โป๊ปบวชสงฆ์คาทอลิก ชี้ผู้อภิบาลต้องเป็น “ช่องทางส่งผ่านพระพร” ไม่ใช่ “แผ่นกรองที่คอยกีดกันและตัดสินคนอื่น” เตือนสติ อย่าขังตัวเองไว้แค่ในเขตวัด
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงชี้ พระเยซูคือประตูคอกแกะ สงฆ์คาทอลิกต้องร่วมรับรู้ความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ และเปิดประตูศาสนจักรไว้เสมอ จงเป็น “ช่องทาง” ไม่ใช่ “แผ่นกรอง” ที่คอยตัดสินคนอื่น
➡️ ทรงเตือนสติสงฆ์คาทอลิก อย่าเอาความมั่นคงในชีวิตไปผูกติดกับตำแหน่งหน้าที่ของการเป็นสงฆ์ แต่ต้องยึดติดกับพระเยซู อย่ากลัวถ้าต้องประณามความชั่วร้าย ไม่ใช่เอาตัวรอดด้วยการทำเป็นมองไม่เห็นมัน
➡️ ทรงย้ำ ชุมชนคริสตชนที่เราจะถูกส่งไปทำงานรับใช้ จะช่วยเราให้เป็นนักบุญ ดังนั้น จงช่วยพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จงช่วยคนที่ปกติแล้วไม่คบค้าสมาคมกัน ได้มาพูดคุยกัน
➡️ ทรงสอน ศาสนจักรไม่กีดกันเสรีภาพ ชีวิตไม่ได้จบแค่ในเขตวัด ดังนั้น สงฆ์คาทอลิกต้องก้าวออกไปสัมผัสชีวิตคนอื่น ออกไปตามแกะที่หลงทาง ไม่ใช่วันๆเก็บตัวอยู่แต่ในเขตวัด
ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในพิธีมิสซาบวชสงฆ์คาทอลิก 10 คน ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 4 ในเทศกาลปัสกา และตรงกับวันอาทิตย์นายชุมพาบาลผู้แสนดี
สำหรับใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาเทศน์สอน Pope Report สรุปประเด็นมาให้ดังนี้
1. พันธกิจแห่งความสนิทสัมพันธ์ระหว่างสวรรค์และโลก
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าการบวชเป็นสงฆ์คือการเข้าสู่ธรรมล้ำลึกที่เชื่อมโยงพระเจ้าเข้ากับมนุษย์ ยิ่งสนิทกับพระเจ้าเท่าใด ก็ยิ่งต้องรักเพื่อนมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น
พระสันตะปาปาชาวอเมริกันตรัสว่า “ผู้รับศีลบวชที่รัก ยิ่งสายสัมพันธ์ของพวกลูกกับพระคริสต์ลึกซึ้งมากเพียงใด การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติของพวกลูกก็ยิ่งหยั่งรากลึกมากเท่านั้น ไม่มีความขัดแย้ง และไม่มีการแข่งขันกันระหว่างสวรรค์และโลก ในพระเยซู สวรรค์และโลกได้เชื่อมต่อกันตลอดกาล”
พระสันตะปาปายังตรัสถึงการครองตัวเป็นโสดว่า “เช่นเดียวกับความรักของคู่สมรส ความรักที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับการถือโสดเพื่ออาณาจักรของพระเจ้า จะต้องได้รับการปกป้องและฟื้นฟูขึ้นใหม่อยู่เสมอ ... รูปแบบนี้จะทำให้พวกลูก ไม่เพียงแต่เป็นสงฆ์ที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นพลเมืองที่ซื่อสัตย์ และเป็นผู้สร้างสันติภาพ”
2. อย่าเอาความมั่นคงในชีวิตไปผูกติดกับตำแหน่งหน้าที่ของการเป็นสงฆ์
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงหยิบยกพระวรสารตอนที่พระเยซูตรัสถึงขโมยและโจร พร้อมชี้ให้เห็นว่าพระเยซูรู้จักความโหดร้ายของโลกนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์หยุดสละชีวิตเพื่อเรา
พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยนตรัสว่า “ความจริงต้องไม่ทำให้เราหวาดกลัว ผู้ที่เรียกเราคือพระเจ้าแห่งชีวิต การประณามความชั่วร้ายต้องไม่กลายเป็นการยอมแพ้ อันตรายไม่ชักนำให้หลบหนี อย่าเอาความมั่นคงในชีวิตไปผูกติดกับตำแหน่งหน้าที่ของการเป็นสงฆ์ แต่ต้องยึดติดกับพระเยซู”
