โป๊ปเลโอชี้ ความกลัวและสงครามคือก้อนหินที่ปิดทับโลก คริสตชนต้องไม่ท้อแท้ แต่จงกล้าผลักมันออกไป
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเปรียบก้อนหินที่ปิดหน้าคูหาฝังศพพระเยซูว่าเป็นเหมือนบาปที่กั้นมนุษย์จากพระเจ้า แต่การกลับคืนชีพของพระเยซูแสดงให้เห็นว่า ความรักของพระเจ้าเอาชนะได้ทุกอุปสรรค ➡️ ทรงเตือนสติ ในโลกปัจจุบันก็มีก้อนหินที่หนักอึ้งปิดทับใจคนและสังคมอยู่เช่นกัน ทั้งความเห็นแก่ตัว ความกลัว และสงคราม คริสตชนจึงต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองสิ้นหวังหรือยอมจำนนต่อความชั่ว ➡️ ทรงให้กำลังใจ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ คนที่ช่วยผลักก้อนหินเหล่านี้ออกไปจากสังคมได้ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า แต่เป็นคนธรรมดาที่กล้าพูดความจริง ลงมือทำงานด้วยความรัก และพึ่งพาพระเจ้า ➡️ ทรงกระตุ้น อย่าร้อง “อัลเลลูยา” แค่ริมฝีปาก แต่ไม่ได้สะท้อนผ่านการใช้ชีวิตด้วยความเชื่อและแบ่งปันความรักให้คนอื่น
คืนวันเสาร์ที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในพิธีตื่นเฝ้าปัสกา (Easter Vigil) ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของศาสนจักรคาทอลิก ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ในพิธีมีการเสกไฟ จุดเทียนปัสกา และโปรดศีลล้างบาปให้คริสตชนใหม่ด้วย
สำหรับปีนี้ มีคริสตชนใหม่ที่ได้รับศีลล้างบาปจากพระสันตะปาปาจำนวน 10 คน ประกอบด้วยชายและหญิง ซึ่ง 5 คนมาจากเขตศาสนปกครองโรม, 1 คนจากเกาหลีใต้, 2 คนจากสหราชอาณาจักร และอีก 2 คนจากโปรตุเกส
สำหรับบทเทศน์ในคืนวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ พระสันตะปาปาทรงสอนคริสตชนให้ตระหนักถึงพลังแห่งการกลับคืนชีพของพระเยซู ที่สามารถทำลายกำแพงแห่งบาปและความตายในชีวิตมนุษย์ ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จากบทเทศน์ Pope Report สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้
1. พระเจ้าทรงมอบชีวิตและไม่เคยทอดทิ้งมนุษย์
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการชวนคริสตชนรำลึกถึงความรักของพระเจ้าที่ให้เปล่าอย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การสร้างโลกจากความว่างเปล่า จนถึงการยอมตายบนกางเขนเพื่อมอบชีวิตใหม่ให้มนุษย์
พระสันตะปาปา เลโอ ตรัสว่า “เมื่อมนุษย์ไม่ได้ทำตามแผนการของพระเจ้าและก้าวพลาดไปทำบาป พระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ แต่กลับเผยให้เห็นถึงความเมตตาที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าผ่านทางการให้อภัย ... พระเจ้าทรงหยุดมืออับราฮัมไม่ให้ฆ่าลูกชาย เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระองค์ไม่ต้องการความตายของเรา แต่ต้องการให้เราเป็นคนที่มีชีวิตรอดและมีอิสระ”
2. บาปคือก้อนหินขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นเราจากพระเจ้า
