โป๊ปเตือน อย่ามองพระเจ้าเป็นเครื่องรางของขลัง อย่าแสวงหาพระเจ้าเพื่อตักตวงประโยชน์ส่วนตน ย้ำพระเยซูไม่ต้องการคนรับใช้หรือลูกค้า แต่ทรงแสวงหาพี่น้อง

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนสติ อย่ามองพระเจ้าเป็นเกจิอาจารย์หรือเครื่องรางของขลัง อย่านำความเชื่อในพระเจ้าไปแทนที่ด้วยการปฏิบัติทางไสยศาสตร์ จนพระเจ้ากลายเป็นเพียงรูปเคารพ และอย่าแสวงหาพระเจ้าเพื่อตักตวงประโยชน์ส่วนตน


➡️ ทรงย้ำ พระเยซูไม่ต้องการคนรับใช้หรือลูกค้า แต่ทรงแสวงหาพี่น้องที่พระองค์สามารถอุทิศพระองค์เองให้ได้อย่างสิ้นเชิง


➡️ ทรงสอน ศาสนจักรคาทอลิกต้องไม่ประกาศข่าวดีแค่การเทศน์สอน แต่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงพระเจ้า ช่วยพยุงคนล้ม และแบ่งปันความเป็นพี่น้องกัน



ช่วงสายวันจันทร์ที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในพิธีมิสซา ณ ลานกว้างของเมืองซาอูริโม่ ประเทศแองโกลา ท่ามกลางคริสตชนที่มาร่วมพิธีกว่า 60,000 คน


สำหรับใจความสำคัญของบทเทศน์ในมิสซา Pope Report สรุปประเด็นหลักมาให้ดังนี้


1. อย่าแสวงหาพระเยซูเพียงเพื่อตักตวงผลประโยชน์


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการแบ่งปันข้อคิดจากพระวรสารประจำมิสซานี้ (จอห์น 6:22-29) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ฝูงชนแสวงหาพระเยซูหลังจากการทำอัศจรรย์ทวีขนมปัง 


“พระเจ้ามองลึกเข้าไปในใจของเรา และถามเราว่า เราแสวงหาพระองค์ด้วยความกตัญญูหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ด้วยการคิดคำนวณว่าได้หรือเสียหรือด้วยความรัก แท้จริงแล้ว พระเยซูได้ตรัสกับผู้ที่กำลังติดตามพระองค์ว่า งท่านทั้งหลายแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม’ (จอห์น 6:26)”


“พระดำรัสนี้เปิดโปงเจตนาของคนที่ไม่ได้ต้องการพบปะกับบุคคล แต่ต้องการเพียงเพื่อตักตวงสิ่งของ ฝูงชนมองพระเยซูเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย เป็นเหมือนผู้ให้บริการ หากพระองค์ไม่ได้ประทานอาหารให้พวกเขากิน กิจการและคำสอนของพระองค์ก็คงไม่เป็นที่สนใจของพวกเขา” พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันข้อคิด


2. เมื่อพระเจ้ากลายเป็นเกจิอาจารย์และเครื่องรางของขลัง


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเตือนสติอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับการบิดเบือนความเชื่อไปสู่การปฏิบัติทางไสยศาสตร์


“สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อที่แท้จริงถูกแทนที่ด้วยการปฏิบัติทางไสยศาสตร์ ซึ่งพระเจ้ากลายเป็นรูปเคารพที่ถูกแสวงหาเพียงเมื่อมีผลประโยชน์ต่อเรา และจะถูกแสวงหาตราบเท่าที่มันยังมีประโยชน์อยู่เท่านั้น แม้แต่ของของขวัญที่งดงามที่สุดของพระเจ้าก็อาจกลายเป็นข้ออ้าง เป็นรางวัล หรือเป็นสิ่งของแลกเปลี่ยน และถูกตีความผิดๆ โดยผู้ที่ได้รับ”


