โป๊ปย้ำ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปิดใจต่อพระวรสาร หลายคนยังมองหาคำตอบของความสุขที่แท้จริง
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปิดใจต่อพระวรสาร ตรงกันข้าม หลายคนเมื่อได้ค้นพบพระวรสารอีกครั้ง ก็อยากรู้จักให้ลึกขึ้น เพราะสัมผัสได้ว่า พระวรสารตอบคำถามเรื่องความสุขที่แท้จริงของชีวิต
➡️ ทรงเตือน โลกตะวันตกกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อและความเฉยเมยทางศาสนา หลายคนรู้สึกว่าความเชื่อไม่เกี่ยวกับชีวิต ทั้งที่มนุษย์ยังต้องการคำตอบเรื่องความหมายของชีวิต
➡️ ทรงชี้ การประกาศพระวรสารไม่ได้พึ่งพาโครงสร้าง ความโดดเด่นในสังคม หรือเสียงชื่นชมชั่วคราว แต่ต้องพาคนไปพบพระคริสต์ พระวาจาที่ช่วยให้รอด และความรักที่ฟื้นฟูชีวิต
➡️ ทรงสอน การถ่ายทอดความเชื่อไม่ใช่การทำให้คำสอนอ่อนลง แต่ต้องเป็นพยานด้วยชีวิตที่จริง สุภาพถ่อมตน และกล้าหาญ พร้อมเดินเคียงข้างคริสตชนสำรอง ผู้รับศีลล้างบาปใหม่ และเยาวชนที่รับศีลกำลังอย่างต่อเนื่อง
![]() |
| Photo Credit: Vatican Media |
ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมของสมณกระทรวงเพื่อการประกาศพระวรสาร แผนกประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับการประกาศพระวรสารในโลก ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน ในส่วนใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา Pope Report สรุปมาให้ดังนี้
1. คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปิดใจต่อพระวรสาร
พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงให้ความสำคัญกับความต้องการชีวิตฝ่ายจิตที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงปีศักดิ์สิทธิ์ของเยาวชน (งานเยาวชนโลก) พระองค์เตือนว่า ศาสนจักรไม่ควรมองคนรุ่นใหม่เหมือนเป็นกลุ่มที่ปิดใจต่อความเชื่อ
“คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปิดตัวต่อพระวรสาร ตรงกันข้าม หลายคนเมื่อค้นพบพระวรสารอีกครั้ง ก็อยากจะรู้จักพระวรสารให้ลึกขึ้น เพราะพวกเขารู้สึกว่า ในพระวรสารมีความลับของการมีความสุขอย่างแท้จริงซ่อนอยู่” พระสันตะปาปาตรัส
2. โลกยังต้องการความหวัง และมนุษย์ยังต้องการความหมายของชีวิต
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า ปีศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า โลกยังต้องการความหวังอย่างมาก เพราะผู้คนยังปรารถนาสันติภาพ ขณะเดียวกัน พระองค์เตือนว่า ในโลกตะวันตก หลายคนเริ่มรู้สึกว่าความเชื่อไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต
“โลกกระหายความหวังมากกว่าที่เคย โลกปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ในสันติภาพ … แต่อันตรายที่ซ่อนอยู่คือ สิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุดอาจสูญหายไป นั่นคือการแสวงหาความหมาย คำถามใหญ่เกี่ยวกับชีวิตยังคงไม่ได้รับคำตอบ ขณะที่วัฒนธรรมเทคโนโลยีซึ่งอ้างว่าจะตอบสนองทุกความจำเป็นกำลังแพร่ขยายออกไป” พระสันตะปาปาเตือนทุกคน
