ข้อมูลใหม่เผย คำกล่าวสุดท้ายของโป๊ปฟรานซิสตอนตี 5 วันสิ้นพระชนม์ “ขอบใจนะ และขอโทษที่ทำให้ลำบาก”

➡️ ซัลวาตอเร่ แชร์นูซิโอ (ในภาพประกอบ) นักข่าวสายวาติกัน เปิดตัวหนังสือ “Padre” (ปาเดร คำนี้หมายความว่า “คุณพ่อที่สังกัดคณะนักบวช” ส่วน Don หรือ ดอน เช่น ดอน บอสโก หมายถึงคุณพ่อที่สังกัดคณะพื้นเมือง) เพื่อรำลึก 1 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา ฟรานซิส 


➡️ รายละเอียดภายใน บอกเล่า นาทีบีบหัวใจเมื่อตัวของ แชร์นูซิโอ ถูกเรียกไปโรงพยาบาลเจเมลลี่ เพราะพระสันตะปาปา ฟรานซิส คิดว่าพระองค์อาจจะอยู่อีกไม่นาน จึงเรียกตัวมาเพื่อกล่าวคำอำลาสุดท้าย


➡️ นอกจากนี้ ยังมีการเล่าเบื้องหลังความผูกพันและอารมณ์ขันของพระสันตะปาปาจากคณะเยสุอิต เมื่อพระองค์กล่าวถึง คาร์ดินัล โรเบิร์ต เพรโวสท์ (พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ในปัจจุบัน) ว่า “คนนี้คือนักบุญ” เพราะเก่งกาจในการสร้างความสามัคคี

➡️ เปิดเผยคำกล่าวสุดท้ายตอนตี 5 ของวันที่สิ้นพระชนม์ พระสันตะปาปา ฟรานซิส กดกริ่งขอน้ำดื่มและกล่าวกับพยาบาลว่า “ขอบใจนะ และขอโทษที่ทำให้ลำบาก” สะท้อนความใส่ใจผู้อื่นจนวินาทีสุดท้าย



โอกาสที่การครบรอบ 1 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา ฟรานซิส กำลังจะมาถึงในวันที่ 21 เมษายน 2026 “ซัลวาตอเร่ แซร์นูซิโอ” นักข่าวของวาติกัน นิวส์ (Vatican News) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว OSV News เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ของเขาที่มีชื่อว่า “Padre” (คุณพ่อ) ซึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันส่วนตัวและเกร็ดชีวิตของอดีตพระสันตะปาปาที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน


โดยส่วนตัวแล้ว ตัวผมเองไม่รู้จักกับ ซัลวาตอเร่ แชร์นูซิโอ เป็นการส่วนตัว เพราะตอนที่ผมได้ไปทำข่าวการสถาปนานักบุญจอห์น ที่ 23 และนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 แชร์นูซิโอยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มของนักข่าววาติกัน แต่ผมเริ่มตามอ่านงานของเขามากขึ้นเรื่อยๆ จาก “วาติกัน อินไซเดอร์” ซึ่งแชร์นูซิโอ เข้ามาเป็นนักข่าวตัวหลัก หลังจาก อันเดรอา ตอร์นิเอลลี่ ย้ายออกจาก “ลา สตัมป้า” เพื่อเข้ามาทำงานในวาติกัน ซึ่งต่อมา แชร์นูซิโอ ก็ย้ายมาทำงานให้วาติกันด้วยเช่นกัน


สำหรับประเด็นสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. การเรียกตัวด่วนสู่ชั้น 10 โรงพยาบาลเจเมลลี่


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2025 ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่ชั้น 10 ของโรงพยาบาลเจเมลลี่ เพื่อภาวนาให้พระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงหายจากอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ


ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการรักษาตัววันที่สาม แถลงการณ์ระบุว่าพระองค์ไม่มีไข้และอุทิศเวลาให้กับการทำงานและอ่านเอกสาร แชร์นูซิโอก็ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับนักข่าวคนอื่นๆ แต่มันมีความหมายส่วนตัวสำหรับเขาด้วย เพราะตอนบ่ายของวันนี้เอง มัสซิมีลีอาโน่ สตราเป็ตติ พยาบาลที่ดูแลพระสันตะปาปา ได้ส่งข้อความหาเขาว่า “พระสันตะปาปา ฟรานซิส ให้มาถามว่าคุณมาที่นี่ได้ไหม เพราะพระองค์อยากคุยกับคุณ”


