โป๊ปนำคริสตชน 1.2 ล้านคนร่วมแห่ศีลมหาสนิท พร้อมสอน “คนที่คุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า ต้องไม่ดูหมิ่นพี่น้องของตน”

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน คนที่คุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า ต้องไม่ดูหมิ่นพี่น้องของตน เพราะความศรัทธาที่แท้จริงต้องพาเราออกไปอยู่กับชีวิตจริงของผู้คนและสังคม ไม่ใช่เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องในอดีตที่มีไว้ให้รำลึกความหลัง


➡️ ทรงเตือน คริสตชนต้องไม่ลืมพระเจ้า และไม่ฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่ดูเหมือนเลี้ยงเราได้ แต่สุดท้ายไม่ได้ทำให้หัวใจอิ่มจริง


➡️ ทรงย้ำ การถวายเกียรติแด่ศีลมหาสนิทไม่เกิดขึ้นเฉพาะในพิธีใหญ่ แต่เรายังถวายเกียรติแด่ศีลมหาสนิทด้วยความซื่อสัตย์แบบเงียบๆ ในชีวิตประจำวัน 

Photo Credit: Vatican Media


ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานพิธีมิสซาสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสต์ ซึ่งจัดขึ้นที่ปลาซ่า เด ซิเบเลส กรุงมาดริด ประเทศสเปน ท่ามกลางผู้มาร่วมพิธีกว่า 1.2 ล้านคน


ในบทเทศน์ประจำมิสซา พระสันตะปาปาย้ำว่า การแห่ศีลมหาสนิทไม่ใช่แค่พิธีหรือขบวนแห่ที่งดงาม แต่คือการประทับอยู่ของพระคริสต์ ผู้มีชีวิตและยังเดินอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ศีลมหาสนิทจึงต้องเปลี่ยนหัวใจเรา และส่งเราออกไปเป็นความรัก สันติภาพ ความยุติธรรม และความหวังให้ผู้อื่น ในส่วนของใจความสำคัญของบทเทศน์ Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. ศีลมหาสนิทคือพระเยซูคริสต์ผู้ประทับอยู่กับเรา


พระสันตะปาปาชาวอเมริกันเริ่มต้นบทเทศน์ด้วยการย้ำว่า ศีลมหาสนิทคือของขวัญที่พระเยซูมอบให้เรา พระองค์ไม่ได้อยู่ไกลจากมนุษย์ แต่ประทับอยู่ท่ามกลางเราในฐานะปังทรงชีวิต เพื่อเลี้ยงดูเราด้วยชีวิตของพระเจ้า


“เราชุมนุมกันรอบศีลมหาสนิท ของขวัญแห่งการประทับอยู่ที่มีชีวิตของพระคริสต์ท่ามกลางเรา ... พระองค์อยู่ที่นี่ในฐานะปังทรงชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ เพื่อเลี้ยงดูเราด้วยชีวิตของพระเจ้า ด้วยความรักที่แข็งแกร่งกว่าความตาย”


พระสันตะปาปายังอธิบายว่า ขบวนแห่ศีลมหาสนิทไม่ใช่แค่พิธีสวยงามหรือประเพณีเก่า แต่เป็นการประกาศความเชื่อว่า พระคริสต์ผู้กลับคืนชีพยังมีชีวิต และยังเดินอยู่ท่ามกลางเรา


“สิ่งนี้ไม่ใช่งานจัดแสดง ไม่ใช่เพียงของเก่าจากอดีต และไม่ใช่แค่การแสดงความงดงาม แต่เป็นการประกาศความเชื่อในการประทับอยู่ของพระเจ้าผู้กลับคืนชีพ ผู้ทรงมีชีวิตและยังคงเดินอยู่ท่ามกลางเรา”


“พระเยซูเสด็จผ่านถนน ข้ามจัตุรัส และเยี่ยมย่านชุมชนของเรา พระองค์ประทับอยู่ในพื้นที่ชีวิตประจำวันของเรา พระองค์คือพระเจ้าผู้ใกล้ชิดเรา พระเยซูเดินไปกับประชากรของพระองค์ พระองค์คือกำลังใจของผู้อ่อนแอ แสงสว่างสำหรับครอบครัว ความหวังสำหรับผู้ป่วย และสันติภาพสำหรับผู้ที่ทนทุกข์” พระสันตะปาปาทรงย้ำ


2. ศีลมหาสนิทต้องพาเราออกจากความเห็นแก่ตัวและความเฉยเมย


พระสันตะปาปาสอนว่า การแห่ศีลมหาสนิทไม่ใช่แค่การนำผอบ (อ่านว่า ผะ-อบ) ศีลออกจากวัด แต่ต้องเป็นการยอมให้พระเยซูนำเราออกจากตัวเอง ออกจากความเชื่อที่สบายเกินไป และจากความเฉยเมยต่อความทุกข์ของคนอื่น


“นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการนำผอบศีลออกมา แต่เป็นเรื่องของการยอมให้ตนเองออกจากความเห็นแก่ตัวและความเฉยเมย จากความเชื่อที่สะดวกสบายและเป็นเรื่องส่วนตัว เพื่อจะตอบรับคำเชิญของพระองค์ให้กลับใจ เปลี่ยนมุมมอง และต้อนรับการประทับอยู่ของพระองค์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงเราและทำให้เราเป็นผู้สร้างโลกใหม่”


พระสันตะปาปายังชี้ว่า พระคริสต์ที่เสด็จผ่านถนนในผอบศีล คือพระคริสต์องค์เดียวกับที่อยู่กับคนยากจน คนถูกกดขี่ คนโดดเดี่ยว และคนถูกทอดทิ้ง ศีลมหาสนิทจึงต้องพาเราออกไปพบผู้คนเหล่านี้ ไม่ใช่ทำให้เราปิดตัวอยู่ในศรัทธาส่วนตัวด้วย 


3. คนที่คุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า ต้องไม่ดูหมิ่นพี่น้องของตน


จากนั้น บิช็อปแห่งกรุงโรมได้ขอให้ชาวสแปนิชทำให้ความศรัทธาที่หล่อหลอมประเทศมาหลายศตวรรษ ไม่ใช่เพียงมรดกเก่าให้ชื่นชม แต่เป็นโรงเรียนแห่งความเชื่อที่ยังสอนชีวิตคริสตชนวันนี้ได้ โดยเฉพาะการคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า และในเวลาเดียวกันก็ต้องเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์


“นี่คือภารกิจของสเปนวันนี้และในอนาคต คือทำให้ความศรัทธาที่หล่อหลอมและกำหนดตัวตนของประเทศนี้มาหลายศตวรรษ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของอดีตที่มีไว้ไปเยี่ยมชม แต่เป็นโรงเรียนแห่งความเชื่อที่ยังเรียนรู้ได้แม้ในวันนี้ เป็นโรงเรียนที่สอนเราให้คุกเข่าต่อหน้าพระเจ้าและต่อหน้าเพื่อนมนุษย์ เพราะไม่มีใครคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้าแล้วดูหมิ่นพี่น้องของตนได้”


พระสันตะปาปายังย้ำว่า โรงเรียนแห่งความเชื่อนี้ต้องสอนให้ความรักกลายเป็นของขวัญ ช่วยทำลายความเห็นแก่ตัว และทำให้คริสตชนไม่หลบหนีความจริงและความท้าทายของสังคมด้วย


4. อย่าลืมพระเจ้า และอย่าฝากชีวิตไว้กับขนมปังที่ไม่ทำให้อิ่ม


พระสันตะปาปาเชื่อมโยงศีลมหาสนิทกับบทอ่านที่หนึ่ง ซึ่งเตือนประชากรของพระเจ้าให้ “จดจำ” ว่า พระเจ้านำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดาร และเลี้ยงดูพวกเขาด้วยมานนาเมื่อหิว คำเตือนนี้ยังสำคัญกับคริสตชนวันนี้ เพราะเราก็อาจฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่ดูเหมือนจะเลี้ยงเราได้ แต่สุดท้ายไม่ได้ทำให้หัวใจอิ่มจริง


“เราต้อง ‘จดจำ’ อย่างแท้จริง เพื่อไม่ลืมว่าพระเจ้าคือใคร เพื่อไม่ตกอยู่ในการประจญล่อลวงให้วางใจในรูปเคารพอื่น และเลี้ยงตนเองด้วยปังที่ไม่ทำให้อิ่ม”


ตอนท้าย พระสันตะปาปายกตัวอย่างนักบุญมานูเอล กอนซาเลซ เพื่อย้ำว่า เราไม่ได้ถวายเกียรติแด่ศีลมหาสนิทเฉพาะในพิธีใหญ่หรือวันสำคัญเท่านั้น แต่ยังถวายเกียรติแด่พระองค์ได้ในความเงียบของชีวิตประจำวัน เมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ภาวนา และเป็นเพื่อนกับพระองค์อย่างซื่อสัตย์


“ศีลมหาสนิทควรได้รับการถวายเกียรติไม่ใช่เฉพาะในการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่หรือโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ยังผ่านความซื่อสัตย์เงียบๆ ของคนที่อยู่เป็นเพื่อนพระเจ้า ด้วยมิตรภาพที่ถ่อมตนและสงบ ซึ่งได้รับการหล่อเลี้ยงวันแล้ววันเล่า” พระสันตะปาปาตรัสในช่วงท้าย


หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำขบวนแห่ศีลมหาสนิทเคลื่อนผ่านถนนสำคัญของกรุงมาดริด โดยมีประชาชนคุกเข่าต้อนรับศีลมหาสนิทกว่า 1.2 ล้านคน และมีการโปรยดอกไม้ตลอดทาง จากนั้น พระสันตะปาปาทรงอวยพรปิดท้ายการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทอย่างยิ่งใหญ่ด้วย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260607-spagna-corpus-domini.html


Comments