โป๊ปสอน คริสตชนที่มีความเชื่อต้องไม่อยู่ในพิธีกรรมแบบคนแปลกหน้าหรือเป็นผู้ชมเงียบๆ แต่เราต้องมีส่วนร่วมทั้งกายและใจ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน คริสตชนที่มีความเชื่อต้องไม่อยู่ในพิธีกรรมเหมือนคนแปลกหน้า หรือเป็นแค่ผู้ชมเงียบๆ แต่ต้องมีส่วนร่วมทั้งร่างกายและใจ


➡️ ทรงย้ำ จารีตในพิธีกรรมไม่ใช่เปลือกภายนอกของศีลศักดิ์สิทธิ์ หรือพิธีที่ใครตั้งขึ้นตามใจ แต่เป็นหนทางที่ของขวัญจากพระเจ้ามาถึงเราทุกคน


➡️ ทรงอธิบาย จารีต เครื่องหมาย และสัญลักษณ์ในพิธีกรรมช่วยให้ความเชื่อจับต้องได้ และหล่อหลอมเราให้ฟังพระวาจา ขอบพระคุณ สรรเสริญพระเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกันในศาสนจักร

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงสายวันพุธที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงสอนคำสอนในเรื่อง “ธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์” (Sacrosanctum Concilium) ของสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ในหัวข้อ “จารีต เครื่องหมาย และสัญลักษณ์”


สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสสอน Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. พิธีกรรมไม่ใช่เปลือกภายนอก แต่เป็นหนทางที่ของขวัญจากพระเจ้ามาถึงเรา


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการย้ำว่า สภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ช่วยให้ศาสนจักรค้นพบความจริงสำคัญอีกครั้ง นั่นคือ จารีตของพิธีกรรมคริสตชนไม่ใช่แค่รูปแบบภายนอกของศีลศักดิ์สิทธิ์ และไม่ใช่ชุดพิธีที่ใครจะกำหนดขึ้นตามใจ


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “จารีตของพิธีกรรมคริสตชนไม่ใช่เพียงเปลือกภายนอกของธรรมล้ำลึกแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ชุดพิธีที่ตั้งขึ้นตามใจ แต่เป็นสื่อกลางของศาสนจักร ซึ่งของขวัญจากพระเจ้ามาถึงเรา ด้วยเหตุนี้เอง สังคายนาวาติกัน ที่ 2 จึงเชิญเราให้เข้าใจธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อ ซึ่งเกิดขึ้นจริงในพิธีกรรม ผ่านจารีตและบทภาวนา”


2. พิธีกรรมต้องไม่ทำให้เราเป็นแค่ผู้ชมเงียบๆ


จากนั้น พระสันตะปาปาสอนว่า จารีตทำให้พิธีกรรมมีรูปทรง และค่อยๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา ให้มีความละเอียดอ่อนฝ่ายจิตวิญญาณ จนสามารถรับรู้การประทับอยู่ของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์


“สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราไม่เป็นคนแปลกหน้า หรือเป็นเพียงผู้ชมที่เงียบอยู่เฉยๆ ต่อพิธีกรรม แต่มีส่วนร่วมในพิธีกรรมด้วยตัวตนทั้งหมดของเรา ทั้งร่างกาย จิตใจ และหัวใจ ด้วยความนบนอบต่อความต้องการของพระเจ้า”


“โดยอาศัยจารีตศักดิ์สิทธิ์ เราจึงได้รับการหล่อหลอมให้ฟังพระวาจาของพระเจ้า ให้ขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์ ให้แบ่งปันกันแบบพี่น้อง และให้มีความเป็นหนึ่งเดียวในศาสนจักร เราค้นพบว่า เราเป็นชุมชนผู้ชุมนุมที่มีใบหน้าหลากหลาย แต่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความเชื่อเดียวกัน” พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยน ตรัสสอน