“เรื่องราวในพระวรสารจึงช่วยให้เราเข้าใจว่า มีแรงจูงใจที่ผิดพลาดในการแสวงหาพระคริสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์ถูกมองว่าเป็นเพียงเกจิอาจารย์ หรือเครื่องรางของขลัง แม้แต่แรงจูงใจของฝูงชนก็ยังไม่ถูกต้อง พวกเขาไม่ได้แสวงหาอาจารย์ที่พวกเขารัก แต่แสวงหาผู้นำที่พวกเขาจะคอยปรบมือให้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง” พระสันตะปาปาทรงย้ำ


3. พระเยซูไม่ต้องการลูกค้า แต่ทรงแสวงหาพี่น้อง


พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำถึงสิ่งที่พระเยซูทรงปรารถนาจากมนุษย์อย่างแท้จริงว่า พระองค์ไม่ได้ขับไล่คนที่เข้ามาหาด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ แต่ทรงเชิญชวนให้กลับใจ


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “พระคริสต์ทรงเรียกเราไปสู่อิสรภาพ พระองค์ไม่ต้องการคนรับใช้หรือลูกค้า แต่ทรงแสวงหาพี่น้องที่พระองค์สามารถอุทิศพระองค์เองให้ได้อย่างสิ้นเชิง เพื่อที่จะตอบสนองต่อความรักนี้ด้วยความเชื่อ การเพียงแค่ได้ยินพระเยซูตรัสนั้นไม่เพียงพอ แต่เราต้องยอมรับความหมายในคำสอนของพระองค์ การเพียงแค่ได้เห็นสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำก็ไม่เพียงพอ แต่เราต้องติดตามและดำเนินชีวิตตามแบบพระองค์ด้วย เมื่อเรามองเห็นพระประสงค์ของพระผู้ช่วยให้รอด ผู้สละพระองค์เองเพื่อเรา ผ่านเครื่องหมายของขนมปังที่ถูกแบ่งปัน เมื่อนั้นเราจึงจะเข้าใกล้การพบปะที่แท้จริงกับพระเยซู” 


4. ความอยุติธรรมทำให้ขนมปังตกเป็นของคนไม่กี่คน


พระสันตะปาปาทรงเชื่อมโยงคำสอนของพระเยซูที่ว่า “อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้” (จอห์น 6:27) เข้ากับสถานการณ์ความอยุติธรรมในโลกปัจจุบัน


บิช็อปแห่งกรุงโรม ชี้ให้เห็นว่า “ของขวัญของพระเจ้าส่องสว่างถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเรา เราสามารถเห็นได้ในวันนี้ว่าความหวังของผู้คนมากมายต้องพังทลายลงเพราะความรุนแรง ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยผู้ใช้อำนาจและถูกฉ้อโกงโดยคนรวย ผลที่ตามมาคือ เมื่อความอยุติธรรมกัดกินจิตใจ ขนมปังของทุกคนก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคนเพียงไม่กี่คน”


5. ศาสนจักรต้องประกาศข่าวดีด้วยประจักษ์พยานแห่งชีวิต


ตอนท้าย พระสันตะปาปาสอนว่าศาสนจักรต้องไม่ประกาศข่าวดีแค่การเทศน์สอน แต่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงพระเจ้า


“ศาสนจักรประกาศข่าวดีของพระคริสต์ไม่ใช่เพียงด้วยการเทศน์สอนเท่านั้น แต่ด้วยประจักษ์พยานแห่งชีวิตด้วย และเมื่อเราแบ่งปันศีลมหาสนิทซึ่งเป็นปังแห่งชีวิตนิรันดร เราก็ได้รับการเรียกให้รับใช้ประชากรของเราด้วยความทุ่มเท เพื่อพยุงคนที่ล้มลง สร้างขึ้นใหม่เมื่อความรุนแรงทำลาย และแบ่งปันความเป็นพี่น้องกันด้วยความชื่นชมยินดี” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260420-angola-messa-saurimo.html 


Comments