โป๊ปย้ำ สันติภาพเป็นไปได้ ถ้าเราฟังเสียงของผู้ที่ถูกพรากสันติภาพไป ชวนหยุดความรุนแรงทั้งคำพูด การกระทำ และบนโลกออนไลน์
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 นำสวดสายประคำเพื่อสันติภาพที่ถ้ำแม่พระแห่งลูร์ด ในสวนวาติกัน เพื่อปิดเดือนแม่พระ พร้อมย้ำ สันติภาพเป็นไปได้ เมื่อเราเลือกฟังเสียงของผู้ถูกพรากสันติภาพไป โดยเฉพาะเด็กผู้บริสุทธิ์และพ่อแม่ที่ต้องทุกข์ทรมาน
➡️ ทรงชี้ สันติภาพไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นความมุ่งมั่นในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากความยุติธรรมและความรัก
➡️ ทรงวอนขอให้การภาวนาเป็นพันธกิจสำคัญ โดยเริ่มจากการหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งคำพูด การกระทำ และบนโลกออนไลน์

Photo Credit: Vatican Media
ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงนำสวดสายประคำเพื่อสันติภาพ ที่ถ้ำแม่พระแห่งลูร์ด ในสวนวาติกัน โอกาสปิดเดือนแม่พระ พร้อมกับผู้มาร่วมภาวนาจำนวนมากทั้งในวาติกันและตามสักการะสถานต่างๆของโลก
สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันหลังการสวดสายประคำ Pope Report สรุปประเด็นมาให้ดังนี้
1. สวดสายประคำเพื่อฟังพระเจ้าในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความรุนแรง
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยบทสดุดีที่กล่าวว่า พระเจ้าจะตรัสถึงสันติภาพแก่ประชากรของพระองค์ พร้อมชี้ว่า ถ้อยคำนี้เหมาะกับการสวดสายประคำในเย็นวันนี้ เพราะโลกกำลังต้องการความหวัง ท่ามกลางความยากลำบากและความรุนแรงในปัจจุบัน
“ข้าพเจ้าจะฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส เพราะพระองค์จะตรัสถึงสันติภาพแก่ประชากรของพระองค์ แก่ผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ และแก่ผู้ที่นำหัวใจกลับมาหาพระองค์ ... ถ้อยคำของบทสดุดีนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเดินเคียงข้างการสวดสายประคำของเราในเย็นวันนี้ เพราะถ้อยคำเหล่านี้แสดงถึงความหวังที่เราจำเป็นต้องมี โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญความยากลำบากและความรุนแรงในปัจจุบัน”
พระสันตะปาปายังชี้ว่า แม่พระเป็นแบบอย่างของผู้มีความเชื่อ เพราะแม่พระรู้จักฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส และต้อนรับพระบุตรของพระเจ้าไว้ในชีวิตของตน
2. พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระเยซูคือสันติภาพของเรา
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงสอนว่า การพิจารณาธรรมล้ำลึกของสายประคำกับแม่พระ นำเราให้พบพระเยซู ผู้เป็นพระวาจาแห่งสันติภาพของพระบิดา พระเจ้าไม่ทอดทิ้งเรา แม้ในวันที่เราลืมพระองค์หรือหลงทาง
“พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา แม้เมื่อเราลืมพระองค์ แม้เมื่อเราหลงทาง พระองค์เสด็จมาตามหาเรา และเข้ามาใกล้เราด้วยความรักนิรันดรของพระองค์”
พระสันตะปาปายังย้ำว่า สันติภาพที่แท้จริงมีใบหน้า คือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงทำให้สวรรค์และแผ่นดินคืนดีกัน
“เรารู้ดีว่า สันติภาพเป็นไปได้เสมอ เพราะสันติภาพเป็นของขวัญจากพระเจ้า สันติภาพของพระองค์ มีใบหน้า คือพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อเรา และทำให้สวรรค์กับแผ่นดินคืนดีกัน”
3. สันติภาพเป็นไปได้ เมื่อเราฟังเสียงของผู้ที่ถูกพรากสันติภาพ
พระสันตะปาปาเตือนว่า สันติภาพไม่ใช่เรื่องจับต้องไม่ได้ ไม่ใช่ทฤษฎีที่ทดลองในห้องแล็บ และไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นงานประจำวันของทุกคน ที่ต้องเกิดจากความยุติธรรมและความรัก ในยุคที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความขัดแย้ง สันติภาพจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเลือกฟังเสียงของผู้ที่ถูกพรากสันติภาพไป
“สันติภาพไม่ใช่ทฤษฎีที่ต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ภาพลวงตาแบบไร้เดียงสา และไม่ใช่เรื่องที่แสวงหาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เมื่อแสวงหาด้วยหัวใจจริงใจ สันติภาพคือความมุ่งมั่นในชีวิตประจำวัน สันติภาพเกิดจากความยุติธรรมและความรัก”
“แม้ในเวลานี้ซึ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความขัดแย้ง สันติภาพก็ยังเป็นไปได้ เมื่อเราเลือกฟังเสียงร้องของผู้ที่ถูกพรากสันติภาพไป เด็กผู้บริสุทธิ์ บรรดาแม่และพ่อที่ทุกข์ใจ ผู้ถูกคุมขังที่ถูกทำร้าย ผู้ลี้ภัย และผู้คนทุกวัยที่กำลังทนทุกข์ ทุกคนมีเพียงคำเดียวบนริมฝีปาก นั่นคือ สันติภาพ”
4. การภาวนาต้องกลายเป็นพันธกิจ และเริ่มจากการหยุดความรุนแรงในชีวิตประจำวัน
พระสันตะปาปาย้ำว่า การภาวนาต้องไม่หยุดอยู่แค่คำพูด แต่ต้องกลายเป็นพันธกิจและเสียงที่ประกาศความจริง พร้อมสอนว่า เราต้องเริ่มทำสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน นั่นคือ หยุดความรุนแรงทั้งทางคำพูด การกระทำ และในโลกออนไลน์
“ทุกครั้งที่เรากลับมาหาพระเจ้า สันติภาพของพระองค์ก็กลายเป็นความรับผิดชอบของเรา ตามหน้าที่และภารกิจของแต่ละคน ดังนั้น การภาวนาของเราจึงกลายเป็นพันธกิจและเสียงเชิงประกาศก”
“ทุกคนสามารถและต้องทำส่วนของตนเอง โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่สำคัญ คือหลีกเลี่ยงความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งทางวาจาและทางกายในชีวิตประจำวัน รวมถึงในสื่อสังคมออนไลน์ด้วย”
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงสรุปว่า สันติภาพแท้จริงต้องเริ่มจากหัวใจที่รัก และแสดงออกผ่านคำพูดและสายตาที่มองโลกด้วยความอ่อนโยน
“สันติภาพแท้จริงเริ่มต้นในหัวใจที่รัก สันติภาพเป็นพยานผ่านริมฝีปากที่กล่าวถ้อยคำแห่งการคืนดี และสะท้อนออกมาในดวงตาที่มองโลกด้วยความอ่อนโยนและสติปัญญา นี่คือพลังที่แท้จริง พลังของความจริงและความรัก”
Source:
Comments
Post a Comment