จากนั้น บิช็อปแห่งกรุงโรม ทรงเชื่อมโยงเรื่องราวในเช้าวันปาสกาเข้ากับเหตุการณ์ที่บรรดาสตรีไปที่คูหาฝังศพของพระเยซู โดยสตรีเหล่านี้คาดว่าจะเจอกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่ปิดทางเข้าคูหาไว้
“นี่แหละคือบาป มันคือกำแพงอันหนักอึ้งที่ปิดกั้นและแยกเราออกจากพระเจ้า พยายามทำให้ความหวังในตัวเราต้องตายไป แต่มารีอา มักดาเลนา และสตรีอีกคนไม่ได้หวาดกลัวก้อนหินนั้น พวกเธอจึงได้เป็นพยานกลุ่มแรกที่เห็นการกลับคืนชีพของพระเยซู ... อำนาจแห่งความรักของพระเจ้าแข็งแกร่งกว่าความชั่วร้ายใดๆ มนุษย์อาจฆ่าร่างกายได้ แต่ชีวิตของพระเจ้าคือชีวิตนิรันดรที่ไม่มีคูหาใดจองจำได้”
3. ร้อง ‘อัลเลลูยา’ ด้วยการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่คำพูด
พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยน ทรงเรียกร้องให้คริสตชนออกไปเป็นประจักษ์พยานในสังคม โดยทรงยกคำสอนของนักบุญออกัสตินมาสอนใจ
“พวกเราต้องประกาศการพบกับพระเยซูด้วยถ้อยคำแห่งความเชื่อและด้วยกิจการแห่งความรัก เราต้องร้อง ‘อัลเลลูยา’ ด้วยการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่ประกาศออกมาจากริมฝีปาก ... เหมือนที่นักบุญออกัสตินเคยบอกคริสตชนในยุคของท่านว่า ‘จงประกาศพระคริสต์ จงหว่านและโปรยปรายสิ่งที่ท่านได้รับไว้ในใจไปทั่วทุกหนแห่ง’”
4. อย่าปล่อยให้ก้อนหินแห่งความชั่วทำให้เราเป็นอัมพาต
พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ทรงชี้ให้เห็นว่าในโลกปัจจุบันก็ยังมีคูหาฝังศพอีกมากมายที่รอการเปิดออก และก้อนหินที่ปิดทับสังคมเราอยู่ก็หนักอึ้งและถูกเฝ้ายามอย่างแน่นหนาจนดูเหมือนไม่มีใครขยับมันได้
“ก้อนหินบางก้อนกดทับอยู่ภายในใจคน เช่น ความไม่ไว้วางใจ ความกลัว ความเห็นแก่ตัว และความโกรธแค้น ในขณะที่ก้อนหินบางก้อนก็ตัดขาดสายใยระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เช่น สงคราม ความอยุติธรรม และการปิดกั้นระหว่างชนชาติ เราต้องอย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นอัมพาตจากสิ่งเหล่านี้” พระสันตะปาปาทรงเตือนสติอย่างหนักแน่น
5. คนธรรมดาคือผู้สร้างประวัติศาสตร์และสันติภาพ
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงให้กำลังใจว่า ผู้ที่กลิ้งก้อนหินอันหนักอึ้งเหล่านี้ออกจากสังคมได้ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจล้นฟ้า แต่เป็นคนธรรมดาที่พึ่งพาพระเจ้า
“ชายหญิงมากมายได้กลิ้งหินเหล่านั้นออกไป บางครั้งพวกเขาต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสหรือถึงขั้นแลกด้วยชีวิต แต่ก็เกิดผลลัพธ์แห่งความดีงามที่พวกเรายังได้รับประโยชน์จนถึงทุกวันนี้ พวกเขาไม่ใช่บุคคลที่เอื้อมไม่ถึง แต่เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรา ผู้เข้มแข็งด้วยพระหรรษทาน ที่กล้าพูดความจริงและทำงานด้วยความรัก ... ขอให้เรานำความมุ่งมั่นของพวกเขามาเป็นของเรา เพื่อที่ความสามัคคีและสันติภาพจะได้เติบโตและเบ่งบานไปทั่วโลก” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/homilies/2026/documents/20260404-veglia-pasquale.html

Comments
Post a Comment