2. “พ่อต้องการมาบอกลา”


เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แชร์นูซิโอทักทายพระองค์ด้วยคำว่า “ปาเดร” (คุณพ่อ) ซึ่งเป็นคำที่นิยามความสัมพันธ์ของทั้งคู่ พระสันตะปาปาซึ่งอ่อนแรงลงเรื่อยๆและมีอาการไอขัดจังหวะเป็นระยะได้พูดกับเขาว่า “ที่โรงพยาบาลนี้ พ่อไม่รู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร และเนื่องจากลูกเป็นเหมือนลูกชาย หลานชาย และน้องชายสำหรับพ่อ พ่อจึงต้องการมาบอกลา”


แชร์นูซิโอเผยว่าเขาร้องไห้อย่างหนักเมื่อเดินออกมา เพราะรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียคนใกล้ชิด และเพิ่งตระหนักว่าตนเองมีพื้นที่พิเศษในใจของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ไม่ใช่แค่เป็นเพื่อนนักข่าวคนหนึ่งอย่างที่เคยคิด การที่พระสันตะปาปาคิดถึงและกล่าวอำลาเขาในสถานการณ์ที่วุ่นวายเช่นนั้นทำให้เขาใจสลาย


3. เบื้องหลังหนังสือ “Padre” (คุณพ่อ)


การพบปะครั้งนั้นเป็นหนึ่งในหลายเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดในหนังสือ “Padre” ซึ่งปัจจุบันตีพิมพ์เป็นภาษาอิตาลี (แชร์นูซิโอหวังว่า จะมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษในอนาคต) แชร์นูซิโอต้องการแบ่งปันของขวัญแห่งการได้ใกล้ชิดกับพระองค์ เพื่อยืนยันว่าภาพลักษณ์ที่เป็นที่รักในที่สาธารณะนั้น ไม่ต่างจากชีวิตส่วนตัวเลย

เขาถือว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการแสดงความกตัญญู โดยมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกระตุ้นให้เขาบันทึกสถานการณ์ที่ไม่เหมือนใครและเรื่องแปลกๆ ไว้ให้ตนเองและลูกๆ ได้อ่าน แม้เขาจะเปิดเผยเรื่องราวมากมาย แต่ก็ยังคงเซ็นเซอร์บางเรื่องเพื่อเคารพพื้นที่แห่งความไว้วางใจ โดยระลึกเสมอถึงเวลาที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส มักพูดติดตลกว่า “นี่คือความลับของพระสันตะปาปานะ”


4. อารมณ์ขันและความไว้วางใจที่หอพัก ซานตา มาร์ธา


อารมณ์ขันคือเอกลักษณ์ของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ไม่ว่าผู้มาเยือนจะเป็นผู้นำประเทศหรือกลุ่มของซิสเตอร์ พระองค์ชอบใช้เรื่องตลกเพื่อละลายพฤติกรรมเสมอ 


แชร์นูซิโอเล่าถึงตอนที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส ได้แซว จอร์จ้า เมโลนี่ นายกรัฐมนตรีอิตาลี ที่ใส่ชุดสีขาวมาเข้าเฝ้าว่า “นี่ท่านมาเพื่อรับศีลมหาสนิทครั้งแรกหรือเปล่า”


ความไว้วางใจระหว่างทั้งคู่เห็นได้ชัดจากการที่แชร์นูซิโอมักนำ “ดุลเช่ เด เลเช่ กรานิซาโด้” (ไอศกรีมนมคาราเมลผสมเกล็ดช็อกโกแลต) ของโปรดไปถวายที่หอพัก ซานตา มาร์ธา พระสันตะปาปา ฟรานซิส ถึงขั้นสั่งให้ผู้ช่วยเอาไปแช่ตู้เย็นในห้องนอนได้เลย


