โป๊ปย้ำ สายประคำต้องพาเรากลับไปหาพระเยซูและสันติภาพ ไม่ใช่สวดแบบเครื่องจักร

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน สายประคำคือกิจการแห่งความรัก ที่พาเรากลับไปหาพระเยซูและสันติภาพ ไม่ใช่การสวดแบบเครื่องจักร โดยตรัสในมิสซาวันฉลองแม่พระแห่งสายประคำศักดิ์สิทธิ์แห่งปอมเปอีและเป็นวันครบรอบ 1 ปีแห่งสมณสมัยของพระองค์ 


➡️ ทรงเตือน เศรษฐกิจที่ชอบค้าอาวุธมากกว่าเคารพชีวิตมนุษย์คือต้นเหตุที่คุกคามสันติภาพ พร้อมยกคำเสนอวิงวอนต่อแม่พระแห่งปอมเปอี เพื่อขอสันติภาพแก่โลก


➡️ ทรงย้ำกับเด็กและเยาวชน พระเยซูคือเพื่อนที่ไม่เคยทอดทิ้งหรือปฏิเสธเรา



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จอภิบาลคริสตชนเมืองปอมเปอีและนาโปลี ทางตอนใต้ของอิตาลี โอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งสมณสมัยของพระองค์ ซึ่งตรงกับวันฉลองแม่พระแห่งสายประคำศักดิ์สิทธิ์แห่งปอมเปอี วันเดียวกับที่ทรงได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาเมื่อปีที่แล้วด้วย


ภารกิจแรกของวัน พระสันตะปาปาเสด็จเยือน “บ้านแห่งความรักความเมตตา” ซึ่งอยู่ที่สักการะสถานแม่พระแห่งปอมเปอี เพื่อพบกับอาสาสมัครและผู้ทำงานรับใช้สังคม จากนั้น พระสันตะปาปาได้เป็นประธานในมิสซาที่ลานบาร์โตโล ลองโก้ หน้าสักการะสถาน แล้วนำสวดต่อแม่พระเพื่อสันติภาพแก่โลก


สำหรับใจความสำคัญในการเสด็จอภิบาลคริสตชนปอมเปอี Pope Report สรุปประเด็นมาให้ดังนี้


1. พระเยซูคือเพื่อนที่ไม่ทอดทิ้งใคร


ก่อนมิสซา พระสันตะปาปาแวะพบกับเด็ก เยาวชน และอาสาสมัครที่บ้านแห่งความรักความเมตตา พร้อมให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ให้วางใจในพระเยซูตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเจอกับสิ่งใดก็ตาม


“ขอให้พวกลูกเชื่อใจคนที่ดูแลพวกลูกด้วยความรัก แต่ตลอดชีวิตของพวกลูก ขอให้วางใจในพระเยซู … พระเยซูคือเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งเรา ไม่เคยปฏิเสธเรา คือพี่ชายที่เข้าใจเรา และเดินเคียงข้างเราเสมอ” พระสันตะปาปาทรงสอน


2. มาปอมเปอีวันนี้คือการเดินตาม “โป๊ป เลโอ ที่ 13” และ “นักบุญบาร์โตโล ลองโก้”


จากนั้น พระสันตะปาปาได้เป็นประธานในมิสซา พระองค์เริ่มบทเทศน์ด้วยการเล่าว่า การมาปอมเปอีในวันนี้เชื่อมโยงกับตัวเองในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปา และการเลือกชื่อ “เลโอ” ตามรอยพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ผู้พัฒนาคำสอนเรื่องสายประคำ รวมถึงการแต่งตั้งนักบุญบาร์โตโล ลองโก้ เป็นนักบุญเมื่อปีที่แล้ว


พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยน ตรัสว่า “วันนี้ครบหนึ่งปีพอดี เมื่อพ่อได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจากนักบุญเปโตร และก็เป็นวันเดียวกันกับวันฉลองแม่พระแห่งสายประคำศักดิ์สิทธิ์แห่งปอมเปอี พ่อจึงต้องมาที่นี่ เพื่อถวายการรับใช้ของพ่อไว้กับการคุ้มครองของแม่พระ”


“การที่พ่อเลือกชื่อ เลโอ ก็ทำให้พ่อเดินตามรอยของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ผู้ทำประโยชน์มากมาย รวมทั้งพัฒนาคำสอนที่ครอบคลุมเรื่องสายประคำศักดิ์สิทธิ์ด้วย และนอกจากนี้ ยังเกี่ยวกับการแต่งตั้งนักบุญบาร์โตโล ลองโก้ เป็นนักบุญด้วย” 


3. บทวันทามารีอาคือคำเชิญให้ชื่นชมยินดี


จากนั้น พระสันตะปาปาแบ่งปันข้อคิดเรื่องบทวันทามารีอา ที่เริ่มจากคำทักทายของทูตสวรรค์กาเบรียลต่อแม่พระ พร้อมชี้ว่า บทนี้ไม่ได้แค่กล่าวกับแม่พระ แต่กล่าวกับเราทุกคนด้วย