3. จารีตไม่ได้ขังเสรีภาพ แต่พาเรากลับไปหาสิ่งสำคัญ


พระสันตะปาปายอมรับว่า จารีตมีลำดับของท่าทางและบทภาวนาที่ชัดเจน ซึ่งบางครั้งอาจขัดกับความรู้สึกส่วนตัวของเราที่อยากให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นตัวเองมากขึ้น แต่เป้าหมายของจารีตไม่ใช่การบังคับเสรีภาพ


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ตรรกะของจารีตไม่ใช่การขังเสรีภาพไว้ในกรอบ ตรงกันข้าม ด้วยความเรียบง่ายและสง่างามของจังหวะในพิธีกรรม จารีตทำให้กิจกรรมอันเร่งรีบของเราหยุดชะงัก และพาเรากลับไปหาสิ่งที่สำคัญที่สุด”


“ในพิธีกรรม เราได้พักจากโลกที่วัดทุกอย่างด้วยผลลัพธ์ ได้พบจังหวะพักที่ฟื้นฟูหัวใจ และได้เรียนรู้ว่า พระหรรษทานของพระเจ้ามาก่อนเราเสมอ พร้อมนำเราให้ดำเนินชีวิตตามจังหวะของพระจิต” 


4. เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทำให้ความเชื่อจับต้องได้


พระสันตะปาปาอธิบายว่า จารีตของพิธีกรรมเชื่อมโยงกับเครื่องหมายและสัญลักษณ์ เพราะพระเจ้าใช้สิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัส เพื่อทำให้มนุษย์ได้รับความศักดิ์สิทธิ์


“การทำให้มนุษย์ศักดิ์สิทธิ์ถูกแสดงออกผ่านเครื่องหมายที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส และเกิดผลในลักษณะที่สอดคล้องกับเครื่องหมายแต่ละอย่างนั้น”


พระสันตะปาปาชาวอเมริกันยังยกตัวอย่าง “น้ำ” ซึ่งในประวัติศาสตร์ความรอดปรากฏตั้งแต่การสร้างโลก น้ำวินาศ การข้ามทะเลแดง แม่น้ำจอร์แดน จนถึงน้ำที่ไหลออกจากสีข้างของพระเยซู และกลายเป็นเครื่องหมายของศีลล้างบาป


“เมื่อเราได้รับการพรมน้ำเสก การตระหนักของเราต่อของขวัญที่ได้รับในศีลล้างบาป และความมุ่งมั่นของเราต่อชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง”


5. มนุษย์ต้องกลับมาเข้าใจสัญลักษณ์อีกครั้ง


ตอนท้าย พระสันตะปาปาสอนว่า สัญลักษณ์ในพิธีกรรมไม่ใช่ของประดับ แต่เป็นการกระทำที่แตะหัวใจ ความคิด และความสัมพันธ์ของผู้มีความเชื่อ เช่น น้ำเสกที่ช่วยให้เรากลับไประลึกถึงศีลล้างบาปและชีวิตใหม่ในพระคริสต์


“เมื่อเราถูกพรมน้ำเสก ความตระหนักของเราต่อของประทานที่ได้รับในศีลล้างบาป และความมุ่งมั่นของเราต่อชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง”


พระสันตะปาปาอธิบายต่ออีกว่า นี่คือเหตุผลที่การอบรมพิธีกรรมต้องช่วยให้มนุษย์กลับมาเข้าใจภาษาของสัญลักษณ์ เพราะพิธีกรรมที่มีชีวิตไม่ใช่แค่ทำตามขั้นตอนให้ครบ แต่ต้องเปิดใจมนุษย์ให้พบพระเจ้า


“ภารกิจแรกของงานอบรมด้านพิธีกรรมคือ มนุษย์ต้องกลับมามีความสามารถเข้าใจสัญลักษณ์อีกครั้ง ... ประสบการณ์ของพิธีกรรมที่มีชีวิตและเปี่ยมด้วยความศรัทธา พร้อมด้วยการสอนคำสอนที่เหมาะสม คือทรัพยากรที่ดีที่สุดในการปลุกให้ทุกคนเปิดใจต่อการพบกับพระเจ้าอีกครั้ง” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย



Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20260603-udienza-generale.html 


Comments