โป๊ปย้ำ การนำกลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักรไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นเรื่องการรับใช้ความเป็นหนึ่งเดียวกัน
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ การนำกลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักร ไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นพระพรพิเศษของพระจิตที่ต้องรับใช้ความดีฝ่ายจิตวิญญาณของทุกคน
➡️ ทรงสอน การนำต้องไม่ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ชื่อเสียง หรืออำนาจทางโลก แต่ต้องเกิดจากการยอมรับของชุมชน การเลือกตั้งอย่างเสรี และการไตร่ตรองแยกแยะร่วมกัน
➡️ ทรงชี้ กลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักรต้องไม่ปิดตัวเอง หรือคิดว่ากลุ่มของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง แต่เราต้องอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักรทั้งหมดและบิช็อปท้องถิ่น
➡️ ทรงเตือน ถ้ากลุ่มไหนพูดว่า “เราไม่เป็นหนึ่งเดียวกับบิช็อปคนนี้ เราต้องการอีกคนหนึ่ง” การพูดแบบนี้ถือว่าใช้ไม่ได้
![]() |
| Photo: Vatican Media |
ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงพบกับบรรดาผู้ประสานงานกลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักรที่มาเข้าเฝ้า โดยทั้งหมดมาร่วมการประชุมซึ่งจัดโดยสมณกระทรวงสำหรับฆราวาส ครอบครัว และชีวิต
สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. การนำในศาสนจักรไม่ใช่แค่งานบริหาร แต่ต้องรับใช้ความรอดของผู้มีความเชื่อ
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า ทุกชุมชนจำเป็นต้องมีคนช่วยนำและประสานชีวิตร่วมกัน แต่ในศาสนจักร การนำไม่ได้มีไว้แค่จัดการความต้องการของสมาชิก เพราะศาสนจักรคือเครื่องหมายที่พระคริสต์ทรงตั้งขึ้น เพื่อให้มนุษย์ทุกยุคได้รับผลแห่งการไถ่บาปและชีวิตใหม่ การนำจึงต้องมุ่งไปสู่ความดีฝ่ายจิตของผู้มีความเชื่อ และนักบุญเปาโลก็จัด “การบริหารจัดการ” ไว้ในบรรดาพระพรพิเศษของพระจิตด้วย
“ศาสนจักรได้รับการตั้งขึ้นโดยพระคริสต์ให้เป็นเครื่องหมายแห่งความรอดของพระองค์ และเป็นสถานที่ที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนในทุกยุคสมัย ได้รับผลแห่งการไถ่บาป และมีประสบการณ์ชีวิตใหม่ที่พระคริสต์ประทานแก่เรา ... การนำในศาสนจักรจึงไม่เคยเป็นเพียงเรื่องเชิงเทคนิค ตรงกันข้าม การนำมีทิศทางแห่งความรอดอยู่ในตัวเอง กล่าวคือ ต้องมุ่งไปสู่ความดีฝ่ายจิตวิญญาณของผู้มีความเชื่อ แท้จริงแล้ว นักบุญเปาโลนับสิ่งนี้ไว้ในบรรดาพระพรพิเศษด้วย ท่านเขียนว่า มี ‘ผู้ทำอัศจรรย์’ แล้วก็ ‘ผู้รักษาโรค ผู้ช่วยเหลือ ผู้บริหาร ผู้พูดภาษาต่าง ๆ’” พระสันตะปาปาตรัส
2. การนำเป็นพระพรของพระจิต ไม่ใช่เครื่องมือสร้างชื่อเสียง
พระสันตะปาปาย้ำว่า สำหรับกลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักร การนำโดยทั่วไปจะมอบหมายให้ฆราวาสทำหน้าที่ สิ่งนี้เป็นผลจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ซึ่งต้องสะท้อนการไตร่ตรองแยกแยะร่วมกัน ไม่ใช่การสั่งลงมาจากข้างบน หรือการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง
“การนำต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทุกคน เพื่อส่งเสริมความดีของชุมชน ของกลุ่มสมาคม และของศาสนจักรทั้งหมด ดังนั้น การนำจึงไม่อาจถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อชื่อเสียงและอำนาจแบบโลก ... การนำไม่อาจถูกยัดเยียดจากเบื้องบน แต่ต้องเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ชุมชนมองเห็นได้ และยอมรับอย่างเสรี ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งอย่างเสรีจึงมีความสำคัญ” พระสันตะปาปา ทรงเตือน
3. คนที่นำต้องฟัง โปร่งใส และไม่ดึงทุกอย่างมาไว้ที่ตัวเอง
