โป๊ป ชี้แสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดคือดวงตาและรอยยิ้มของเยาวชน ให้กำลังใจคนที่อยากเป็นนักบวช ย้ำครอบครัวคือรากฐานที่แท้จริง
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ชี้แสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดคือแสงจากดวงตาและรอยยิ้มของเยาวชน ซึ่งเป็นประจักษ์พยานว่าพระเยซูคือความสุขและความหมายของชีวิต
➡️ ทรงให้กำลังใจเยาวชนที่รู้สึกว่าพระเจ้าเรียกให้มาเป็นนักบวชติดตามพระองค์ พร้อมย้ำ พระเจ้าจะตอบแทนร้อยเท่าและชีวิตนิรันดร
➡️ ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของครอบครัวว่าเป็นรากฐานของการเติบโต พร้อมเชิญชวนผู้เตรียมตัวรับศีลแต่งงานให้มองการแต่งงานเป็นหนทางแห่งความรักที่แท้จริง
ช่วงเย็นของวันพุธที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จไปพบปะเยาวชนและครอบครัวคาทอลิกที่สนามกีฬาเมืองบาตา ประเทศกินีอิเควทอเรียล ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงและการเต้นรำของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเยาวชนแต่ละกลุ่มนำสิ่งของในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นไม้เท้า ตาข่าย แบบจำลองเกาะ เรือ หรือเครื่องดนตรี มาแสดงออกถึงเอกลักษณ์และคุณค่าของประเทศตน
สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขา Pope Report สรุปประเด็นมาให้ดังนี้
1. แสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดคือดวงตาและรอยยิ้มของพวกลูก
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการถามฝูงชนอย่างเป็นกันเองว่า “ใครกลัวฝนบ้าง ใครต้องการพระพรจากพระเจ้าบ้าง ขอบคุณที่มาอยู่ที่นี่ เรามาเฉลิมฉลองกันต่อเถอะ ศาสนจักรต้องการความกระตือรือร้นของพวกลูกทุกคน”
“แสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดในที่นี้คือแสงจากดวงตาของพวกลูก จากใบหน้า จากรอยยิ้ม จากบทเพลงและการเต้นรำ ทุกสิ่งล้วนเป็นประจักษ์พยานว่าพระคริสต์คือความสุข ความหมาย แรงบันดาลใจ และความงดงามของชีวิตเรา” พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคน
2. คำสอนจากอดีต ยังคงเป็นแสงนำทาง
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง “อลิเซีย” หญิงสาวที่พูดถึงความสำคัญของการซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และการทำงานเพื่อครอบครัว
พระสันตะปาปาชาวอเมริกันตรัสว่า “อลิเซียได้พูดกับเราถึงความสำคัญของการซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตน และการมีส่วนร่วมเพื่อความดีของครอบครัวและสังคมด้วยการทำงานในแต่ละวัน เธอได้แบ่งปันความฝันของเธอเกี่ยวกับดินแดนที่เยาวชนทั้งชายและหญิง ไม่แสวงหาความสำเร็จที่ได้มาง่ายๆ แต่เลือกวัฒนธรรมแห่งความพยายาม ความมีระเบียบวินัย การทำงานที่ทำออกมาได้ดี”
นอกจากนี้ บิช็อปแห่งกรุงโรมยังตรัสถึงคำสอนของ พระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2 ว่า “พระสันตะปาปา นักบุญ จอห์น พอล ที่ 2 ทรงย้ำเตือนพวกเขาเมื่อครั้งเสด็จมาถึงประเทศนี้ พระองค์ตรัสกับสัตบุรุษที่มาต้อนรับว่า ‘จงเป็นแบบอย่างของความสามัคคีในหมู่พวกท่าน ... จงเคารพและส่งเสริมศักดิ์ศรีของทุกคนในประเทศของพวกท่าน ในฐานะมนุษย์และในฐานะบุตรของพระเจ้า’”
