โป๊ปเตือน การทำงานเพื่อศาสนามักถูกทำให้บิดเบี้ยวเพราะความอยากมีอำนาจครอบงำคนอื่น สิ่งนี้ผิดหลักการของพระเยซูอย่างสิ้นเชิง

  • โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน คริสตชนต้องเลิกยึดติดกับความเคยชินและความสะดวกสบาย แต่เราต้องกล้าสละตัวเอง เพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ
  • ทรงเตือน การทำงานเพื่อศาสนามักถูกทำให้บิดเบี้ยวเพราะความอยากมีอำนาจครอบงำคนอื่น สิ่งนี้ผิดหลักการของพระเยซูอย่างสิ้นเชิง เราจะเอาข่าวดีไปบอกใครไม่ได้เลย ถ้าเราทำตัวเป็นผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา และเราจะไม่มีวันปลดปล่อยใครได้เลยถ้าเรายังยึดติดเสียเอง
  • ทรงชี้ ความดีไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากการใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น วิธีการทำงานของธรรมทูตที่เก่งกาจในประวัติศาสตร์คือทำงานแบบเงียบๆ ไม่โอ้อวด รับใช้แบบไม่เห็นแก่ตัว เลิกใช้แผนการที่หวังผลประโยชน์เข้าคนอื่น แต่เน้นการพูดคุยและเคารพกัน นี่คือวิถีทางที่พระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมนั้นๆ
  • ทรงย้ำ “เราต้องเลิกควบคุมเวลาของพระเจ้า แต่จงเชื่อใจในการทำงานของพระจิต” หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปสั่งพระทำงาน แต่คือการมองให้เห็นว่าพระอยู่กับเรา จงเดินไปกับพระองค์ เปิดทาง และตามพระองค์ไป
  • ทรงให้กำลังใจเวลาเจอความเข้าใจผิดและการถูกปฏิเสธ พระเยซูก็เคยโดนชาวเมืองนาซาเร็ธโกรธเกรี้ยว แต่สิ่งที่เราต้องทำแบบพระเยซูคือ “อย่าหนีปัญหา แต่จงเผชิญหน้าและก้าวผ่านมันไป” เพราะกางเขนคือส่วนหนึ่งของการทำงาน
  • ทรงเน้น ความรอดจะส่งถึงใจคนได้ก็ต้องถ่ายทอดด้วย “ภาษามนุษย์ที่เขาเข้าใจ” เหมือนในหนังสือกิจการอัครสาวกที่บอกว่า “ทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินพวกเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเรา (กิจการอัครสาวก 2:8)”
  • ทรงแนะ ก่อนจะเป็นเจ้าบ้านที่ดี เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นแขกให้เป็นเสียก่อน แม้แต่ในสังคมที่กระแสโลกก้าวหน้าที่สุด ศาสนจักรก็ไม่ควรเข้าไปแบบ “คนที่จะมายึดพื้นที่คืน” เพราะมีวัฒนธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนกำหนดความหมายอีกต่อไป หลายครั้งมันขัดแย้งกับคำสอนของพระเยซู หน้าที่ของศาสนจักรคือต้องเข้าไปถึงจุดที่มีการสร้างเรื่องราวใหม่ๆ และนำคำสอนของพระเยซูฝังรากลงไปในจิตใจของคนในสังคม




ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในมิสซาเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ในวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจัดขึ้นในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ท่ามกลางบรรดาบิช็อปและสงฆ์ที่มาร่วมรื้อฟื้นคำมั่นสัญญากันเป็นจำนวนมาก


สำหรับบทเทศน์วันนี้ พระสันตะปาปาทรงสอนบรรดาบิช็อป สงฆ์ และผู้ร่วมพิธีทุกคนถึงหัวใจสำคัญของพันธกิจคริสตชน ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จากบทเทศน์ Pope Report สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้


1. พันธกิจของคริสตชนคือพันธกิจเดียวกันกับพระเยซู


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า พันธกิจของคริสตชนไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นพันธกิจเดียวกันกับของพระเยซู


พระสันตะปาปาตรัสว่า “นี่เป็นปีแรกของพ่อที่ได้เป็นประธานในมิสซาเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ในฐานะบิช็อปแห่งกรุงโรม พ่ออยากจะไตร่ตรองร่วมกับพวกท่านถึงพันธกิจที่พระเจ้าทรงเรียกเราในฐานะประชากรของพระองค์ นี่คือพันธกิจของคริสตชน ซึ่งเป็นพันธกิจเดียวกันกับของพระเยซู เราแต่ละคนมีส่วนร่วมในพันธกิจนี้ตามกระแสเรียกของตนเอง”


2. หัวใจสำคัญประการแรกของพันธกิจคือการไม่ยึดติด


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงอธิบายหัวใจสำคัญของพันธกิจข้อแรก นั่นคือ เราต้องกล้าทิ้งสิ่งที่คุ้นเคยเพื่อก้าวสู่สิ่งใหม่ เหมือนที่พระเยซูเสด็จออกจากเมืองนาซาเร็ธ สถานที่พระองค์คุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็ก 


