โป๊ปสอน มนุษย์ไม่ใช่อัลกอริทึ่ม แต่เป็นผู้แสวงหาความจริงและสันติภาพ

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน มนุษย์ไม่ใช่อัลกอริทึ่ม แต่เป็นผู้แสวงหาความจริง ที่ต้องค้นพบตัวเองผ่านการเรียน ความสัมพันธ์ และการพบปะผู้คน


➡️ ทรงยกนักบุญออกัสตินเป็นตัวอย่าง เยาวชนอาจกระสับกระส่ายและผิดพลาดได้ แต่ความรักต่อความงาม ปรีชาญาณ และความจริงไม่เคยสูญเปล่า


➡️ ทรงเตือน อย่าเรียกการสะสมอาวุธว่า “การป้องกันประเทศ” พร้อมขอให้การศึกษา การวิจัย และการลงทุน หันไปรับใช้ชีวิต สันติภาพ และความยุติธรรม


➡️ การเสด็จเยือนครั้งนี้ยังเหมือนการปิดแผลเก่าเมื่อปี 2008 หลังโป๊ป เบเนดิกต์ ที่ 16 ถูกขัดขวางไม่ให้ไป ลา ซาปีเอ็นซ่า จากคำพูดเรื่องกาลิเลโอที่ถูกบิดเบือน



ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ได้เสด็จเยือนมหาวิทยาลัย ลา ซาปีเอ็นซ่า ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อพบปะบรรดาอาจารย์และนักศึกษาของที่นี่


แม้ระยะทางจากวาติกันถึงมหาวิทยาลัยมีระยะแค่ 8 กิโลเมตร นี่คือระยะทางที่ใช้เวลาถึง 18 ปีกว่าพระสันตะปาปาจะก้าวข้ามเข้ามาได้ เพราะเมื่อ ค.ศ.2008 พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เคยจะมาเยือนมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพื่อกล่าวปาฐกถาเปิดปีการศึกษา แต่ต้องยกเลิกหลังเกิดการประท้วงจากอาจารย์และนักศึกษาบางส่วน ได้นำคำบรรยายของ คาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์ (พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16) ในค.ศ.1990 ซึ่งเคยกล่าวถึง พอล เฟเยราเบนด์ นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ที่เอ่ยถึงคดีของกาลิเลโอกับศาสนจักรคาทอลิก มาพูดและคนกลุ่มนี้ตีความว่า คาร์ดินัลรัตซิงเกอร์สนับสนุนศาสนจักรคาทอลิกที่ประณามกาลิเลโอ


แต่ในความเป็นจริง บริบทของคำพูดที่คาร์ดินัลรัตซิงเกอร์ ต้องการจะสื่อนั้นซับซ้อนกว่ามาก เพราะคาร์ดินัลรัตซิงเกอร์กำลังพูดถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อวิทยาศาสตร์ในยุคใหม่ โดยใช้เฟเยราเบนด์เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในปรัชญาวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย เรื่องนี้คล้ายกับกรณีที่พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 กล่าวปาฐกถาที่เมืองเรเกนส์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ในค.ศ. 2006 และถูกบิดเบือนด้วยการตัดคำจนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว


การยกเลิกการเยือนครั้งนั้นสร้างแรงสะเทือนในอิตาลี จอร์โจ้ นาโปลิตาโน่ ประธานาธิบดีของอิตาลีซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ได้ออกมาแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระสันตะปาปา ส่วน ดาริโอ โฟ นักเขียนที่มักเสียดสีศาสนจักรคาทอลิก ยังออกมาปกป้องสิทธิของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ในการพูดที่มหาวิทยาลัยด้วย


ด้วยเหตุนี้ กระแสสังคมจึงตีกลับว่าคนที่กล่าวหาศาสนจักรคาทอลิกเคยปิดกั้นวิทยาศาสตร์ กลับกลายเป็นฝ่ายปิดกั้นการถกเถียงทางปัญญาเสียเอง แต่เหตุการณ์นั้นก็เปิดทางสู่บทสนทนาที่ไม่มีใครคาดคิด เช่น ความสัมพันธ์แบบนักวิชาการ ระหว่าง พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 กับ เปียร์จอร์โจ้ โอดิเฟรดดี้ นักคณิตศาสตร์และนักคิดสายเหตุผลนิยม ซึ่งประกาศตัวชัดว่าไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าและเคยโจมตีศาสนจักรคาทอลิกเป็นประจำ 