“ชุมชนที่พวกลูกจะถูกส่งไปนั้น จะช่วยพวกลูกให้เป็นนักบุญ และพวกลูกจงช่วยพวกเขาให้เดินเป็นหนึ่งเดียวกัน การอำนวยความสะดวกในการพบปะ การช่วยให้คนที่ไม่ค่อยได้คบหากันได้มาบรรจบกัน การดึงสิ่งที่ตรงข้ามกันให้เข้ามาใกล้กัน ล้วนเป็นสิ่งเดียวกับการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาป การรวบรวมคนคือการปลูกฝังศาสนจักรเสมอและเป็นใหม่อีกครั้ง” พระสันตะปาปา ตรัสอธิบายอย่างลึกซึ้ง
3. จงร่วมรับรู้ความทุกข์ และเป็น “ช่องทาง” ไม่ใช่ “แผ่นกรอง”
พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ยังยกภาพลักษณ์ของ “ประตูแกะ” ที่ชวนให้คิดถึงศีลล้างบาป มาสอนสงฆ์ใหม่ให้เปิดกว้างต้อนรับทุกคน พระองค์กล่าวถึงปีศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์นี้ยังคงสื่อสารกับผู้คนนับล้าน
พระสันตะปาปาตรัสอย่างหนักแน่นว่า “จงตระหนักว่าพวกลูกคือส่วนหนึ่งของเพื่อนมนุษย์ที่กำลังทนทุกข์และรอคอยชีวิตที่สมบูรณ์ อย่าซ่อนประตูศักดิ์สิทธิ์นี้ อย่าปิดกั้น และอย่าเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ต้องการก้าวเข้ามา วันนี้ยิ่งกว่ายุคใดๆ จงเปิดประตูให้กว้างไว้ ปล่อยให้ผู้คนเข้ามาและจงพร้อมที่จะก้าวออกไปหาพวกเขา พวกลูกคือ ‘ช่องทาง’ ไม่ใช่ ‘แผ่นกรอง’”
“หลายคนก้าวเข้ามาพร้อมกับความทรงจำในอดีต บางความทรงจำอาจยังคงงดงามและดึงดูดใจพวกเขา แต่บางความทรงจำก็เป็นเหมือนบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลและคอยผลักไสพวกเขาให้ออกห่าง พระเจ้าทราบเรื่องนี้ดีและรอคอยพวกเขาอยู่เสมอ จงเป็นภาพสะท้อนถึงความอดทนและความอ่อนโยนของพระองค์ เพราะพวกลูกเป็นของทุกคนและมีไว้เพื่อทุกคน” พระสันตะปาปา ตรัส
4. สงฆ์คาทอลิกอย่าขังตัวเองไว้ในเขตวัด แต่ต้องออกไปพบปะผู้คน โดยเฉพาะคนที่หลงทางจากพระเจ้า
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้สงฆ์คาทอลิกอย่าขังตัวเองไว้แค่ในเขตวัด แต่ให้ออกไปพบปะผู้คนและคริสตชนในชีวิตจริง
พระสันตะปาปาชาวอเมริกันตรัสว่า “พระเยซูตรัสว่า ผู้ที่รอดพ้นจะ 'เข้า ออก และพบทุ่งหญ้า' พระองค์ไม่จำกัดเสรีภาพของเรา ศาสนจักรของพระเจ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนฝูงที่เข้าไปง่าย แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะออกมา ประตูของศาสนจักรเปิดกว้าง ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลงในเขตวัด ในกลุ่มสมาคม หรือในขบวนการต่างๆ”
“จงออกไปและค้นหาวิถีวัฒนธรรม ผู้คน และชีวิต ผู้คนที่พวกลูกจะเป็นสงฆ์คาทอลิกเพื่อพวกเขา อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าที่พวกลูกต้องไปทำความรู้จัก วันนี้มีผู้คนมากมายรู้สึกหลงทาง ไม่มีประจักษ์พยานใดล้ำค่าไปกว่าประจักษ์พยานที่วางใจว่า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางที่ถูกต้องเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ พวกลูกคือพยานถึงสิ่งนี้” พระสันตะปาปาตรัสปิดท้าย
Source:

Comments
Post a Comment