บรรณาธิการบริหารบลูมเบิร์ก ยอมรับ สมณสาส์นเรื่อง AI ของโป๊ปเลโอทำให้เธอกลับมารู้สึกเป็นคาทอลิกอีกครั้ง
➡️ ฟลาเวีย เคร้าส์ แจ็คสัน บรรณาธิการบริหารของบลูมเบิร์ก ยอมรับ สมณสาส์น “ความเป็นมนุษย์ที่งดงาม” (Magnifica Humanitas) ของโป๊ป เลโอ ที่ 14 ทำให้เธอรู้สึกเหมือน “กลับมาเป็นคาทอลิกอีกครั้ง” เพราะเอกสารนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ถามลึกถึงความหมายของชีวิตมนุษย์
➡️ บรรณาธิการบริหารของบลูมเบิร์ก ประทับใจที่ โป๊ป เลโอ ที่ 14 เตือนเรื่องคุณภาพของอารยธรรมไม่ได้วัดจากพลังของเครื่องมือ แต่วัดจากความสามารถในการดูแลกันและกัน และการมองผู้อื่นเป็น “ใบหน้า” ไม่ใช่แค่ “หน้าที่”
➡️ ศาสนจักรเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ “โป๊ปยุคโทรทัศน์” โป๊ป จอห์น พอล ที่ 2 ที่เข้าใจพลังสื่อสารของภาพเคลื่อนไหว มาถึง “โป๊ปยุค AI” โป๊ป เลโอ ที่ 14 ที่มาจากสายคณิตศาสตร์และเข้าใจหลักการทำงานของอัลกอริทึ่มอย่างดี
➡️ ฟลาเวียเป็นคาทอลิก เธอรับศีลมหาสนิทครั้งแรกในวัดคาทอลิก แต่ไม่ได้แต่งงานในวัดคาทอลิก เพราะเธอเป็นคนรักเพศเดียวกัน เธอรู้สึกว่าศาสนจักรปิดประตูใส่เธอ แต่ด้วยเนื้อหาในสมณสาส์นของโป๊ปเลโอ ทำให้เธอรู้สึกว่า นี่เป็นคำสอนที่ไม่ปิดประตูใส่มนุษย์คนไหน และไม่ลดเรื่องมนุษย์ให้เหลือแค่กฎระเบียบแบบหลายครั้งที่ผ่านมา
ทุกวัน ผมจะเข้าเว็บข่าวต่างประเทศเพื่อไปอ่านข่าวธุรกิจ ฟุตบอล และข่าวคาทอลิก หนึ่งในเว็บไซต์ที่ผมเข้าเป็นประจำคือ Bloomberg เพราะผมได้ตามทั้งเรื่องการลงทุนและเศรษฐกิจ
ไม่นานมานี้ ผมได้อ่านบทควาทที่ ฟลาเวีย เคร้าส์ แจ็คสัน บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ประจำภาคพื้นทวีปยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง เขียนบทความเพื่อแสดงมุมมองส่วนตัวถึงสมณสาส์น “ความเป็นมนุษย์ที่งดงาม” (Magnifica Humanitas) ของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ผมอ่านแล้วประทับใจ จึงอยากสรุปและมาแบ่งปันทุกท่าน เราไปติดตามกันเลย
1. ใจความหลักของสมณสาส์นนี้ โป๊ปถาม “ลึก” กว่าการควบคุมเทคโนโลยี
ฟลาเวีย มองว่า คำถามใหญ่ของสมณสาส์นไม่ได้อยู่ที่ว่า AI ควรถูกกำกับดูแลอย่างไร หรือบริษัทเทคโนโลยีควรถูกจำกัดอำนาจแค่ไหน แต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นมาก นั่นคือ อะไรทำให้ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่
ในฐานะที่มีลูกสองคน และเป็นผู้หญิงที่กำลังจะอายุ 50 ปี ฟลาเวียเขียนว่า เธอมีความรู้สึกแกว่งไปแกว่งมาระหว่างความกังวลและความตื่นเต้นต่อ AI เพราะ LLM (Large Language Models) กำลังเปลี่ยนงานต่างๆ เปลี่ยนเศรษฐกิจ และอาจหล่อหลอมชีวิตของคนรุ่นต่อไปเร็วกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างมาก
คำถามว่า มนุษย์จะปรับตัวได้เร็วแค่ไหน อาจไม่ใช่สิ่งที่พระสันตะปาปาจะตอบแทนเราได้ แต่สิ่งที่พระสันตะปาปา เลโอ ทำได้ คือพาเรากลับไปถามคำถามพื้นฐานกว่าเดิม “อะไรทำให้ชีวิตหนึ่งมีคุณค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่ ทั้งในโลกการทำงานและในโลกของความรู้สึก”
2. อารยธรรมที่ดีไม่ได้วัดจากเครื่องมือ แต่วัดจากความสามารถในการดูแลกัน
