หนุ่มยูเครนเผยเบื้องหลังเข้าเฝ้าโป๊ปฟรานซิส 30 ครั้ง เผยโป๊ปฟรานซิสยอมรับผิดเรื่องคำพูด และยืนยันว่า “พ่อจะไม่ยอมให้โลกลืมยูเครน”
➡️ เดนิส โคยาด้า วัยรุ่นยูเครน เปิดเผยเรื่องราวมิตรภาพและการเข้าเฝ้าโป๊ปฟรานซิสเป็นการส่วนตัวกว่า 30 ครั้งที่หอพักซานตา มาร์ธา ซึ่งโป๊ปฟรานซิสทรงรับฟังและร่วมแบ่งปันความเจ็บปวดของชาวยูเครนอย่างแท้จริง
➡️ รำลึกจุดเริ่มต้นมิตรภาพเกิดจากจดหมายที่ตนเขียนไปตำหนิพระสันตะปาปา ฟรานซิส ด้วยความโกรธเรื่องคำพูด “นาโต้ไปยั่วยุถึงประตูบ้านของรัสเชีย” ซึ่งพระองค์ตอบกลับด้วยความถ่อมตนว่า “บางทีพ่ออาจจะผิด โปรดช่วยพ่อที”
➡️ เผย โป๊ปฟรานซิสยอมรับว่าพระองค์สื่อสารไม่ชัดเจนและผิดพลาด พระองค์คือคนบาปและมีความอ่อนแอ แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ไม่ยอมรับอย่างแน่นอนคือการมาบอกว่าพระองค์ไม่รักยูเครน
➡️ จำคำสอนของโป๊ปฟรานซิสได้แม่น พระองค์ย้ำเรื่องการทำกิจเมตตา ไม่ใช่แค่การให้เงิน แต่คือการก้มลงไปรับฟังและร่วมแบกรับความทุกข์ทรมานของผู้อื่น
ในโอกาสพระสันตะปาปา ฟรานซิส สิ้นพระชนม์ครบรอบ 1 ปี เดนิส โคยาด้า อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยคาทอลิกชาวยูเครน ได้ให้สัมภาษณ์กับ “อิล เมสซาจเจโร่” สื่อยักษ์ใหญ่ของอิตาลี เพื่อเปิดเผยความประทับใจเกี่ยวกับมิตรภาพและการเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ฟรานซิส แบบส่วนตัวกว่า 30 ครั้ง ณ หอพักซานตา มาร์ธา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่พระสันตะปาปามีต่อประเทศยูเครนที่กำลังบอบช้ำจากสงคราม
สำหรับใจความสำคัญจากบันทึกของเดนิส Pope Report สรุปประเด็นหลักมาให้ดังนี้
1. จุดเริ่มต้นจากจดหมายแห่งความไม่พอใจพระสันตะปาปา
มิตรภาพของทั้งสองเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดนิสเขียนจดหมายไปตำหนิพระสันตะปาปาเกี่ยวกับคำตรัสเรื่อง “นาโต้ไปยั่วยุที่ชายแดนรัสเซีย” และการจัดให้หญิงชาวรัสเซียและยูเครนยืนคู่กันในการเดินรูป 14 ภาควันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้ชาวยูเครนเป็นอย่างมาก
แต่สิ่งที่เดนิสได้รับกลับมาคือจดหมายตอบกลับที่เต็มไปด้วยความถ่อมตน โดยพระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงเขียนว่า “พ่อขอโทษที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด พ่ออยู่เคียงข้างพวกลูกและสวดภาวนาเพื่อยูเครน แต่บางทีลูกอาจจะถูก บางทีพ่ออาจจะผิด และดังนั้น พ่อขอร้องลูกว่า โปรดช่วยพ่อที ลูกมาหาพ่อได้ไหม”
2. คำสัญญาว่าจะไม่ทิ้งยูเครน
ในการพบกันครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2022 เดนิสได้พาอดีตผู้เห็นต่างทางการเมืองที่เคยผ่านค่ายกักกันมาเข้าเฝ้าด้วย พระสันตะปาปา ฟรานซิส ใช้เวลารับฟังพวกเขานานถึงชั่วโมงครึ่ง พระองค์ตั้งคำถามที่แสดงถึงความห่วงใย เช่น เด็กๆ ได้ไปโรงเรียนหรือไม่ โรงพยาบาลยังเปิดให้คนป่วยเข้ารับการรักษาอยู่ไหม
