โป๊ปเตือนสติ ศาสนจักรอย่าวัดความสำเร็จด้วยตัวเลข ความโดดเด่น หรืออิทธิพลในสังคม

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนสติ พระเจ้าไม่ได้ขอให้ศาสนจักรวัด KPI ด้วยตัวเลข ความโดดเด่น หรืออิทธิพลในสังคม แต่ให้เดินตาม “ตรรกะของความถ่อมตนและเรียบง่าย” ซึ่งเป็นพลังแท้จริงของศาสนจักร


➡️ ทรงสอน ศาสนจักรต้องไม่หยุดอยู่กับความเหนื่อยล้า ความแตกแยก หรือสถิติที่ลดลง เราต้องเลิกบ่น และหันมามองโลกด้วยสายตาของพระเยซูผู้มองเห็น “ทุ่งแห่งการเก็บเกี่ยว” มากกว่าปัญหา


➡️ ทรงย้ำ พระวรสารต้องกลับมาเป็นศูนย์กลาง เพราะความเชื่อเกิดจากการพบปะกับพระเยซู และการเริ่มต้นชีวิตคริสตชนไม่ใช่แค่การเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการให้กำเนิดความเชื่อในชุมชน


➡️ ทรงชี้ ศาสนจักรที่ก้าวเดินไปด้วยกัน ต้องรับฟังกันอย่างจริงใจ เปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม กล้ารับฟังเยาวชนอย่างจริงใจ แม้คำถามของพวกเขาจะท้าทายและไม่ง่ายที่จะตอบ และต้องประกาศพระเยซูมากกว่าการจ้องจะรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิม



Photo: Vatican Media



ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงต้อนรับบรรดาบิช็อปคาทอลิกในอิตาลีที่มาเข้าเฝ้าระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 82 โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงพันธกิจของศาสนจักรคาทอลิกในอิตาลี ในยุคที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความแตกแยก ความโดดเดี่ยว และความยากลำบากในการถ่ายทอดความเชื่อแก่คนรุ่นใหม่


ในส่วนใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสนั้น Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. ศาสนจักรต้องไม่วัดความสำเร็จด้วยตัวเลข ความโดดเด่น หรืออิทธิพลในสังคม


พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนบิช็อปอิตาลีว่า ศาสนจักรไม่ควรวัดผลงานของตัวเองด้วยตัวเลข เพราะพลังแท้จริงของศาสนจักรไม่ได้มาจากทรัพยากร โครงสร้าง หรือความสำเร็จที่โลกมองเห็น แต่มาจากพระเยซูและพลังของพระจิต


พระสันตะปาปาย้ำหนักแน่นว่า “พระเจ้าไม่ได้ขอให้เราวัดผลงานของศาสนจักรด้วยจำนวนตัวเลข ความโดดเด่น หรืออิทธิพลในสังคม เมื่อเรามองด้วยสายตาของพระเจ้า เราจะพบว่า พระองค์ไม่ได้เลือกความยิ่งใหญ่แบบโลก แต่เลือกความถ่อมตนและความเรียบง่าย เพื่อเสด็จลงมาท่ามกลางเรา นี่คือพลังแท้จริงของศาสนจักร”


“ตรรกะของความถ่อมตนและเรียบง่ายคือพลังแท้จริงของศาสนจักร เพราะพลังของศาสนจักรไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรและโครงสร้างของตน และผลของพันธกิจก็ไม่ได้มาจากจำนวนคนที่เห็น อำนาจทางเศรษฐกิจ หรือความสำคัญทางสังคม ตรงกันข้าม ศาสนจักรดำรงชีวิตจากแสงสว่างของลูกแกะ และเมื่อรวมตัวอยู่รอบพระองค์ ศาสนจักรก็ถูกผลักดันออกไปตามถนนต่างๆ ของโลก ด้วยพลังของพระจิต”


2. อย่ามองโลกด้วยความเหนื่อยล้า อย่าเอาแต่บ่น แต่ให้มองด้วยสายตาของพระเยซู


พระสันตะปาปายอมรับว่า คริสตชนหลายคนกำลังเผชิญความเหนื่อยล้า ความแตกแยก ความโดดเดี่ยว และความยากลำบากในการถ่ายทอดความเชื่อให้คนรุ่นใหม่ แต่พระองค์ย้ำว่า พระวรสารไม่ให้เรามองผู้คนเป็นเพียง “ปัญหา” ที่ต้องแก้ แต่ให้มองด้วยสายตาของพระเยซู ผู้เห็นทุ่งเก็บเกี่ยวของพระเจ้า


“มีเครื่องหมายหลายอย่างที่บอกเราถึงความเหนื่อยล้า ความแตกแยก และความโดดเดี่ยว ในชุมชนของเรา บางครั้งเราอาจรู้สึกถึงความยากลำบากในการถ่ายทอดความเชื่อ และความยากในการชวนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม แต่พระวรสารปลุกเราให้ตื่นขึ้น พระเยซูเมื่อมองไปยังประชาชนจำนวนมาก พระองค์ไม่ได้เห็นปัญหาที่ต้องแก้ แต่เห็นทุ่งให้เก็บเกี่ยว เห็นทุ่งนาของพระเจ้า”