จุดที่ฟลาเวียบอกว่า เธอ “พบสิ่งที่ตามหา” คือตอนหนึ่งของสมณสาส์นที่พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 พูดถึงคุณภาพของอารยธรรม พระองค์ไม่ได้วัดอารยธรรมจากเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด หรือเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่วัดจากความสามารถของมนุษย์ในการดูแลกันและกัน
“คุณภาพของอารยธรรมไม่ได้วัดจากพลังของเครื่องมือที่อารยธรรมนั้นมี แต่วัดจากความใส่ใจที่อารยธรรมนั้นสามารถมอบให้ได้ จากความสามารถในการมองเห็นผู้อื่นเป็นใบหน้า ไม่ใช่เพียงหน้าที่อย่างหนึ่ง”
“ความสามารถในการดูแลกันและกันเป็นมิติพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของเรา เป็นสิ่งที่เรียนรู้และฝึกฝนได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตจริง” พระสันตะปาปา เลโอ ทรงเขียน
สำหรับฟลาเวีย ประโยคนี้ทำให้เห็นว่า บทสนทนาเรื่อง AI ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า เทคโนโลยีจะช่วยมนุษย์หรือทำลายมนุษย์ แต่ต้องถามด้วยว่า มนุษย์ยังมองกันเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่
3. ศาสนจักรเริ่มปรับตัว จาก “โป๊ปยุคโทรทัศน์” มาสู่ “โป๊ปยุค AI”
ฟลาเวียยังเปรียบเทียบบุคลิกของพระสันตะปาปาหลายองค์ เพื่อให้เห็นว่า สมณสาส์นของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 สะท้อนวิธีคิดและวิธีสื่อสารของพระองค์อย่างไร
พระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2 ถูกมองว่าเป็น “พระสันตะปาปายุคโทรทัศน์” พระองค์เคยเป็นนักแสดง มีเสน่ห์ในการสื่อสาร เข้าใจพลังของภาพเคลื่อนไหว และมีบทบาทสำคัญในช่วงปลายสงครามเย็น
พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นนักเทววิทยาผู้เก็บตัว รักการเขียน การอ่าน และการไตร่ตรองเชิงลึก นี่คือ “พระสันตะปาปาของโลกวิชาการ”
พระสันตะปาปา ฟรานซิส มีบุคลิกตรงไปตรงมา ชอบพบปะผู้คน และมีวิธีเข้าหาคนที่ไม่เหมือนใคร เช่น การจูบเท้าผู้ต้องขัง นี่คือ “พระสันตะปาปาของคนยากจนและถูกมองข้ามอย่างแท้จริง”
เมื่อมาถึงพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ฟลาเวียมองว่า พระสันตะปาปาองค์นี้เลือกวิธีพูดเรื่อง AI อย่างสุขุม รอบคอบและรู้ขอบเขตของตนเอง พระองค์ไม่ได้ชี้นิ้วด่าบริษัทเทคโนโลยี แต่ตั้งคำถามที่ลึกกว่า นั่นคือเทคโนโลยีจะรับใช้ศักดิ์ศรี ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิตมนุษย์ได้อย่างไร
4. วิกฤต AI ไม่ใช่แค่วิกฤตเทคโนโลยี แต่เป็นวิกฤตเรื่องความหมายของงานและชีวิต
ฟลาเวีย เล่าว่า เธอลองถามแชตบอตหลายตัวให้ช่วยสรุปสารหลักของสมณสาส์น ปรากฏว่า Grok ของ อีลอน มัสค์ สรุปว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรู ส่วน ChatGPT สรุปว่า คำถามศีลธรรมของยุค AI คือ มนุษย์จะรักษาศักดิ์ศรีและความหมายของบุคคลมนุษย์ไว้ได้หรือไม่ ขณะที่ Claude ของแอนโธรปิคให้คำตอบที่ใกล้กับสิ่งที่เธอเข้าใจมากที่สุด นั่นคือ วิกฤตศูนย์กลางของยุค AI ไม่ใช่วิกฤตทางเทคโนโลยี
ฟลาเวีย ตีความว่า ประเด็นที่พระสันตะปาปา เลโอ แตะอยู่ลึกลงไปกว่านั้น คือคำถามว่า งานที่มีความหมายคืออะไร และอะไรทำให้งานมีความหมายจริงๆ