พระสันตะปาปาทรงให้คำสัญญาว่า “เดนิส พ่อจะไม่ยอมให้โลกลืมยูเครน” ซึ่งเดนิสยืนยันว่าพระองค์รักษาสัญญานี้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต โดยทุกครั้งที่มีร่างบทเทศน์ที่ไม่มีการกล่าวถึงยูเครน พระองค์จะส่งคืนพร้อมเขียนโน้ตสั้นๆ ริมกระดาษว่า “ยูเครน” เสมอ
3. การทูตคือเครื่องมือแห่งความเมตตา
เดนิสเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาขอให้พระสันตะปาปาพบกับ คีรีโล บูดานอฟ ผู้อำนวยการข่าวกรองของยูเครน เพื่อหารือเรื่องการแลกเปลี่ยนนักโทษ พระสันตะปาปาทรงเปิดหอพักซานตา มาร์ธา ในวันอังคารซึ่งเป็นวันหยุดพักผ่อนของพระองค์ ทรงใช้เวลาพูดคุยถึงสองชั่วโมงครึ่ง และกล่าวว่า “ไม่ต้องรีบ พ่อมีเวลาให้คุณเต็มที่”
เดนิสชี้ให้เห็นว่า “สำหรับพระสันตะปาปา ฟรานซิส การทูตไม่ใช่เครื่องมือแห่งอำนาจ แต่มันคือเครื่องมือแห่งความเมตตา พระองค์ไม่ได้พยายามทำตัวให้ดูเข้มแข็ง แต่ทรงปรารถนาที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์”
4. ความรักที่แท้จริงและการทำทาน
เมื่อเผชิญกับคำวิจารณ์เรื่องการสื่อสารที่บางครั้งไม่ชัดเจน พระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงยอมรับความอ่อนแอของพระองค์เอง พร้อมตรัสกับเดนิสว่า “ลูกกลับไปยูเครนและบอกทุกคนได้เลยว่า พระสันตะปาปาเป็นคนบาป นี่คือความจริง บอกทุกคนได้เลยว่าพระองค์อ่อนแอ และนั่นก็จะเป็นความจริงเช่นกัน แต่ลูกไม่มีสิทธิ์พูดสิ่งหนึ่ง นั่นคือการบอกว่าพ่อ (พระสันตะปาปา) ไม่รักยูเครน”
นอกจากนี้ พระสันตะปาปา ฟรานซิส ยังให้การสนับสนุนด้านสิ่งของที่จำเป็นแก่ผู้คนในเขตสงครามอย่างเงียบๆ และยังสอนความหมายที่แท้จริงของการทำกิจเมตตาแก่เดนิสว่า “อย่าซื้อการให้อภัยจากผู้ที่ขัดสนด้วยการให้เงินเขาเฉยๆ ตราบใดที่ลูกไม่ก้มตัวลงหาเขา ตราบใดที่ลูกไม่กอบกู้ศักดิ์ศรีของเขากลับคืนมา ตราบใดที่ลูกไม่อ้าแขนรับความเจ็บปวดของเขา ลูกก็ยังไม่ได้แสดงความเมตตาเลย”
5. ผู้อภิบาลที่มีกลิ่นของฝูงแกะ
ตอนท้าย เดนิสสรุปว่ามรดกที่แท้จริงของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ไม่ใช่อำนาจทางการเมือง แต่คือวิถีการเป็นผู้อภิบาลที่กล้ายืนเคียงข้างผู้คน พระองค์มองสงครามเป็นความพ่ายแพ้ของมนุษยชาติ ไม่ใช่เรื่องทางภูมิรัฐศาสตร์
“พระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาเพราะพระองค์ยังคงเป็นผู้อภิบาล ผู้อภิบาลที่ไม่เกรงกลัวที่จะมีกลิ่นของฝูงแกะ แม้ในโลกที่เริ่มมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งของสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ” เดนิสกล่าวทิ้งท้าย
Source:

Comments
Post a Comment