“พ่อมิเกล” นักบวชเยสุอิตแฟนบอลทีม “ลา กอรุนญ่า” ผู้ใช้ชีวิตเกือบ 60 ปีในไทย ยึดคติ “การฟังที่ดีคือการรับฟังด้วยหัวใจ”
➡️ คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล นักบวชเยสุอิตชาวสแปนิช เดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 1966 และใช้ชีวิตรับใช้ศาสนจักรคาทอลิกในไทยมายาวนานเกือบ 60 ปี
➡️ จากเด็กหนุ่มที่เป็นแฟนบอลของ “ซูเปอร์เดปอร์” เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า และเคยอยากเป็นหมอเพื่อรักษาผู้ป่วย คุณพ่อมิเกลเลือกเป็นสงฆ์คาทอลิก และเปลี่ยนความปรารถนาจะเยียวยาผู้คนให้กลายเป็นงานอภิบาล การรับฟัง และการอยู่ใกล้คนทุกข์ยาก
➡️ งานของ “พ่อมิเกล” ไม่ได้อยู่แค่ในวัดคาทอลิกหรือห้องเรียน แต่รวมไปถึงเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ต้องขัง เยาวชน นักศึกษา เด็กยากจน และเด็กๆกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือ
➡️ ชีวิตของพ่อมิเกลยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของคณะเยสุอิตในไทย จากยุคมิชชันนารี่ต่างชาติ ไปสู่การส่งต่อพันธกิจผู้นำให้สงฆ์คาทอลิกไทยรุ่นใหม่ด้วย
จากบทสัมภาษณ์ คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล สงฆ์เยสุอิตวัย 83 ปี โดยผู้สัมภาษณ์คือ “น้องเกรซ” ลูกสาวของพี่พริมและพี่จอร์จ (ชมรมนักธุรกิจและผู้บริหารคาทอลิก หรือที่เรารู้จักในนาม นธค.) ในรายการ “น้องฮับจับเข่าคุย ตอนที่ 10” ชีวิตของท่านไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสงฆ์คาทอลิกต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทยนานเกือบ 60 ปี แต่เป็นภาพของคนคนหนึ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และหัวใจของผู้คน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนจักรคาทอลิกในไทยอย่างสมบูรณ์แบบ
คุณพ่อมิเกล เกิดวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.1942 ที่เมืองลา กอรุนญ่า แคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจาก “ซานติอาโก้ เด กอมโปสเตล่า” เมืองจาริกทางความเชื่อซึ่งเป็นที่เก็บรักษากระดูกของนักบุญเจค็อบ (ยาก็อบ) อัครสาวกของพระเยซู
บิดาของคุณพ่อมิเกลเป็นแพทย์ทหารเรือ ในวัยเด็ก คุณพ่อมิเกลเคยคิดจะเรียนแพทย์ เพื่อรักษาผู้ป่วย แต่กระแสเรียกในช่วงวัยรุ่นทำให้เส้นทางชีวิตเปลี่ยนไป จากการรักษาร่างกายของมนุษย์ ไปสู่การรับใช้พระเจ้าและรักษาจิตวิญญาณของมนุษย์
ทั้งนี้ Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญของบทสัมภาษณ์คุณพ่อมิเกล ซึ่งน้องเกรซ ได้สัมภาษณ์ มาให้ทุกท่านได้ติดตามดังนี้
1. จากเด็กหนุ่มที่อยากเป็นหมอ สู่สงฆ์เยสุอิตที่มาอยู่เมืองไทยเกือบ 60 ปี
คุณพ่อมิเกลเข้าเป็นสมาชิกคณะเยสุอิตใน ค.ศ.1959 ก่อนตัดสินใจสมัครเป็นธรรมทูตในประเทศไทย หลังจากได้ยินเรื่องการขาดแคลนบุคลากรด้านงานอภิบาลของศาสนจักรคาทอลิกไทย คุณพ่อเดินทางมาประเทศไทยเมื่อค.ศ.1966 และรับศีลบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกที่กรุงเทพใน ค.ศ.1972
หลายสิบปีที่ผ่านมา คุณพ่อมิเกลทำงานในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ และบางแสน พร้อมกับรับบทบาทสำคัญในคณะเยสุอิตประจำประเทศไทย ด้วยการเป็นอธิการเจ้าคณะแขวงฯมากกว่าหนึ่งวาระ
ถ้าไม่ได้เป็นสงฆ์คาทอลิก คุณพ่อมิเกลอาจเป็นหมอ นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ แต่ที่สุดแล้ว ความปรารถนาจะรักษาเยียวยาคนไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปเป็นการเยี่ยม การฟัง และการอยู่ใกล้คนที่กำลังเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ
2. ภาษาไทยยาก แต่ครูสอนภาษาไทยประทับใจวิถีชีวิตและศรัทธาพระเจ้า และมาเป็นคาทอลิก
เมื่อมาถึงเมืองไทย อุปสรรคใหญ่ของคุณพ่อมิเกลคือภาษาไทย โดยเฉพาะเสียงวรรณยุกต์ที่ยากสำหรับชาวตะวันตก แต่การเรียนภาษาไทยกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะครูสอนภาษาไทยของคุณพ่อประทับใจวิถีชีวิตและคำปฏิญาณของท่าน จนภายหลัง คุณครูท่านนี้ได้เกิดความศรัทธาในพระเจ้าและรับศีลล้างบาปเป็นคาทอลิก
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การประกาศพระวรสารไม่ได้เกิดจากคำพูดเท่านั้น แต่เกิดจากชีวิตที่คนอื่นมองเห็นได้จริง
คุณพ่อมิเกลค่อยๆ เข้าใจเมืองไทยผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน ตั้งแต่รอยยิ้มของคนไทย ภาพของกรุงเทพมหานครในยุคที่ยังมีควายและช้างอยู่บนถนน ไปจนถึงอาหารไทยอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งกลายเป็นของโปรดของท่าน ขณะเดียวกัน ท่านก็ยังผูกพันกับบ้านเกิดผ่านฟุตบอล และเป็นแฟนทีมเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า สโมสรชื่อดังจากแคว้นกาลิเซียของสเปนด้วย
3. งานอภิบาลของคุณพ่อคือการเข้าไปใกล้คนที่ถูกลืม
จุดเด่นของคุณพ่อมิเกลคือการอยู่ใกล้คนที่สังคมมองข้าม ท่านใช้เวลาว่างไปเยี่ยมสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอชไอวีในเชียงใหม่ ในยุคที่ผู้คนยังมีความกลัวและมีอคติต่อโรคนี้อย่างมาก
คุณพ่อยังไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะคนที่โดดเดี่ยวและไม่มีญาติคอยเยี่ยม เพื่อรับฟัง ให้กำลังใจ และนำความเมตตาของพระเจ้าไปถึงพวกเขา
กับเยาวชนและนักศึกษา คุณพ่อเลือกทำให้พิธีมิสซาเรียบง่ายและใกล้ชิดขึ้น เช่น การจัดมิสซาบนพื้นห้องเรียนร่วมกับนักศึกษา ไม่ใช่เพื่อลดความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม แต่เพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า พระเจ้าไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตจริงของพวกเขา
4. หัวใจของคุณพ่อคือการฟัง และการพบพระเจ้าในความเงียบ
ถ้าจะสรุปชีวิตของคุณพ่อมิเกลให้สั้นที่สุด คงหนีไม่พ้นคำว่า “การฟัง” เพราะงานของคุณพ่อไม่ได้เริ่มจากการสอนคนอื่น แต่เริ่มจากการอยู่กับเขา ฟังเขา และรับรู้ความทุกข์ของเขาอย่างจริงใจ
คำสอนที่เชื่อมกับชีวิตของคุณพ่อคือ “การฟังที่ดีคือการรับฟังด้วยหัวใจ” เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ บางครั้งการมีใครสักคนรับฟังอย่างแท้จริง ก็เป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว
ส่วนชีวิตฝ่ายจิต คุณพ่อมิเกลยังเล่าถึงคืนหนึ่งที่เดินบนชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าคืนนั้นเต็มไปด้วยดวงดาวมากมาย สวยงามมาก คุณพ่อบอกว่าท่านสัมผัสได้ถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ประสบการณ์นั้นกลายเป็นความชื่นชมยินดีในใจ และทำให้เห็นว่า สำหรับคุณพ่อมิเกล เราไม่ได้พบพระเจ้าแค่ในวัดหรือพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังพบได้ในความเงียบ ธรรมชาติ และหัวใจที่เปิดรับพระองค์
จิตวิญญาณของคุณพ่อได้รับแรงบันดาลใจจากนักบุญ 3 ท่าน ได้แก่ นักบุญฟรานซิส อัสซีซี ผู้รักธรรมชาติและความเรียบง่าย, นักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา ผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิต และนักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตต้า ผู้รับใช้คนยากจนที่สุดในสังคม ส่วนข้อความในพระคัมภีร์ที่เป็นคติของคุณพ่อคือ “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13)
