภัยเป็นเส้นทางที่ต้องเดินในชีวิต แม้ให้อภัย แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ต้องเหมือนเดิมเสมอไป


เซซีลีอา หญิงสาวที่เติบโตมากับความรุนแรงในครอบครัว พ่อของเธอเคยพยายามฆ่าแม่ของเธอ แม่รอดชีวิตเพราะมีคนเข้ามาขวาง แต่คนที่มาช่วยเสียชีวิต เธอพบความเชื่อผ่านการดูแลจากศูนย์ดูแลคาทอลิก แต่ยังยากที่จะให้อภัยพ่อ เธอถามว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน และจะให้อภัยและคืนดีกับพระเจ้าได้อย่างไร


พระสันตะปาปาเลโอตรัสว่าคำถามแรกที่ควรถามไม่ใช่ “พระเจ้าอยู่ที่ไหน” แต่ควรหันมาตั้งคำถามกับมนุษย์ด้วยกันเอง


"หากความรุนแรงมีอยู่ หากความเห็นแก่ตัวชนะทุกอย่าง แม้แต่ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัวกลับกลายเป็นความเกลียดชัง เราต้องตั้งคำถามกับตัวเราเอง กับโครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคม ตั้งคำถามกับการที่ต่างคนต่างอยู่ กับการล่อลวงของความรุนแรง ไม่ใช่ตั้งคำถามกับพระเจ้า” 


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่าการให้อภัยเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน โดยเริ่มจากการขอพระเจ้าให้เยียวยาพื้นที่ที่บาดเจ็บในหัวใจ และค่อยๆ เปลี่ยนความขุ่นเคืองให้กลายเป็นเมตตาและความสงสารเห็นใจ


“เราต้องเรียนรู้ที่จะมองการให้อภัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการและเส้นทางที่ต้องเดิน เราก้าวหน้าไปทีละก้าวเล็กๆ และการให้อภัยไม่ได้หมายถึงการกลับไปสู่ความสัมพันธ์เดิมเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง เราสามารถรักษาความตั้งใจดีในหัวใจต่อบุคคลนั้น ปฏิเสธความเกลียดชังและการแก้แค้นทุกรูปแบบ พยายามซ่อมแซมความสัมพันธ์เท่าที่เป็นไปได้ และบางทีภาวนาเพื่อเขาหรือเธอ"


4. ช่วงเวลามืดมนของชีวิตไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเส้นทางให้เราเริ่มต้นใหม่


ในส่วนบทเทศน์ประจำพิธี พระสันตะปาปาเปรียบทุกคนกับนิโคเดมัส ผู้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืน พระองค์กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนกำลังแสวงหาความรัก ความจริง และความหมายของชีวิต แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องเผชิญความไม่เข้าใจ ความเหนื่อยล้า ความกลัว และค่ำคืนแห่งความเชื่อ


พระสันตะปาปาตรัสว่า “เราเป็นขอทานที่มาขอความรักจากพระเจ้า เราหิวและกระหายความจริง เราแสวงหาความหมายที่สมบูรณ์ ซึ่งจะประคองเรา ให้กำลังใจเรา และช่วยให้เราเข้าใจธรรมล้ำลึกของชีวิตเรา … นิโคเดมัสสอนเราว่า ค่ำคืนเหล่านี้ ซึ่งเดินเคียงข้างชีวิตของเรา เส้นทางความเชื่อของเรา และประวัติศาสตร์ที่เราใช้ชีวิตอยู่ เป็นสถานที่แห่งพระพร เป็นพื้นที่สำหรับการเกิดใหม่ เป็นครรภ์ที่ให้กำเนิดชีวิตใหม่เสมอ”


ตอนท้าย พระสันตะปาปาขอให้ทุกคนไม่หยุดแสวงหา ไม่หยุดตั้งคำถาม และไม่หยุดพูดคุย ทั้งกับพระเจ้าและระหว่างเราด้วยกัน แม้เราต้องเผชิญช่วงเวลามืดมิดในชีวิต


“อย่าหยุดแสวงหา อย่าหยุดตั้งคำถาม และอย่าหยุดสนทนา ทั้งกับพระเจ้าและระหว่างกัน แม้ใจกลางความมืดมนของชีวิต ขอให้เราเปิดตัวเองรับพระพรของพระจิต แสวงหาพระเจ้าเหมือนนิโคเดมัส และต้อนรับแสงสว่างแห่งพระวรสารของพระองค์”


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/es/speeches/2026/giugno/documents/20260609-spagna-veglia.html


Comments