กว่าจะเข้าใจ ทำไมพระเจ้าให้นามนักบุญนี้แก่เรา "I’m a sinner. I believe in God."
1. สำหรับคริสตชนหลายคน “นักบุญประจำตัว” (Patron Saint) อาจเป็นเพียงชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ตอนรับศีลล้างบาป เป็นเหมือน “ค่าเริ่มต้น” (Default Setting) ที่เราไม่ได้เลือกเอง และบางครั้งเราก็ไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับชื่อนั้นเลย แต่สำหรับตัวผมเอง นักบุญประจำตัวของผมคือ “มัตเตโอ” หรือ “นักบุญแม็ทธิว” กว่าจะมาเชื่อมโยงและเข้าใจอย่างแท้จริง ก็กินเวลาไป 40 กว่าปี
2. สารภาพตามตรงว่าในวัยเด็ก ผมรู้สึกว่าชื่อนักบุญแม็ทธิว ดู “ไม่เท่” เอาเสียเลย (คริสตชนไทยจะเขียน มัทธิว) เพราะในสังคมคาทอลิกไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อน นามนักบุญที่ดูทรงพลังและเป็นระดับ “Blue Chip” ต้องเป็น เปโตร ไม่ก็ เปาโล แต่ใครจะไปคิดว่าพอโตขึ้น ผมกลับภูมิใจในนามนักบุญ “แม็ทธิว” อย่างถึงที่สุด
3. ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ประสบการณ์นี้สอนให้ผมเรียนรู้ว่า บางที “ชีวิตกับความเชื่อ” ก็เหมือน การลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) ที่ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 40 ปี กว่าเราจะ “เข้าใจ” ถึงมูลค่าและเหตุผลที่แท้จริงของสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมมาให้เรา
4. หากเราไปดูประวัติของนักบุญแม็ทธิว ท่านเคยทำงานเป็น “คนเก็บภาษี” ซึ่งเป็นอาชีพที่คลุกคลีกับตัวเลข เงินทอง และผลประโยชน์ แต่ทันทีที่พระเยซูเรียกให้มาเป็นศิษย์ติดตาม ท่านก็กล้าที่จะตัดขาด (Cut Loss) จากการหมกมุ่นในความมั่งคั่งเหล่านั้น แล้วผันตัวมาประกาศพระวรสารผ่านการเขียน
5. เมื่อนำเรื่องนี้มาทบทวนกับชีวิตตัวเอง ผมพบความสอดคล้องที่น่าประหลาดใจ ตอนเด็กผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเดินมาในเส้นทางสายธุรกิจหรือเป็นนักลงทุน แต่การมีนามนักบุญแม็ทธิวติดตัว กลับทำหน้าที่เหมือน Corporate Governance หรือหลักธรรมาภิบาลประจำใจที่คอยกำกับดูแลชีวิตผมอยู่เงียบๆ
6. นามนักบุญนี้เป็นเหมือนเสียงเตือนสติผมเสมอว่า “เราจะรับใช้นายสองคนไม่ได้ ... พระเจ้ากับเงิน เราต้องเลือกรับใช้และฟังเพียงอย่างเดียว” ในโลกธุรกิจที่มุ่งเน้นแต่ผลกำไร นักบุญแม็ทธิวคอยดึงผมกลับมาเสมอเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ว่า “ให้พระเจ้ามาก่อน อย่าโลภ และอย่าเอาเปรียบทุกฝ่าย” นามนักบุญแม็ทธิวช่วยบริหารความเสี่ยงทางจิตวิญญาณให้ผมได้มากจริงๆ
7. นอกจากเส้นทางธุรกิจ ผมยังมีเพจ Pope Report ที่เกิดจากความรักในการอ่านและการเขียน ซึ่งจุดนี้เองที่ไปสอดคล้องกับสิ่งที่นักบุญแม็ทธิวทำ นั่นคือการเขียนบันทึกพระวรสาร แน่นอนว่างานของท่านยิ่งใหญ่กว่าผมอย่างเทียบไม่ติดเพราะขับเคลื่อนด้วย “พระจิต” ส่วนผมขับเคลื่อนด้วย “แรงบันดาลใจ” แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า เราต่างใช้ความถนัดของตัวเองเพื่อสื่อสารเรื่องราวของพระเจ้า