“การที่พระเจ้าทรงเจิมและเลือกเรา ก็เพื่อจะ ‘ส่งเราออกไปทำงาน’ … พวกเราในฐานะส่วนหนึ่งของร่างกายพระองค์ ก็ต้องเป็นศาสนจักรที่สืบทอดมาจากอัครสาวก คือต้องถูกส่งออกไป ต้องก้าวออกจากตัวเอง เรารู้ดีว่าการถูกส่งออกไปทำงาน อย่างแรกเลยคือ ‘ต้องไม่ยึดติด’ หมายความว่าเราต้องกล้าเสี่ยงที่จะทิ้งความคุ้นเคยและความสะดวกสบายไว้ข้างหลัง เพื่อก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ”


“งานทุกอย่างเริ่มต้นจากการยอมสละตัวเองแบบนี้นี่แหละ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ๆ ศักดิ์ศรีของเราในฐานะลูกของพระเจ้าไม่มีใครแย่งไปได้และไม่มีวันหายไป แต่ขณะเดียวกัน เราก็ลบความผูกพัน สถานที่ และประสบการณ์ในอดีตทิ้งไปไม่ได้เช่นกัน เราสืบทอดสิ่งดีๆ มาเยอะ แต่ก็รับเอาข้อจำกัดในอดีตมาด้วย” พระสันตะปาปาทรงสอน


3. หัวใจสำคัญประการที่สอง คริสตชนต้องไม่เข้าหาคนอื่นด้วยการแสดงอำนาจและหวังครอบงำ


บิช็อปแห่งกรุงโรม ทรงชี้ว่าพันธกิจคริสตชนต้องไม่เข้าหาผู้อื่นด้วยสัญลักษณ์แห่งอำนาจ พร้อมยกคำสอนของนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 ที่เตือนว่าเราต่างต้องแบกรับภาระแห่งความผิดพลาดของผู้ที่มาก่อนเรา ดังนั้นความดีไม่อาจเกิดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบได้


“ความรักจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อเราไม่ตั้งกำแพงป้องกันตัวเอง ความรักไม่ต้องการความวุ่นวาย ไม่ต้องโอ้อวด และพร้อมจะโอบกอดความอ่อนแอเปราะบางอย่างอ่อนโยน เรามักจะรู้สึกลำบากใจที่ต้องทำงานที่ทำให้เราดูอ่อนแอแบบนี้ แต่เราจะเอาข่าวดีไปบอกคนยากจนไม่ได้เลย ถ้าเราทำตัวเป็นผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา และเราจะไม่มีวันปลดปล่อยใครได้เลยถ้าเรายังยึดติดเสียเอง”


“นี่คือเคล็ดลับข้อที่สอง นั่นคือ เมื่อเราเลิกยึดติดแล้ว เราต้อง ‘เข้าหาผู้อื่น’ ในอดีตที่ผ่านมา การทำงานเพื่อศาสนามักถูกทำให้บิดเบี้ยวเพราะความอยากมีอำนาจครอบงำคนอื่น ซึ่งผิดหลักการของพระเยซูอย่างสิ้นเชิง นักบุญจอห์น พอล ที่ 2 เคยเตือนสติอย่างกล้าหาญว่า ‘เพราะเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายเดียวกัน แม้เราจะไม่ได้ทำผิดเองโดยตรง แต่เราก็ต้องร่วมกันแบกรับผลจากความผิดพลาดของคนรุ่นก่อนหน้าเราด้วย’” 


“สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องจำไว้คือ ไม่ว่าจะเป็นงานอภิบาลหรืองานในสังคม ความดีงามไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากการใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น ธรรมทูตที่เก่งกาจล้วนทำให้เห็นว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือการทำงานแบบเงียบๆ ไม่โอ้อวด อาศัยการเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกัน รับใช้อย่างไม่เห็นแก่ตัว เลิกใช้แผนการที่หวังผลประโยชน์ แต่เน้นการพูดคุยและเคารพกัน นี่คือวิถีทางที่พระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมนั้นๆ เสมอ ความรอดพ้นจะส่งถึงใจคนได้ก็ต้องผ่านภาษาที่เขาเข้าใจ เหมือนที่บอกว่า ‘ทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินพวกเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเรา’ (กิจการอัครสาวก 2:8)”


“ปาฏิหาริย์แบบวันเปนเตกอสเต (พระจิตเสด็จลงมา) จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเราเลิกคิดที่จะควบคุมเวลาของพระเจ้า แต่หันมาวางใจในพระจิต ผู้ซึ่งยังคงทำงานอยู่แม้ในทุกวันนี้ เหมือนในสมัยพระเยซูและอัครสาวก พระองค์ทำงานอยู่ก่อนหน้าเรา ทำงานหนักและดีกว่าเรา หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปสั่งพระองค์ทำงาน แต่คือการมองให้เห็น ต้อนรับ เดินไปกับพระองค์ เปิดทางให้ และตามพระองค์ไป พระองค์ไม่เคยสิ้นหวังในยุคสมัยของเราเลย”