ในปี 2011 โอดิเฟรดดี้เคยตีพิมพ์บทวิจารณ์พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 หลายคนคิดว่าต้องจะมีดราม่าตามมาแน่ๆ แต่ผิดคาด เมื่อพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ตอบกลับบทวิจารณ์ผ่านจดหมาย ด้วยการยกย่องสติปัญญาของผู้คัดค้านเหล่านั้น พร้อมยกเหตุผลมาโต้ทีละข้ออย่างสุภาพ สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้คนอิตาเลี่ยนมากๆ หนึ่งในนั้นคือ โอดิเฟรดดี้ ที่ค่อยๆยอมรับว่าได้พบกับคู่สนทนาที่มีวัฒนธรรมทางปรัชญาลึกซึ้ง ต่างจากภาพในสมองที่เขามองพระสันตะปาปาเบเนดิกต์มาตลอด และหลังจากพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 สิ้นพระชนม์ โอดิเฟรดดี้ก็ยังเขียนคำอาลัยที่เปี่ยมด้วยความเคารพ บรรยายมิตรภาพที่เกิดขึ้น แม้จะมีความเห็นต่างกันในเรื่องศาสนาก็ตาม


ดังนั้น การที่พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 มาเยือนมหาวิทยาลัย ลา ซาปีเอ็นซ่า จึงได้รับการจับตามอง เพราะเป็นการกลับไปยังแผลเก่า และเปิดบทใหม่ของการสนทนาระหว่างศาสนจักร ความเชื่อ เหตุผล วิทยาศาสตร์ และโลกวิชาการ


สำหรับใจความสำคัญของคำปราศรัย Pope Report สรุปประเด็นมาให้ดังนี้


1. เราเหมือนนักบุญออกัสติน เราไม่ใช่อัลกอริทึ่ม แต่คือคนที่กำลังค้นหาความจริง


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการพูดถึงนักบุญออกัสติน ผู้เคยเป็นเยาวชนที่กระสับกระส่ายและเคยทำผิดพลาดร้ายแรง แต่ความรักและภูมิปัญญาของท่านไม่เคยสูญเปล่า พระองค์จึงชวนให้นักศึกษามองความไม่สบายใจของตนเอง ไม่ใช่เป็นความผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณว่า มนุษย์ไม่ใช่ตัวเลขหรือระบบที่ถูกคำนวณได้ทั้งหมด หากเป็นผู้มีความปรารถนา มีความสัมพันธ์ และต้องค้นหาคำตอบว่า “เราเป็นใคร”


“พวกลูกรู้ว่า พ่อมีสายสัมพันธ์ฝ่ายจิตวิญญาณกับนักบุญออกัสติน ซึ่งเคยเป็นเยาวชนผู้กระสับกระส่าย ท่านนักบุญเคยทำผิดพลาดร้ายแรงด้วย แต่ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่าจากความรักและภูมิปัญญาของท่าน ... ความไม่สบายใจฝ่ายจิตวิญญาณของเยาวชนจำนวนมากนี้เอง เตือนเราว่า เราไม่ใช่ผลรวมของสิ่งที่เรามี และไม่ใช่วัตถุที่ประกอบขึ้นมาโดยบังเอิญในจักรวาลที่เงียบงัน เราคือความต้องการ ไม่ใช่อัลกอริทึ่ม” พระสันตะปาปาตรัส


จากนั้น พระองค์ตั้งคำถามที่คนรุ่นใหม่ต้องตอบด้วยชีวิตของตนเอง


“สำหรับพวกลูกเยาวชน ความไม่สบายใจนี้ถามว่า ‘คุณคือใคร’ ... เป็นคำถามที่มีเพียงเราเท่านั้นที่ตอบแทนตัวเราเองได้ แต่เราไม่อาจตอบคำถามนี้ได้โดยลำพัง เราคือสายสัมพันธ์ของเรา ภาษาของเรา วัฒนธรรมของเรา” พระสันตะปาปาตรัสสอน


2. อย่าเรียกการสะสมอาวุธว่า “การป้องกันประเทศ”


จากนั้น พระสันตะปาปาตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ว่า “เรากำลังทิ้งโลกแบบไหนไว้ให้คนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะในโลกที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวด้วยสงครามและถ้อยคำแห่งสงคราม พระองค์เตือนตรง ๆ ว่า การเพิ่มงบทางการทหารไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นการป้องกันประเทศ หากมันเพิ่มความตึงเครียดและทำให้การศึกษา สุขภาพ และการทูตถูกลดความสำคัญลง


“ในปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป มีขนาดมหาศาล อย่าเรียกการสะสมอาวุธที่เพิ่มความตึงเครียดและความไม่มั่นคง ทำให้การลงทุนด้านการศึกษาและสุขภาพยากจนลง ปฏิเสธความไว้วางใจต่อการทูต และทำให้ชนชั้นนำที่ไม่สนใจประโยชน์ส่วนรวมร่ำรวยขึ้น ว่าเป็น ‘การป้องกันประเทศ’” พระสันตะปาปาตรัส


3. การศึกษาและการวิจัยต้องตอบ ‘ใช่’ (Yes) ให้กับชีวิต


พระสันตะปาปากล่าวถึงสงครามในยูเครน กาซ่าและดินแดนปาเลสไตน์ เลบานอน และอิหร่าน พร้อมเตือนเรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่และปัญญาประดิษฐ์ในความขัดแย้ง เพราะอาจทำให้การตัดสินใจของมนุษย์หลุดจากความรับผิดชอบ และทำให้โศกนาฏกรรมของสงครามเลวร้ายลง


“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน กาซ่า และดินแดนปาเลสไตน์ เลบานอน และอิหร่าน บอกเราถึงพัฒนาการที่ไร้มนุษยธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างสงครามกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในวงจรของการทำลายล้าง ขอให้การศึกษา การวิจัย และการลงทุน เดินไปในทิศทางตรงกันข้าม ขอให้สิ่งเหล่านี้ตอบ ‘ใช่’ (ปกป้อง)ต่อชีวิต ปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ เยาวชน ประชาชนที่ร้องขอสันติภาพและความยุติธรรม” พระสันตะปาปาตรัสสอน


4. เปลี่ยนความกระสับกระส่ายให้เป็นพลังสร้างโลกใหม่


พระสันตะปาปาขอให้เยาวชนอย่ายอมจำนนต่อความสิ้นหวัง แต่เปลี่ยนความกระสับกระส่ายให้เป็นเสียงประกาศ โดยเฉพาะในโลกที่ต้องการความยุติธรรม สันติภาพ และการดูแลรักษาโลก


“พ่อขอให้กำลังใจเป็นพิเศษแก่พวกท่าน เยาวชนที่รัก อย่ายอมจำนนต่อความสิ้นหวัง แต่จงเปลี่ยนความกระสับกระส่ายให้กลายเป็นเสียงประกาศ ... จงศึกษา จงปลูกฝัง จงดูแลรักษาความยุติธรรม ร่วมกับพ่อ และพี่น้องชายหญิงจำนวนมาก จงเป็นช่างฝีมือแห่งสันติภาพแท้ สันติภาพที่ไร้อาวุธและทำให้ผู้อื่นวางอาวุธ สุภาพถ่อมตนและยืนหยัด” พระสันตะปาปาทรงสอน


5. การสอนคือความรักเมตตา ไม่ใช่แค่ส่งต่อความรู้


ตอนท้าย พระสันตะปาปาหันไปกล่าวกับบรรดาอาจารย์ โดยย้ำว่า การสอนไม่ใช่เพียงการให้ความรู้หรือสร้างคนทำงาน แต่เป็นการช่วยเยาวชนปลูกฝังมโนธรรม ความยุติธรรม และความเคารพต่อสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรครอบงำ


“การสอนเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักเมตตา ... เรื่องนี้คือการรักชีวิตมนุษย์เสมอและในทุกกรณี คือการเห็นคุณค่าของความเป็นไปได้ของชีวิตมนุษย์ เพื่อจะพูดกับหัวใจของเยาวชน โดยไม่มุ่งเพียงความรู้ของพวกเขาเท่านั้น” พระสันตะปาปาย้ำตอนท้าย


ก่อนเสด็จกลับวาติกัน พระสันตะปาปาตรัสทักทายทุกอีกครั้งว่า ขอให้ทุกคนสร้างสันติภาพตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน คำพูด และวิธีคิดของตัวเอง


“ให้เราร่วมมือกัน เราทุกคนเป็นผู้สร้างสันติภาพในโลก ขอให้เราทำงาน เรียน ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน คำพูดของเรา วิธีคิดของเรา เพื่อสร้างสันติภาพในโลก จงมีความหวังเสมอในความเป็นไปได้ที่จะสร้างโลกใหม่” พระสันตะปาปาตรัสปิดท้าย


Sources:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/may/documents/20260514-visita-pastorale-sapienza.html#discorso


2. https://www.aleteia.org/2026/05/14/leo-xiv-to-fulfill-benedict-xvis-dream-at-la-sapienza/ 


Comments