“ภารกิจแรกของเราคือสิ่งนี้ คือทำให้สายตาของพระเจ้าเป็นสายตาของเรา ไม่ใช่เอาแต่บ่นเรื่องดินที่แข็งกระด้าง หรือหยุดอยู่เพียงตัวเลขสถิติ แต่ต้องรู้จักมองด้วยดวงตาของพระเยซูผู้กลับคืนชีพ เพื่อเห็นผลเก็บเกี่ยวที่พระเจ้าเองทรงเตรียมไว้ให้เรา” พระสันตะปาปาทรงแนะนำ


3. พระวรสารต้องเป็นศูนย์กลาง และการเริ่มต้นชีวิตคริสตชนไม่ใช่แค่การรับศีลศักดิ์สิทธิ์


พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกของศาสนจักรคือพระวรสาร เพราะความเชื่อไม่ได้เกิดจากโครงสร้างหรือกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพบปะกับพระเยซู ผู้สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ ดังนั้น การเริ่มต้นชีวิตคริสตชนจึงไม่ควรถูกลดให้เหลือเพียงการเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้องเป็นเส้นทางที่ชุมชนช่วยให้คนเกิดใหม่ในความเชื่อ เข้าสู่ชีวิตปาสกา และความเป็นพี่น้องในศาสนจักร


“เพราะความเชื่อเกิดจากพระวรสาร ในฐานะการพบปะที่มีชีวิตกับพระเยซู ผู้สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ ผู้ประทับอยู่ในศาสนจักรของพระองค์ … การนำพระวรสารกลับมาไว้ที่ศูนย์กลาง คือของขวัญที่ทำให้ชีวิตบิช็อปของเรามีความกระตือรือร้น และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ผลักดันเรา … การเริ่มต้นชีวิตคริสตชนไม่ใช่แค่การเตรียมตัวรับศีลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น … ความเชื่อจะเติบโตได้ในชุมชนที่มีชีวิต เปิดต้อนรับคนอื่น รับฟังพระวาจา ให้ศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลาง และมองคนยากจนไม่ใช่คนนอก แต่เป็นพี่น้องที่พระเจ้าตรัสกับเราผ่านทางพวกเขา” พระสันตะปาปาทรงสอน 


4. ศาสนจักรที่ก้าวเดินไปด้วยกัน ต้องรับฟังกันจริงๆ 


พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า ศาสนจักรที่เป็นซิน็อด (ก้าวเดินไปด้วยกัน) ต้องเริ่มจากการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ทั้งพระวาจาของพระเจ้า ประชากรของพระเจ้า เครื่องหมายแห่งกาลเวลา และสิ่งที่ท้าทายความเคยชินด้านอภิบาลของตนเอง 


“พวกเราบิช็อปถูกเรียกให้รับฟังอย่างลึกซึ้ง รับฟังพระวาจาของพระเจ้า รับฟังประชากรของพระเจ้า และจากนั้นรับฟังเครื่องหมายแห่งกาลเวลา รวมถึงรับฟังสิ่งที่ท้าทายความเคยชินด้านอภิบาลของเราด้วย เมื่อการรับฟังเป็นเรื่องจริง ชุมชนจะไม่ปิดตัวอยู่กับตัวเอง แต่จะกลายเป็นพื้นที่แห่งการแยกแยะและพันธกิจ”


“การมีส่วนร่วมไม่ใช่สิ่งที่ศาสนจักรเลือกจะให้หรือไม่ให้ แต่เป็นความจำเป็นของความเป็นหนึ่งเดียวและพันธกิจ แต่เป็นความจำเป็นของความเป็นหนึ่งเดียวและพันธกิจ และเพราะฉะนั้น ต้องกลายเป็นวิธีการ ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบ”


ตอนท้าย พระสันตะปาปาขอให้บิช็อปมีความกล้าหาญที่จะกลับไปหาสิ่งจำเป็นแท้จริง นั่นคือการประกาศพระเยซู รับฟังเยาวชน และยอมให้คนยากจนประกาศพระวรสารแก่พวกเรา


“ขอให้เรามีความกล้าหาญที่จะยึดสิ่งสำคัญที่สุดอย่างแท้จริง ความกล้าหาญของชุมชนที่กังวลน้อยลงกับการรักษาทุกอย่างไว้ และเป็นอิสระมากขึ้นในการประกาศพระคริสต์ … ขอให้ศาสนจักรกล้ารับฟังเยาวชนอย่างจริงใจ แม้คำถามของพวกเขาจะท้าทายและไม่ง่ายที่จะตอบ รวมทั้งเราต้องมีความกล้าหาญที่จะยอมให้คนยากจนประกาศพระวรสารแก่เราด้วย”


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/may/documents/20260528-vescovi-cei.html 


Comments