5. “สวนเจ็ดรินกองทุนเพื่อการศึกษา” คือมรดกของการให้โอกาสเด็กยากจน
นอกเหนือจากงานอภิบาลคุณพ่อมิเกลยังมีบทบาทสำคัญในงานสังคมและการศึกษา โดยเฉพาะการริเริ่มสวนเจ็ดรินกองทุนเพื่อการศึกษาในค.ศ.1995 เพื่อช่วยนักเรียนยากจนและเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลของภาคเหนือให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา
งานนี้สะท้อนชัดว่า สำหรับคุณพ่อมิเกล การประกาศพระวรสารไม่ใช่แค่การสอนคำสอน แต่คือการเปิดทางให้เด็กคนหนึ่งมีอนาคต มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสเติบโตในชีวิต
ในเวลาต่อมา กองทุนนี้เติบโตขึ้นและยังคงช่วยเหลือเยาวชนอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในมรดกสำคัญของงานรับใช้ที่คุณพ่อมิเกลมีต่อสังคมไทย
6. จากการเป็นหนึ่งในล่ามให้โป๊ปฟรานซิส สู่การสนับสนุนศาสนจักรที่รับฟังกันมากขึ้น
อีกบทบาทที่น่าจดจำของคุณพ่อมิเกลคือ ค.ศ.2019 เมื่อพระสันตะปาปา ฟรานซิส เสด็จเยือนไทย คุณพ่อทำหน้าที่เป็นหนึ่งในล่ามแปลภาษาสแปนิชเป็นไทยอย่างเป็นทางการในเอกสาร 14 ฉบับ ซึ่งเป็นงานที่เชื่อมศาสนจักรไทยเข้ากับเหตุการณ์สำคัญระดับประวัติศาสตร์
นอกจากบทบาทด้านภาษา คุณพ่อมิเกลยังสนับสนุนแนวทาง “การก้าวเดินไปด้วยกัน” ของศาสนจักร ซึ่งเน้นการรวมกลุ่ม การรับฟังเสียงของทุกคน และการเปิดพื้นที่ให้สตรีมีบทบาทในการตัดสินใจและการบริหารมากขึ้น
ในมุมนี้ ชีวิตของคุณพ่อไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมิชชันนารี่ต่างชาติคนหนึ่ง แต่ยังเป็นภาพของศาสนจักรที่ค่อยๆ เรียนรู้จะฟังคนมากขึ้น ให้พื้นที่คนมากขึ้น และเดินร่วมกันมากขึ้น
7. ส่งต่อให้สงฆ์ไทยรุ่นใหม่ และคำสุดท้ายคือ “Gracias” (กราซีอัส เป็นภาษาสแปนิช แปลว่า “ขอบคุณ”)
ชีวิตของคุณพ่อมิเกลยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของคณะเยสุอิตในไทยอย่างชัดเจน ท่านเคยเป็นผู้นำเยสุอิตภูมิภาคประเทศไทยในค.ศ.1984-1990 และกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งตั้งแต่ ค.ศ.2021
ใน ค.ศ.2026 คณะเยสุอิตในไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อคุณพ่อฟรานซิส เซเวียร์ มนาสันต์ วงษ์วาร หรือ “พ่อยอด” จะเข้ามารับหน้าที่อธิการเจ้าคณะเเขวงในประเทศไทยคนใหม่ต่อจากคุณพ่อมิเกล ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.2026 นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตำแหน่งบริหาร แต่เป็นสัญญาณว่างานที่มิชชันนารี่ต่างชาติเริ่มต้นไว้ กำลังเติบโตเป็นศาสนจักรท้องถิ่นที่มีสงฆ์คาทอลิกไทยขึ้นมารับผิดชอบมากขึ้น
ตอนท้ายของบทสัมภาษณ์ คุณพ่อมิเกลฝากคำภาษาสแปนิชง่ายๆ ไว้กับผู้ชมทุกคน นั่นคือคำว่า “Gracias” แปลว่า “ขอบคุณ”
คำนี้อาจดูธรรมดา แต่สรุปชีวิตของคุณพ่อมิเกลได้ดี เพราะเกือบ 60 ปีในประเทศไทยของท่าน นี่คือชีวิตที่เต็มไปด้วยการขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณผู้คน และขอบคุณโอกาสที่ได้อยู่เคียงข้างคนตัวเล็ก คนทุกข์ และคนที่ต้องการใครสักคนฟังเขาด้วยหัวใจ
จากเด็กหนุ่มชาวสแปนิชที่เคยอยากเป็นหมอ คุณพ่อมิเกลอาจไม่ได้รักษาคนด้วยเครื่องมือแพทย์ แต่ตลอดชีวิตสงฆ์ในไทย ท่านได้รักษาผู้คนอีกแบบหนึ่ง ด้วยมิตรภาพ การรับฟัง และความเมตตาที่จับต้องได้
Source:
- https://www.youtube.com/watch?v=ZsPN7-11oD0

Comments
Post a Comment