“เพื่อให้เราทำงานสอดคล้องกับพระเจ้า เราต้องออกไปทำงานด้วยความเรียบง่าย เคารพในความลึกซึ้งของทุกคนและทุกชุมชนที่เราไปพบ ในฐานะคริสตชน เราต้องวางตัวเป็น ‘แขกผู้มาเยือน’ กฎข้อนี้ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบิช็อป บาทหลวง หรือนักบวช เพราะก่อนที่เราจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นแขกให้เป็นเสียก่อน แม้แต่ในสังคมที่กระแสโลกนิยมก้าวหน้าที่สุด เราก็ไม่ควรเข้าไปแบบผู้ที่จะยึดพื้นที่คืน มันมีวัฒนธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งคริสตชนไม่ได้เป็นคนกำหนดความหมายอีกต่อไป แต่เรากลับเอาภาษา สัญลักษณ์ และมุมมองใหม่ๆ จากวัฒนธรรมเหล่านั้นมาใช้ ซึ่งบางครั้งก็ขัดแย้งกับคำสอนของพระเยซู... ศาสนจักรต้องเข้าไปถึงจุดที่มีการสร้างเรื่องราวใหม่ๆ เหล่านี้ เพื่อนำคำสอนของพระเยซูฝังรากลงไปในจิตใจของคนเมือง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราก้าวเดินไปด้วยกันทั้งศาสนจักร โดยไม่มองว่างานนี้เป็นการผจญภัยของฮีโร่เพียงไม่กี่คน แต่เป็นการเป็นพยานร่วมกันเป็นทีม” พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน เทศน์อย่างลึกซึ้ง


4. หัวใจสำคัญประการที่สาม: กางเขนคือส่วนหนึ่งของพันธกิจ


พระสันตะปาปาทรงอธิบายต่อไปว่า มิติที่ถอนรากถอนโคนที่สุดของพันธกิจคริสตชน คือการถูกปฏิเสธเหมือนที่พระเยซูทรงเผชิญที่เมืองนาซาเร็ธ ซึ่งพระองค์ทรงเรียกร้องคริสตชนอย่าหลบหนี แต่จงเผชิญหน้าและก้าวผ่านมันไปให้ได้


พระสันตะปาปาตรัสว่า “มิติที่สาม ซึ่งอาจจะฟังดูหนักหน่วงที่สุด นั่นคือ การเตรียมใจรับมือกับความเข้าใจผิดและการถูกปฏิเสธ เหมือนที่ชาวเมืองนาซาเร็ธเคยโกรธเกรี้ยวใส่พระเยซู … แม้ในพิธีมิสซาจะไม่ได้อ่านบทนี้ แต่สิ่งที่เรากำลังเฉลิมฉลองคืนนี้ สอนเราว่า ‘อย่าหนีปัญหา’ แต่ให้ ‘เผชิญหน้าและก้าวผ่านมันไป’”


“กางเขนคือส่วนหนึ่งของการทำงาน การถูกส่งออกไปอาจจะขมขื่นและน่ากลัว แต่สุดท้ายมันจะทำให้เราเป็นอิสระและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ การยึดครองโลกด้วยอำนาจจะถูกทำลายจากภายใน และความรุนแรงจะถูกกระชากหน้ากาก พระเมสซิยาห์ผู้ยากจนและถูกทอดทิ้ง ยอมเดินลงไปสู่ความตายอันมืดมิด แต่การทำแบบนั้นกลับนำการเนรมิตสร้างสิ่งใหม่มาสู่แสงสว่าง”


5. แบบอย่างมรณสักขี เราคือประจักษ์พยาน ไม่ใช่เหยื่อ


ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงยกบันทึกของ นักบุญออสการ์ โรเมโร่ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ ท่านพร้อมเผชิญอันตรายด้วยพระหรรษทาน และมอบทั้งชีวิตให้กับพระคริสต์ โดยเชื่อมั่นว่าจะมีผู้อื่นสานต่องานต่อไป


“บรรดานักบุญคือผู้สร้างประวัติศาสตร์... ภายในโลกที่ถูกฉีกทึ้งด้วยอำนาจที่ทำลายล้าง ประชากรกลุ่มใหม่ได้ลุกขึ้น ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะประจักษ์พยาน ในห้วงเวลาอันมืดมิดของประวัติศาสตร์นี้ เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าที่จะส่งเราไปแพร่กลิ่นหอมของพระคริสต์ในที่ซึ่งกลิ่นเหม็นแห่งความตายครอบงำอยู่ ขอให้เรารื้อฟื้นคำว่า ‘ยอมรับ’ หน้าที่ของเราอีกครั้ง เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและนำมาซึ่งสันติภาพ”  พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260402-crisma.html 


Comments