8. อีกหนึ่ง Insight ที่น่าสนใจมากๆ คือ พระสันตะปาปา ฟรานซิส ก็มีความผูกพันกับนักบุญแม็ทธิวอย่างลึกซึ้งเช่นกัน จุดเปลี่ยนชีวิตของพระองค์เกิดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.1953 (วันฉลองนักบุญแม็ทธิว) วัยรุ่นที่ชื่อ ฆอร์เค่ แบร์โกโญ่ ได้รับการดลใจอย่างแรงกล้าในห้องแก้บาปให้ตัดสินใจเลือกเส้นทางสงฆ์ของพระคริสต์ แม้แต่คติพจน์ประจำสมณสมัยของพระองค์ที่ว่า “Miserando atque eligendo” (ทรงพระเมตตาและทรงเลือกสรร) ก็ดึงมาจากจังหวะที่พระเยซูทรงเลือกแม็ทธิว คนเก็บภาษีที่สังคมรังเกียจนั่นเอง
9. เมื่อวันอาทิตย์ปาสกาที่ผ่านมา ผมได้ฟังบทเทศน์ของคุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล ท่านกล่าวประโยคหนึ่งที่สะกิดใจผมมากว่า “มารีอา มักดาเลนา เป็นคนที่เคยมีชื่อเสียงไม่ดี แต่พระเยซูก็เห็นคุณค่าในตัวของเธอ” ผมว่า นักบุญแม็ทธิว ก็เช่นกัน ท่านคือคนบาปที่ถูกสังคมรังเกียจ และบางคนอาจอิจฉาจนใส่ร้ายว่าเป็นคนไม่ดี แต่พระเยซูก็มองข้ามอดีตและเห็น “คุณค่า” (Intrinsic Value หรือภาษานักลงทุนจะบอกว่า “มูลค่าแท้จริง”) ในตัวเขา จนเรียกให้มาทำงานใหญ่เพื่อพระองค์
10. เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ บวกเข้ากับสิ่งที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยสัมผัสกับความเมตตาของพระเจ้าสมัยเป็นวัยรุ่น ผมยิ่งสะท้อนกลับมาดูตัวเองและตระหนักว่า ตัวผมเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร ผมเป็นคนบาป ไม่ใช่พูดเพื่อให้ดูเท่ว่าเป็นคนบาป แต่ผมเป็นคนบาปที่เชื่อในพระเจ้า (I am a sinner. I believe in God.)
11. เวลาที่ผมไปร่วมมิสซา จังหวะที่ผมชอบมากที่สุดคือตอนที่ทุกคนในวัด “คุกเข่า” ลงพร้อมกัน เพราะการคุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าพร้อมกันเปรียบเสมือน The Great Equalizer หรือจุดที่ทำให้ทุกคนกลับมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าโลกภายนอกคุณจะเป็นใคร จะยิ่งใหญ่ทางโลกแค่ไหน จะรวยหรือจน ท้ายที่สุดเราทุกคนก็ต้องลดอีโก้ และคุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าเหมือนกันหมด นี่คือการ Rehearsal หรือ “ซ้อมใหญ่” ของการพิพากษาก่อนเข้าสวรรค์ที่พระเจ้าจะประเมินและเลือกคนจาก “ความดี” ที่เราทำ ไม่ใช่สถานะทางสังคมที่เราเป็น จังหวะนี้ทำให้ผมตกผลึกว่า ต่อให้คนบาปที่เลวร้ายที่สุด ถ้าสำนึกและกลับใจจริงๆ เราก็มีสิทธิ์ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า (เรื่องนี้ พระสันตะปาปา ฟรานซิส พูดย้ำเสมอ)
12. ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเพิ่งมาปลดล็อกและเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมตัวเองถึงได้รับนามนักบุญว่า “แม็ทธิว” และนามนักบุญนี้เกี่ยวข้องกับผมอย่างไร ซึ่งก็น่าแปลกใจที่จิ๊กซอว์แห่งความเข้าใจชิ้นนี้ ดันมาประกอบเสร็จสมบูรณ์เอาในยุคสมณสมัยของพระสันตะปาปา ฟรานซิส นี่เอง
13. ที่ผมเขียนมาทั้งหมด แค่อยากชวนให้ทุกคนลองกลับไปทบทวนกับตัวเองและสังเกตดูว่า ชีวิตคริสตชนของเราในวันนี้ มีความสอดคล้องหรือสะท้อนถึง “นามนักบุญ” ของเราบ้างหรือเปล่า ผมว่ามันน่าสนใจและน่าคิดมากๆ

Comments
Post a Comment