“ความสมบูรณ์แท้จริงของมนุษย์ไม่สามารถถูกวิศวกรรม คำนวณ หรืออัพเกรดให้เกิดขึ้นได้ แต่มันเกิดขึ้นได้เพียงผ่านการยอมรับขีดจำกัดของเราเอง การฝึกฝนความสัมพันธ์ที่แท้จริง และการเปิดใจต่อพระหรรษทานที่ไม่มีเครื่องจักรใดสามารถทำซ้ำหรือแทนที่ได้”
นี่คือจุดที่ฟลาเวียมองว่า สมณสาส์นของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ไม่ได้เป็นเอกสารต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นเอกสารที่ขอให้มนุษย์อย่าลืมว่า เทคโนโลยีไม่อาจแทนที่ความสัมพันธ์ ความเปราะบาง ข้อจำกัด และพระหรรษทานได้
5. สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเหมือนกลับมาเป็นคาทอลิกอีกครั้ง คือความละเอียดอ่อน
ฟลาเวีย บอกว่า เธอใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง อ่านสมณสาส์นฉบับนี้ และพบว่าเอกสารฉบับนี้ไม่ได้พูดกับเธอแค่ในฐานะผู้เสพข่าวเทคโนโลยี แต่พูดกับชีวิต ความเชื่อ และคำถามภายในใจของเธอเอง
วันที่สมณสาส์นนี้ถูกเผยแพร่คือวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันสำคัญในชีวิตของเธอสองเหตุการณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.1983 เธอรับศีลมหาสนิทครั้งแรก และวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 เธอแต่งงานกับสามี เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในวัดคาทอลิก แต่เหตุการณ์เรื่องการแต่งงาน เธอไม่ได้แต่งงานในวัดคาทอลิก เพราะเธอเป็นคนรักเพศเดียวกัน ศาสนจักรปิดประตูใส่เธอ และนั่นทำให้ความเชื่อในพระเจ้าเริ่มสั่นคลอน
ฟลาเวียบอกว่า ศาสนจักรเคยทำให้เธอห่างออกไปหลายปี เพราะจุดยืนเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกันและประเด็นสังคมอื่นๆ แต่วันนี้ ศาสนจักรกลับ “พบเธออีกครั้ง” ผ่านวิธีพูดเรื่อง AI ที่ทันสมัย ไม่เป็นคำสอนแบบปิดตาย และไม่ลดเรื่องมนุษย์ให้เหลือแค่กฎระเบียบ
เธอมองว่า สมณสาส์นของพระสันตะปาปา เลโอ เป็นเอกสารที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ในช่วงเวลาที่โลกกำลังขาดสิ่งนี้อย่างมาก เพราะทุกวันนี้ โพสต์เดียวบนโซเชียลมีเดียสามารถขยับตลาดและนโยบายได้ในไม่กี่วินาที ขณะที่แผนการและแรงจูงใจของผู้นำ AI ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ตอนท้าย ฟลาเวียยกถ้อยคำของพระสันตะปาปา เลโอ ที่พูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับชีวิตในยุคปัจจุบัน
“ทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ของเรากับชีวิตดูเหมือนกำลังอยู่ในวิกฤต อย่างไรก็ตาม เราต้องจดจำว่า มนุษยชาติเติบโตไม่ใช่เพราะไม่มีข้อจำกัด แต่บ่อยครั้ง เราเติบโตขึ้นเพราะก้าวผ่านข้อจำกัดเหล่านั้น”
สำหรับฟลาเวีย นี่คือเหตุผลที่สมณสาส์น “ความเป็นมนุษย์ที่งดงาม” (Magnifica Humanitas) ของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ไม่ได้ทำให้เธอคิดถึงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ทำให้เธอกลับมาคิดถึงความเชื่อ ชีวิต และคำถามที่ว่า มนุษย์ควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
Source:

Comments
Post a Comment