โป๊ปเตือน “วิบัติจงมีแก่ผู้บิดเบือนศาสนาเพื่อผลประโยชน์” ย้ำ สันติภาพเกิดจากการยอมรับความเป็นพี่น้อง

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนสติ “วิบัติจงมีแก่ผู้ที่บิดเบือนศาสนาและนามของพระเจ้า” เพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองของตนเอง โดยทำให้สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ต้องแปดเปื้อน


➡️ ทรงย้ำ สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เราต้องประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แต่คือการยอมรับเพื่อนบ้านในฐานะพี่น้อง เพราะเราไม่ได้เลือกพี่น้อง แต่เราเพียงแค่ต้องยอมรับซึ่งกันและกัน


➡️ ทรงเผย โลกปัจจุบันกำลังทุ่มเทเงินมหาศาลไปกับการทำลายล้างและอาวุธสงคราม แต่กลับไม่มีทรัพยากรเหลือเพื่อใช้ในการเยียวยาและการศึกษา


➡️ ทรงให้กำลังใจ คริสตชนทุกคนคือ “พันธกิจ” บนโลกใบนี้ เราต้องรับใช้ผู้อื่นด้วยจิตวิญญาณ ไม่ว่าเราจะมีอาชีพใดก็ตาม



ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จมายังอาสนวิหารนักบุญโจเซฟ เมืองบาเมนดา ประเทศแคเมอรูน เพื่อร่วมงานพบปะเพื่อสันติภาพและรับฟังประจักษ์พยานจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ซึ่งในตอนท้ายของงาน พระสันตะปาปาได้ร่วมปล่อยนกพิราบขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพด้วย


สำหรับใจความสำคัญของบทเทศน์ที่พระสันตะปาปาตรัสสอน Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. ผู้ประกาศสันติภาพคือผู้งดงาม


พระสันตะปาปาทรงชื่นชมความเข้มแข็งของชุมชนที่ทนทุกข์มาอย่างแสนสาหัส และทรงยินดีที่ผู้นำศาสนาต่างๆ ได้มารวมตัวกันเพื่อก่อตั้งขบวนการเพื่อสันติภาพ


“เท้าของพวกท่านก็ช่างงดงามเช่นกัน แม้จะเปื้อนฝุ่นจากผืนแผ่นดินที่อาบไปด้วยเลือดและถูกทารุณกรรม ... เท้าของพวกท่านได้นำพาท่านมาไกลถึงเพียงนี้ และแม้จะมีความยากลำบากและอุปสรรคมากมาย แต่เท้าเหล่านั้นก็ยังคงยืนหยัดอยู่บนเส้นทางแห่งความดี พ่ออยู่ที่นี่เพื่อประกาศสันติภาพ แต่พ่อกลับพบว่าเป็นพวกท่านต่างหากที่กำลังประกาศสันติภาพแก่พ่อ และแก่คนทั้งโลก” พระสันตะปาปาตรัสชื่นชม


2. วิบัติจงมีแก่ผู้ที่บิดเบือนศาสนา


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเตือนถึงผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง โดยชี้ให้เห็นความจริงที่ว่า ผู้คนจำนวนมากสูญเสียทรัพยากรไปกับการทำลายล้างแทนที่จะใช้เพื่อการเยียวยา


“พระเยซูตรัสกับเราว่า ‘ผู้ใดสร้างสันติย่อมเป็นสุข แต่วิบัติจงมีแก่ผู้ที่บิดเบือนศาสนาและนามของพระเจ้า’ เพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร ทางเศรษฐกิจ หรือทางการเมืองของตนเอง โดยลากเอาสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ลงไปสู่ความมืดมิดและความโสมม” “มันยังเป็นงานที่อันตรายด้วย บรรดาผู้กระหายสงครามแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่า การทำลายล้างนั้นใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา แต่การสร้างขึ้นใหม่นั้น บ่อยครั้งที่ชั่วชีวิตก็ยังไม่เพียงพอ พวกเขาทำเป็นปิดตาไม่รับรู้ความจริงที่ว่า เงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปกับการเข่นฆ่าและการทำลายล้าง แต่ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเยียวยารักษา การศึกษา และการฟื้นฟูกลับหาไม่ได้เลย ผู้ที่ปล้นเอาทรัพยากรจากแผ่นดินของพวกท่าน โดยทั่วไปแล้วจะนำผลกำไรส่วนใหญ่ไปลงทุนกับอาวุธ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดวงจรแห่งความไม่มั่นคงและความตายที่ไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือโลกที่กลับตาลปัตร เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ซึ่งต้องถูกประณามและถูกปฏิเสธโดยทุกมโนธรรมที่ซื่อสัตย์” พระสันตะปาปาเตือนสติ