จากนั้น บิช็อปแห่งกรุงโรมสอนว่า การนำที่ดีต้องมีการฟังกัน ความรับผิดชอบร่วมกัน ความโปร่งใส ความใกล้ชิดแบบพี่น้อง และการไตร่ตรองแยกแยะร่วมกัน เพราะอำนาจในศาสนจักรไม่ใช่การรวมทุกอย่างไว้กับคนคนเดียว แต่ต้องเปิดทางให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างรับผิดชอบ
“การนำต้องมีลักษณะบางประการอยู่เสมอ ได้แก่ การฟังกันและกัน ความรับผิดชอบร่วมกัน ความโปร่งใส ความใกล้ชิดแบบพี่น้อง และการไตร่ตรองแยกแยะร่วมกัน ... การนำที่ดี แทนที่จะดึงทุกอย่างมาไว้ที่ตนเอง จะส่งเสริมให้แต่ละระดับและสมาชิกทุกคนของชุมชนมีส่วนร่วมอย่างรับผิดชอบ” พระสันตะปาปา ตรัส
4. คนที่พูดว่า “เราไม่เป็นหนึ่งเดียวกับบิช็อปคนนี้ เราต้องการอีกคนหนึ่ง” แบบนี้ใช้ไม่ได้
พระสันตะปาปาเตือนว่า กลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักร ต้องเปิดตัวเองอยู่เสมอ และต้องดำเนินชีวิตในความเป็นหนึ่งเดียวกับบิช็อปท้องถิ่น โดยผู้รับหน้าที่ผู้นำต้องเป็นพยานถึงความอ่อนโยน การไม่ยึดติด และความรักอย่างไม่เห็นแก่ตัว เพื่อรักษาส่วนรวมไว้
“ตรงนี้ พ่ออยากเน้นความสำคัญของมิติความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักรทั้งหมด บางครั้งเราพบกลุ่มที่ปิดตัวเอง และคิดว่าความเป็นจริงเฉพาะของตนคือสิ่งเดียว หรือแม้แต่คิดว่านั่นคือศาสนจักร แต่ศาสนจักรคือเราทุกคน ศาสนจักรกว้างกว่านั้นมาก ดังนั้น กลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักรต้องพยายามอย่างแท้จริงที่จะดำเนินชีวิตในความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักรทั้งหมด ในระดับเขตศาสนปกครอง ด้วยเหตุนี้ บิช็อปจึงเป็นบุคคลอ้างอิงที่สำคัญมาก และถ้ากลุ่มหนึ่งพูดว่า ‘ไม่ เราไม่เป็นหนึ่งเดียวกับบิช็อปคนนี้ เราต้องการอีกคนหนึ่ง’ แบบนี้ใช้ไม่ได้ เราต้องพยายามดำเนินชีวิตในความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักรทั้งหมด ทั้งในระดับเขตศาสนปกครองและในระดับสากล” พระสันตะปาปา เตือนสติ
5. พระพรพิเศษแท้ต้องไม่ติดอยู่กับอดีต แต่ต้องฟังความท้าทายของวันนี้
พระสันตะปาปายังอธิบายว่า ผู้ที่รับหน้าที่ผู้นำต้องทำงานละเอียดอ่อนสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งต้องรักษามรดกที่ยังมีชีวิตของกลุ่ม อีกด้านหนึ่งต้องมีบทบาทแบบประกาศก คือฟังความต้องการด้านอภิบาลในปัจจุบัน และตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ ของวัฒนธรรม สังคม และชีวิตฝ่ายจิตในยุคนี้
“การนำอย่างซื่อสัตย์ต่อพระพรพิเศษแรกเริ่ม จึงหมายถึงการพบแรงบันดาลใจจากพระพรพิเศษนั้น เพื่อเปิดตนเองต่อการเดินทางที่ศาสนจักรกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ปักหลักอยู่กับรูปแบบต่างๆ ของอดีต แม้รูปแบบเหล่านั้นจะเคยดีเพียงใดก็ตาม แต่ยอมให้ตนเองถูกตั้งคำถามจากความเป็นจริงและความท้าทายใหม่ๆ ในการเสวนากับสมาชิกคนอื่นๆ ทั้งหมดของพระกายศาสนจักร” พระสันตะปาปา ตรัสสอน
6. กลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักรคือของขวัญที่ต้องดูแลให้เติบโต
ตอนท้าย พระสันตะปาปาขอบคุณกลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักร ที่เป็นของประทานล้ำค่าต่อศาสนจักร เพราะมีทั้งผู้ที่ได้รับการอบรมอย่างดี ผู้ประกาศพระวรสาร เยาวชนจำนวนมาก และกระแสเรียกที่หลากหลาย ทั้งสู่ชีวิตสงฆ์และชีวิตสมรส
“กลุ่มคริสตชนต่างๆในศาสนจักร เป็นของขวัญที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับศาสนจักร ... ความหลากหลายของพระพรพิเศษ ของประทาน และวิธีการแพร่ธรรมที่พัฒนาขึ้นตลอดหลายปี ทำให้พวกท่านสามารถอยู่ในพื้นที่ของวัฒนธรรม ศิลปะ ชีวิตสังคม และการทำงาน เพื่อนำแสงสว่างของพระวรสารไปทุกหนแห่ง จงรักษา และด้วยพระหรรษทานของพระเจ้า จงบำรุงเลี้ยงของประทานเหล่านี้ทั้งหมด ศาสนจักรสนับสนุนและร่วมเดินไปกับพวกท่าน” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/speeches/2026/may/documents/20260521-moderatori.html

Comments
Post a Comment