แม้จะสนิทสนมเหมือนไปเยี่ยมสมาชิกในครอบครัวที่เป็นนักบวช แต่พระสันตะปาปา ฟรานซิส ก็ไม่เคยลดทอนความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ พระองค์สนใจรับฟังเรื่องราวชีวิตธรรมดาๆ เช่น ปัญหาครอบครัว การโต้เถียง และเรื่องงานอย่างแท้จริง และเมื่อสนทนาด้วย พระองค์จะทรงให้ความสนใจแค่คนตรงหน้าในช่วงเวลาครึ่งชั่วโมงนั้นอย่างเต็มที่จนทำให้รู้สึกมีคุณค่า


5. ทรรศนะต่อ “คาร์ดินัล เพรโวสท์” (โป๊ป เลโอ ที่ 14) และมุมมองถึงอนาคต


ในหนังสือยังเล่าว่า พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยคุยเล่นกับแชร์นูซิโอ เรื่องการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป แม้จะไม่เคยเอ่ยชื่อคาร์ดินัล โรเบิร์ต เพรโวสท์ ตรงๆ ในฐานะพระสันตะปาปาองค์ถัดไป แต่ครั้งหนึ่ง แชร์นูซิโอ เคยถามพระสันตะปาปา ฟรานซิส เกี่ยวกับ คาร์ดินัล เพรโวสท์ ซึ่งพระองค์ตอบว่า “โรแบร์โต้หรือ? (โรเบิร์ต) เขาคือนักบุญนะ”


แชร์นูซิโออธิบายว่า พระสันตะปาปา ฟรานซิส มักจัดประเภทคนในแบบของพระองค์ เช่น “คนนี้เป็นคนฉลาด” หรือ “คนเป็นนักกวี”’ สำหรับคำว่า “นักบุญ” พระองค์ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีบาป แต่หมายถึงคนที่มีความสามารถในการจัดการกับการโต้เถียง ความตึงเครียด และสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างใจเย็น และสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้


เมื่อมองย้อนกลับไป แชร์นูซิโอมองว่าคำอธิบายนี้ตรงกับ พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ในปัจจุบันอย่างมาก พระองค์กำลังนำศาสนจักรฝ่าฟันช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปีจากภาวะสงครามทั่วโลก โดยจัดการปัญหาที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และเดินตามเส้นทางที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงเปิดไว้ ตามแนวคิดที่ว่า “จงริเริ่มกระบวนการต่างๆ อย่ามัวแต่ยึกๆยักๆ อยู่นิ่งกับที่”


6. คำกล่าวสุดท้าย “ขอบใจและขอโทษ”


คนทั่วไปทราบดีว่า หนึ่งวันก่อนสวรรคต พระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงขอบคุณพยาบาลที่พาพระองค์ออกไปลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตรเพื่ออำลาสัตบุรุษเป็นครั้งสุดท้าย แต่ข้อมูลใหม่ในหนังสือเผยว่า ในเวลาประมาณตี 5 ของวันที่ 21 เมษายน พระสันตะปาปา ฟรานซิส ได้กดกริ่งขอน้ำดื่ม และกล่าวประโยคสุดท้ายในชีวิตกับพยาบาลว่า “ขอบใจนะ และขอโทษที่ทำให้ลำบาก”


แชร์นูซิโอชี้ว่า ประโยคสุดท้ายสั้นๆนี้สะท้อนตัวตนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะพระองค์ให้คุณค่ากับทุกคนและใส่ใจความสุภาพเรื่องการเคารพผู้อื่นเสมอ เช่น การพยายามค่อยๆ ลุกขึ้นยืนต้อนรับแขกแม้จะลำบาก หรือการรอทักทายทหารยามและคนขับรถแบบเรียงตัวในโรงจอดรถ


การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ยืนยันว่าพระองค์ทรงมีความเป็นมนุษย์และใกล้ชิดกับทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนจะจดจำตลอดไป


Source:


- https://www.osvnews.com/a-fathers-farewell-journalist-recalls-personal-bond-with-pope-francis-in-new-book/ 


Comments