3. สันติภาพคือการยอมรับเพื่อนบ้านในฐานะพี่น้อง


พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้คริสตชนเป็นแสงสว่าง เป็นเกลือ และเป็นเหมือนน้ำมันที่ชโลมบาดแผลให้แก่พี่น้อง


“สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เราต้องประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา มันคือสิ่งที่เราต้องโอบกอดด้วยการยอมรับเพื่อนบ้านของเราในฐานะพี่น้องชายหญิงของเรา เราไม่ได้เลือกพี่น้องของเรา เราเพียงแค่ต้องยอมรับซึ่งกันและกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน” พระสันตะปาปาแบ่งปัน


4. รับใช้สันติภาพไปด้วยกัน


ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงหยิบยกคำสอนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส เพื่อให้กำลังใจผู้ที่อุทิศตนทำงานช่วยเหลือผู้อื่น และกระตุ้นให้ทุกคนก้าวเดินไปพร้อมกัน


“แนวคิดของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ในสมณสาส์นเตือนใจ Evangelii Gaudium (ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร) ได้ผุดขึ้นในใจของพ่อขณะฟังถ้อยคำของพวกท่าน … เราต้องมองตัวเองว่าได้รับการประทับตรา หรือถูกประทับเครื่องหมายแล้ว โดยพันธกิจของการนำความสว่าง การอวยพร การให้ชีวิต การยกระดับจิตใจ การเยียวยารักษา และการปลดปล่อย ทั่วทุกหนแห่งรอบตัวเรา เราเริ่มเห็นพยาบาลที่ทำงานด้วยจิตวิญญาณ ครูที่สอนด้วยจิตวิญญาณ นักการเมืองที่ทำงานด้วยจิตวิญญาณ ผู้คนที่เลือกจากส่วนลึกของจิตใจที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นและเพื่อผู้อื่น”


“ให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ โดยไม่ท้อถอย และเหนือสิ่งอื่นใด คือไปด้วยกัน ไปด้วยกันเสมอ” พระสันตะปาปาตรัสทิ้งท้าย


ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มพิธี ได้มีการแบ่งปันความเชื่อจากผู้แทน 5 คน ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้


คนแรก เดนิส ซาโล (ผู้พลัดถิ่น) เล่าให้พระสันตะปาปาฟังว่า ตนสูญเสียทุกอย่างจากสงครามในค.ศ. 2017 บ้านถูกเผาและเพื่อนบ้านถูกฆ่าตาย จนต้องพาครอบครัวหนี ปัจจุบันเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นยามและคนสวน


คนที่สอง ฟอน ฟรู อะซาห์ อังวาฟอร์ ที่ 4 (หัวหน้าเผ่าสูงสุดแห่งมันกอน) เล่าให้พระสันตะปาปาฟังว่า ความขัดแย้งในประเทศทำให้ตนตกเป็นเป้าหมายลอบสังหาร กระนั้น ตนยังภูมิใจที่ในอดีตบรรดาหัวหน้าเผ่าได้มอบที่ดินให้สร้างวัดและโรงเรียนคาทอลิก พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่งเสริมสันติภาพต่อไป


คนที่สาม ซามูเอล ฟอร์บา (คริสตจักรเพรสไบทีเรี่ยนในแคเมอรูน) เล่าให้พระสันตะปาปาฟังว่า ความขัดแย้งในประเทศทำให้ผู้นำคริสต์และอิสลามรวมตัวกันตั้งขบวนการสันติภาพเพื่อเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย


คนที่สี่ อิหม่าม โมฮัมหมัด อาบูบากัร เล่าให้พระสันตะปาปาฟังว่า ชุมชนมุสลิมตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเช่นกัน แต่ท่ามกลางความโหดร้าย โชคดีที่วิกฤตนี้ไม่ได้ลุกลามเป็นสงครามศาสนา เพราะผู้คนจากหลากหลายความเชื่อยังคงพยายามที่จะรักซึ่งกันและกันอย่างเข้มแข็ง 


คนที่ห้า ซิสเตอร์คอรีน ทังกิรี่ มังกู (คณะซิสเตอร์นักบุญอันนา) เล่าให้พระสันตะปาปาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตนและเพื่อนซิสเตอร์ถูกจับเป็นตัวประกันในป่านาน 3 วัน แต่ก็พยายามอธิบายกับคนร้ายว่ามาเพื่อช่วยคนจน สุดท้ายก็ได้รับการปล่อยตัวด้วยความวางใจในพระเจ้า

Sources:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/speeches/2026/april/documents/20260416-camerun-incontro-pace.html


2. https://www.vaticannews.va/it/papa/news/2026-04/testimonianze-bamenda-pace-camerun-papa-leone.html 


Comments