3. ถ้ารู้สึกว่าพระเจ้าเรียกให้เป็นนักบวช อย่ากลัวที่จะตอบรับ
พระสันตะปาปากล่าวถึงประจักษ์พยานของฟรานซิสโก้ มาร์ติน เยาวชนที่กำลังฝึกอบรมเตรียมเป็นนักบวช ซึ่งแบ่งปันถึงความยากลำบากก่อนจะพบความสงบสุข
พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยนตรัสว่า “ฟรานซิสโก้ มาร์ติน... ไม่ได้ปิดบังว่าเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาความกล้าที่จะกล่าวคำว่า ‘ครับ’กับพระเจ้า แต่ในถ้อยคำของเขา เราทุกคนเข้าใจได้ว่าการมอบตัวเราไว้กับความต้องการของพระเจ้า พระองค์จะมอบความชื่นชมยินดีและความสงบสุขอย่างลึกซึ้ง ชีวิตที่อุทิศแด่พระเจ้าคือชีวิตที่มีความสุข”
“หากพวกลูกรู้สึกว่าพระคริสต์กำลังเรียกพวกลูกให้ติดตามพระองค์ในหนทางแห่งการอุทิศตนเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์ ซิสเตอร์ นักบวชชายหญิง หรือครูคำสอน อย่ากลัวที่จะก้าวเดินตามพระองค์ พวกลูกจะได้รับผลตอบแทนร้อยเท่าและชีวิตนิรันดร” พระสันตะปาปา ตรัส
4. ครอบครัว: รากฐานของชีวิต
ต่อมา พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึง “ปูริฟิก้า ซิออน” และ “ไฆเม่ อันโตนิโอ” ตัวแทนครอบครัว
พระสันตะปาปาตรัสว่า “พ่ออยากจะเชิญชวนทุกคนให้มอบตัวเราไว้กับพระเจ้า เพื่อครอบครัวของพวกเราจะสามารถเติบโตในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต้อนรับชีวิตในฐานะของขวัญที่ต้องปกป้อง”
“พระสันตะปาปา ฟรานซิส ได้ฝากถ้อยคำที่งดงามมากในเรื่องนี้ไว้ให้เรา พระองค์ตรัสกับเราว่า ‘คู่สามีภรรยาที่รักและให้กำเนิดชีวิตคือประติมากรรมที่มีชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างและผู้ทรงกอบกู้’” พระสันตะปาปาเลโอ กล่าวย้ำ
สำหรับผู้เตรียมตัวรับศีลแต่งงาน พระสันตะปาปาชาวอเมริกันตรัสว่า “การเป็นคู่สมรสและพ่อแม่คือพันธกิจที่น่าตื่นเต้น เป็นพันธสัญญาที่ต้องดำเนินชีวิตวันต่อวัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายค้นพบความใหม่ในกันและกันอยู่เสมอ เป็นผู้ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งชีวิตร่วมกับพระเจ้า และเป็นผู้สร้างความสุขให้แก่ตนเองและบุตรหลาน”
5. การเคารพชีวิตและความรักที่เปลี่ยนแปลงโลก
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงตอบกลับการแบ่งปันความเชื่อของ “บิกตอร์ อันโตนิโอ” เด็กชายวัย 13 ปี ซึ่งเป็นลูกของแม่เลี้ยงเดี่ยว
พระสันตะปาปา ตรัสว่า “บิกตอร์ อันโตนิโอ เตือนเราว่าการต้อนรับชีวิตต้องอาศัยความรัก ความมุ่งมั่น และการดูแลเอาใจใส่ ... ขอให้เราปลูกฝัง ดำเนินชีวิตตาม และเป็นประจักษ์พยานถึงคุณค่าเหล่านี้ แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะต้องเสียสละ หรือเมื่อการตัดสิน อคติ และแบบแผนทางความคิดพยายามที่จะลดทอนคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น”
“แสงสว่างแห่งความเมตตาและความรัก ซึ่งได้รับการปลูกฝังในบ้านและดำเนินชีวิตในความเชื่อ สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแท้จริง ... ขอให้เราร่วมกันทำให้สิ่งนี้เป็นความตั้งใจที่แน่วแน่ เป็นความมุ่งมั่นที่ชื่นชมยินดี เพื่อที่พระคริสต์ จะสามารถนำทางเราทุกคนไปสู่อนาคตแห่งความหวัง” พระสันตะปาปาตรัสท่ามกลางความประทับใจของทุกคน
Source:

Comments
Post a Comment