3. การประกาศพระวรสารต้องพาคนไปพบพระเยซู
พระสันตะปาปาย้ำว่า การประกาศพระวรสารต้องเป็นแรงจูงใจพื้นฐานของทุกงานในศาสนจักร เพราะความเชื่อจะถูกค้นพบใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อผู้คนได้พบพระคริสต์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพบโครงสร้างหรือกิจกรรมของศาสนจักร
“การประกาศพระวรสารต้องยังคงเป็นแรงจูงใจพื้นฐานของทุกการกระทำของศาสนจักรสากลและของชุมชนท้องถิ่น เพราะด้วยวิธีนี้เท่านั้น ความเชื่อจะถูกค้นพบใหม่อยู่เสมอในความงดงามทั้งหมดของตน และสามารถแสดงความน่าเชื่อถือของตนได้อย่างเต็มที่”
4. การประกาศพระวรสารไม่ได้พึ่งพาโครงสร้างหรือเสียงชื่นชม
พระสันตะปาปาเตือนว่า การประกาศพระวรสารไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโครงสร้าง ความโดดเด่นในสังคม หรือการได้รับการยอมรับในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการไว้วางใจการนำของพระจิต เพื่อพาผู้คนไปหาพระเยซู
“การประกาศพระวรสารไม่ได้พึ่งพาประสิทธิภาพของโครงสร้าง หรือความโดดเด่นในสังคม และไม่ได้พึ่งพาการยอมรับที่อาจได้รับในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สิ่งที่ยังคงจำเป็นคือการไว้วางใจในการนำของพระจิต เดินตามหนทางที่พระองค์ทรงชี้ เพื่อพาผู้คนจำนวนมากไปหาพระคริสต์ ไปหาพระวาจาของพระองค์ที่ช่วยให้รอด และไปหาความรักของพระองค์ที่ฟื้นฟูชีวิต”
5. การถ่ายทอดความเชื่อไม่ใช่การทำให้คำสอนอ่อนลง
พระสันตะปาปาเตือนว่า การทำให้คริสตศาสนาดูน่าสนใจไม่ได้หมายถึงการลดเนื้อหาให้อ่อนลง หรือทำให้ข้อเรียกร้องของความเชื่อง่ายลง แต่ต้องเป็นการเป็นพยานด้วยชีวิตจริง
“เราไม่อาจทำให้คริสตศาสนาดึงดูดใจขึ้นด้วยการทำให้เนื้อหาอ่อนลง หรือลดข้อเรียกร้องของความเชื่อให้ง่ายลง แต่ต้องเป็นการเป็นพยานด้วยความสุภาพถ่อมตนและความกล้าหาญถึง ‘หนทาง ความจริง และชีวิต’ ที่ได้เปลี่ยนใจและทำให้ผู้คนจำนวนมากศักดิ์สิทธิ์”
พระองค์ยังยกคำของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 มาย้ำว่า โลกต้องการคนที่ทำให้พระเจ้าดูน่าเชื่อถือผ่านชีวิตจริง “สิ่งที่เราต้องการในช่วงเวลานี้ของประวัติศาสตร์ คือคนที่ทำให้พระเจ้าดูน่าเชื่อถือในโลกนี้ ผ่านความเชื่อที่ได้รับแสงสว่างและถูกดำเนินชีวิตจริง ... พระเจ้าจะกลับไปหามนุษย์ได้ ก็ผ่านคนที่ถูกพระเจ้าสัมผัสเท่านั้น”
ตอนท้าย พระสันตะปาปาย้ำว่า การสอนคำสอนต้องไม่จบลงที่วันรับศีลศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะคริสตชนสำรอง ผู้รับศีลล้างบาปใหม่ และเยาวชนที่รับศีลกำลัง แต่ชุมชนต้องเดินเคียงข้างพวกเขาต่อไป เพื่อให้ความเชื่อเติบโตในชีวิตจริง
“การรับใช้ด้วยความยินดีของชุมชนในการต้อนรับและเดินเคียงข้างคริสตชนสำรอง ไม่อาจสิ้นสุดลงเพียงเมื่อมีการประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ภารกิจหลังจากนั้นเรียกร้องความรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่ากัน”
Source:

Comments
Post a Comment