โป๊ปย้ำพระเยซูอยู่กับเราในทุกพายุชีวิต ชี้ ความเชื่อต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาสังคม สอน อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลังเมื่อเผชิญวิกฤติ
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ ความเชื่อไม่ได้ทำให้เราพ้นจากปัญหาที่เข้ามาในชีวิต แต่ช่วยให้เรามั่นใจว่าพระเยซูอยู่กับเราเสมอแม้ในเวลาเจอพายุเหล่านั้น
➡️ ทรงชี้ คริสตชนต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเมื่อเผชิญวิกฤติ ความเชื่อไม่ได้แยกเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณออกจากปัญหาสังคม แต่ต้องเป็นพลังให้เราช่วยแก้ปัญหาความไม่ยุติธรรม
➡️ ทรงยกแบบอย่างศาสนจักรยุคแรกเริ่ม ที่ใช้วิธีรับฟังเสียงของพระจิตและการอธิษฐานภาวนา เพื่อเปลี่ยนวิกฤติความขัดแย้งให้เป็นโอกาสในการเติบโต
ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 18 เมษายน พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในพิธีมิสซา ณ ลานกว้างของสนามบินยาอุนเด้-วิลล์ ซึ่งเป็นพิธีการส่งท้ายการเยือนประเทศแคเมอรูน โดยบทเทศน์ในวันนี้ พระสันตะปาปาเน้นย้ำถึงการตระหนักว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางวิกฤติชีวิต และเรียกร้องให้คริสตชนสร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน
สำหรับใจความสำคัญของบทเทศน์ที่พระสันตะปาปาตรัสสอน Pope Report สรุปมาให้ดังนี้
1. พระเยซูประทับอยู่กับเราในทุกพายุชีวิต
พระสันตะปาปาหยิบยกพระวรสารเหตุการณ์ที่พระเยซูเดินบนน้ำมาหาบรรดาศิษย์ท่ามกลางพายุ โดยเปรียบเทียบว่า ศาสนจักรและมนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับ “ลมแรง” ในชีวิตเช่นกัน
“ความเชื่อไม่ได้ทำให้เรารอดพ้นจากความวุ่นวายและความยากลำบาก ... แต่พระเยซูทรงอยู่กับเราเสมอ พระองค์ไม่ได้ทำให้พายุสงบลงในทันที แต่เสด็จมาหาเราท่ามกลางอันตราย และเชิญชวนเราให้อยู่ร่วมกับพระองค์ เหมือนกับบรรดาศิษย์ในเรือลำเดียวกัน” พระสันตะปาปาอธิบาย
2. อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลังเมื่อเผชิญวิกฤติ
จากนั้น พระสันตะปาปาเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า คริสตชนต้องไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ และต้องสร้างสังคมที่เกื้อกูลกัน
“พระเจ้าเชิญชวนเราไม่ให้ตีตัวออกห่างจากผู้ที่ทนทุกข์ แต่ให้เข้าไปใกล้ชิดเพื่อโอบกอดพวกเขา ต้องไม่มีใครถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังเพื่อเผชิญกับความยากลำบากของชีวิต ด้วยเหตุนี้ ทุกชุมชนจึงมีหน้าที่ผูกพันที่จะต้องสร้างและรักษาระบบแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเมื่อเผชิญกับวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม การเมือง การแพทย์ หรือเศรษฐกิจ ทุกคนสามารถให้และรับความช่วยเหลือตามความสามารถและความต้องการของตนเองได้” พระสันตะปาปาตรัสสอน
3. ความเชื่อต้องไม่แยกจากความรับผิดชอบทางสังคม
พระสันตะปาปายังได้ขยายความคำสอนของพระเยซูที่ว่า “อย่ากลัวเลย” ว่าครอบคลุมไปถึงมิติทางสังคมด้วย ความเชื่อต้องกระตุ้นให้เราลงมือทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว
“ความเชื่อไม่ได้แยกเรื่องทางจิตวิญญาณออกจากเรื่องทางสังคม แท้จริงแล้ว ความเชื่อให้ความเข้มแข็งแก่คริสตชนในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้อื่น สิ่งที่จำเป็นคือความมุ่งมั่นร่วมกัน ซึ่งผสานมิติทางจิตวิญญาณและศีลธรรมของพระวรสารเข้าไว้ในใจกลางของโครงสร้างสังคม ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องมือเพื่อความดีส่วนรวม ไม่ใช่สถานที่ของความขัดแย้ง” พระสันตะปาปาย้ำ
4. เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสแบบศาสนจักรยุคแรก
พระสันตะปาปาชาวอเมริกันยกตัวอย่างจากหนังสือกิจการอัครสาวก เมื่อศาสนจักรยุคแรกต้องเผชิญวิกฤติเรื่องความไม่ยุติธรรมในการแจกจ่ายอาหาร บรรดาอัครสาวกได้แก้ปัญหาด้วยการภาวนาและแบ่งสรรหน้าที่อย่างเป็นระบบ
“การรับฟังเสียงของพระจิตและการเอาใจใส่ต่อเสียงเรียกร้องของผู้ทนทุกข์ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งวิกฤติให้เป็นโอกาสแห่งการพัฒนา ท้ายที่สุด พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้ทรงทำให้พระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับผู้ต่ำต้อยที่สุด และสิ่งนี้ทำให้การดูแลคนยากจนกลายเป็นส่วนพื้นฐานของอัตลักษณ์คริสตชนของเรา” พระสันตะปาปาให้ข้อคิด
5. อำลาแคเมอรูนด้วยความหวัง
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวอำลาและชื่นชมความเชื่อที่มีชีวิตชีวาของคริสตชนท้องถิ่น
“ศาสนจักรในแคเมอรูนนั้นมีชีวิตชีวา เป็นวัยรุ่น ได้รับพรสวรรค์และความกระตือรือร้น ... ขอให้ลมแรง ซึ่งไม่เคยขาดหายไปในชีวิต จงเป็นโอกาสสำหรับการเติบโตในการรับใช้อย่างชื่นชมยินดีต่อพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง ผ่านทางการแบ่งปัน การรับฟัง การอธิษฐานภาวนา และความปรารถนาที่จะเติบโตไปด้วยกัน” พระสันตะปาปาตรัสทิ้งท้าย
หลังจากมิสซาจบลง พระสันตะปาปาจะประทับเครื่องบินมุ่งหน้าต่อไปยังประเทศแองโกล่าต่อไป
Source:

Comments
Post a Comment