“บทวันทามารีอาคือคำเชิญให้ชื่นชมยินดีที่ทูตสวรรค์กล่าวกับแม่พระ และในตัวแม่พระก็คือการกล่าวกับเราทุกคนว่า บนซากปรักหักพังของมนุษยชาติที่บาปทำลาย และทำให้เราทำผิด เอาเปรียบกัน และสร้างสงครามอยู่เสมอ การสัมผัสของพระเจ้าได้มาถึงแล้ว การสัมผัสแห่งความเมตตาที่ในพระเยซูได้ปรากฏเป็นใบหน้าของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง แม่พระได้กลายเป็นมารดาแห่งความเมตตาอย่างแท้จริง” พระสันตะปาปา ตรัสสอน


4. สายประคำคือกิจการแห่งความรักที่พาเรากลับไปหาพระเยซู อย่าสวดเป็นเครื่องจักร


พระสันตะปาปายังยกย่องสายประคำคือการภาวนาที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง โดยเปรียบกับการกล่าวคำว่า “ฉันรักเธอ” ซ้ำๆ ที่เป็นธรรมชาติของความรัก และย้ำว่ามันคือเส้นทางที่พาคริสตชนกลับไปหาพระเยซูในศีลมหาสนิท


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ธรรมชาติของความรักคือการกล่าวซ้ำๆ แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยว่า ‘ฉันรักเธอ’ ไม่ใช่หรือ กิจการแห่งความรักบนเม็ดสายประคำ เหมือนที่เราเห็นได้ในภาพแม่พระของสักการะสถานแห่งนี้ ได้พาเราย้อนกลับไปหาพระเยซู และพาเราไปสู่ศีลมหาสนิท ซึ่งเป็น ‘บ่อเกิดและจุดสูงสุดของชีวิตคริสตชนทั้งมวล’ ... สายประคำมีรูปลักษณ์แบบแม่พระ แต่หัวใจเป็นแบบพระคริสต์และศีลมหาสนิท”


พระสันตะปาปายังยกตัวอย่างนักบุญบาร์โตโล ลองโก้ ที่อุทิศตนสอนการรำพึงภาวนาที่ลึกซึ้ง เพื่อไม่ให้สายประคำกลายเป็นการสวดแบบเครื่องจักร แต่เป็นการภาวนาที่มีลมหายใจของพระคัมภีร์ พระคริสต์ และการรำพึง


“นักบุญบาร์โตโล ลองโก้ ได้มอบการรำพึงที่ลึกซึ้งให้แก่คริสตชนที่เดินทางบนความเชื่อ เพื่อนำสายประคำศักดิ์สิทธิ์ออกจากสิ่งล่อใจที่จะกลายเป็นการสวดเป็นเครื่องจักร และเพื่อรับรองว่าจะมีลมหายใจในเชิงพระคัมภีร์ พระคริสต์ และการรำพึง ที่จะต้องเป็นลักษณะของมัน” พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ


5. เศรษฐกิจที่ค้าอาวุธมากกว่าเคารพชีวิตมนุษย์ เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพ


บิช็อปแห่งกรุงโรม ได้ยกสมณสาส์น Rosarium Virginis Mariae (สายประคำของแม่พระ) ของนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 มาย้ำว่าถึงปัญหาในยุคนี้ว่า ชีวิตคู่ที่อ่อนแอทำให้ครอบครัวอ่อนแรงลง และเรากำลังอยู่ในยุคเศรษฐกิจที่ชอบค้าอาวุธมากกว่าเคารพชีวิตมนุษย์


“สายประคำผลักดันสายตาให้ไปสู่ความต้องการของโลก เหมือนที่สมณสาส์น Rosarium Virginis Mariae (สายประคำของแม่พระ) เน้นย้ำเรื่องสำคัญสองเรื่องคือ ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมโยงของชีวิตคู่ที่อ่อนแอลง และสันติภาพที่ถูกคุกคามด้วยความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจที่ชอบการค้าอาวุธมากกว่าการเคารพชีวิตมนุษย์” พระสันตะปาปา ตรัสสอน


6. คำวิงวอนต่อแม่พระเพื่อสันติภาพ และอำนาจแห่งความรักที่ช่วยโลก


ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงเสนอคำวิงวอนต่อแม่พระเพื่อสันติภาพแก่โลก พร้อมย้ำว่าเราจะยอมแพ้ต่อภาพของสงครามและความตายที่ข่าวเสนอให้เห็นทุกวันไม่ได้


“สันติภาพถือกำเนิดในใจ ... เราไม่สามารถยอมแพ้ต่อภาพของความตายที่ข่าวเสนอให้เราเห็นทุกวัน จากสักการะสถานแห่งนี้ วันนี้เราขอยกคำวิงวอนของเราขึ้นด้วยความเชื่อ ... ขอให้ผ่านการเสนอวิงวอนของแม่พระ ความเมตตาที่ล้นเหลือมาจากพระเจ้าแห่งสันติภาพ มาสัมผัสหัวใจ ระงับความขุ่นเคืองและความเกลียดชังระหว่างพี่น้อง ส่องสว่างผู้ที่มีความรับผิดชอบพิเศษในการปกครอง” พระสันตะปาปา ย้ำปิดท้าย


Sources:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/may/documents/20260508-pompei-visita.html 


2. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/may/documents/20260508-pompei-ammalati.html 


3. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/homilies/2026/documents/20260508-pompei-messa.html 


Comments